- หน้าแรก
- ข้าคือโฮ่วถู่ ผู้กุมวิถีแห่งปฐพีและสร้างสำนักวู่สูงสุด
- บทที่ 13: หงอวิ๋นมาเยือน ผู้ใดกล้าแตะต้องสหายข้า?
บทที่ 13: หงอวิ๋นมาเยือน ผู้ใดกล้าแตะต้องสหายข้า?
บทที่ 13: หงอวิ๋นมาเยือน ผู้ใดกล้าแตะต้องสหายข้า?
บทที่ 13: หงอวิ๋นมาเยือน ผู้ใดกล้าแตะต้องสหายข้า?
เจิ้นหยวนจื่อจ้องมองสตรีเบื้องหน้าด้วยแววตาเหม่อลอย
เมื่อครู่นี้ ตอนที่เขาใช้ตำราปฐพีสกัดกั้นหมัดของบรรพชนอูโฮ่วถู่ เขาตายใจคิดว่าตนเองสามารถรับมือได้แล้ว
เขาไม่คาดคิดเลยว่า เพียงชั่วพริบตา บรรพชนอูโฮ่วถู่จะสามารถสร้างความตื่นตะลึงให้เขาได้ถึงเพียงนี้
เพียงแค่อาศัยกฎเกณฑ์มหาเต๋าแห่งปฐพีฝ่ามือเดียว นางกลับสามารถลบเลือนตราประทับหยวนเสินภายในตำราปฐพีของเขาได้อย่างดื้อๆ
เวลาผ่านไปเพียงเสี้ยวอึดใจเท่านั้น
ของวิเศษก็เปลี่ยนมือไปเสียแล้วโดยสมบูรณ์
สำหรับเจิ้นหยวนจื่อแล้ว นี่เป็นเรื่องที่เหลือเชื่ออย่างแท้จริง
ขณะที่เขากำลังจะเอ่ยปาก ลำแสงสีแดงสายหนึ่งก็พาดผ่านห้วงมิติจากเส้นขอบฟ้า และร่วงหล่นลงมาเคียงข้างเขา
ภายในลำแสงสีแดงนั้น มิใช่ใครอื่น แต่เป็นหงอวิ๋น สหายรักของเขานั่นเอง
ตอนที่หงอวิ๋นเดินทางไปแสวงหาของวิเศษที่ผาเฟินเป่า ยิ่งเขาขบคิดถึงท่าทีของสหายรักอย่างเจิ้นหยวนจื่อมากเท่าไร เขาก็ยิ่งรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ
หากเรื่องที่เกิดขึ้น ณ เขาว่านโส่ว อารามอู่จวง เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย เจิ้นหยวนจื่อสหายของเขาย่อมไม่มีทางสละวาสนาในการแสวงหาของวิเศษที่ผาเฟินเป่าเป็นแน่
ต้องเข้าใจก่อนว่า ไม่ว่าผู้ใดจะปล่อยวางได้มากเพียงใด แต่ของวิเศษบนผาเฟินเป่าล้วนเป็นสิ่งที่ปรมาจารย์เต๋ารวบรวมมาด้วยตนเอง ย่อมไม่ใช่ของธรรมดาสามัญอย่างเด็ดขาด
กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ
ต้องเกิดเรื่องร้ายแรงบางอย่างขึ้นกับเจิ้นหยวนจื่อ จนบีบบังคับให้เขาต้องเร่งรุดกลับสถานปฏิบัติธรรมเป็นแน่
เพื่อความไม่ประมาท
หงอวิ๋นจึงหันหลังกลับจากผาเฟินเป่า และมุ่งตรงมายังอารามอู่จวงทันที ด้วยเกรงว่าสหายรักอาจจะเผชิญกับเหตุเภทภัย
เขาไม่คาดคิดเลยว่า
เรื่องราวจะเลวร้ายลงไปในทิศทางที่แย่ที่สุดตามที่เขาจินตนาการไว้จริงๆ
สัมผัสเทวะของเขากวาดผ่านทั่วอารามอู่จวง
ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคือซากปรักหักพังและกำแพงที่พังทลายของอารามอู่จวง ซึ่งเต็มไปด้วยรอยยุบรูปทรงมนุษย์
ถัดมาคือต้นผลโสมที่ถูกถอนรากถอนโคน
และยังมีผู้บำเพ็ญเพียรสตรีที่ถือครองตำราปฐพี แผ่ซ่านกลิ่นอายอันสูงศักดิ์ออกมา
หากประเมินจากภาพเหตุการณ์เพียงอย่างเดียว ก็ไม่ยากเลยที่จะตัดสินว่าบรรพชนอูโฮ่วถู่เบื้องหน้านี้คือผู้ที่ก่อเรื่องทั้งหมด
แน่นอนว่า
นี่เป็นเพียงการตัดสินจากสิ่งที่เห็นภายนอกเท่านั้น
ส่วนเรื่องราวที่แท้จริงเป็นเช่นไร เขายังต้องไต่ถามเจิ้นหยวนจื่อสหายรักให้รู้ความเสียก่อน
ในจังหวะนั้น
เขาเบนสายตาไปยังใบหน้าของเจิ้นหยวนจื่อ
หงอวิ๋นสัมผัสได้ถึงร่องรอยพลังเวทที่ปะทุอยู่บนใบหน้าของสหาย เห็นได้ชัดเจนว่าใบหน้าของสหายเขาก็เพิ่งถูกย่ำยีมาอย่างหนักหน่วงเช่นกัน
"เจิ้นหยวนจื่อ เกิดสิ่งใดขึ้นกันแน่? เป็นผู้บำเพ็ญเพียรสตรีเบื้องหน้านี้ใช่หรือไม่ ที่ทำลายอารามอู่จวง โค่นต้นผลโสม แย่งชิงตำราปฐพี และทุบตีเจ้าจนตกอยู่ในสภาพเช่นนี้?"
หงอวิ๋นนึกจินตนาการไม่ออกเลยจริงๆ ว่าผู้บำเพ็ญเพียรสตรีเบื้องหน้าจะเป็นผู้ลงมือ
เมื่อได้ยินคำพูดของสหาย เจิ้นหยวนจื่อแทบจะกลั้นหายใจไม่อยู่ และเกือบจะพ่นลิ่มเลือดรดหน้าสหายรักไปแล้ว
อุปนิสัยของหงอวิ๋นสหายเขานั้นช่างอ่อนโยนเกินไปจริงๆ
เขาเห็นบรรพชนอูโฮ่วถู่อยู่ทนโท่เบื้องหน้าแท้ๆ แต่ก็ยังต้องเอ่ยถามอีกว่านางเป็นผู้ลงมือจริงๆ หรือ
แน่นอนว่า
การที่อีกฝ่ายสามารถมาถึงได้อย่างรวดเร็วถึงเพียงนี้ ก็เป็นเพราะอุปนิสัยเช่นนี้แหละ
เจิ้นหยวนจื่อมั่นใจได้เลยว่า การที่หงอวิ๋นมาปรากฏตัวที่นี่ ก็เพราะเป็นห่วงว่าเขาจะเผชิญกับปัญหาที่รับมือไม่ไหว
ต่อให้สหายของเขาไม่เอ่ยปาก เจิ้นหยวนจื่อก็รู้ดีว่าหงอวิ๋นต้องยอมทิ้งวาสนาที่อยู่แค่เอื้อมเพื่อเร่งรุดมาหาเขาเป็นแน่
ด้วยเหตุนี้เอง เจิ้นหยวนจื่อจึงรู้สึกอย่างแท้จริงว่าหงอวิ๋นคือสหายที่สนิทสนมที่สุดของเขา
"หา นางตัวคนเดียวจะสามารถทุบตีเจ้าจนตกอยู่ในสภาพนี้ได้จริงๆ หรือ?"
หงอวิ๋นเอ่ยถามทันที แล้วก็อดสงสัยซ้ำไม่ได้
"นางไม่ใช่ผู้บำเพ็ญเพียรธรรมดาทั่วไป นางคือบรรพชนอูโฮ่วถู่ หนึ่งในสิบสองบรรพชนอู เจ้าอาจจะไม่ได้ใส่ใจเรื่องมหาสงครามระหว่างเผ่าอูกับเผ่าเยา แต่ผู้บำเพ็ญเพียรสตรีเบื้องหน้านี้ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน"
เจิ้นหยวนจื่อรู้ดีว่าด้วยนิสัย "คนดี" ของหงอวิ๋น ย่อมไม่ได้สนใจความขัดแย้งครั้งใหญ่ระหว่างเผ่าอูและเผ่าเยา เขาจึงเปิดเผยตัวตนของสตรีเบื้องหน้าโดยตรง
"ตอนนี้เจ้ากำลังจะออกหน้าแทนข้า ดังนั้นเจ้าต้องระมัดระวังตัวในทุกๆ เรื่อง"
"เมื่อครู่นี้ โฮ่วถู่ก็เพิ่งช่วงชิงตำราปฐพีของข้าไปดื้อๆ"
น้ำเสียงของเจิ้นหยวนจื่อทุ้มต่ำลงเล็กน้อยขณะเอ่ยอย่างสงบนิ่ง
การที่หงอวิ๋นมาปรากฏตัวที่นี่ ย่อมหมายความว่าเขาตั้งใจจะออกหน้าแทน เขาจึงจำเป็นต้องเตือนสหายให้ระแวดระวังในสิ่งที่ควรใส่ใจ
หงอวิ๋นเหลือบตาขึ้นเล็กน้อยและมองไปทางโฮ่วถู่ ซึ่งยังคงมองดูเขาอย่างเงียบสงบ
"การที่ตำราปฐพีของเจ้าถูกแย่งชิงไป น่าจะเป็นเพราะมหาเต๋าแห่งปฐพีที่นางฝึกฝนนั้นมีต้นกำเนิดเดียวกันกับของเจ้า ส่วนของวิเศษที่ข้ามีอยู่นี้ คงไม่ได้รับผลกระทบง่ายๆ หรอก"
เมื่อได้ยินคำอธิบายของหงอวิ๋น
เจิ้นหยวนจื่อก็พยักหน้าเบาๆ เห็นด้วยกับมุมมองนี้
อุปนิสัยของหงอวิ๋นสหายเขาอาจจะอ่อนโยนไปบ้าง แต่เขาไม่ได้โง่เขลาอย่างแน่นอน
ในฐานะเทพมารแต่กำเนิดที่ก่อตัวขึ้นจากเมฆาสีแดงปฐมภูมิระหว่างฟ้าดิน ตัวเขาเองก็ครอบครองพรสวรรค์และวาสนาอันยิ่งใหญ่ และยิ่งตอนนี้เขาได้รับปราณม่วงหงเหมิง ซึ่งเป็นรากฐานแห่งเซิ่งเหรินมาครอบครอง เขาย่อมมีความสามารถในการประเมินสถานการณ์ได้อย่างมีเหตุผล
ตัวเจิ้นหยวนจื่อเองก็เชื่อเช่นกันว่า นี่คือสาเหตุที่ทำให้เขาต้องสูญเสียตำราปฐพีไป
"เอาล่ะ ในเมื่อแน่ชัดแล้วว่าโฮ่วถู่เป็นฝ่ายลงมือก่อน เช่นนั้นข้าก็จะต้องทวงความยุติธรรมคืนให้เจ้าให้จงได้!"
ดวงตาของหงอวิ๋นหรี่ลงเล็กน้อย
ในโลกหงฮวงแห่งนี้ เขามีสหายเพียงคนเดียว น้ำหนักที่อีกฝ่ายมีในใจเขาย่อมไม่ต้องอธิบายให้มากความ
โฮ่วถู่ที่อยู่เบื้องหน้านี้รังแกสหายของเขาอย่างหนักหน่วง ตัวเขา หงอวิ๋น ย่อมต้องออกหน้าเพื่อทวงความเป็นธรรมให้สหายของตน
...
"นี่คือหงอวิ๋น สหายรักของเจิ้นหยวนจื่องั้นหรือ?"
"สมแล้วที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายมิตรภาพลูกผู้ชาย"
โฮ่วถู่ย่อมรู้จักหงอวิ๋นเป็นอย่างดี
ย้อนกลับไปในยุคสิ้นธรรม นางรู้ดีว่าเจิ้นหยวนจื่อและหงอวิ๋นเป็นสหายที่สนิทสนมกันมากเพียงใด
เมื่อมาเห็นในตอนนี้ มิตรภาพระหว่างทั้งสองคนก็มาถึงขั้นสุดยอดจริงๆ ในสายตาของพวกเขาไม่มีสิ่งใดเลยนอกจากเงาของกันและกัน
เดิมที โฮ่วถู่ตั้งใจจะจัดการกับเจิ้นหยวนจื่อแล้วก็จากไป
แต่หลังจากเห็นหงอวิ๋น นางก็เปลี่ยนใจ
หงอวิ๋นที่อยู่เบื้องหน้านี้ได้รับสมญานามว่าเป็น "คนดี" แห่งโลกหงฮวงเช่นกัน
ย้อนไปตอนที่อยู่วังจื่อเซียว เขายังอาสาสละเบาะรองนั่งซึ่งเป็นตัวแทนของวาสนาในการบรรลุเป็นเซิ่งเหริน ให้นักพรตจุ่นถีแห่งทิศประจิมที่กำลังร้องห่มร้องไห้ว่าไม่มีที่นั่งได้อย่างหน้าตาเฉย
ด้วยการเสียสละในครั้งนี้ เขาได้สร้างกรรมตามสนองขึ้นมาหนึ่งสาย
บัดนี้ เยาซือคุนเผิงแห่งเผ่าเยาก็สูญเสียปราณม่วงหงเหมิงไปเพราะเขาเช่นกัน และกำลังวางแผนร่วมมือกับเทียนตี้ตี้จวิ้นและตงหวงไท่อี เพื่อแย่งชิงปราณม่วงหงเหมิงไปจากเขา
กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ
ในสายตาของเผ่าเยา หงอวิ๋นก็เป็นตัวตนที่ต้องถูกกำจัดเช่นกัน
ดังคำกล่าวที่ว่า ศัตรูของศัตรูก็คือมิตร
หงอวิ๋นที่อยู่เบื้องหน้านี้ ในสายตาของนาง ถือเป็นหมากตัวหนึ่งที่สามารถนำมาใช้รับมือกับเผ่าเยาได้
ความคิดของโฮ่วถู่ขยายวงกว้างในพริบตา และนางก็ได้วางแผนการไว้มากมายแล้ว
เมื่อหงอวิ๋นปรากฏตัวขึ้น โฮ่วถู่ก็ล้มเลิกความตั้งใจที่จะส่งสหายคู่นี้ลงนรกไป นางเตรียมตัวที่จะ "แลกเปลี่ยน" กับพวกเขาเสียหน่อย
แน่นอนว่า
เมื่อมองจากสถานการณ์ตอนนี้
เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนที่ "เท่าเทียม" อย่างแท้จริง นางก็ยังคงต้องสั่งสอนหงอวิ๋นผู้ไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ และคิดจะออกหน้าแทนสหายให้หลาบจำเสียก่อน
นางกำหมัดแน่น เจตจำนงแห่งการต่อสู้ลุกโชนขึ้นในใจของโฮ่วตู่อีกครั้ง
หงอวิ๋นหารู้ไม่ว่า โฮ่วถู่ที่อยู่เบื้องหน้านี้ได้ขุดคุ้ยข้อมูลทุกอย่างของเขาไว้จนหมดเปลือกแล้ว
เมื่อมีเจิ้นหยวนจื่อเป็นอุทาหรณ์ให้เห็น เขาย่อมรู้ดีว่าบรรพชนอูโฮ่วถู่เบื้องหน้านี้ไม่ใช่ตัวตนที่จะต่อกรด้วยได้ง่ายๆ
เนื่องจากเขารู้จักวิชาเทวะของเจิ้นหยวนจื่อเป็นอย่างดี เขาจึงไม่มีความประมาทเลยแม้แต่น้อย และรีบโยนน้ำเต้าสีแดงชาดขึ้นไปในอากาศทันที
น้ำเต้านี้มิใช่อื่นใด แต่เป็นของวิเศษระดับสูงสุด น้ำเต้าสลายวิญญาณเก้าเก้าแต่กำเนิด!