- หน้าแรก
- กลายเป็นเทพเจ้า!! ด้วยหัวใจอมตะ
- บทที่ 1 : หัวใจคริสตัล
บทที่ 1 : หัวใจคริสตัล
บทที่ 1 : หัวใจคริสตัล
บทที่ 1 : หัวใจคริสตัล
ยามราตรีเริ่มคลี่ม่านลง
ณ แคว้นฉู่ นิกายเมฆาสวรรค์
บนเนินเขาเตี้ยๆรอบนอกนิกาย ที่นี่มีบ้านเรือนกระจัดกระจายอยู่ห่างๆกัน
เเละที่นี่คือถิ่นพำนักของ "ศิษย์นอก" แห่งนิกายเมฆาสวรรค์
ภายในบ้านหลังหนึ่งที่ดูเรียบง่าย ได้มีแสงไฟสลัวๆส่องออกมา
“เนื้อของหินคริสตัลนี่…ไม่เคยเห็นมาก่อนเลยแฮะ…”
เด็กหนุ่มวัยราวสิบสี่-สิบห้าปีในชุดสีเขียวซีด กำลังถือหินคริสตัลแปลกประหลาดก้อนหนึ่งในมือ เขาพึมพำออกมาเบาๆด้วยความทึ่ง
ใบหน้าของเด็กหนุ่มยังดูอ่อนเยาว์ แต่ก็สะอาดสะอ้านและดูดี ดวงตาทั้งสองข้างสุกใสและแจ่มชัด
ในขณะนี้ เขากำลังจ้องมองหินคริสตัลในมือด้วยความตื่นเต้น
หินคริสตัลก้อนนั้นใสราวกับกระจก มีรูปร่างแปลกตา มีขนาดประมาณฝ่ามือเด็กทารก พื้นผิวมีประกายสีเทาเงินเข้ม
เมื่อมองแวบแรก มันดูคล้ายกับหัวใจคริสตัลที่งดงาม
ภายใต้แสงไฟ ภายในหินคริสตัลลึกลับก้อนนั้น บางครั้งก็มีแสงสีทองและสีเงินสลับกัน บางครั้งก็มีสีสันสดใสหลากหลาย มีระลอกคลื่นสีเลือด…ราวกับว่ามันกำลังแสดงสีสันทั้งหมดของโลกออกมา!
“มหัศจรรย์จริงๆ สมกับเป็นหินประหลาดที่ตกลงมาพร้อมกับ ‘อุกกาบาตจากสวรรค์’…”
เฉินหยูอดกลั้นความตื่นเต้นไว้ไม่อยู่
เด็กหนุ่มคนนี้ชื่อเฉินหยู อายุยังไม่ถึงสิบห้าปีบริบูรณ์ เเละเขาเป็นศิษย์นอกระดับล่างสุดของนิกายเมฆาสวรรค์
……
ครึ่งชั่วโมงก่อนหน้านี้
ดาวตกดวงหนึ่งได้ตกลงมาที่บริเวณรอบนอกของนิกายเมฆาสวรรค์จนฝุ่นควันตลบอบอวล พื้นดินสั่นสะเทือนไปทั่ว
ในชั่วขณะนั้น ทุกคนในนิกายต่างตกตะลึง
เพราะในหลุมอุกกาบาต มี "อุกกาบาตจากสวรรค์" ที่หาได้ยากปรากฏขึ้น!
อุกกาบาตจากสวรรค์นั้นเป็นวัสดุที่ล้ำค่าสำหรับการหลอมสร้างอาวุธ อาวุธวิเศษในตำนานหลายชิ้นล้วนใช้อุกกาบาตจากสวรรค์เป็นส่วนประกอบ
หากนำเศษอุกกาบาตไปหลอมรวมกับอาวุธธรรมดา อาจทำให้อาวุธธรรมดากลายเป็นอาวุธวิญญาณเลยก็ได้
เเละโชคของเฉินหยูก็ดีไม่น้อย!
ตอนที่เกิดเหตุ เขาบังเอิญอยู่ใกล้กับบริเวณที่อุกกาบาตตกลงมา
ถึงแม้จะอยู่ห่างออกไปหนึ่งลี้ แต่เขาก็ยังโดนแรงระเบิดของฝุ่นควันกระแทกจนแขนได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย
ซึ่งหลังจากนั้น เจ้าหน้าที่ระดับสูงของนิกายก็รีบรุดมาปิดล้อมพื้นที่ทันที
ผลปรากฏว่าเหล่าศิษย์ที่อยู่ใกล้บริเวณที่อุกกาบาตตก ต่าง “นำส่ง” เศษอุกกาบาตที่เก็บได้ให้กับนิกายอย่างเเสนเสียดาย
ส่วนเฉินหยูที่อยู่ค่อนข้างไกล เเละเก็บเศษอุกกาบาตขนาดเท่าหัวแม่มือได้สองชิ้น จึงรอดพ้นสายตาของคนอื่นๆไป
ไม่เพียงเท่านั้น เฉินหยูยังเก็บหินคริสตัลประหลาดที่ยังคงมีไออุ่นอยู่ได้อีกก้อนหนึ่ง ซึ่งมันติดอยู่กับอุกกาบาตจากสวรรค์
เเละนั่นก็คือหินคริสตัลที่อยู่ในมือของเขานั่นเอง!
“อุกกาบาตที่ตกลงมามักจะแตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย แต่หินคริสตัลก้อนนี้กลับไม่เป็นอะไรเลยหรือ?”
เฉินหยูหรี่ตาลงเล็กน้อย เขามีลางสังหรณ์ว่าคุณค่าของหินคริสตัลก้อนนี้น่าจะเกินกว่าที่คาดคิด หรืออาจถึงขั้นเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตของเขาในฐานะศิษย์ระดับล่างของนิกายได้เลย
แต่เมื่อนึกถึงสถานการณ์ของตัวเองในนิกาย สีหน้าของเด็กหนุ่มก็พลันหม่นลงเล็กน้อย
เฉินหยูเข้าร่วมนิกายเมฆาสวรรค์มานานเกือบสามปีแล้ว ตอนที่เข้ามาใหม่ๆเขาอายุเพียงสิบสองปี ได้รับการฝึกฝนจากครอบครัวจนก้าวเข้าสู่ “ขั้นหลอมกาย”
ขั้นหลอมกาย ตามชื่อก็คือการฝึกฝนร่างกาย เสริมสร้างพละกำลัง วางรากฐานสำหรับการฝึกฝนวิถีที่แท้จริง
ข้อกำหนดในการเข้าร่วมนิกายเมฆาสวรรค์ไม่สูงมากนัก เพียงแค่อายุต่ำกว่าสิบห้าปีและก้าวเข้าสู่ขั้นหลอมกายก็เพียงพอแล้ว
ด้วยความพยายามตลอดเกือบสามปี เฉินหยูทะลวงจากขั้นหลอมกายระดับต้นไปสู่ขั้นหลอมกายระดับปลาย
ตามที่บิดาของเขาบอก พรสวรรค์เช่นนี้ถือว่าไม่เลวหากอยู่ในครอบครัวหรือในโลกภายนอก
อย่างไรก็ตาม หลังจากเข้าสู่โลกของนิกายแล้ว เฉินหยูก็เพิ่งเข้าใจถึงความธรรมดาและต่ำต้อยของตนเอง
“เหลืออีกสองเดือน ถ้าข้ายังไม่สามารถเลื่อนขั้นสู่ ‘ขั้นเปิดเส้นชีพจร’ ที่สูงกว่านี้ได้ ข้าก็จะถูกขับออกจากนิกาย!”
ดวงตาของเฉินหยูหรี่ลงอย่างเศร้าหมอง
นิกายเมฆาสวรรค์มี “ระยะเวลาทดสอบ” สำหรับศิษย์นอกที่เข้ามาใหม่ทุกคน
กฎของศิษย์นอกระบุว่า: หากเข้าร่วมนิกายครบสามปีหรืออายุครบสิบห้าปีแล้วยังคงอยู่ในขั้นหลอมกาย ไม่สามารถทะลวงขั้นได้ จะถูกขับออกจากนิกาย!
ท้ายที่สุดแล้ว ขั้นหลอมกายเป็นเพียงรากฐานขั้นพื้นฐานที่สุดของวิถีมาร ไม่ได้แข็งแกร่งไปกว่าคนธรรมดาทั่วไปมากนัก
การเลื่อนขั้นสู่ขั้นเปิดเส้นชีพจรได้ จึงถือว่าเป็นการก้าวเข้าสู่เส้นทางที่แท้จริง
โชคร้ายที่เฉินหยูเหลือเวลาอีกเพียงสองเดือนก็จะถึงกำหนดการประเมินแล้ว
ในขณะที่เฉินหยูกำลังครุ่นคิดอย่างเหม่อลอย
ปัง!
ปัง!
มันก็มีเสียงเคาะประตูดังมาจากข้างนอก พร้อมกับเงารางๆของผู้คน
“ศิษย์นอก ‘เฉินหยู’ เปิดประตูเดี๋ยวนี้! จงรับการตรวจสอบจากหน่วยบังคับใช้กฎ!” เสียงชายหนุ่มเย็นชาเอ่ยขึ้น
หัวใจของเฉินหยูเต้นแรง พวกเขากลับเป็นเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎของนิกาย
หรือว่าการที่เขา “เก็บของเหลือ” รอบนอกบริเวณที่อุกกาบาตตกจะถูกจับได้แล้ว?
แต่…ไม่น่าจะเป็นไปได้!
เฉินหยูมั่นใจว่าตอนที่เขาเก็บเศษอุกกาบาตและหินคริสตัลลึกลับนั้น ไม่มีใครอยู่แถวนั้นเลย
เขารีบเก็บ “หินคริสตัล” ใส่ไว้ในอกเสื้ออย่างระมัดระวังแล้วเปิดประตู
แอ๊ด!
ประตูเปิดออก เผยให้เห็นชายหนุ่มในชุดคลุมสีดำยืนอยู่ข้างนอก ตามมาด้วยเด็กหนุ่มในชุดสีเขียวซีดอีกคน
ชายหนุ่มชุดคลุมสีดำสวมชุดของหน่วยบังคับใช้กฎ ดูจากท่าทางแล้ว น่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ที่มีตำแหน่งพิเศษ…เพียงแค่สายตาของเขาก็ทำให้เฉินหยูเย็นวาบเเล้ว
ส่วนเด็กหนุ่มชุดเขียวซีดอีกคนอายุราวสิบห้า-สิบหกปี หน้าตาดูหล่อเหลา แต่แววตากลับแฝงความเจ้าเล่ห์จนบดบังความดูดีไปเล็กน้อย
ชายคนนี้แต่งกายคล้ายกับเฉินหยู เป็นชุดมาตรฐานของศิษย์นอก
“หวังหลิงหยุน แกนี่เอง…”
เมื่อเฉินหยูจำเด็กหนุ่มชุดเขียวซีดคนนี้ได้ สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย
หวังหลิงหยุนคือศัตรูคู่อาฆาตของเขาในนิกาย!
ทั้งสองมาจากเมืองเซียงหยางของแคว้นฉู่ และครอบครัวของทั้งสองก็เป็นศัตรูกัน
ในตอนนี้ ดวงตาของหวังหลิงหยุนฉายแววสะใจเล็กน้อย
“หวังหลิงหยุน นี่คือเฉินหยูที่เจ้ารายงานมาใช่หรือไม่? เจ้าแน่ใจหรือว่าเขาออกมาจากบริเวณหลุมอุกกาบาตพร้อมกับเศษอุกกาบาต?” เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
สายตาของเขาหันไปมองเด็กหนุ่มในชุดสีเขียวซีด “หวังหลิงหยุน” ที่อยู่ข้างๆ
ไร้สาระ!
เฉินหยูสบถอยู่ในใจ
เขาจำได้อย่างแม่นยำว่าตอนที่เขา “เก็บของเหลือ” นั้น หวังหลิงหยุนไม่ได้อยู่ที่นั่นเลย
จะมีก็แต่ตอนที่เขาเดินออกจากเขตปิดล้อมแล้วถึงได้เจอกับหวังหลิงหยุน
“ท่านเจ้าหน้าที่ ข้าน้อยเห็นกับตาตนเองว่าเจ้าเด็กนี่เดินออกมาจากบริเวณหลุมอุกกาบาตด้วยท่าทางมีพิรุธ เกรงว่าแปดในสิบส่วนเขาจะพกเศษอุกกาบาตติดตัวมาด้วย” หวังหลิงหยุนกล่าวด้วยท่าทางนอบน้อม
หลังจากพูดจบ เขาก็หัวเราะเยาะในใจ จริงอยู่ที่เขาเจอกับเฉินหยู แต่เขาก็ไม่แน่ใจว่าเฉินหยูจะได้เศษอุกกาบาตมาหรือไม่
เขาแค่สงสัยเท่านั้น
แต่ถึงแม้จะแค่สงสัย เขาก็ไม่อาจปล่อยให้เฉินหยูมีโอกาสผงาดขึ้นมาได้!
อุกกาบาตจากสวรรค์มีค่ามากขนาดไหน?, ถ้าหากเฉินหยูแอบได้เศษอุกกาบาตมาสักชิ้นสองชิ้นแล้วนำไปแลกกับทรัพยากรล้ำค่าหรือยาบำรุงวิญญาณ เกรงว่าอีกฝ่ายจะสามารถเลื่อนขั้นสู่ขั้นเปิดเส้นชีพจรได้
เมื่อเลื่อนขั้นสู่ขั้นเปิดเส้นชีพจรแล้ว เฉินหยูก็จะสามารถยืนหยัดในนิกายเมฆาสวรรค์ได้ ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่หวังหลิงหยุนไม่อยากเห็นอย่างเด็ดขาด!
“ตราบใดที่เฉินหยูถูกขับออกจากนิกาย ช่องว่างระหว่างมันกับข้าก็จะยิ่งกว้างขึ้น ในอนาคตตระกูลหวังของข้าก็จะสามารถปราบปรามตระกูลเฉินของมัน เเละได้ครอบครองเมืองเซียงหยางแต่เพียงผู้เดียว!”
“ยิ่งไปกว่านั้น เเม่นางมู่เสวี่ยชิงก็จะหมดความสนใจในตัวมัน และหันมาหลงใหลข้าแทน…”
หวังหลิงหยุนวางแผนอย่างลับๆ พลางเผยสีหน้าพึงพอใจเล็กน้อย
“เฉินหยู” เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎเอ่ยขึ้น
“เจ้าพกเศษอุกกาบาตออกมาด้วยหรือไม่? ถ้าใช่ จงนำมามอบให้ แล้วเจ้าจะได้รับการยกเว้นโทษ”
ทั้งเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎและหวังหลิงหยุนต่างจ้องมองเฉินหยูอย่างไม่ละสายตา
“ใช่”
ความคิดแล่นเข้ามาในหัวของเฉินหยูอย่างรวดเร็ว และในไม่ช้าเขาก็ตัดสินใจได้
ยอมรับแล้วเหรอ? เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎมีสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อย
“มีจริงๆ ด้วย…” หวังหลิงหยุนอิจฉาขึ้นมาทันที
ตอนแรกเขาแค่สงสัย ไม่คิดว่าเฉินหยูจะได้เศษอุกกาบาตมาจริงๆ
หากเป็นเขาที่ได้เศษอุกกาบาตมา เขาก็คงไม่ยอมส่งมอบให้ใครเช่นกัน
เพราะหากนำไปส่งมอบ อย่างมากก็ได้แค่แต้มผลงานของนิกาย ซึ่งมันเทียบไม่ได้กับมูลค่าที่แท้จริงของอุกกาบาตเลย
“โชคดีที่ข้าคิดการณ์ไกล เเละไม่ให้โอกาสมันแม้แต่น้อย” หวังหลิงหยุนถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ในไม่ช้า เฉินหยูก็มอบเศษอุกกาบาตสองชิ้นขนาดเท่าหัวแม่มือที่เขาเก็บได้ให้กับเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎ
“อืม ถึงแม้เจ้าจะพกเศษอุกกาบาตออกมา แต่เนื่องจากเจ้าให้ความร่วมมือในการส่งมอบ จึงได้รับการยกเว้นโทษ”
เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎพยักหน้า
จากนั้นทั้งสองก็ค้นหาในบ้านของเฉินหยูอยู่พักหนึ่ง แต่ก็ไม่พบเศษอุกกาบาตอื่นๆ
“ท่านเจ้าหน้าที่ ยังไม่ได้ค้นตัวเจ้าเด็กนี่เลยนี่ครับ?”
หวังหลิงหยุนหรี่ตาลงเล็กน้อย สายตาคมกริบ ไม่คิดจะปล่อยโอกาสใดๆหลุดเลยไป
หัวใจของเฉินหยูกระตุก พลางสบถด่าบรรพบุรุษของหวังหลิงหยุนไปสิบแปดรุ่น
ถึงแม้เฉินหยูจะส่งมอบเศษอุกกาบาตไปแล้ว แต่ “หินคริสตัล” ลึกลับที่มีค่ามากกว่านั้น เขายังคงซ่อนไว้กับตัว ไม่ได้ส่งมอบไปด้วย
โชคดีที่เฉินหยูคาดการณ์เรื่องนี้ไว้แล้ว…ยังไงเขาก็จะยืนกรานว่าหินคริสตัลก้อนนี้เป็น “มรดกตกทอดของตระกูล”
ท้ายที่สุดแล้ว นิกายกำลังตามหาแค่เศษอุกกาบาต ไม่มีใครที่รู้เรื่องหินคริสตัลนี้เเน่ๆ
“เศษอุกกาบาตข้าส่งมอบไปหมดแล้ว ท่านเจ้าหน้าที่สามารถค้นตัวข้าได้”
เฉินหยูกางมือออก ด้วยท่าทีสบายๆ
เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎพยักหน้าเล็กน้อย เขาเชื่อเฉินหยูไปแล้วเจ็ดแปดส่วน
แต่เขาไม่อยากลดตัวลงไปค้นตัวศิษย์นอกด้วยตนเอง จึงให้หวังหลิงหยุนทำแทน
“ท่านเจ้าหน้าที่วางใจได้!”
หวังหลิงหยุนมีสีหน้ากระตือรือร้น เเละแสดงออกอย่างแข็งขัน
เขาจะไม่มีวันให้โอกาสเฉินหยูแม้แต่น้อย!
ฟุ่บบ!!
หวังหลิงหยุนพุ่งมาถึงข้างกายเฉินหยูและเริ่มค้นตัว
“เร็วมาก!”
เฉินหยูรู้สึกถึงกระแสลมที่มองไม่เห็นพัดผ่านร่างกายจนร่างกายของเขาเซเล็กน้อย เกือบจะทรงตัวไม่อยู่
บนฝ่ามือของหวังหลิงหยุนมี “พลังภายใน” ที่มองไม่เห็นแผ่ออกมา ทำให้เลือดลมของเขาไหลเวียนไม่สะดวก เเละหายใจลำบาก
“พลังภายใน” นั้นมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่กลับมีพลังมหาศาล สามารถทำลายอิฐและหินได้อย่างง่ายดาย
“พลังภายใน?” เฉินหยูรู้สึกใจหายวาบ (พลังภายในไม่ใช่พลังปราณ)
“หวังหลิงหยุนทะลวงสู่ ‘ขั้นเปิดเส้นชีพจร’ แล้วจริงๆแถมยังไม่ใช่เพิ่งเลื่อนขั้นด้วย…”
ที่เรียกว่าขั้นเปิดเส้นชีพจร คือการเปิดเส้นชีพจรทั่วร่างกาย และฝึกฝน “พลังภายใน” ซึ่งเป็นพลังที่มองไม่เห็น
หากฝึกฝนพลังภายในจนถึงขั้นสูงสุด ก็จะสามารถทำร้ายผู้อื่นจากระยะไกล บดขยี้โลหะ สังหารศัตรูได้เพียงปลายนิ้ว มีพลังต่อสู้ที่แข็งแกร่งอย่างแท้จริง
ส่วน “ขั้นหลอมกาย” ที่เฉินหยูอยู่ เป็นการฝึกฝนร่างกาย เสริมสร้างพละกำลัง เน้นการพัฒนาคุณภาพร่างกายโดยรวม ยังไม่สามารถใช้ “พลังภายใน” ได้
“หึ…มีข้าอยู่ เจ้าไม่มีทางมีโอกาสได้เงยหน้าอ้าปากหรอก!”
หลังจากพึมพำจบ หวังหลิงหยุนก็เริ่มตรวจค้น
ในระหว่างการตรวจค้น เขาไม่ปล่อยรายละเอียดใดๆไป แม้แต่หู ปาก ผม และรักแร้ของเฉินหยูก็ไม่เว้น
…………………………