- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาป่วน เมื่อฉันกลายเป็นภรรยาสัญญาจ้างในกองทัพยุคเจ็ดศูนย์
- บทที่ 19 แยกกันน่ะดีแล้ว เธอไม่อยากให้กู้เซ่าตงรู้แผนการต่อไป
บทที่ 19 แยกกันน่ะดีแล้ว เธอไม่อยากให้กู้เซ่าตงรู้แผนการต่อไป
บทที่ 19 แยกกันน่ะดีแล้ว เธอไม่อยากให้กู้เซ่าตงรู้แผนการต่อไป
บทที่ 19 แยกกันน่ะดีแล้ว เธอไม่อยากให้กู้เซ่าตงรู้แผนการต่อไป
โจวชิงฮวนกับกู้เซ่าตงเดินตามกันออกมาจากประตูบ้านตระกูลโจว โดยมีโจวอ้ายจวินเดินมาส่งทั้งคู่ที่หน้าประตู
กู้เซ่าตงตบไหล่เขาเบา ๆ “กลับไปเถอะ ไม่ต้องส่งแล้ว
ทำธุระเสร็จ ฉันก็จะพาเธอกลับไปรายงานตัวที่กองทัพเลย”
โจวอ้ายจวินยืนตรงวันทยหัตถ์ให้กู้เซ่าตง “ผู้บังคับกองพันกู้ งั้นผมไม่ส่งไกลนะครับ น้องรองของผมเธอ...”
เขาอยากจะบอกว่าโจวชิงฮวนไม่ค่อยรู้ความนัก ฝากกู้เซ่าตงช่วยอดทนกับเธอหน่อย แต่พูดยังไม่ทันจบก็ถูกกู้เซ่าตงพูดแทรกขึ้นมา “เธอดีมาก งั้นพวกเราไปก่อนนะ”
โจวชิงฮวนไม่มีอารมณ์แม้แต่จะปรายตามองโจวอ้ายจวิน เรียกได้ว่าพอหลุดพ้นจากบ้านตระกูลโจวมาได้ เธอก็รู้สึกว่าท้องฟ้าเป็นสีฟ้า น้ำเป็นสีเขียว อากาศสดชื่น เซลล์ทุกเซลล์ในร่างกายล้วนปรีดา
กู้เซ่าตงเดินนำหน้า พาโจวชิงฮวนเลี้ยวไปสองโค้งจนมาถึงหน้าร้านอาหารของรัฐแห่งหนึ่ง
ร้านอาหารไม่ใหญ่นัก หน้าร้านดูซอมซ่อเล็กน้อย บนประตูแขวนป้ายพื้นขาวตัวหนังสือสีดำเขียนไว้ว่า 'ร้านอาหารของรัฐ'
พอเข้าไปในร้าน บนกำแพงที่มีรอยด่างดำก็มีกระดานดำเล็ก ๆ แขวนอยู่ บนนั้นใช้ชอล์กเขียนรายการอาหารเช้าที่ให้บริการในวันนี้
ในยุคที่ขาดแคลนอาหารอย่างหนักแบบนี้ ตอนเช้ามีบะหมี่แป้งขาวให้กินก็ถือว่าหรูแล้ว อย่าได้หวังว่าจะได้กินปาท่องโก๋หรือน้ำเต้าหู้เลย
โจวชิงฮวนนึกขึ้นได้เรื่องหนึ่ง... เธอยังไม่ได้ล้างหน้าแปรงฟันเลย! เพราะมัวแต่วุ่นวายมาตั้งแต่เช้า ตื่นปุ๊บก็ต้องมาฟาดฟันกับฉินเฟิ่งอิงปั๊บจนลืมเรื่องนี้ไปสนิท
“...”
เธอแอบชำเลืองมองกู้เซ่าตง พลางคิดว่าหมอนี่ก็คงยังไม่ได้ล้างหน้าแปรงฟันเหมือนกัน งั้นก็อย่ามาทำเป็นรังเกียจกันเลย
กู้เซ่าตงจำได้อยู่แล้ว แต่ทำไงได้ ในเมื่อแตกหักกันขนาดนั้น เขาก็หน้าด้านอยู่ต่อไม่ลงหรอก
เขาเป็นคนรักความสะอาดมาก แต่ในสถานการณ์แบบนี้... ช่างมันเถอะ หลับหูหลับตากิน ๆ ไปละกัน!
กู้เซ่าตงมองรายการอาหารบนกระดานดำ แล้วหันมาพูดกับโจวชิงฮวน “อาหารเช้าเหมือนจะไม่มีอะไรน่ากินเท่าไหร่ เดี๋ยวตอนเที่ยงพวกเราค่อยว่ากันใหม่”
โจวชิงฮวนหิวแล้วจริง ๆ ตั้งแต่ตื่นนอนมาจนถึงตอนนี้ เธอต้องใช้ไหวพริบต่อสู้กับคนบ้านโจว สูญเสียทั้งพลังกายและพลังใจไปมหาศาล
“ได้ค่ะ กินให้อิ่มก็พอ ฉันไม่เลือกกินหรอก” นี่มันโกหกหน้าตายชัด ๆ
เธอนี่แหละตัวเลือกกิน ลิ้นเทพสุด ๆ ตั้งแต่เข้ามหาวิทยาลัย เธอก็ซื้อคอนโดหรูแถวมอ แล้วกลับไปทำอาหารกินเองทุกวัน
ไม่ใช่ว่าอาหารที่มหาลัยไม่อร่อย แต่กลัวว่าในอาหารจะมีสารเคมีแปลกปลอมต่างหาก เพื่อสุขภาพร่างกาย เธอเลยทำกินเองดีกว่า
โชคดีที่เธอไม่รังเกียจการทำอาหาร แถมยังโหลดคลิปมาเรียนทำอาหารเองตั้งเยอะ ทำออกมาก็ดูดีมีชาติตระกูล อย่างน้อยคนลิ้นเทพแบบเธอก็กินได้อร่อยทีเดียว
แต่ตอนนี้ทะลุมิติมาอยู่ในยุค 60 แล้ว แค่มีกินให้อิ่มท้องก็บุญโขแล้ว จะเอาอะไรอีก อีกอย่างเธอจะทิ้งภาพลักษณ์เรื่องมากให้เจ้านายเห็นไม่ได้เด็ดขาด
โจวชิงฮวนหาโต๊ะนั่ง ส่วนกู้เซ่าตงเดินไปที่หน้าต่างบริการ คุยกับพนักงานข้างในสองสามประโยค
เดิมทีเขาอยากจะสั่งบะหมี่ราดหน้าเนื้อให้โจวชิงฮวนสักชาม แต่พนักงานบอกว่าวันนี้มีแค่บะหมี่ผัก
กู้เซ่าตงเดินกลับมาด้วยความรู้สึกผิดเล็กน้อย “มีแต่บะหมี่ผักนะ”
โจวชิงฮวนตอบ “ไม่เป็นไรค่ะ มีอะไรก็กินอันนั้นแหละ แค่มีของร้อน ๆ ตกถึงท้องก็พอ ฉันเลี้ยงง่ายจะตาย”
ไม่นาน กู้เซ่าตงก็ยกชามใบใหญ่สองใบกลับมา ในชามคือบะหมี่น้ำใสแจ๋ว มีใบผักกาดที่ลวกจนเหลืองลอยอยู่ไม่กี่ใบ มองเห็นคราบน้ำมันลอยฟ่องอยู่ประปราย
โจวชิงฮวนลุกขึ้นยืน เป็นฝ่ายรับชามบะหมี่จากมือเขามาวางบนโต๊ะตรงหน้าตัวเอง
ทั้งสองคนนั่งเผชิญหน้ากัน ก้มหน้าก้มตากินบะหมี่เงียบ ๆ
โจวชิงฮวนคีบบะหมี่ขึ้นมา เป่าเบา ๆ แล้วส่งเข้าปาก
พูดตรง ๆ บะหมี่นี่ไม่อร่อยเลย รสชาติจืดชืด เส้นก็อืดไปหน่อย
แต่สำหรับเธอในตอนนี้ นี่คือของล้ำค่าหาได้ยากยิ่ง ต้องรู้ไว้นะว่าตอนอยู่บ้านโจว เจ้าของร่างเดิมไม่มีสิทธิ์ได้กินบะหมี่แป้งขาวหรอก สิทธิ์นี้เป็นของโจวเจียวกับโจวน่าเท่านั้น
สงสัยร่างกายนี้จะขาดสารอาหารมานาน บะหมี่น้ำใสชามโต โจวชิงฮวนถึงกับซู้ดรวดเดียวหมดไปครึ่งชาม
กู้เซ่าตงเป็นทหาร ชินกับการกินเร็ว เขากลืนบะหมี่ลงคอแล้วพูดว่า “เดี๋ยวกินข้าวเสร็จ พวกเราไปหาสถานรับรองเพื่อเช็คอินก่อน แล้วค่อยไปไปรษณีย์เพื่อโทรหาจางหย่งสหายร่วมรบของฉัน
เขาทำงานอยู่ในกรมตำรวจ ให้เขาช่วยจัดการให้หน่อย เธอจะได้เข้าไปทำเรื่องย้ายทะเบียนบ้านได้เลย จะได้เร็วขึ้น
พอเธอทำเรื่องเสร็จ ทางฉันก็คงจัดการเรียบร้อยเหมือนกัน ตอนเที่ยงพวกเราค่อยมาเจอกันที่สถานรับรองนะ
ก่อนหน้านี้ฉันคุยกับภรรยาของอดีตผู้บังคับบัญชาไว้แล้ว ว่าวันนี้จะไปดูตัว
ตอนนี้แผนเปลี่ยนแล้ว ฉันต้องไปที่บ้านท่านด้วยตัวเอง ไปอธิบายเรื่องราวให้ชัดเจน จะได้ไม่เสียมารยาท”
โจวชิงฮวนพยักหน้า กลืนบะหมี่ในปากลงคอ “ได้ค่ะ เราแยกกันไปทำธุระ”
แยกกันน่ะแหละดีแล้ว
เธอไม่อยากให้กู้เซ่าตงรู้แผนการต่อไปของเธอหรอก
ทะเบียนบ้านยังซุกอยู่ในกระเป๋าเสื้อเธออยู่เลย ถ้าไม่ฉวยโอกาสนี้ลงชื่อยัดสองพี่น้องโจวเจียวกับโจวน่าให้ลงชนบทไปซะ ก็ถือว่าเสียชาติเกิดที่ต้องมาทนทุกข์ทรมานขนาดนี้
นี่แหละที่เรียกว่า หนามยอกต้องเอาหนามบ่ง!
ในเวลาเดียวกัน ณ บ้านตระกูลโจว
หลังจากโจวชิงฮวนกับกู้เซ่าตงจากไป บรรยากาศในบ้านก็อึมครึมเหมือนอยู่หน้าหลุมศพ
สองสามีภรรยาฉินเฟิ่งอิงกับโจวต้าชวนสูญเงินก้อนโตไปขนาดนั้น จะเอาอารมณ์ที่ไหนไปทำงาน
โดยเฉพาะฉินเฟิ่งอิง เงินหนึ่งพันหยวนนั่น เหมือนถูกเฉือนเนื้อติดหัวใจออกไป เจ็บปวดเจียนตาย
เธอนั่งอยู่ขอบเตียงเตา เอาผ้าขนหนูเก่า ๆ ปิดหน้า ร้องห่มร้องไห้จนไหล่สั่นเทิ้ม
เสียงร้องไห้ดังสะอึกสะอื้นเป็นระยะ สลับกับเสียงสบถด่า แน่นอนว่าด่าโจวชิงฮวนนั่นแหละ
“ไอ้เด็กเดนนรกเอ๊ย ฉันเลี้ยงตัวซวยทวงหนี้แบบนี้มาได้ยังไง? ฮือ ๆ ๆ ... เงินหนึ่งพันหยวน หนึ่งพันหยวนเชียวนะ! ปวดใจจะตายอยู่แล้ว
นั่นมันเงินหยาดเหงื่อแรงงานของพวกเราเลยนะ เงินที่ฉันอุตส่าห์เก็บหอมรอมริบมาตั้งหลายปี ไอ้ฟ้าผ่าเอ๊ย ทำไมมันถึงได้ใจจืดใจดำขนาดนี้!?
แล้วครอบครัวนี้จะอยู่กันยังไงล่ะทีนี้!?
พวกแกฟังนะ ได้เงินไปแล้วยังพูดจาไม่เป็นคำพูด ยังจะกลับมาทำลายพวกเราอีก! ชีวิตฉัน ทำไมมันถึงได้รันทดขนาดนี้!
สวรรค์เอ๊ย ลืมตาดูสิว่าบ้านโจวของเราทำเวรกรรมอะไรนักหนา! ฟ้าผ่ามันให้ตายไปเลยสิ! มันไร้สามัญสำนึก มันเนรคุณ!”
ฉินเฟิ่งอิงร้องไห้มาเกือบครึ่งชั่วโมงแล้ว จนเสียงแหบเสียงแห้ง
โจวต้าชวนนั่งอยู่บนม้านั่งตัวเล็ก สูบบุหรี่มวนต่อมวน ควันบุหรี่ลอยคละคลุ้งเต็มบ้านจนแสบตา
ใบหน้าของเขาดำคล้ำยิ่งกว่าก้นหม้อ เงินหนึ่งพันหยวนนั่น แทบจะเป็นเงินเก็บทั้งหมดของครอบครัวนี้แล้ว เงินที่เก็บมาครึ่งค่อนชีวิต หายวับไปกับตาแบบนี้ จะไม่ให้โมโหได้ยังไง?
โจวอ้ายจวินมองสภาพของพ่อแม่แล้วก็รู้สึกไม่ดีนัก
ในหัวของเขาผุดภาพห้องเล็ก ๆ มืด ๆ ของโจวชิงฮวนขึ้นมาอีกครั้ง รวมถึงห่อผ้าใบเล็กจิ๋วน่าเวทนาของเธอด้วย “แม่ครับ เลิกร้องเถอะ
หลายปีมานี้ ชีวิตของน้องรองในบ้านก็ไม่ดีจริง ๆ นั่นแหละ ถือซะว่าพวกเราติดค้างเธอละกัน
ให้แล้วก็ให้ไปเถอะ เงินหมดเดี๋ยวเราก็หาใหม่ได้”
จู่ ๆ เขาก็เกิดมโนสำนึกขึ้นมา เลยพูดประโยคที่ตัวเองคิดว่ายุติธรรมออกไปสองสามประโยค
แต่คำพูดนี้พอเข้าหูฉินเฟิ่งอิงในตอนนี้ มันก็ไม่ต่างอะไรกับการราดน้ำมันลงบนกองไฟ
เธอสะบัดผ้าขนหนูบนหน้าออกอย่างแรง ดวงตาที่ร้องไห้จนบวมแดงจ้องเขม็งไปที่ลูกชายคนโตอย่างอาฆาต “โจวอ้ายจวิน นี่แกพูดภาษาคนอยู่หรือเปล่า?
พูดน่ะมันง่าย ไม่โดนกับตัวก็ไม่รู้สึกหรอก!
นั่นมันเงินหนึ่งพันหยวนนะ ไม่ใช่สิบแปดหยวน มีเงินหนึ่งพันหยวนนั่น ซื้องานประจำให้น้องสาวคนโตของแกได้เลยนะ
แกเป็นพี่ชายประสาอะไรห๊ะ? เข้าข้างคนนอก ช่วยนังตัวซวยนั่นพูด”
โจวอ้ายจวินถูกด่าจนหน้าชา อ้าปากค้าง ไม่รู้จะเถียงกลับยังไง ก็ลูกสาวตัวเองคลอดออกมาแท้ ๆ ไม่ใช่เหรอ? ทำไมถึงยังต้องแบ่งเขาแบ่งเราอีกล่ะ? ไม่เข้าใจเลยจริง ๆ
(จบบท)