- หน้าแรก
- มุดดินพลิกฟ้า จอมยุทธ์คอกวัวแห่งยุค 60
- บทที่ 12 - ก้อนทองคำที่ไม่มีอยู่จริง
บทที่ 12 - ก้อนทองคำที่ไม่มีอยู่จริง
บทที่ 12 - ก้อนทองคำที่ไม่มีอยู่จริง
บทที่ 12 - ก้อนทองคำที่ไม่มีอยู่จริง
ใจของลู่ผิงอันเย็นยะเยือก ดูเหมือนว่าเขาจะประเมินขีดจำกัดความเลวทรามของไอ้หมาสองตัวนี้สูงเกินไป ชามใบใหญ่นั่นเขาใช้มาสองวันแล้ว ถือไปถือมาอย่างเปิดเผย คนสองคนที่คุมตัวเขาเข้าออกคอกวัวทุกวันจะไปไม่รู้เรื่องได้ยังไง?
ก็แค่มองว่าเขารังแกง่าย จะรังแกหรือใส่ร้ายยังไงก็ได้ โดยไม่ต้องกังวลว่าจะเกิดผลที่ตามมาอะไรเลย
"เดี๋ยวก่อน!"
"อะไร? แกยังไม่ยอมรับผิดอีกหรือไง? จะบอกให้เอาบุญนะ เมื่อตกอยู่ในมือพวกเรา ต่อให้เป็นเสือแกก็ต้องหมอบ เป็นมังกรก็ต้องขดตัว รู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรมเหรอ? หึๆ! แล้วไงล่ะ? ใครจะไปเชื่อแก?"
"เปล่า ผมแค่จะบอกว่าถ้าพวกพี่ฆ่าผม ก้อนทองคำพวกนั้นก็ไม่รู้ว่าจะตกไปอยู่ในมือใครเสียดายแย่เลย"
"ว่าไงนะ? ก้อนทองคำงั้นเหรอ?"
"ใช่! ก้อนทองคำ! ก้อนใหญ่เบ้อเริ่มเลยนะ ก้อนนึงหนักอย่างน้อยสี่ห้าชั่ง มีตั้งหลายก้อนเลยล่ะ..."
ลู่ผิงอันทำไม้ทำมือเว่อร์วัง วาดภาพอันเย้ายวนใจออกมา
"จริงหรือเปล่าวะ แกอย่าคิดจะมาหลอกฉันนะเว้ย เชื่อไหมว่าฉันจะฆ่าแกทิ้งซะ?"
แค่ลู่ผิงอันหลุดคำว่าก้อนทองคำออกมา แม้อาสาสมัครทั้งสองคนจะยังไม่ค่อยเชื่อนัก แต่พริบตาเดียวความโลภก็บดบังดวงตาไปจนหมดสิ้น
เวลาผ่านไปเพียงชั่วครู่ ไอ้โง่สองคนนี้ก็ถูกหลอกเข้าจริงๆ เสียแล้ว
……………………………………………………
พูดถึงก้อนทองคำ ไม่ว่าจะเป็นในภาพยนตร์ ซีรีส์ นิยาย หรือแม้แต่นิทานพื้นบ้าน ล้วนมีการพูดถึงกันอย่างแพร่หลาย ความจริงแล้วมีความเข้าใจผิดอยู่เรื่องหนึ่งที่สำคัญมาก
ในยุคก่อนราชวงศ์หยวน คำว่าหยวนเป่า (เงินก้อน) เป็นเพียงคำแทนเรียกเหรียญทองแดงเท่านั้น เช่น เหรียญชุ่นเทียนหยวนเป่า, เหรียญเซิ่งซ่งหยวนเป่า, เหรียญเซวียนเหอหยวนเป่า, เหรียญจิ้งคังหยวนเป่า เป็นต้น
จนกระทั่งหลังยุคราชวงศ์หยวน เงินและทองถึงได้เริ่มมาผูกกับคำว่าหยวนเป่า ส่วนก้อนทองคำที่มีรูปทรงคล้ายเรืออวบอ้วนตามตำนานนั้น ว่ากันว่าเพิ่งจะปรากฏขึ้นในสมัยราชวงศ์ชิงนี่เอง
ทองคำในยุคโบราณมีมูลค่าสูงมาก ไม่นับว่าเป็นเงินตราที่ใช้หมุนเวียนทั่วไป ส่วนใหญ่จะถูกเก็บไว้เป็นสมบัติก้นหีบในท้องพระคลัง หรือไม่ก็ถูกใช้เป็นของพระราชทานจากราชวงศ์หรือขุนนางชั้นผู้ใหญ่
การนำมาใช้ส่วนตัวถือเป็นการทำผิดกฎหมาย แม้แต่บ้านเศรษฐีที่ดินหรือคหบดีใหญ่ ก็ยังไม่ค่อยจะมีของแบบนี้ ยิ่งในหมู่ชาวบ้านธรรมดาก็ยิ่งหายากเข้าไปใหญ่
แผ่นทองคำในยุคจ้านกั๋ว, ทองคำรูปกีบม้าและทองคำก้อนกลมในยุคราชวงศ์ฮั่น, เงินทำบุญในยุคราชวงศ์ถัง, ทองคำแท่งในยุคราชวงศ์ซ่ง ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเหรียญทองคำที่มีชื่อเสียง
ดังนั้นหากเปลี่ยนเป็นคนที่รู้เรื่องราวดีๆ แค่ฟังก็รู้แล้วว่าลู่ผิงอันกำลังโกหก
แต่อาสาสมัครสองคนนี้ความรู้สักตัวยังไม่มี แล้วจะไปรู้อะไรล่ะ? ตอนเด็กๆ พวกเขาเคยฟังผู้ใหญ่เล่านิทานโบราณ มีเรื่องราวเกี่ยวกับก้อนทองคำ ก้อนเงินตั้งมากมาย
ดังนั้นพอทั้งสองคนได้ยินว่ามีก้อนทองคำ ก็เกิดความสนใจขึ้นมาทันที
ลู่ผิงอันได้จังหวะเติมเชื้อไฟลงไปอีก "ลูกพี่ พวกพี่ไม่รู้สึกแปลกๆ บ้างเหรอ? ของที่กองบัญชาการยึดมาได้พวกพี่ก็เห็นแล้วนี่นา มีทั้งถ้วยทอง เครื่องประดับทอง ก้อนเงิน ถ้วยชามเงิน แล้วก็เครื่องประดับเงิน แล้วทำไมถึงไม่มีก้อนทองคำล่ะ? ของพวกนี้มันน่าจะเป็นชุดเดียวกันนะ มีเงินก็ต้องมีทอง ทองกับเงินมันต้องมีคู่กันสิ พวกพี่ลองคิดดูสิ ว่ามันจริงไหม?"
"จริงด้วย พี่หลิน มันพูดมีเหตุผลนะ! มีก้อนเงิน แล้วทำไมจะไม่มีก้อนทองคำล่ะ?"
เสี่ยวหลินยกปืนขึ้นมาข่มขู่ลู่ผิงอัน ขู่ว่าจะเอาพานท้ายปืนฟาดให้กระดูกหัก "บอกมา ก้อนทองคำพวกนั้นอยู่ที่ไหน? แกซ่อนมันไว้ใช่ไหม? เชื่อไหมว่าถ้าฉันเอาพานท้ายปืนฟาดลงไป ฟันแกได้ร่วงหมดปากแน่ ฟาดไปสองที กระดูกแกได้หักสะบั้น ฉันจะทำให้ครึ่งชีวิตหลังของแกต้องคลานเอา ต้องกินได้แต่น้ำข้าวต้ม แกเชื่อไหมล่ะ?"
ลู่ผิงอันแกล้งทำเป็นหวาดกลัว ร้องขอชีวิตซ้ำแล้วซ้ำเล่า "ลูกพี่ ลูกพี่ อย่าลงไม้ลงมือเลย อย่าตีผม ผมยังไม่ได้เข้าใกล้ถ้ำสุสานนั่นเลย แล้วผมจะไปเอาของดีพวกนั้นมาได้ยังไง? ก้อนทองคำมันมีค่ามากนะ คนรวยสมัยโบราณตอนฝังศพ พวกเขาจะซ่อนมันไว้อย่างมิดชิด ซ่อนไว้แบบไม่มีใครหาเจอเด็ดขาด จะไม่มีทางวางไว้ให้เห็นชัดๆ หรอก ก็เพื่อป้องกันไม่ให้คนอื่นมาหาเจอยังไงล่ะ พวกลูกพี่ลองคิดดูดีๆ สิ ตอนนี้ทองแท่งเล็กแท่งนึงก็ราคาปาเข้าไปสองสามร้อยหยวนแล้วนะ แล้วนั่นมันจะหนักสักเท่าไหร่กันเชียว? อย่างมากก็แค่หนึ่งตำลึง~~! ถ้าหากหาก้อนทองคำเจอ ต่อให้มีแค่ก้อนเดียว ก็หนักตั้งหลายชั่งแล้ว ครึ่งชีวิตหลังจากนี้กินอยู่ไม่ต้องกังวล ไม่ต้องมาทนลำบากลำบนอีกต่อไปแล้ว"
"แล้วแกมั่นใจได้ยังไงว่าคนอื่นยังไม่เอามันไป?"
"ที่ซ่อนก้อนทองคำมันลับตาคนมาก ผมรู้ว่าพวกเขาจะเอามันไปซ่อนไว้ที่ไหน ผมเคยได้ยินคนพูดถึง... อีกอย่าง ผมก็ตกอยู่ในมือพวกลูกพี่แล้ว พวกพี่จะกลัวอะไรอีกล่ะ? ต่อให้สุดท้ายแล้วหาไม่เจอ พวกลูกพี่ก็ยังสามารถซ้อมผมสักยกแล้วส่งตัวผมไปให้ผู้นำกองบัญชาการได้เหมือนเดิม เดินเพิ่มอีกรอบก็ไม่เหนื่อยตายหรอก จริงไหม? แต่ถ้าหาเจอ พวกพี่ก็จะมีเงินกันทั้งคู่ แล้วจะมาเป็นอาสาสมัครอยู่ทำไมอีกล่ะ? เอาเงินไปขอเมียสวยๆ สักคนเข้าบ้าน สองปีมีลูกสักสามคน มีเมียมีลูกมีเตียงอุ่นๆ ให้ซุกตัว สบายจะตายไป จะต้องมานั่งบีบคั้นสมอง เปลืองแรงเปลืองความคิดหาทางสร้างผลงานไปเพื่ออะไร?"
"พี่หลิน ทำกันเถอะ~ ยังไงไอ้หมอนี่ก็หนีไม่พ้นเงื้อมมือพวกเราสองพี่น้องอยู่แล้ว เรายังจะกลัวมันแผลงฤทธิ์อะไรได้อีกหรือไง?"
อาสาสมัครที่แซ่หลินยังไม่ถึงกับสูญเสียสติสัมปชัญญะไปจนหมด เขาถามขึ้น "จะทำให้มันยุ่งยากทำไม? แกก็แค่บอกมาว่ามันซ่อนอยู่ที่ไหน เดี๋ยวพวกเราไปเอาเองก็สิ้นเรื่อง? ไอ้เวรนี่ หรือว่าแกคิดจะฉวยโอกาสหนีใช่ไหม?"
"เข้าใจผิดแล้ว ลูกพี่เข้าใจผิดแล้ว สุสานแต่ละแห่งมันไม่เหมือนกันนะ พวกพี่ก็ไม่ค่อยรู้เรื่องพวกนี้ เกิดผมบอกไป แล้วพวกพี่ไปหาไม่เจอ นอกจากจะเสียเวลาและโอกาสเปล่าๆ แล้ว พวกพี่อาจจะคิดว่าผมโกหกอีก! จริงไหมล่ะ?"
อาสาสมัครแซ่หลินดึงเพื่อนอีกคนออกไปกระซิบกระซาบกันที่หน้าประตู ลู่ผิงอันเงี่ยหูฟัง ได้ยินแค่เสียงพึมพำปรึกษาหารือกันเบาๆ แต่ฟังไม่ออกว่าพูดอะไรกัน
หัวใจของลู่ผิงอันอดไม่ได้ที่จะแขวนต่องแต่ง เขาแอบกลัวว่าทั้งสองคนจะสามารถข่มกลั้นความโลภไว้ได้ แล้วเลือกที่จะเอาชัวร์ไว้ก่อนด้วยการซ้อมเขาสักยก แล้วลากตัวเขาไปให้ผู้นำกองบัญชาการเพื่อยัดข้อหาเอาความดีความชอบ
แต่โบราณว่าไว้ บัณฑิตเจอทหาร มีเหตุผลแค่ไหนก็พูดไม่รู้เรื่อง บางครั้งความป่าเถื่อนถึงขีดสุด การพุ่งชนตรงๆ โดยไม่สนใจสิ่งเร้าภายนอก ก็ถือเป็นวิธีใช้กำลังทำลายชั้นเชิงที่ดีวิธีหนึ่งเหมือนกัน
ทว่าความกังวลของลู่ผิงอันดูเหมือนจะมากเกินไปเสียแล้ว ศัตรูของเขาเห็นได้ชัดว่าไม่ใช่พวกที่จะทนต่อสิ่งล่อใจได้
อาสาสมัครสองคนปรึกษาแผนปฏิบัติการกันอยู่ข้างนอกเสร็จสรรพ ก็หันกลับมาล็อกประตูคอกวัว สั่งให้ลู่ผิงอันอยู่เงียบๆ จากนั้นก็จูงหมาไปผูกไว้ที่อื่นให้ไกลออกไปหน่อย
จะว่าไปแล้ว ไอ้สองคนนี้ก็ไม่ได้โง่ขนาดนั้น
เมื่อรอจนทั้งสองคนเดินจากไป ลู่ผิงอันก็รีบเก็บชามกระเบื้องขาวใบนั้นเข้ามิติอย่างว่าง่าย เขาคิดอะไรบางอย่างออก แล้วลองไปค้นๆ ดูที่มุมกำแพง ก็เจอซากหนูตายตัวนั้นเข้า จึงเก็บเข้ามิติไปด้วย
จากนั้น ลู่ผิงอันก็รื้อค้นภายในห้องสักพัก แล้วก็ต้องแปลกใจเมื่อพบว่ามีคราดโกยขี้สัตว์วางพิงอยู่ริมกำแพง
สุดท้าย ลู่ผิงอันก็เบนสายตาไปที่เครื่องหั่นหญ้าสำหรับสัตว์ที่มุมกำแพง
เครื่องหั่นหญ้ารุ่นเก่าแบบนี้ แทบจะไม่เห็นแล้วในยุคปัจจุบัน ความทรงจำของคนยุคใหม่เกี่ยวกับเครื่องหั่นหญ้าแบบนี้ ส่วนใหญ่คงจะนึกถึงเครื่องประหารหัวมังกรและเครื่องประหารหัวสุนัขของท่านเปาบุ้นจิ้นเสียมากกว่า
ลู่ผิงอันเองก็ไม่ค่อยคุ้นเคยกับมัน คลำๆ คลำๆ อยู่ตั้งนาน กว่าจะถอดมีดหั่นหญ้าออกมาจากฐานได้
คืนนี้ต้องสู้ตาย ไม่หยิบจับอาวุธไว้บ้างก็โง่เต็มทีแล้วล่ะสิ? อย่าเห็นว่าอาสาสมัครสองคนนั้นไม่ได้แสดงท่าทีว่าจะฆ่าลู่ผิงอันทิ้งนะ อันที่จริงลู่ผิงอันรู้ดีอยู่แก่ใจ ไม่ว่าเขาจะพาทั้งสองคนไปเจอก้อนทองคำได้หรือไม่ เขาก็ต้องตายสถานเดียว
ถ้าหาไม่เจอ พวกมันก็ต้องโกรธจนฟาดเขาตาย แล้วก็ยัดข้อหาใส่ร้ายเพื่อเอาผลงาน แบบนี้เรียกว่ารักษาทุนไม่ให้ขาดทุน
แต่ถ้าหาก้อนทองคำเจอ เพื่อเป็นการฆ่าปิดปาก ก็ยิ่งต้องฆ่าลู่ผิงอันทิ้ง แบบนี้เรียกว่าป้องกันความผิดพลาดอย่างรัดกุมที่สุด
ไม่ว่าทางไหนก็ต้องตายอยู่ดี ลู่ผิงอันที่อยากจะฆ่าสองคนนี้อยู่แล้ว มีหรือจะเกรงใจพวกมัน?
(จบแล้ว)