- หน้าแรก
- เป็นม่ายยุคเจ็ดศูนย์แล้วไง ขนสมบัติแม่ผัวไปเลี้ยงลูกจนได้ดี
- บทที่ 11 ข้างนอกเขาลือกันว่าคุณเป็นแม่เลี้ยงใจร้าย...
บทที่ 11 ข้างนอกเขาลือกันว่าคุณเป็นแม่เลี้ยงใจร้าย...
บทที่ 11 ข้างนอกเขาลือกันว่าคุณเป็นแม่เลี้ยงใจร้าย...
บทที่ 11 ข้างนอกเขาลือกันว่าคุณเป็นแม่เลี้ยงใจร้าย...
"นี่ พี่ชายของเสี่ยวอวี๋ ถ้าพวกเธออยากกินก็ไปหาซื้อเอาเองสิ! มาเรียกร้องกับฉัน ฉันก็จนปัญญาเหมือนกัน พวกเธอมาจากชนบทคงไม่รู้ล่ะสิว่าเสบียงอาหารในเมืองเขามีโควตาจำกัดกันทั้งนั้น คูปองเนื้อของเดือนนี้ฉันก็ใช้ไปหมดแล้ว ไม่มีทางเลือกจริง ๆ"
ปากหลินอวี้ฉินก็พร่ำบอกขอโทษ แต่แท้จริงแล้วไม่ได้มีความรู้สึกผิดเลยแม้แต่น้อย น้ำเสียงที่พูดออกมายังแฝงไปด้วยความประชดประชันเสียดสี
เดิมทีก็นึกว่ากู้เจ๋อหมิงจะโมโหโวยวายใส่เธอ แต่ใครจะไปคิดว่ากู้เจ๋อหมิงกลับทำหน้าซื่อตาใส พยักหน้าเข้าใจ "คุณน้า ผมเข้าใจแล้วครับ ไม่รู้จริง ๆ ว่าคุณน้าจะลำบากขนาดนี้ ไม่เป็นไรหรอก พอดีทางบ้านผมก็ให้เงินติดตัวมานิดหน่อย เดี๋ยวผมไปหาซื้อเนื้อเองก็แล้วกัน"
พูดจบเขาก็เดินออกไป หลินอวี้ฉินมองตามแผ่นหลังของเขาพลางขมวดคิ้ว หมอนี่กลายเป็นคนคุยง่ายแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน
ก็ตั้งแต่มาถึงตอนเที่ยงจนถึงเมื่อกี้ ยังเอาแต่จับผิดหาเรื่องอยู่เลยไม่ใช่หรือไง แล้วไหงตอนนี้ถึงยอมลงให้ง่าย ๆ ซะล่ะ
แต่ไม่นานหลินอวี้ฉินก็คิดตก กู้เจ๋อหมิงถือเงินกับคูปองออกไปซื้อเนื้อ ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่คนในเขตบ้านพักครอบครัวเพิ่งเลิกงานพอดี ตอนนี้พวกเด็ก ๆ กำลังเล่นกันอยู่ข้างล่าง โดยมีผู้ปกครองคอยดูอยู่ พอคนในเขตบ้านพักเห็นเขา บางคนก็เอ่ยปากทักทาย
กู้เจ๋อหมิงก็เลยทำทีเป็นชวนคุยสัพเพเหระอย่างจงใจ แล้วก็วกเข้าประเด็นเรื่องที่ตระกูลสวี่กำลังลำบากจนได้
"ผมเป็นคนบ้านนอก ก็นึกไม่ถึงเหมือนกันว่าบ้านระดับผู้อำนวยการโรงงานจะขัดสนขนาดนี้ ถึงขั้นไม่มีเงินซื้อเนื้อ น้องสาวผมกำลังท้องกำลังไส้ เป็นช่วงที่ต้องการสารอาหารบำรุงพอดี ผมก็เลยคิดว่าจะไปหาซื้อเนื้อที่ร้านอาหารของรัฐสักหน่อย... เอาล่ะครับคุณป้าคุณน้า ผมไม่กวนแล้วดีกว่า ต้องรีบไปซื้อเนื้อแล้วล่ะ"
พอกลับมาก็เที่ยวเป่าประกาศไปทั่วอีกยก ทั้งยังพูดเป็นนัย ๆ ว่าน้องสาวเพิ่งถูกหลินอวี้ฉินลากไปทำแท้งจนขวัญหนีดีฝ่อ ช่วงนี้เลยอยากกินเนื้อมาตลอด แต่หลินอวี้ฉินไม่มีปัญญาซื้อให้ คนเป็นพี่ชายอย่างเขาจึงต้องควักเงินกับคูปองของที่บ้านไปซื้อมาให้เอง
แถมยังทิ้งท้ายด้วยการถอนหายใจรำพึงรำพันว่าการเป็นคนเมืองนี่มันก็ไม่ได้ง่ายเลยจริง ๆ อะไรทำนองนั้น
ผิวเผินเหมือนกำลังช่วยพูดแก้ต่างให้หลินอวี้ฉิน แต่เพื่อนบ้านละแวกนี้มีหรือจะไม่รู้ว่าความจริงมันเป็นยังไง
ส่วนใหญ่ก็คงเป็นเพราะแม่สามีอย่างหลินอวี้ฉินงก ไม่ยอมเอาของดี ๆ ในบ้านมาให้ลูกสะใภ้กินนั่นแหละ
ก่อนที่พวกพี่น้องของกู้ซืออวี๋จะมา บ้านตระกูลสวี่ก็ซื้อเนื้อกินกันอยู่แทบจะวันเว้นวันเลยนี่นา
ทรงนี้จะเรียกว่าไม่มีเงินซื้อเนื้อได้ยังไง อีกอย่างสวัสดิการของรองผู้อำนวยการโรงงานก็ดีกว่าพวกพนักงานอย่างพวกเขาตั้งเยอะ
เพื่อนบ้านที่ได้ยินกู้เจ๋อหมิงช่วยพูดแก้ตัวให้หลินอวี้ฉินอย่างเข้าอกเข้าใจ ต่อหน้าก็ไม่ได้พูดอะไร แต่พอลับหลังต่างก็พากันซุบซิบว่าพี่ชายคนนี้ช่างซื่อสัตย์จริงใจเหลือเกิน
โดนกระทำซะขนาดนี้แล้ว ยังจะช่วยพูดปกป้องบ้านรองผู้อำนวยการสวี่อยู่อีกเหรอ
"ฉันว่านะ! หลินอวี้ฉินก็ขี้เหนียวเกินไปจริง ๆ นั่นแหละ ยังไงก็เป็นดองกันแท้ ๆ ยังจะมาทำตัวหน้าไหว้หลังหลอกอีก"
"นั่นสิ ถ้าเขาไม่พูด พวกเราจะไปรู้ได้ไงว่าภริยารองผู้อำนวยการโรงงานจะตระหนี่ถี่เหนียวขนาดนี้ เสียแรงที่ก่อนหน้านี้ฉันยังแอบคิดว่าเธอเป็นแม่สามีที่ดีนะเนี่ย"
"ดูจากตอนนี้แล้ว ที่ผ่านมาคงเล่นละครตบตาพวกเราทั้งนั้นแหละ ก็อย่างว่า ไม่ใช่สายเลือดแท้ ๆ นี่นา พวกเธอไม่ได้เห็นตอนนั้นสินะ ตอนที่พวกเราไปถึงบ้าน จู่ ๆ เธอก็เพิ่งจะเอาเงินสงเคราะห์ทหารผ่านศึกออกมา ถ้าตอนนั้นไม่มีคนทักขึ้นมาล่ะก็ เกรงว่าเธอคงกะจะฮุบไว้เองแล้วล่ะ"
พอมีคนสะกิดประเด็นเหตุการณ์เมื่อหลายวันก่อนขึ้นมา วงสนทนาก็แตกฮือทันที หลายคนเริ่มรุมถามถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในบ้านวันนั้น บรรยากาศการซุบซิบนินทาจึงเป็นไปอย่างดุเดือดเผ็ดมันส์ในพริบตา
กว่าสวี่เว่ยกั๋วจะเลิกงานกลับมา เขาก็พบว่าสายตาของคนในโรงงานที่มองมาที่เขานั้นดูแปลกประหลาดพิกล
เขายังไม่ทันได้คิดตกเลยว่าสายตาพวกนั้นมันหมายความว่ายังไง พอกลับมาถึงบ้านถึงเพิ่งรู้ว่าพี่ชายของกู้ซืออวี๋มาถึงแล้ว
เขาเป็นพวกถนัดสร้างภาพลักษณ์ภายนอกอยู่แล้ว พอรู้ปุ๊บก็พยักหน้าต้อนรับอย่างกระตือรือร้นทันที พอมองเห็นกับข้าวที่เป็นเนื้อสัตว์บนโต๊ะ เขาก็นึกว่าเป็นฝีมือหลินอวี้ฉินที่ไปซื้อมา ในใจจึงรู้สึกลอบพอใจอยู่บ้าง
จากนั้นบนโต๊ะอาหาร เขาก็ยังเอ่ยปากถามไถ่ถึงสถานการณ์ในชนบทด้วยความเป็นห่วงเป็นใย ท่าทางดูสมกับเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ขึ้นมาไม่น้อย
หลังจากนั้นเขาก็แกล้งถามถึงกำหนดการกลับของพวกเขาอย่างไม่จงใจ แต่ใครจะไปคิดว่าคำตอบที่ได้รับกลับกลายเป็นว่าพวกเขาจะอยู่เที่ยวต่อที่นี่อีกหลายวัน
ใต้โต๊ะ ต้นขาของสวี่เว่ยกั๋วแทบจะถูกหลินอวี้ฉินหยิกจนเขียวช้ำไปหมดแล้ว
เขาทำได้เพียงกัดฟันฝืนยิ้มแหย ๆ "ก็สมควรอยู่เที่ยวต่ออีกสักหลายวันนั่นแหละ ดูสิ พอพวกเธอมา เสี่ยวอวี๋ก็ดูมีความสุขขึ้นเยอะเลย ดีแล้วล่ะ ดีมากเลย"
พูดจบก็ไม่วายตวัดสายตาถลึงใส่หลินอวี้ฉินอย่างแนบเนียน
มื้อนี้ถือว่ากินกันอย่างชื่นมื่นทีเดียว
เพียงแต่สองสามีภรรยาตระกูลสวี่ยังไม่รู้ตัวเลยว่า ชื่อเสียงเรียงนามของพวกเขาได้โด่งดังกระฉ่อนไปทั่วทั้งเขตบ้านพักครอบครัวแล้ว
พอกินข้าวเสร็จ สวี่เจียเป่าก็ออกไปเล่นข้างนอก เขาได้ยินพวกผู้ใหญ่กำลังจับกลุ่มคุยเรื่องบ้านของเขาอยู่ แม้แต่เพื่อนเล่นที่เคยสนิทกัน ตอนนี้ต่างก็พากันบอกว่าแม่ของเขาเป็นแม่เลี้ยงใจร้าย แถมยังบอกว่าจะฮุบเงินสงเคราะห์ทหารผ่านศึกของลูกเลี้ยงที่ตายไปแล้วด้วย
พวกเด็ก ๆ ก็แค่ฟังขี้ปากผู้ใหญ่มา พอหันกลับมาก็พากันบอกว่าจะไม่เล่นกับสวี่เจียเป่าแล้ว
สุดท้ายสวี่เจียเป่าจึงต้องร้องไห้ขี้มูกโป่งกลับบ้าน
สวี่เจียเป่ารู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจมาก พอกลับถึงบ้านก็เปิดฉากโวยวายซักไซ้หลินอวี้ฉินทันที "แม่ ทำไมคนข้างนอกถึงบอกว่าแม่เป็นแม่เลี้ยงใจร้ายล่ะ แม่เป็นแม่เลี้ยงจริง ๆ เหรอ แล้วแม่จะตีผมไหม"
เจ้าเด็กอ้วนร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างน่าสงสาร ตอนนี้เด็กข้างนอกไม่มีใครยอมเล่นกับเขาเลย
พอหลินอวี้ฉินได้ยินประโยคนี้ เธอถึงกับสติขาดผึง โมโหจนตัวสั่น สีหน้าดำทะมึนลงทันที
เธอกระชากแขนสวี่เจียเป่าอย่างแรง ก่อนจะตวาดถามเสียงเกรี้ยวกราด "ใครเป็นคนเอาเรื่องนี้มาบอกแก พูดมาสิ!"
สวี่เจียเป่าเพิ่งเคยเห็นสีหน้าบิดเบี้ยวหน้ากลัวของแม่เป็นครั้งแรก จึงตกใจจนแหกปากร้องไห้จ้าออกมาทันที
"โฮ... ผมเกลียดแม่! แม่ก็คือแม่เลี้ยง! แม่เลี้ยงใจร้าย!"
กู้ซืออวี๋ที่แอบฟังอยู่ข้างนอกถึงกับกลั้นขำจนแทบจะสำลัก
ไอ้เด็กนี่มันช่างซ้ำเติมได้เก่งซะจริง ๆ
ก็ไม่รู้เหมือนกันนะว่าตอนที่แม่แท้ ๆ ของเขาได้ยินคำเรียกขานนี้ จะรู้สึกเจ็บจี๊ดไปถึงทรวงขนาดไหน
หลินอวี้ฉินรู้สึกว่าตัวเองโมโหจนหน้ามืดตามัวไปหมดแล้ว ยิ่งได้ยินลูกชายด่าตัวเองว่าแม่เลี้ยงใจร้าย เธอก็หมดความอดทน จับเจ้าเด็กอ้วนถอดกางเกง แล้วฟาดฝ่ามือลงบนก้นอวบ ๆ ดังเพียะ ๆ ไปหลายที
คราวนี้แหละ! สวี่เจียเป่าถึงกับแหกปากร้องไห้โหยหวนปานจะขาดใจ ใครไม่รู้คงนึกว่าแม่ตายไปแล้วจริง ๆ
จังหวะนี้กู้ซืออวี๋ยังอุตส่าห์ตะโกนห้ามปรามอยู่ข้างนอก "คุณน้า เด็กทำอะไรผิดก็ค่อย ๆ พูดค่อย ๆ จาอธิบายสิ อย่าเอะอะก็ลงไม้ลงมือตีเด็กมันไม่ดีนะ"
เธอไม่พูดก็คงจะดีกว่า เพราะเดิมทีอารมณ์โกรธของหลินอวี้ฉินก็ใกล้จะมอดลงแล้ว แต่พอได้ยินคำพูดของกู้ซืออวี๋เข้า เธอกลับยิ่งโมโหจัด ลงน้ำหนักมือฟาดแรงขึ้นไปอีก
กู้ซืออวี๋แอบเอามือปิดปากหัวเราะคิกคักอยู่ข้างนอก แต่ใบหน้ากลับแสร้งทำเป็นวิตกกังวลซะเหลือเกิน
สุดท้ายความวุ่นวายบ้านแตกก็สงบลงเมื่อสวี่เว่ยกั๋วต้องออกโรงมาห้าม สวี่เจียเป่าเดินสะอึกสะอื้นกลับเข้าห้องเล็กของตัวเองไป ปากก็ยังพึมพำด่าทอคำว่าแม่เลี้ยง ๆ ไม่หยุด ทำเอาหลินอวี้ฉินโมโหจนแทบอยากจะตัดหางปล่อยวัดลูกชายคนนี้ไปซะให้รู้แล้วรู้รอด
ยิ่งไปกว่านั้น ตอนที่ลูกชายตัวดีวิ่งกลับเข้าห้องไป ยังมิวายพ่นคำโตทิ้งท้ายไว้ด้วยว่า "ผมจะฟ้องแม่! จะให้คุณลุงตำรวจมาจับแม่ แล้วก็ต้องจ่ายค่าทำขวัญให้ผมด้วย!"
อารมณ์ขุ่นมัวที่หลินอวี้ฉินต้องแบกรับในวันนี้ ดูเหมือนจะหนักหนาสาหัสยิ่งกว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมารวมกันเสียอีก!
เมื่อสวี่เว่ยกั๋วเห็นเธอร้องไห้สะอึกสะอื้น สีหน้าของเขาก็ฉายแววรำคาญใจออกมาอย่างเห็นได้ชัด
(จบบท)