- หน้าแรก
- เกิดใหม่ทั้งที ขอสุ่มยีนดีตั้งแต่ในครรภ์
- บทที่ 7: ผู้พิพากษาแห่งโรงเรียนอนุบาล!
บทที่ 7: ผู้พิพากษาแห่งโรงเรียนอนุบาล!
บทที่ 7: ผู้พิพากษาแห่งโรงเรียนอนุบาล!
ณ ห้องสอง ชั้นอนุบาลปีที่สาม แห่งโรงเรียนอนุบาลปินไห่ สวี่ชิง นักเรียนที่เพิ่งย้ายเข้ามาใหม่กำลังยืนแนะนำตัวอยู่หน้าชั้นเรียน
"สวัสดีทุกคน ฉันชื่อสวี่ชิง หวังว่าพวกเราจะได้ใช้เวลาอย่างสนุกสนานไปด้วยกันในช่วงปีสุดท้ายของชั้นอนุบาลนี้นะ"
คำกล่าวแนะนำตัวนั้นฟังดูธรรมดาสามัญ สวี่ชิงไม่ได้เตรียมตัวอะไรมามากนัก เพราะถึงอย่างไรเด็กๆ หน้าเวทีก็ไม่ได้สนใจฟังเลยแม้แต่น้อย
เพียงแค่นักเรียนใหม่ที่แปลกหน้าคนหนึ่ง ย่อมไม่อาจปัดเป่าความโศกเศร้าจากการต้องห่างเหินพ่อแม่ของพวกเขาไปได้
ภายในห้องเรียนอบอวลไปด้วยเสียงร้องไห้กระจอแงเซ็งแซ่ วุ่นวายจนสวี่ชิงแทบจะปั้นหน้ายิ้มต่อไปไม่ไหว
เขาเพิ่งจะหนีพ้นจากขุมนรก ทว่ากลับต้องมาก้าวเข้าสู่รังมารเสียอย่างนั้น
คุณครูประจำชั้นที่พาเขาเข้ามาในห้องรีบจัดแจงที่นั่งให้เขา ก่อนจะผละไปปลอบประโลมเหล่านักเรียนอย่างเร่งรีบ โดยไม่ได้ใส่ใจเขามากนัก
"หม่าม้า... หม่าม้าไม่รักหนูแล้ว! หนูไม่อยากมาโรงเรียนอนุบาล ฮือๆๆ"
"เสี่ยวหมิง เธอเป็นเด็กดีไม่ใช่หรือจ๊ะ ถ้าหยุดร้องไห้ เดี๋ยวคุณครูจะให้ดอกไม้แดงเล็กๆ เป็นรางวัลเลยนะ เอาไหมเอ่ย"
"อึก... เอาครับ..."
น่าเสียดายที่วิธีนี้ดูเหมือนจะไม่ได้ผลเท่าไรนัก คล้อยหลังการปลอบโยนเด็กคนหนึ่งไปได้ไม่ทันไร เด็กอีกคนก็เริ่มขยี้ตาและหลั่งน้ำตาหยดใสราวกับไข่มุกออกมาอีกระลอก
เมื่อมองดูคุณครูจาง คุณครูสาวแสนสวยที่เผยสีหน้าจนปัญญาและปลงตกราวกับจะบอกว่า 'โลกนี้จะแตกสลายไปเลยก็ช่างเถอะ' สวี่ชิงก็อดไม่ได้ที่จะหลุดหัวเราะออกมาอย่างเสียมารยาท
"เดือนหนึ่งได้เงินเดือนอันน้อยนิดสักกี่บาทเชียว ถึงต้องมาทนเหนื่อยยากขนาดนี้"
เสียงพึมพำแผ่วเบานี้ราวกับทะลวงผ่านฝูงชน พุ่งตรงเข้าทิ่มแทงหัวใจอันเปราะบางของคุณครูจางอย่างจัง
ขณะที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ เธอก็เหม่อลอยไปชั่วขณะ ก่อนที่แววตาจะค่อยๆ กลับมากระจ่างใสราวกับเกิดการเปลี่ยนผ่านทางจิตวิญญาณขึ้นในช่วงเวลาสั้นๆ เพียงไม่กี่วินาที
สวี่ชิงคล้ายกับได้เป็นพยานในการถือกำเนิดของจิตวิญญาณแห่งคนอู้งานในร่างของคนบ้างาน
ขอไว้อาลัยให้กับครูอนุบาลผู้เสียสละและอุทิศตนที่ต้องลดหายไปจากโลกนี้อีกหนึ่งคน อาเมน
ยังเหลือเวลาอีกประมาณครึ่งชั่วโมงก่อนจะเริ่มบทเรียน สวี่ชิงมองดูพัดลมเพดานที่ส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดอย่างหมดคำจะพูด
ในหัวของเขาจินตนาการไปไกลว่า หากพัดลมตัวนั้นไม่อาจทนต่อการถูกมนุษย์ใช้งานอย่างหนักหน่วง แกนของมันคงจะหักสะบั้นและร่วงหล่นลงมาฟาดฟันเด็กๆ ที่กำลังส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวอยู่เบื้องล่างอย่างโหดเหี้ยม ทั่วทั้งห้องเรียนคงสาดกระเซ็นไปด้วยซอสมะเขือเทศในฉากอันแสนน่าสยดสยอง...
'ถ้าเป็นแบบนั้น พวกเราคงได้หยุดเรียนใช่ไหมนะ'
เขาสลัดศีรษะ ขับไล่ความคิดอันพิลึกพิลั่นนี้ออกไป รู้สึกว่าการอยู่ในโรงเรียนอนุบาลนานเกินไปเริ่มทำให้เขากลายเป็นพวกจิตวิปริตขึ้นทุกที
มองเพียงแวบเดียวก็รู้ได้ทันทีว่า วันๆ ไม่ได้ทำอะไร เอาแต่เบื่อหน่าย
ไม่กี่นาทีก่อนที่คาบเรียนแรกจะเริ่มขึ้น ในที่สุดเด็กเหล่านี้ก็หยุดเสียงร้องไห้อันน่ารำคาญลงได้
ดูเหมือนว่าพวกเขาจะปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมของโรงเรียนอนุบาลได้แล้ว และกลับเข้าสู่กิจวัตรตามปกติของโรงเรียน
โชคร้ายที่ฝันร้ายของสวี่ชิงยังไม่จบลงเพียงเท่านั้น
เสียงร้องไห้อาจจะหายไป ทว่ากลับถูกแทนที่ด้วยเสียงเจี๊ยวจ๊าวอึกทึก ซึ่งสำหรับเขาแล้ว มันไม่ได้แตกต่างกันสักเท่าไรเลย
จู่ๆ ก็รู้สึกเหมือนแขนเสื้อถูกกระตุก สวี่ชิงหันกลับไปก็พบกับเด็กหญิงผมม้าทรงกะลาครอบคนหนึ่งกำลังเรียกเขาอยู่
"นาย... สวัสดี ฉันชื่อเผยซือหนิง ยินดีที่ได้นั่งโต๊ะเดียวกับนายนะ"
"สวัสดี ฉันชื่อสวี่ชิง"
เขาเผยรอยยิ้มอันเป็นเอกลักษณ์ ปกติแล้วเมื่อเขาใช้ไม้นี้ พวกเด็กผู้หญิงมักจะกระตือรือร้นกับเขามากขึ้น นี่คือบทเรียนที่สวี่ชิงได้เรียนรู้จากโรงเรียนอนุบาลแห่งก่อน
อย่าได้ประเมินเด็กๆ ต่ำเกินไป ความอ่อนไหวต่อรูปร่างหน้าตาของพวกเขานั้นมีมากกว่าผู้ใหญ่บางคนเสียอีก และพวกเขาก็มักจะแสดงมันออกมาอย่างเปิดเผยโดยไม่มีการปิดบัง
ดังนั้น สำหรับเด็กๆ แล้ว คนที่มีรูปร่างหน้าตาดีจึงเป็นที่นิยมมากกว่า และพวกเขาก็เต็มใจที่จะอยู่ใกล้ชิดกับคนหน้าตาดีมากกว่าด้วย
แต่ดูเหมือนว่าครั้งนี้มันจะไม่ได้ผล
เด็กหญิงที่ชื่อเผยซือหนิงกลับเขยิบตัวถอยห่างออกไป ราวกับว่าเธอกำลังหวาดกลัว
หรือว่าเขา... เวลายิ้มแล้วดูน่ากลัวกันนะ
เป็นไปไม่ได้ มันน่าจะได้ผลแบบร้อยเปอร์เซ็นต์สิ
สวี่ชิงตกอยู่ในความกังขาในตัวเอง เขาไม่เคยคาดคิดเลยว่ามารร้ายแห่งโรงเรียนอนุบาลอย่างเขา จะมีวันที่ต้องพบกับความล้มเหลว
มัวแต่จมอยู่ในความคิด เขาจึงไม่ทันสังเกตเห็นว่ามีสายตาหลายคู่กำลังจับจ้องสถานการณ์ทางนี้อยู่
"ดูสิ ดูสิ! พวกเขาคุยกันด้วย!"
"ฮ่าฮ่าฮ่า ยัยก้อนถ่านก็มีเพื่อนกับเขาเหมือนกันนะเนี่ย"
"อุ๊บ เด็กผู้ชายไปนั่งกับเด็กผู้หญิงเนี่ยนะ! พวกนายว่าเขาเป็นตุ๊ดหรือเปล่า"
เมื่อเสียงซุบซิบนินทาดังขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุดสวี่ชิงก็ดึงสติกลับมาได้ และตระหนักว่าเขาได้กลายเป็นหัวข้อสนทนาของทุกคนไปเสียแล้ว
"พ่อฉันบอกว่าเด็กผู้ชายก็ต้องเล่นกับเด็กผู้ชายสิ ขืนคลุกคลีกับเด็กผู้หญิงทั้งวันเดี๋ยวก็เสียชาติเกิดกันพอดี! ถ้าเขาอยู่กับเด็กผู้หญิงนานๆ เข้า เขาจะต้องกลายเป็นเหมือนเด็กผู้หญิง อ่อนแอเหยาะแหยะแน่ๆ!"
สวี่ชิงรู้สึกว่าคำพูดเช่นนั้นมันช่างไร้สาระสิ้นดี ทำไมการคบเพื่อนถึงต้องมาแบ่งแยกเพศกันด้วยล่ะ
เขาได้แต่หวังว่า เมื่อเด็กผู้ชายคนนี้อายุสักยี่สิบหรือสามสิบปีแล้วยังหาแฟนไม่ได้ พ่อของเขาจะไม่มารู้สึกเสียใจกับสิ่งที่เคยพูดเอาไว้ในวันนี้ก็แล้วกัน!
และการหาแฟนไม่ได้ก็ไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัวที่สุดหรอกนะ เกิดเขาพาแฟนหนุ่มกลับบ้านขึ้นมาล่ะก็... ฮ่าฮ่า สวี่ชิงขอไม่ออกความเห็นในเรื่องนี้ก็แล้วกัน อย่างไรเสียรสนิยมทางเพศของคนเรามันก็เป็นสิทธิส่วนบุคคลนี่นา
"ไม่ได้ พวกเราจะด่วนตัดสินแบบนี้ไม่ได้!"
ท่ามกลางวงล้อมของเด็กๆ เด็กชายร่างท้วมที่ดูเหมือนจะเป็นหัวโจก จู่ๆ ก็ลุกขึ้นยืนแล้วตบโต๊ะเสียงดัง เพื่อหยุดยั้งการคาดเดาอย่างไร้หลักฐานของพวกเขา
และการเลือกใช้คำของเขาก็ดูหรูหราไม่เบา ซึ่งนั่นทำให้สวี่ชิงรู้สึกสนใจขึ้นมานิดหน่อย อยากจะรู้ว่าเขาจะพูดอะไรต่อไป
"คุณครูจางเป็นคนจัดที่นั่งให้ ไม่ใช่เขาเป็นคนเลือกเองเสียหน่อย ฉันคิดว่าพวกเราให้โอกาสเขาได้นะ!"
บรรดาเด็กแสบต่างแสดงสีหน้าชื่นชมออกมา สมกับที่เป็นลูกพี่ใหญ่ เขาชี้ให้เห็นถึงปัญหาได้อย่างยุติธรรมและตรงไปตรงมา
"ทางเลือกก็คือ จะทนนั่งกับยัยก้อนถ่านต่อไป หรือจะมาร่วมก๊วนแก๊งขวานของพวกเรา!"
"ลูกพี่ปราดเปรื่องที่สุด!"
อืม สวี่ชิงประเมินเจ้าเด็กแสบพวกนี้สูงเกินไปจริงๆ พวกเขาก็มีระดับสติปัญญาพอๆ กับเพื่อนร่วมชั้นในโรงเรียนอนุบาลแห่งก่อนของเขานั่นแหละ
เด็กชายร่างท้วมผู้หยิ่งยโสและบ้าอำนาจเดินตรงมาที่โต๊ะของสวี่ชิง ทำเอาเผยซือหนิงตกใจจนต้องก้มหน้างุด ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองพวกเขา
เด็กชายร่างท้วมดูจะพึงพอใจกับปฏิกิริยาหวาดกลัวของเธอเป็นอย่างมาก รอยยิ้มของเขาจึงเริ่มดูเหิมเกริมและร้ายกาจมากยิ่งขึ้น
"นี่ นายชื่ออะไรนะ อยากจะมาเข้าร่วมแก๊งขวานของพวกเราไหมล่ะ เดี๋ยวพวกเราจะคุ้มกะลาหัวนายเอง!"
"ใช่เลยๆ อยู่กับยัยก้อนถ่านจะไปมีอะไรดี มาร่วมกับพวกเราดีกว่า"
เมื่อถ้อยคำดูถูกอย่างคำว่า ยัยก้อนถ่าน ถูกเอ่ยขึ้น หัวไหล่ของเผยซือหนิงก็สั่นสะท้านอย่างไม่อาจควบคุมได้
สวี่ชิงนั่งอยู่ใกล้เธอ จึงได้ยินเสียงสะอื้นไห้แผ่วเบาของเธออย่างชัดเจน ดูเหมือนว่าเธอจะถูกรังแกจนร้องไห้เสียแล้ว
'นี่มัน... การกลั่นแกล้งในโรงเรียนอย่างนั้นหรือ'
เขาแทบไม่อยากจะเชื่อ ไม่คาดคิดเลยว่าเด็กตัวแค่นี้จะสามารถกระทำการอันเลวร้ายเช่นนี้ได้
แม้ว่าสวี่ชิงจะหมดศรัทธากับคำกล่าวที่ว่าเด็กนั้นเกิดมาพร้อมกับความดีงามไปนานแล้ว ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ได้ทำลายขีดจำกัดความเข้าใจขั้นต่ำของเขาไปจนหมดสิ้น
ต่อให้เด็กพวกนี้อาจจะไม่เข้าใจว่า เรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างการตั้งฉายาจะไปทำร้ายจิตใจคนอื่นได้อย่างไร แต่ความไม่รู้มันเท่ากับความบริสุทธิ์งั้นหรือ
พวกเขาสมควรได้รับการลงโทษ
【ภารกิจชีวิตด้านอารมณ์: การกลั่นแกล้ง
กระตุ้นภารกิจมือใหม่: คุณเคยบังเอิญเห็นเหตุการณ์การกลั่นแกล้งในโรงเรียนสมัยที่ยังเป็นนักเรียน ด้วยความไร้กำลัง คุณจึงทำได้เพียงเป็นผู้ยืนดูที่เงียบงัน แต่บัดนี้ ในฐานะของผู้ที่ได้กลับชาติมาเกิด คุณมีพลังอันเหนือชั้น ดังนั้นคุณจึงสมควรที่จะก้าวออกมาข้างหน้า—เพื่อหยุดยั้งไม่ให้เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาคุณ!
ความคืบหน้าภารกิจ: ศูนย์ ต่อ หนึ่ง
รางวัลภารกิจ: ซานต่า (ระดับเริ่มต้น), แบดมินตัน (ระดับเริ่มต้น), สกิลติดตัว: พุ่งทะยานสู้ศึก!】
【พุ่งทะยานสู้ศึก!: ยิ่งต่อสู้ยิ่งแข็งแกร่ง และมอบความสามารถดาบเลื่องชื่อ ซึ่งจะช่วยให้รอดพ้นจากอาการบาดเจ็บถึงแก่ชีวิตได้หนึ่งครั้ง】
อันที่จริง ต่อให้ระบบไม่ได้มอบหมายภารกิจให้ สวี่ชิงก็คงไม่ยืนดูอยู่เฉยๆ แล้วปล่อยปละละเลยเรื่องนี้ไปอย่างแน่นอน
เขาลุกขึ้นยืน เดินอ้อมเก้าอี้ของเผยซือหนิงไป และยืนตัวตรงตระหง่านอยู่เบื้องหน้าเด็กทั้งสี่คนที่กำลังจับกลุ่มกันอยู่
"ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า ฉันรู้อยู่แล้วเชียว ว่าเด็กผู้ชายก็ต้อง..."
เพียะ
เขาถูกสวี่ชิงตบหน้าทั้งที่ยังพูดไม่ทันจบประโยค
ครั้งนี้ เขาทุ่มเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีลงไปโดยไม่มีการออมมือ รอยฝ่ามือสีแดงฉานประทับตระหง่านอยู่บนใบหน้าของเด็กชายร่างท้วมในทันที
เสียงตบหน้าอันดังกังวาน ย่อมดึงดูดความสนใจจากคนทั้งชั้นเรียนได้อย่างไม่ต้องสงสัย ทุกคนไม่ว่าจะมีธุระปะปังอะไรอยู่หรือไม่ ต่างก็หันมาเฝ้าดูฉากละครที่กำลังจะเปิดม่านขึ้น
เด็กชายร่างท้วมยังคงไม่อยากจะเชื่อนัก ด้วยความที่เคยชินกับการเบ่งอำนาจในห้องเรียนนี้มาโดยตลอด นี่จึงเป็นครั้งแรกที่เขาได้พบกับคนที่กล้าต่อต้าน ซึ่งนั่นทำให้เขาถึงกับตะลึงงันไปชั่วขณะ
จากนั้น ในวินาทีต่อมา เขาก็เพิ่งจะรู้สึกตัว ทิ้งตัวลงนั่งกับพื้นและเริ่มแผดเสียงร้องไห้ออกมาอย่างหมดสภาพ "แง แง แง"