- หน้าแรก
- มุดดินพลิกฟ้า จอมยุทธ์คอกวัวแห่งยุค 60
- บทที่ 18 - ร่องรอยของหมาป่า
บทที่ 18 - ร่องรอยของหมาป่า
บทที่ 18 - ร่องรอยของหมาป่า
บทที่ 18 - ร่องรอยของหมาป่า
ลู่ผิงอันมีไอเทมโกงอยู่ การไปหาบน้ำก็แค่ทำเป็นพิธีเท่านั้น ขืนอยู่ดีๆ มีน้ำโผล่มาให้ใช้ไม่รู้จักหมดจักสิ้น คนโง่ก็ต้องรู้ว่ามีเรื่องผิดปกติแน่ และตัวเขาเองก็ต้องใช้น้ำดื่มจริงๆ มิติในตอนนี้ไม่เพียงแต่มีซากหนูตายหนึ่งตัว แต่ยังมีศพคนตายอีกสองศพ เขารู้สึกตะขิดตะขวงใจอยู่นิดหน่อย
น้ำพุไหลมารวมกันเป็นแอ่งน้ำอยู่ในที่ลุ่มของร่องน้ำ ตอนนี้ผิวน้ำจับตัวเป็นน้ำแข็งหนาเตอะ มีเพียงบริเวณที่ใกล้กับตาน้ำพุเท่านั้นที่ยังไม่แข็งตัวสนิท
ลู่ผิงอันใช้ไม้คานกระทุ้งแผ่นน้ำแข็งให้แตก ตักน้ำมาสองถัง แล้วก็แอบเก็บเข้าไปในมิติอีกส่วนหนึ่ง จากนั้นก็หาบถังน้ำเตรียมตัวเดินกลับ
ขณะที่กำลังเดินอยู่ หางตาก็เหลือบไปเห็นรอยเท้าสัตว์เป็นทางยาวประทับอยู่บนพื้นหิมะใต้คันนาไม่ไกลนัก
สิ่งนี้ดึงดูดความสนใจของลู่ผิงอัน เขาวางถังน้ำลง กระโดดลงจากคันนา แล้วเอามือไปทาบวัดขนาดดู
รอยเท้านี้ดูคล้ายกับรอยเท้าของสุนัข เพียงแต่มีขนาดใหญ่กว่ามาก
"คงไม่ใช่รอยเท้าหมาป่าหรอกมั้ง?" ลู่ผิงอันคิดในใจ
ในฐานะลูกผู้ชายคนหนึ่ง นอกจากจะชอบดูสาวสวยเต้นแล้ว ลู่ผิงอันยังชอบดูคลิปวิดีโอประเภทเอาชีวิตรอดในป่า ล่าสัตว์ในป่า ตกปลา เดินป่าข้ามเขาลำเนาไพร การผงาดของจ่าฝูงหมาป่า ตำนานราชาสิงโตอะไรเทือกนี้ ส่วนคลิปซักพรม แต่งกีบม้า การแข่งขันตีดาบ ยิ่งเป็นของโปรดของเขาเลย จะบอกว่าเขาเป็นคนกว้างขวางมีประสบการณ์ก็คงไม่ถือว่าโม้จนเกินไปกระมัง?
ความรู้พื้นฐานบางอย่างลู่ผิงอันไม่ได้ขาดหายไป ตอนเด็กๆ เขายังเคยสะพายปืนอัดลมตามลูกพี่ข้างบ้านไปยิงนก ถือกับดัก หอบบ่วงแร้วไปดักกระต่ายในทุ่งรกร้าง จะบอกว่าเขาล่าสัตว์ป่าเป็นก็ไม่ได้โม้เกินจริงเลย
แต่คลังความรู้ของลู่ผิงอันมันกระจัดกระจายและมีข้อจำกัดมากเกินไป ไม่ได้เป็นระบบระเบียบเลยสักนิด
พอต้องมาอยู่ในสภาพแวดล้อมท้องถิ่นที่ค่อนข้างแปลกตาแบบนี้ ลู่ผิงอันที่เพิ่งมาถึงใหม่ๆ ก็ไม่ได้ต่างอะไรกับพวกเด็กในเมืองที่ไม่รู้จักแยกแยะต้นข้าวสาลีกับต้นกุยช่ายตอนเพิ่งกลับมาเยี่ยมบ้านนอกหรอก
อย่างเช่นตอนนี้ เขายังคงจ้องมองวิเคราะห์รอยเท้าบนพื้นอยู่เลย เขาไม่ได้ฉุกคิดเลยว่า หมู่บ้านยากจนข้นแค้นจนแทบจะฉี่ออกมาเป็นเลือดอยู่แล้ว จะเอาปัญญาที่ไหนไปเลี้ยงสุนัขพันธุ์ใหญ่ที่กินจุกว่าหมูได้?
ลู่ผิงอันเคยมีเพื่อนคนหนึ่งเลี้ยงสุนัขแบบนี้ พอเวลาผ่านไป สุนัขก็ยิ่งโต ยิ่งกินจุ สุดท้ายเพื่อนเขาทนรับภาระไม่ไหว ยอมควักกระเป๋าจ่ายเงินแถมให้สองพันหยวนเพื่อยกให้คนอื่นเอาไปเลี้ยงต่อ
ใช่แล้ว สิ่งที่ลู่ผิงอันกำลังพูดถึงก็คือ เจ้าสุนัขที่ได้ฉายาว่าเป็นหมูในร่างหมา — ลาบราดอร์... ลา(บรา)ดอร์ขี้เยอะมาก!
หลังจากวิเคราะห์อยู่พักหนึ่ง ลู่ผิงอันก็ยอมแพ้อย่างจนใจ
ช่วยไม่ได้นี่นา หลังจากผ่านการรณรงค์กวาดล้างหมาป่าครั้งใหญ่หลายต่อหลายครั้ง หมาป่าก็แทบจะสูญพันธุ์ไปหมดแล้ว
ในยุคสมัยใหม่ หมาป่ามักจะพบเห็นได้ทั่วไปเฉพาะในแถบตะวันตกเฉียงเหนือและมองโกเลียในเท่านั้น แม้แต่ในป่าแถบตะวันออกเฉียงเหนือก็ยังมีน้อยมาก ลู่ผิงอันไม่เคยศึกษาเจาะลึกเรื่องพวกนี้เลย เขาจะไปรู้เรื่องอะไรได้ล่ะ?
แต่ในยุคสมัยนี้ ทั่วทั้งแผ่นดินทางตอนเหนือล้วนมีร่องรอยของหมาป่า ลูกหมู ลูกแกะที่ชาวบ้านเลี้ยงไว้ มักจะถูกพวกมันจับไปกินเป็นประจำ
บางพื้นที่ถึงขนาดมีเด็กถูกสัตว์ป่าโจมตีด้วยซ้ำ ตอนที่พวกลู่ผิงอันทำงานอยู่ที่ไซต์ก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ ก็มักจะเห็นผู้ชายคนหนึ่งที่หน้าแหว่งไปครึ่งซีก เขาคนนั้นถูกสัตว์ป่าโจมตีตั้งแต่ตอนเด็กๆ
ไม่เพียงแต่ใบหน้าจะหายไปครึ่งหนึ่ง แม้แต่เส้นเสียงก็ยังถูกสัตว์ป่าขย้ำลำคอจนแหว่งไปด้วย ทำให้เขาพูดไม่ได้ การรอดชีวิตมาได้ก็ถือว่าปาฏิหาริย์มากแล้ว
อายุอานามก็เพิ่งจะยี่สิบกว่าๆ อยู่ในช่วงวัยรุ่นแท้ๆ แต่กลับไม่มีใครยอมไปเป็นแม่สื่อหาเมียให้เขาเลย
ลู่ผิงอันกระโดดขึ้นคันนา หาบน้ำแล้วรีบจ้ำอ้าวกลับถ้ำเหยาต้ง
วางคานหาบลงปุ๊บ ลู่ผิงอันก็รีบเดินมุ่งหน้าไปที่บ้านเลขาธิการพรรคทันที
ตอนนั้นเอง หวังซวงสี่ หลานชายของเลขาธิการพรรคก็เดินสวนมา พอเห็นลู่ผิงอัน เขาก็รีบคว้าตัวไว้แล้วถาม
"ผิงอัน ได้ยินมาว่านายดักกระต่ายเป็นเหรอ? เมื่อไหร่จะจับมาให้พี่กินแก้ขัดสักตัวล่ะ?"
ลู่ผิงอันไม่ได้ใส่ใจคำพูดทีเล่นทีจริงของเขา หวังซวงสี่คนนี้เนื้อแท้ไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร ก็แค่ขี้เกียจไปหน่อย พูดจาไม่ค่อยเข้าหูคนเท่านั้น
"นี่ๆ ดูนายทำเข้าสิ? อย่าเพิ่งไปสิ! นายอยากไปล่าสัตว์ไม่ใช่เหรอ เราไปกันสองคนไหมล่ะ? บังเอิญจริงๆ ลุงฉันเพิ่งจะบอกว่า อีกไม่กี่วันถ้าอากาศดีขึ้น จะให้ไปขุดคลองส่งน้ำ ฉันไม่อยากทำงานนั้น ถ้านายตกลง ฉันจะไปคุยกับลุงให้เอง"
ลู่ผิงอันมองหน้าเขาอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา ราวกับกำลังมองคนโง่ "พี่ซวงสี่ สมองพี่มีปัญหาหรือเปล่าเนี่ย? บ้านไหนเขาก็ออกล่าสัตว์กันตอนหลังหิมะตกหนักกันทั้งนั้นแหละ? ต้องมีหิมะตกสิ ถึงจะหาร่องรอยสัตว์ป่าง่ายขึ้น การล่าสัตว์มันไม่ได้ง่ายขนาดนั้นนะ ใครจะไปรู้ล่ะว่าต้องรอนแรมอยู่ในเขาตั้งกี่วัน? เผลอๆ ต้องนอนกลางป่ากลางเขาด้วย หนาวจะตายชัก พี่จะตามไปทำไม? หาเรื่องใส่ตัวเหรอ?"
"สมองนายนั่นแหละที่มีปัญหา! ฉันเป็นใครฮะ? แม่ฉันบอกว่าพอมีขนงอก ฉันก็ฉลาดแกมโกงกว่าลิงซะอีก ถึงตอนนั้นฉันจะบอกลุงว่าเข้าป่าไปกับนาย พอถึงตอนนั้นฉันก็แวะไปนอนพักที่บ้านพี่สาวในตำบลสักสองสามวัน พอนายกลับมาก็ค่อยแวะไปเรียกฉัน แล้วเราค่อยกลับมาพร้อมกัน แค่นี้ก็สิ้นเรื่องไม่ใช่หรือไง?"
ต้องยอมรับเลยว่า หวังซวงสี่หว่านล้อมลู่ผิงอันได้สำเร็จจริงๆ
ไม่เพียงแต่จะสามารถหลีกเลี่ยงงานแบกหามที่แสนจะซ้ำซากและเหน็ดเหนื่อยได้ แต่เขายังสามารถฉายเดี่ยวได้ด้วย ถึงจะต้องแบ่งผลประโยชน์ให้หวังซวงสี่ไปบ้าง ก็ถือว่าคุ้มค่า
ศพสองศพในมิตินั่นก็ถึงเวลาต้องหาที่ลับตาคนฝังได้แล้วด้วย ขืนปล่อยทิ้งไว้ในมิติตลอดไปก็ชวนให้สะอิดสะเอียนแย่เลยใช่ไหมล่ะ?
"พี่ซวงสี่ วิธีของพี่ก็พอจะเป็นไปได้อยู่หรอก แต่เรื่องนั้นค่อยว่ากันทีหลัง ตอนนี้ผมขอถามพี่หน่อย กองพลน้อยของพวกเรามีใครเลี้ยงหมาตัวใหญ่ๆ บ้างไหม?"
"หมาตัวใหญ่? เลี้ยงของพรรค์นั้นไปทำไมกัน? แค่เลี้ยงหมาไว้เฝ้าบ้าน พอมีเสียงดังกุกกักตอนกลางคืนแล้วมันเห่าได้ก็พอแล้วนี่? หมาตัวใหญ่ก็กินจุเป็นธรรมดา กองพลน้อยเราคนยากคนจนขนาดข้าวจะกินยังไม่มี ใครจะไปโง่เลี้ยงของพรรค์นั้นกันเล่า?"
"ที่ริมแม่น้ำแถวๆ ไร่นา มีรอยเท้าสัตว์ขนาดใหญ่อยู่รอยหนึ่ง ตอนแรกผมก็นึกว่าเป็นรอยเท้าหมาของใครซะอีก ถ้าพี่พูดมาแบบนี้ หรือว่าจะเป็นรอยเท้าหมาป่า?"
"อยู่ตรงไหน? นายพาฉันไปดูหน่อยสิ~"
"เดี๋ยวก่อน ไปเรียกเลขาธิการพรรคไปด้วยกันเถอะ ถ้าเป็นหมาป่าจริงๆ พวกเราจะได้ไม่ต้องวิ่งไปวิ่งมาหลายรอบ ถือโอกาสนี้ไปเบิกปืนมาเตรียมตัวล่าหมาป่าเลยไง"
"ไป ไปด้วยกัน"
ที่บ้านเลขาธิการพรรค เลขาธิการหวังกับนักบัญชีกำลังนั่งคิดบัญชีกันอยู่บนเตียงเตาไฟ สมุดบัญชีกางอยู่บนโต๊ะเตี้ยๆ บนเตียงเตา ข้างๆ มีลูกคิดวางอยู่
"เหล่าหลี่ นายไหวหรือเปล่าเนี่ย? นายคิดบัญชีมาสองรอบแล้วนะ? ยอดยังไม่ตรงกันอีก นายลองดูให้ดีๆ สิ ว่ามีรายการไหนลืมจดไปหรือเปล่า"
"เป็นไปไม่ได้ ไม่ว่าจะรายรับ หรือรายจ่าย ทุกบัญชี ข้าก็จดไว้หมดทุกรายการแล้วนะ จะไม่ตรงกันได้ยังไง?"
ทั้งสองคนเครียดจนหัวแทบระเบิด พวกเขาสองคนไม่ได้มีการศึกษาอะไรมากมาย นักบัญชีก็เรียนจบแค่ชั้นประถมปลาย บัญชีง่ายๆ ก็พอทำได้ แต่ถ้าเป็นเรื่องที่ต้องคำนวณซับซ้อน เขาก็ปวดหัวเหมือนกัน
ช่วยไม่ได้ ต่อให้จบแค่ชั้นประถมปลาย ในหมู่บ้านก็ถือว่าเป็นคนมีความรู้แล้ว ชาวบ้านส่วนใหญ่ยังสู้เสมียนเหล่าหลี่ไม่ได้เลยด้วยซ้ำ
นี่ขนาดเพื่อป้องกันปัญหาผู้นำระดับล่างมีความรู้ไม่เท่ากันจนทำให้ทำบัญชีไม่รู้เรื่อง เบื้องบนถึงกับมีสมุดบัญชีหลากหลายแบบแจกมาให้ ขอแค่จดบันทึกตามนั้น แล้วมาคิดรวมตอนจบ ก็ไม่น่าจะผิดพลาดอะไรแล้วแท้ๆ
แต่ในความเป็นจริงน่ะเหรอ ลู่ผิงอันได้แต่หัวเราะหึๆ...
พอเห็นลู่ผิงอันเดินเข้ามา ผู้นำหมู่บ้านทั้งสองคนก็เหมือนเห็นพระมาโปรด เลขาธิการหวังผุดลุกขึ้น พุ่งเข้ามาคว้าแขนลู่ผิงอันไว้แน่น "ไอ้หนุ่มผิงอัน เอ็งคิดบัญชีเป็นไหม?"
ลู่ผิงอันส่ายหัวดิก "เลขาธิการลืมไปแล้วเหรอครับ? สมองผมเคยได้รับความกระทบกระเทือน ต่อให้เมื่อก่อนผมจะคิดบัญชีเป็น ตอนนี้ผมก็ลืมไปหมดจนไม่เหลือเค้าเดิมแล้วครับ"
ลู่ผิงอันน่ะคิดเป็นแน่นอน แต่เขาไม่อยากให้คนอื่นรู้ว่าเขาทำได้ ยุคสมัยนี้ การแสดงตัวว่ามีความรู้มากเกินไปไม่ใช่เรื่องดีหรอก
นักบัญชีแหงนหน้ามองฟ้าถอนหายใจยาว "เฮ้อ... แล้วจะทำยังไงดีเนี่ย โอ้สวรรค์ บัญชีบ้านี่ทำเอาหัวหมุนไปหมดแล้ว ปวดหัวจะตายอยู่แล้ว"
ลู่ผิงอันหัวเราะร่วน "ยังมีเรื่องที่ทำให้พวกคุณปวดหัวยิ่งกว่านี้อีกนะ ผมเจอรอยเท้าสัตว์ขนาดใหญ่ที่ริมแม่น้ำแถวๆ ไร่นาน่ะ ถ้าผมดูไม่ผิด น่าจะมีหมาป่าด้อมๆ มองๆ อยู่แถวๆ หมู่บ้านเรานะ"
"ตรงไหน? ตรงใต้เนินเขาเหรอ?"
"ใช่ครับ!"
เลขาธิการพรรคกับนักบัญชีไม่สนใจสมุดบัญชีที่ทำเอาปวดหัวพวกนั้นอีกแล้ว เลขาธิการพรรคคว้าเสื้อคลุมหนังแกะมาคลุมไหล่ หยิบกล้องยาสูบอันใหญ่ แล้วก็รีบเดินออกไป นักบัญชีรีบเก็บสมุดบัญชีกับลูกคิด แล้วก็เดินตามออกไปติดๆ
(จบแล้ว)