- หน้าแรก
- ผลข้างเคียงจากการฝึกวิชาสามารถถ่ายโอนได้ งั้นข้าจะฝึกวิชามารอย่างบ้าคลั่ง
- บทที่ 309 จักรพรรดิกระบี่? ก็แค่ผายลม!
บทที่ 309 จักรพรรดิกระบี่? ก็แค่ผายลม!
บทที่ 309 จักรพรรดิกระบี่? ก็แค่ผายลม!
มาดเต็มเปี่ยม กลิ่นอายพลังเต็มพิกัด แรงกดดันจากเจตจำนงกระบี่ที่พุ่งทะยานเสียดฟ้ายิ่งทำให้ผู้คนใจสั่นสะท้าน ผู้บำเพ็ญเพียรที่มีระดับพลังต่ำต้อยถึงขั้นเกิดความคิดที่อยากจะคุกเข่ากราบกราน
หลี่ติ้งเจี๋ยเพียงปรากฏตัวก็กลายเป็นจุดสนใจ ทำให้ศิษย์สายนอกและสายในที่อยู่ในลานต่างเบิกเนตรกว้าง จักรพรรดิกระบี่กลับชาติมาเกิด ช่างน่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้ มันยิ่งขับเน้นให้การปรากฏตัวอันแสนธรรมดาของโจวเฟิงเมื่อครู่นี้ดูซอมซ่อไร้ราคายิ่งนัก แม้กระทั่งหลายคนที่เดิมทีอยากจะเสี่ยงโชคกับม้ามืดโดยลงเดิมพันให้โจวเฟิงชนะ ตอนนี้ก็เริ่มเสียใจกันแล้ว พวกเขารู้สึกว่าแต้มวาสนาเซียนที่เอาไปลงเดิมพันนั้นแทบจะเรียกได้ว่าละลายแม่น้ำไปแล้วจริงๆ
ไม่นาน หลี่ติ้งเจี๋ยท่ามกลางเสียง BGM อันดุเดือดเร้าใจ ก็ก้าวเดินไปจนสุดปลาย 'มรรคาแห่งกระบี่' จากนั้นเขากระโดดขึ้นเบาๆ หมายจะทะยานไปหยุดอยู่ฝั่งตรงข้ามของโจวเฟิง
เดิมทีท่วงท่าของเขาทั้งดุดันและสง่างาม หลังจากเท้าเหยียบลงบนพื้นของลานวิถีธรรมก็กระตุ้นให้ปราณกระบี่สั่นกระเพื่อมขึ้นมาทันที ทว่าใครจะคาดคิดว่าหลังจากเท้าทั้งสองแตะพื้นเรียบร้อยแล้ว ขาของเขากลับไม่สามารถเหยียดตรงได้ด้วยเหตุผลบางประการ มันกลับสั่นสะท้านเล็กน้อย ทำให้หลี่ติ้งเจี๋ยพุ่งถลาไปข้างหน้าอย่างไม่อาจควบคุมได้ แทบจะคุกเข่าไถลไปหาโจวเฟิงทันทีที่ลงสู่พื้น
แม้ว่าเขาจะตอบสนองได้ทันท่วงทีและหยุดยั้งแรงคุกเข่าไถลเอาไว้ได้ แต่ท่าทางนั้นก็ดูตลกขบขันเป็นอย่างมาก ทำให้มาดที่อุตส่าห์สร้างมาตั้งนานมลายหายไปจนสิ้น
"น้องหลี่ เหตุใดจึงต้องแสดงความเคารพยิ่งใหญ่ปานนี้ด้วย?" โจวเฟิงทำท่าทีเหมือนจะเข้าไปพยุง ทว่าในความเป็นจริงกลับไม่ได้ก้าวไปข้างหน้าเลยแม้แต่น้อย
เวลานี้หลี่ติ้งเจี๋ยย่อมอับอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนีและเต็มไปด้วยความสงสัย เป็นไปไม่ได้ สภาพร่างกายของเขากำลังอยู่ในจุดที่สมบูรณ์แบบ ทุกด้านล้วนบรรลุถึงจุดสูงสุดของระดับในปัจจุบันแล้ว แล้วเหตุใดจู่ๆ ถึงได้เกิดอาการขาอ่อนขึ้นมากันเล่า?!
เขาจะไปคิดได้อย่างไรว่านี่เป็นเพราะ 'ฤทธิ์ยา' ของยาเม็ดชีพจรสวรรค์รวบรวมจิตได้หมดลงแล้ว การเสริมพลังที่ดูเหมือนจะเป็นผลดีก่อนหน้านี้ แท้จริงแล้วเป็นเพียงการเบิกพลังของร่างกายมาใช้ล่วงหน้า หลังจากที่ฤทธิ์ยาหมดลง สิ่งที่จะตามมาติดๆ ก็คือราคาค่างวดที่ต้องจ่าย
ฝั่งโจวเฟิงเมื่อเห็นภาพนี้ รอยยิ้มบนใบหน้าก็ยิ่งกว้างขึ้น อาการขาอ่อนเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น ต่อจากนี้ยังมี 'อาหารมื้อหลัก' อีกสารพัดรูปแบบ ที่จะค่อยๆ ส่งหลี่ติ้งเจี๋ยไปเยือนโลกหน้าทีละก้าว
"ตอนนี้คิดจะคุกเข่าก็สายไปแล้วล่ะ เริ่มกันเถอะ ข้าจะส่งเจ้าไปกลับชาติมาเกิดใหม่อีกรอบเอง"
"หวังว่าชาติหน้าเจ้าจะฟื้นคืนความทรงจำในอดีตชาติได้แต่เนิ่นๆ จะได้รีบระลึกได้ไวๆ ว่าใครที่เจ้าไม่ควรไปตอแยด้วย..." โจวเฟิงยิ้มเหี้ยมพร้อมกับบิดคอไปมา ขณะเดียวกันเขาก็เริ่มขยับมือออกลีลาโยกบุปผา เงามายาของบัวศักดิ์สิทธิ์แต่ละดอกเบ่งบานขึ้นรอบตัวอย่างต่อเนื่อง
แม้จะกล่าวเช่นนั้น แต่ถ้าหากหลี่ติ้งเจี๋ยต้องตกตายลงในเวลานี้ ย่อมไม่มีชาติหน้าสำหรับเขาอีกอย่างแน่นอน เพราะหากบำเพ็ญเพียรไปไม่ถึงขอบเขตที่สูงส่งมากพอ ก็ไม่มีทางที่จะรักษาความทรงจำจากอดีตชาติเอาไว้ได้เลย
หลี่ติ้งเจี๋ยแค่นเสียงเย็นชาอย่างหนักหน่วง มือประสานมุทราเคล็ดกระบี่ เอ่ยเสียงขรึม "ข้าก็อยากจะเห็นเหมือนกัน ว่าเจ้าจะปากแข็งไปได้สักกี่น้ำ!"
การประลองระหว่างยอดอัจฉริยะจึงเปิดฉากขึ้นท่ามกลางสายตาที่จับจ้องของผู้คนนับหมื่น
ทว่าการที่หลี่ติ้งเจี๋ยแทบจะคุกเข่าทันทีที่ลงสู่พื้นเมื่อครู่นี้ ก็ทำให้หัวใจของหลูกวางฮว๋าแทบจะหยุดเต้น ลางสังหรณ์อันเลวร้ายขั้นสุดเริ่มแผ่ซ่านออกไปอย่างรวดเร็ว
และ ณ สถานที่แห่งหนึ่งซึ่งอยู่ห่างไกลจากนิกายเซียนติ่งเทียนออกไปไกลโพ้น เจินจวินเนตรสวรรค์ 'หนานกงชู' ซึ่งกำลังขี่สัตว์ยักษ์บรรพกาลโบยบินอยู่บนท้องฟ้า จู่ๆ ก็สัมผัสได้ถึงบางสิ่งบางอย่างจึงเงยหน้าขึ้นมอง
เอ๊ะ!?
โหงวเฮ้งหมู่ดาวที่เดิมทีชัดเจนและสว่างไสว กลับถูกพลังอันมิอาจคาดเดาบางอย่างบดบังจนกลายเป็นพร่ามัว วินาทีต่อมา ดวงตาแนวตั้งบนหน้าผากของหนานกงชูก็เบิกโพลงขึ้นอย่างรุนแรง
ขณะเดียวกันวิชามหาโหราศาสตร์หมู่ดาวก็ถูกโคจรจนถึงขีดสุด
ผลคือต่อให้เบิกตาจนน้ำตาแทบจะไหลพรากออกมา เขาก็ยังไม่สามารถมองทะลุม่านหมอกชั้นนั้นได้อยู่ดี
เมื่อดึงสายตากลับมา สีหน้าของหนานกงชูก็พลันดูไม่ค่อยจะสู้ดีนัก...
"กระบี่ที่ยี่สิบสี่!!"
บนลานวิถีธรรม หลี่ติ้งเจี๋ยไม่คิดจะหยั่งเชิง อุ่นเครื่อง หรือหยอกล้อเป็นออร์เดิร์ฟก่อนเลยแม้แต่น้อย เมื่อลงมือก็พุ่งตรงเข้าประเด็น งัดท่าไม้ตายใหญ่ออกมาใช้โดยตรง!
ในอดีต กระบวนท่าที่แข็งแกร่งที่สุดของนิกายกระบี่เทียนหยวนก็คือกระบี่ที่ยี่สิบสาม ตอนนั้นมีเพียงเทพกระบี่จิ้งหวยเซิงเท่านั้นที่สามารถใช้ออกมาได้
ทว่าหลี่ติ้งเจี๋ยในยามนี้ได้หลอมรวมกระดูกกระบี่ของจิ้งหวยเซิงเอาไว้ แถมยังได้รับการบัฟจากเคล็ดวิชากระบี่ที่เพิ่งฝึกฝนมาใหม่ เรียกได้ว่าเป็นการวิวัฒนาการในทุกด้าน ปัจจุบันเขาได้คิดค้นกระบี่ที่ยี่สิบสี่ขึ้นมาด้วยตัวเองตั้งนานแล้ว
ในชั่วพริบตา ปราณกระบี่ที่ราวกับแฝงไปด้วยพลังแห่งกฎเกณฑ์บางอย่าง ก็พุ่งเข้าครอบคลุมร่างของโจวเฟิงจากทั้งสี่ทิศทาง
ในอดีต โจวเฟิงเคยประจักษ์ถึงอานุภาพของกระบี่ที่ยี่สิบสามมาแล้ว ในตอนนั้นเหนือน่านฟ้าของวังปี้โยวถูกกระบี่ยักษ์ที่ก่อตัวขึ้นจากลมปราณแท้กดทับลงมา อานุภาพของมันช่างน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก
ทว่ากระบี่ที่ยี่สิบสี่ของหลี่ติ้งเจี๋ยในยามนี้ คือการควบแน่น 'กระบี่วิญญาณ' สี่เล่มที่มีอานุภาพลึกล้ำยากจะหยั่งถึงขึ้นมาในพริบตา มันใช้สภาวะพลังสะกดข่มทั้งสี่ทิศทาง ทำให้โจวเฟิงมิอาจหลบเลี่ยงได้เลย
น่าเสียดายที่กระบวนท่าซึ่งควรจะไร้ช่องโหว่และบีบให้อีกฝ่ายต้องรับการโจมตีเอาไว้ตรงๆ เท่านั้น กลับกลายเป็นว่าในเสี้ยววินาทีสุดท้ายที่ใช้ออกมาจนเสร็จสิ้น ขาทั้งสองข้างของหลี่ติ้งเจี๋ยก็เกิดอาการอ่อนเปลี้ยขึ้นมาอย่างอธิบายไม่ได้
ขณะเดียวกันสมองที่เดิมทีแจ่มใสปลอดโปร่งเป็นอย่างมาก ก็ราวกับถูกตีด้วยกระบองลอบกัด มันมึนงงจนเขาแทบอยากจะล้มตัวลงนอนเสียเดี๋ยวนี้
เกิดอะไรขึ้นกันแน่?!
ทว่าสถานการณ์ไม่อนุญาตให้เขาได้คิดอะไรมากนัก โจวเฟิงที่อยู่ฝั่งตรงข้ามสัมผัสได้อย่างเฉียบแหลมแล้วว่า กระบี่ที่ยี่สิบสี่กระบวนท่านี้เป็นเพียงสิ่งจอมปลอมที่ข้างนอกสุกใสข้างในเป็นโพรงเท่านั้น
ในเมื่อหลี่ติ้งเจี๋ยงัดท่าไม้ตายใหญ่ออกมาตั้งแต่เริ่ม เขาก็ย่อมต้องตอบแทนกลับไปตามมารยาท
ในเสี้ยววินาทีที่ไม่อาจรอช้า รอยสักมังกรดำก็ปรากฏขึ้นที่แขนขวาของโจวเฟิง
จากนั้นในระหว่างที่มันหมุนวนอย่างต่อเนื่อง มันก็ 'มีชีวิต' ขึ้นมา พร้อมกับส่งเสียงมังกรคำรามที่ทำให้ผู้คนอกสั่นขวัญแขวนออกมาเป็นระลอก
มังกรพิษหมุนวนอยู่รอบกายของเขา เดิมทีก็เป็นการสร้างการป้องกันให้กับโจวเฟิงอยู่แล้ว กระบี่วิญญาณที่กดดันเข้ามาจากทั้งสี่ทิศทาง รวมถึงปราณกระบี่ที่หนาแน่นจนลมแทบจะพัดผ่านไม่ได้ ล้วนหลอมละลายหายไปอย่างต่อเนื่องท่ามกลางการอาละวาดของมังกรพิษ
มังกรพิษในยามนี้ หากเทียบกับตอนที่อยู่ในดินแดนภายนอกสัตว์ประหลาดแมลง ก็ถือว่ามีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอีกครั้ง
เนื่องจากเปลวเพลิงพิษดับสูญได้บรรลุถึงขั้นสมบูรณ์แล้ว ดังนั้น 'ลมหายใจมังกร' ของมังกรพิษ จึงไม่เพียงมีแค่ปราณพิฆาตอันเข้มข้นเท่านั้น แต่ยังแฝงไปด้วยเพลิงพิษที่สอดคล้องกันอีกด้วย
เพลิงพิษชนิดนี้ไม่ได้ปลิดชีพศัตรูด้วยความร้อนรุนแรง แต่ใช้ 'การกัดกร่อนจากพิษ' ในการหลอมละลายทุกสรรพสิ่ง คู่ต่อสู้จะรู้สึกราวกับถูกกลืนกินเข้าไปในท้องของอสรพิษร้าย และจะถูกหลอมละลายกลายเป็นแอ่งน้ำหนองที่อุดมไปด้วยสารอาหารอย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ การบรรลุขั้นสมบูรณ์ของเข็มปราณพิฆาตภัยพิบัติ ก็ส่งผลให้หนวด เกล็ด เขี้ยว และกรงเล็บของมังกร ล้วนเต็มเปี่ยมไปด้วยคุณสมบัติของเข็มปราณพิฆาต ทำให้มีพลังทะลวงขั้นสุด
'คลื่นมังกรปราณพิฆาตเพลิงพิษจอมมาร' ได้สะสมพลังงานจนพุ่งทะยานถึงขีดสุดในระหว่างที่หมุนวนสร้างการป้องกันเช่นนี้
จากนั้นโจวเฟิงก็ผลักฝ่ามือออกไปอย่างแรง สั่งให้มังกรพิษพุ่งกระโจนเข้าหาหลี่ติ้งเจี๋ยท่ามกลางเสียงคำรามเกรี้ยวกราดอย่างไม่อาจสะกดกลั้นได้
"หืม!?"
หลี่ติ้งเจี๋ยเผยสีหน้าประหลาดใจ เห็นได้ชัดว่าเขาคาดไม่ถึงเลยว่าโจวเฟิงจะไม่ใช้มังกรพิษตัวนี้เป็นโล่ป้องกันต่อไป แต่กลับเมินเฉยต่อกระบี่วิญญาณที่ยังไม่แตกสลายไป และควบคุมมังกรพิษให้พุ่งเข้ามาโจมตีตนเองอย่างไม่คิดชีวิต
นี่เขาคิดจะ... แลกอาการบาดเจ็บกับอาการบาดเจ็บงั้นหรือ?
"รนหาที่ตาย!"
การที่คิดจะเอาอาการบาดเจ็บมาแลกกันแบบนี้ เห็นได้ชัดว่ากำลังดูแคลนอานุภาพกระบี่ที่ยี่สิบสี่ของเขา!
โทสะของหลี่ติ้งเจี๋ยพวยพุ่งขึ้นมา ในเมื่อไอ้เด็กนี่อยากจะรนหาที่ตาย เขาก็จะสงเคราะห์ให้
เขาเร่งเร้าเคล็ดกระบี่อีกครั้งในพริบตา หมายจะให้กระบี่วิญญาณทั้งสี่เล่มนั้นระเบิดออกโดยตรง เพื่อก่อตัวเป็น 'คุกกระบี่ไร้ที่สิ้นสุด'
ทว่าคาดไม่ถึงเลยว่าทันทีที่เขาเริ่มออกแรง ร่างกายกลับสั่นสะท้านขึ้นมาอย่างอธิบายไม่ได้ อาการหนาวสั่นแค่นั้นก็ยังพอทน ปัญหาคือหลังจากที่สั่นเสร็จ ความรู้สึกอ่อนเปลี้ยเพลียแรงก็พุ่งเข้าจู่โจมไปทั่วทั้งร่างในชั่วพริบตา
ความรู้สึกเช่นนี้เขาไม่ได้สัมผัสมาเนิ่นนานแล้ว ครั้งล่าสุดก็คงเป็นตอนที่ระดับวรยุทธ์ยังไม่ก้าวเข้าสู่ขอบเขตลมปราณแท้จริง และขลุกตัวอยู่ในหอนางโลมนานจนเกินไป
แต่นี่ยังไม่จบแค่นั้น หลังจากความรู้สึกอ่อนเปลี้ยผ่านพ้นไป ความรู้สึกหงุดหงิดงุ่นง่านก็พลันปะทุขึ้นมา
เขาสามารถรับรู้ได้อย่างชัดเจนว่า ตนเองอยากจะกินอะไรสักอย่างเพื่อมาช่วยบรรเทาความร้อนรนและหงุดหงิดนี้ ทว่าแท้จริงแล้วควรกินอะไรเพื่อมาช่วยบรรเทา เขากลับมืดแปดด้าน
วินาทีต่อมา มังกรพิษก็พุ่งทะยานลงมาอย่างกะทันหัน และกลืนกินร่างของเขาเข้าไปในคำเดียว
ส่วนกระบี่วิญญาณรอบกายของโจวเฟิงก็ระเบิดออกพร้อมกัน แสงกระบี่จำนวนนับไม่ถ้วนกลืนกินร่างของเขาไปในพริบตา
ทุกสิ่งทุกอย่างนี้เกิดขึ้นเร็วเกินไป ทำให้คนส่วนใหญ่ที่อยู่ในลานต่างก็ดูไม่ออกเลยว่าใครเป็นฝ่ายได้เปรียบกันแน่
ทว่าก็ยังมีอีกหลายคนที่สีหน้าเปลี่ยนเป็นเขียวคล้ำ แน่นอนว่าหนึ่งในนั้นย่อมมีหลูกวางฮว๋าที่ลอยตัวอยู่กลางอากาศรวมอยู่ด้วย
เมื่อครู่นี้ เขาเห็นได้อย่างชัดเจนว่ากระบวนท่าและการใช้ออกด้วยเคล็ดกระบี่ในช่วงสุดท้ายของหลี่ติ้งเจี๋ย ล้วนอยู่ในสภาพที่ไม่ได้แสดงพลังออกมาอย่างเต็มที่
ไอ้โง่นี่มันกำลังทำอะไรอยู่กันแน่!?
ทั้งๆ ที่สภาพร่างกายสมบูรณ์แบบ ทุกสิ่งทุกอย่างก็บรรลุถึงจุดสูงสุดของระดับในปัจจุบันแล้ว หรือว่าเจ้านี่มันยังคิดประมาทศัตรูอยู่อีก?
หลูกวางฮว๋าเริ่มกระวนกระวายใจขึ้นมาแล้ว เพื่อที่จะเป็นสปอนเซอร์สนับสนุนหลี่ติ้งเจี๋ยแต่เพียงผู้เดียว และอาศัยโอกาสนี้โผบินขึ้นไป เขาถึงกับยอมทุ่มเททรัพย์สินทั้งหมดที่มี
ก่อนหน้านี้เขาก็สิ้นเปลืองไปอย่างมหาศาลแล้ว ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่เขาลงเดิมพันเอาไว้หนักหน่วงขนาดไหน
หากไม่ใช่เพราะพวกเปิดโต๊ะเดิมพันมีข้อกังวลหลายประการจนไม่ยอมรับการเทหมดหน้าตักของศิษย์สืบทอดสายตรงล่ะก็ หลูกวางฮว๋าก็คงจะยอมเอากางเกงในที่ถูกหล่อเลี้ยงด้วยปราณวิญญาณในทุกๆ วันของตนไปลงเดิมพันด้วยซ้ำ
แต่ถึงกระนั้น หากว่าเขาต้องแพ้เดิมพันในครั้งนี้ล่ะก็...
หลูกวางฮว๋าสะบัดศีรษะอย่างแรง เขาไม่กล้าคิดถึงผลที่ตามมาเลยสักนิด
อย่าได้ลุกลี้ลุกลนไป มันก็แค่ความผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น ไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไรเลย!
เขาต้องเชื่อมั่นในตัวของเจินจวินเนตรสวรรค์...
อีกด้านหนึ่ง มู่หว่านโหรวที่ไปยืมแต้มวาสนาเซียนมาถึงสองแสนแต้มเพื่อมาลงเดิมพัน ในยามนี้ก็มีสีหน้าไม่ต่างอะไรกับหลูกวางฮว๋าเลยแม้แต่น้อย
แถมความคิดในใจก็ยังคล้ายคลึงกัน ต่างคนต่างก็พยายามเกลี้ยกล่อมตัวเองว่าอย่าได้ตื่นตระหนกไป
บนลานวิถีธรรมมีค่ายกลป้องกันสารพัดรูปแบบ ซึ่งรับประกันได้ว่าพลังงานหรือปราณพิษใดๆ จะไม่รั่วไหลออกไปภายนอก
ดังนั้นการปะทะด้วยท่าไม้ตายของทั้งสองคน จึงไม่ส่งผลกระทบใดๆ ต่อผู้ชมที่อยู่บริเวณใกล้เคียง
และจะไม่ทำให้ลานวิถีธรรมเกิดการพังทลายหรือเสียหายแต่อย่างใด
กลุ่มควันที่เกิดจากการปะทะด้วยท่าไม้ตายค่อยๆ สลายตัวไปอย่างรวดเร็ว แต่ภาพที่ปรากฏให้เห็นหลังจากนั้น กลับไม่เป็นไปตามกฎที่ว่า 'หากมีควันย่อมไร้รอยขีดข่วน'
ทั้งสองคนต่างก็ได้รับบาดเจ็บ และดูทุลักทุเลด้วยกันทั้งคู่
ชุดฝึกยุทธ์ของโจวเฟิงถูกปราณกระบี่เชือดเฉือนจนขาดวิ่น เขาจึงจัดการกระชากมันทิ้งไป เผยให้เห็นท่อนบนที่เปลือยเปล่า เหลือเพียงกางเกงที่เสียหายหนักไม่แพ้กัน
ส่วนหลี่ติ้งเจี๋ยที่เดิมทีสวมกวานทรงสูงและหวีผมมาอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ในยามนี้กลับถูกแผดเผาจนกลายเป็นทรงผมหยิกหยอยชี้ฟูไปหมด แถมเขายังดูเหมือนกับคนเมา ร่างกายโอนเอนโซเซไปมาอย่างคนไร้สติ
ครู่ต่อมา โจวเฟิงก็เป็นฝ่ายดึงสติกลับมาได้ก่อน เขาเช็ดคราบเลือดที่มุมปาก จากนั้นก็โน้มตัวพุ่งทะยานเข้าหาหลี่ติ้งเจี๋ย
เมื่อเห็นเช่นนั้น หลี่ติ้งเจี๋ยก็รีบสูดน้ำมูกที่กำลังย้อยลงมา มือประสานดัชนีกระบี่ ควบแน่นกระบี่วิญญาณขึ้นมา และเปิดฉากการต่อสู้ระยะประชิดกับโจวเฟิงทันที
การที่จู่ๆ เปลี่ยนมาเป็นการต่อสู้ระยะประชิดนั้น แน่นอนว่าเป็นเพราะเมื่อครู่นี้ต่างฝ่ายต่างก็งัดเอาท่าไม้ตายที่ต้องทุ่มสุดตัวออกมาใช้ ปราณวิญญาณแทบจะเหือดแห้งจนหมดสิ้น จึงไม่มีทางฟื้นฟูกลับมาได้ในระยะเวลาอันสั้น
และตราบใดที่ก้าวขึ้นมาบนลานวิถีธรรมแล้ว ตามกฎจะไม่อนุญาตให้ 'กินยา' อีก ดังนั้นพวกเขาก็ทำได้แค่เปิดฉากการต่อสู้ด้วยพละกำลังทางกายเท่านั้น
สำหรับโจวเฟิงแล้ว นี่คือสถานการณ์ที่เขาปรารถนาเป็นอย่างยิ่ง เขาถนัดการต่อสู้ระยะประชิดอยู่แล้ว ยิ่งลากเวลาออกไปให้นานขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็นผลดีต่อวิชาพิษมากเท่านั้น
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ 'อาการติดยา' ของหลี่ติ้งเจี๋ยกำเริบขึ้นมาเลย สภาพร่างกายของหมอนั่นมีแต่จะยิ่งแย่ลงเรื่อยๆ
"เจี๋ยๆๆ... จักรพรรดิกระบี่กลับชาติมาเกิด มีดีแค่นี้เองหรือ?"
หลังจากการต่อสู้ผ่านไปได้ไม่นาน โจวเฟิงก็สามารถกุมความได้เปรียบเอาไว้ได้อย่างมั่นคง ส่วนหลี่ติ้งเจี๋ยกลับอยู่ในสภาพหัวหนักเท้าเบา ทำได้เพียงแค่ตั้งรับเพียงอย่างเดียว
ดังนั้นโจวเฟิงจึงใช้คำพูดถากถาง เพื่อโจมตีสภาพจิตใจของอีกฝ่ายซ้ำสองไปในตัว
"ข้าจะฆ่าเจ้า ข้าจะต้องฆ่าเจ้าให้ได้ อ๊ากกก..." สภาพร่างกายของหลี่ติ้งเจี๋ยมีแต่จะยิ่งย่ำแย่ลงเรื่อยๆ เมื่อถูกยั่วโมโหเช่นนี้ เขาก็ยิ่งเก็บอารมณ์เอาไว้ไม่อยู่
"เพลงกระบี่ของเจ้าน่ะ มันห่วยแตกสิ้นดี!"
สิ้นเสียงคำราม โจวเฟิงก็ซัดฝ่ามือเข้าใส่หน้าอกของหลี่ติ้งเจี๋ยอย่างจัง
"พรวด—" เลือดเสียคำโตถูกพ่นออกมา หลี่ติ้งเจี๋ยเซถอยหลังไปถึงห้าก้าวเต็มๆ ถึงจะสามารถกลับมายืนหยัดได้อย่างมั่นคงอีกครั้ง
เขาไม่ได้ล้มลง ความปรารถนาที่จะมีชีวิตรอดอย่างแรงกล้าทำให้เขาสามารถเอาชนะ 'อาการติดยา' ไปได้ชั่วคราว กระบี่วิญญาณชี้ตรงไปยังร่างของโจวเฟิง แต่ไม่ว่าใครก็สามารถดูออกได้ว่า ในเวลานี้หลี่ติ้งเจี๋ยก็เป็นดั่งหน้าไม้ที่หมดแรงส่งแล้ว
"ไม่... ไม่..." หลูกวางฮว๋ายกมือขึ้นมากุมศีรษะของตนเอง นัยน์ตาเต็มไปด้วยความตกตะลึงที่ไม่อาจยอมรับความจริงตรงหน้าได้ ทั้งยังแฝงไปด้วยความรู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้ง
แม้ว่าหลี่ติ้งเจี๋ยจะยังไม่ล้มลง และยังคงฝืนดิ้นรนต่อสู้กับโจวเฟิงต่อไป ทว่า...
สำหรับพวกที่ลงเดิมพันก้อนโตว่าหลี่ติ้งเจี๋ยจะเป็นฝ่ายชนะ ป่านนี้ก็พากันร้องห่มร้องไห้โอดครวญกันระงมไปหมดแล้ว
กระทั่งมีบางคนที่ใจกล้าบ้าบิ่น เริ่มด่าทอเจินจวินเนตรสวรรค์อย่างสาดเสียเทเสีย
"คำนวณได้แม่นยำดีจริงๆ คราวหลังก็ไม่ต้องไปคำนวณอะไรอีกแล้วนะ!"
"ดวงตาแนวตั้งนั่นดูเหมือนจะเก่งกาจน่าเกรงขาม ที่แท้ก็ไม่ได้เรื่องเลยสักนิด สู้ควักออกมาโยนให้หมากินซะยังจะดีกว่า!"
"หมาแม่งก็คงไม่แดกหรอก!"
คนทั้งสองบนลานวิถีธรรมปะทะกันอีกนับสิบกระบวนท่า สำหรับการโจมตีด้วยกระบี่วิญญาณอันอ่อนปวกเปียกของหลี่ติ้งเจี๋ยนั้น โจวเฟิงคร้านที่จะหลบหลีกแล้ว เขาใช้ร่างกายรับการโจมตีเหล่านั้นเอาไว้ตรงๆ
"ช้าเกินไป เบาเกินไป อ่อนแอเกินไป!"
"เพลงกระบี่ของเจ้าอ่อนหัดปานนี้ เจ้ายังกล้าบากหน้าออกมาทำมาหากินอยู่อีกหรือ?"
"จักรพรรดิกระบี่กลับชาติมาเกิด? จักรพรรดิหมากลับชาติมาเกิดล่ะสิไม่ว่า!" สิ้นเสียง เขาก็ตบหน้าหลี่ติ้งเจี๋ยไปฉาดใหญ่
การตบหน้าฉาดใหญ่นี้ ไม่เพียงทำให้หลี่ติ้งเจี๋ยรู้สึกเจ็บปวดเท่านั้น แต่มันยังช่วยดึงสติของเขาให้กลับมาแจ่มใสได้ชั่วขณะ
เขารู้ดีว่าหากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป ตนเองจะต้องพบกับจุดจบอย่างแน่นอน ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจเผาผลาญพลังของตัวเอง ยอมสละแม้กระทั่งแก่นโลหิตประจำตัว เพื่อที่จะขอทุ่มเทสู้ตายในเฮือกสุดท้าย
"อ๊ากกก—" ปราณกระบี่ปะทุขึ้นมาอีกครั้ง เขาจะขอสู้ตาย!
เมื่อเห็นเช่นนั้น นัยน์ตาของหลูกวางฮว๋า มู่หว่านโหรว และคนอื่นๆ ก็จุดประกายความหวังขึ้นมาอีกครั้ง
ผู้ชมต่างก็พากันกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว ทุกคนต่างก็ตั้งสมาธิจดจ่อเพื่อรอดูว่าหลี่ติ้งเจี๋ยจะโต้กลับอย่างไร
"ปู๊ด——"
เสียงที่ฟังดูแปลกประหลาดทว่ากลับดังก้องกังวานชัดเจนดังขึ้น จากนั้นบรรยากาศในลานวิถีธรรมก็ตกอยู่ในความเงียบสงัดอันน่าขนลุกทันที
ในสถานการณ์ที่อาการติดยากำเริบ และถูกผลข้างเคียงสารพัดรูปแบบเล่นงาน ยิ่งฝืนใช้พลังมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีโอกาสที่จะ... ผายลมออกมา!
หลี่ติ้งเจี๋ยถึงกับตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก เขายืนทื่ออยู่กับที่ เขายังไม่ตาย ทว่าก็ถือว่าได้ตายไปแล้ว
ส่วนโจวเฟิงก็อาศัยจังหวะนั้นพุ่งพรวดเข้ามาประชิดตัว ใช้มือข้างเดียวบีบคอของหลี่ติ้งเจี๋ย แล้วยกตัวเขาจนลอยขึ้นไปในอากาศ
"ดูเหมือนว่า... เจ้าเองก็คงจะยอมรับแล้วสินะ..."
"จักรพรรดิกระบี่กลับชาติมาเกิด แท้จริงแล้วก็เป็นแค่ผายลม!"
สิ้นเสียง เขาก็เตรียมจะออกแรงใช้ออกด้วย 'กระบวนท่าเพลิงพิษขย้ำ' เพื่อปลิดชีพหลี่ติ้งเจี๋ยให้สิ้นซาก
"หยุดมือเดี๋ยวนี้!!"
เสียงตวาดอันดังกึกก้องกังวาน ทำให้รอบบริเวณเกิดการสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น
ในยามนี้หลูกวางฮว๋าได้เหาะมาจนถึงตำแหน่งที่ใกล้กับลานวิถีธรรมมากที่สุดแล้ว เขาถูกขวางเอาไว้ที่ด้านนอกของม่านพลังค่ายกล ซึ่งในปัจจุบันอนุญาตให้คนข้างในออกไปได้เพียงอย่างเดียว แต่คนข้างนอกไม่สามารถเข้ามาได้ เขาจึงได้แผดเสียงตะโกนออกมาอย่างบ้าคลั่งเช่นนี้
โจวเฟิงหันกลับไปมองเขา พลางกล่าวเย้ยหยัน "ศิษย์สืบทอดสายตรงหลู หรือว่าท่านคิดจะฝ่าฝืนกฎของลานวิถีธรรมงั้นหรือ?"
แท้จริงแล้วเขาปรารถนาให้หลูกวางฮว๋าลงมือทำลายกฎด้วยซ้ำ เพราะถ้าหากเป็นเช่นนั้น ผู้ทรงพลังบางคนที่กำลังแอบสังเกตการณ์อยู่ที่นี่อย่างลับๆ จะต้องไม่อยู่เฉยอย่างแน่นอน
"โจวเฟิง เจ้าชนะแล้ว..." หลูกวางฮว๋ากล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง
แต่แล้วนัยน์ตาของเขาก็พลันเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม "ในฐานะศิษย์ร่วมสำนัก แค่ชนะการประลองก็พอแล้ว ไม่เห็นจำเป็นต้องเอาชีวิตของยอดอัจฉริยะอย่างหลี่ติ้งเจี๋ยเลยนี่"
"หากเจ้าปล่อยหลี่ติ้งเจี๋ยไป ข้าสามารถให้คำมั่นสัญญาต่อหน้าผู้คน และทำสัตย์สาบานว่าต่อไปจะไม่มีทางตั้งตนเป็นศัตรูกับเจ้าเด็ดขาด"
"แต่ถ้าหากไม่เป็นเช่นนั้นล่ะก็..." เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ หลูกวางฮว๋าก็เผยสีหน้าราวกับสัตว์ร้ายที่พร้อมจะฉีกกระชากผู้คน มันดูน่าสยดสยองจนถึงขีดสุด เขากล่าวเน้นย้ำทีละคำ "ข้าจะตามจองล้างจองผลาญเจ้า ไม่-ตาย-ไม่-เลิก-รา!"
การที่ศิษย์สืบทอดสายตรงยอมเปล่งวาจาสาบานอันชั่วร้ายเพื่อมุ่งเป้าไปที่ศิษย์สายในเพียงคนเดียว ถือเป็นเรื่องที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยจริงๆ
นี่เป็นสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกเลยทีเดียว...
ทว่าโจวเฟิงกลับไม่ได้เผยให้เห็นถึงความลังเลใจเลยแม้แต่น้อย
"พูดจบหรือยัง?"
"นี่เจ้า..." หลูกวางฮว๋าสัมผัสได้ถึงลางสังหรณ์อันเลวร้ายทันที
กร็อบ!
ศีรษะของหลี่ติ้งเจี๋ยห้อยตกลงมา ลำคอของเขาบิดเบี้ยวไปในมุมที่ผิดรูป
วินาทีต่อมา พิษร้ายก็ปะทุขึ้น เปลวเพลิงพิษสีเขียวอันน่าสยดสยองกลืนกินร่างของหลี่ติ้งเจี๋ยไปในชั่วพริบตา