เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 1: ต้าฉินในโลกแห่งหมอก

บทที่ 1: ต้าฉินในโลกแห่งหมอก

บทที่ 1: ต้าฉินในโลกแห่งหมอก


บทที่ 1: ต้าฉินในโลกแห่งหมอก

ภายในตำหนักกิเลนแห่งพระราชวังเสียนหยาง เวลาแปดนาฬิกาสามสิบนาทีตามเวลาของอาณาจักรต้าฉิน จักรพรรดิฉินเทียน ผู้ปกครองสูงสุดแห่งต้าฉินประทับตระหง่านอยู่บนบัลลังก์มังกร พระองค์ทรงฉลองพระองค์ลายมังกรสีดำทองและทรงพระมาลาประดับมุกสิบสองสาย

เบื้องพระพักตร์คือเหล่าขุนนางบุ๋นบู๊แห่งต้าฉินที่ยืนเรียงรายอย่างพร้อมเพรียง

"ท่านทั้งหลาย วันนี้มีเรื่องอันใดจะรายงานหรือไม่"

สิ้นพระสุรเสียงของจักรพรรดิฉินเทียน ชายวัยกลางคนผู้มีท่วงท่าสง่างาม สวมชุดขุนนางและถือพัดขนนกก็ก้าวออกมาข้างหน้า

"ฝ่าบาท กระหม่อมมีเรื่องกราบทูล เมื่อวานนี้ข้าหลวงมณฑลอวี้โจวรายงานว่า หลายอำเภอในอวี้โจวไร้ฝนตกมาเกือบครึ่งเดือนแล้ว กระหม่อมขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้จัดส่งผู้บำเพ็ญเพียรจากกรมโหรหลวงไปประกอบพิธีเพื่อบรรเทาภัยแล้งพ่ะย่ะค่ะ"

ขุนนางผู้นั้นกล่าวจบ จักรพรรดิฉินเทียนก็ทรงพยักพระพักตร์ วินาทีต่อมา สายพระเนตรก็เบนไปทางชายชราผู้มีเรือนผมสีขาวปนดำที่ยืนอยู่ท่ามกลางหมู่ขุนนาง

"เจ้ากรมโหรหลวง ประเดี๋ยวเจ้าจงส่งผู้บำเพ็ญเพียรระดับจินตานสองคนขี่กระบี่ไปที่อวี้โจว เพื่อใช้วิชามหาเมฆาพิรุณเรียกฝนหล่อเลี้ยง และแก้ไขภัยแล้งในอวี้โจวเสีย"

เมื่อได้สดับ ชายชราผมขาวปนดำก็รีบประสานมือกล่าวอย่างนอบน้อมทันที

"กระหม่อม เจ้ากรมโหรหลวง น้อมรับพระราชโองการ"

หลังจากกล่าวจบ ชายชราก็คล้ายจะนึกบางสิ่งขึ้นมาได้ จึงรีบกล่าวเสริม

"ฝ่าบาท กระหม่อมเกรงว่าคงต้องรบกวนพระองค์ให้ออกราชโองการเป็นลายลักษณ์อักษร เนื่องจากทั่วทั้งอาณาเขตของต้าฉินในยามนี้ ล้วนถูกปกคลุมด้วยอาณาเขตราชันของพระองค์"

"หากไร้ซึ่งราชโองการจากพระองค์ ต่อให้เราส่งผู้บำเพ็ญเพียรระดับหยวนอิงไป ก็มิอาจเรียกฝนลงมาได้แม้แต่หยดเดียวพ่ะย่ะค่ะ"

เมื่อได้ยินดังนั้น จักรพรรดิฉินเทียนก็มีสีหน้าราวกับเพิ่งนึกขึ้นได้

"ข้าเกือบจะลืมไปเลย ถ้าเช่นนั้น ข้าจะร่างราชโองการเดี๋ยวนี้"

สิ้นพระดำรัส ขันทีหนุ่มที่คอยรับใช้ปรนนิบัติอยู่ด้านข้างก็รีบนำม้วนผ้าไหมเปล่ามาถวาย ทว่ากลับไม่ได้นำพู่กันมาด้วย

หลังจากขันทีหนุ่มคลี่ม้วนผ้าไหมออกเบื้องพระพักตร์อย่างนอบน้อม จักรพรรดิฉินเทียนก็ทรงเอื้อนเอ่ยอีกครั้ง

"วันนี้อวี้โจวกำลังเผชิญภัยแล้งอย่างหนัก จงประทานสายฝนอันชุ่มฉ่ำลงมาทันที อย่าได้ล่าช้า!"

ในชั่วพริบตา ถ้อยคำที่ตรัสออกมาก็แปรเปลี่ยนเป็นตัวอักษรสีทองอร่าม แล้วร่วงหล่นลงประทับบนม้วนผ้าไหม

ม้วนผ้าไหมธรรมดาพลันเปล่งประกายเจิดจรัสราวกับของวิเศษล้ำค่า

ทว่านี่ยังไม่จบ หลังจากจารึกราชโองการเสร็จสิ้น ขันทีหนุ่มอีกคนก็อัญเชิญตราหยกเข้ามาถวาย

เมื่อทอดพระเนตรเห็นตราหยก จักรพรรดิฉินเทียนก็ทรงประทับตราลงบนม้วนผ้าไหมอย่างสบายๆ

วินาทีที่ตราหยกถูกประทับลงไป ลำแสงสีทองก็พุ่งทะยานทะลุชั้นเมฆขึ้นไปบนท้องฟ้า

เพียงเท่านี้ ราชโองการที่แฝงไปด้วยวาจาสิทธิ์ก็เป็นอันเสร็จสมบูรณ์

เหล่าขุนนางบุ๋นบู๊ที่ได้เห็นภาพเหตุการณ์นี้ ล้วนมีสีหน้าเรียบเฉยราวกับเป็นเรื่องปกติ

หลังจากขันทีหนุ่มมอบม้วนราชโองการให้แก่เจ้ากรมโหรหลวง แม่ทัพในชุดเกราะอีกนายหนึ่งก็ก้าวยาวๆ ออกมาเบื้องหน้าท้องพระโรง

"กระหม่อม ไป๋ฉี อธิการบดีมหาวิทยาลัยการทหารเสียนหยาง มีเรื่องกราบทูล"

"อีกเจ็ดวันนับจากนี้ จะเป็นวันครบรอบสิบปีการก่อตั้งมหาวิทยาลัยการทหารเสียนหยาง กระหม่อมขออัญเชิญฝ่าบาทเสด็จไปเป็นเกียรติในงานพิธีด้วยพ่ะย่ะค่ะ"

เมื่อแม่ทัพผู้นี้เอ่ยคำขอ จักรพรรดิฉินเทียนก็อดไม่ได้ที่จะเผยร่องรอยแห่งความสะเทือนใจออกมาทางสีหน้าเล็กน้อย

"เวลาช่างผ่านไปเร็วจริงๆ เผลอแป๊บเดียว ข้าก็ข้ามมิติมาอยู่ที่โลกนี้ได้สิบปีแล้ว"

"สิบปีก่อน ข้ายังเป็นแค่เด็กมัธยมปลายที่เพิ่งสอบเข้ามหาวิทยาลัยเสร็จ แต่ตอนนี้ข้ากลับกลายเป็นผู้ปกครองประเทศไปเสียแล้ว"

หลังจากหวนรำลึกอดีตอยู่ครู่หนึ่ง พระองค์ก็รีบหันไปมองแม่ทัพไป๋ฉีแล้วตรัสว่า

"อนุญาต ข้าจะไปให้ตรงเวลาอย่างแน่นอน"

เมื่อได้รับคำตอบรับจากจักรพรรดิฉินเทียน ใบหน้าของแม่ทัพไป๋ฉีก็เปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้นยินดี

"หากเจ้าเด็กเหลือขอพวกนั้นรู้ว่าฝ่าบาทจะเสด็จไปร่วมงาน พวกเขาคงดีใจกันจนเนื้อเต้นแน่ๆ พ่ะย่ะค่ะ"

กล่าวจบ เขาก็เหมือนจะนึกบางสิ่งขึ้นมาได้อีก จึงรีบประสานมือกล่าวอย่างนอบน้อม

"ฝ่าบาท เรื่องการคัดเลือกพระสนมที่กระหม่อมเคยกราบทูลไปก่อนหน้านี้ ไม่ทราบว่าพระองค์ทรงตัดสินพระทัยอย่างไรแล้วพ่ะย่ะค่ะ"

"ยามนี้ต้าฉินของเรากำลังขยายอาณาเขต ทุกสรรพสิ่งล้วนเจริญรุ่งเรือง แต่ฝ่าบาทยังคงโดดเดี่ยวและยังไม่มีรัชทายาท กระหม่อมขอวิงวอนให้ฝ่าบาทแต่งตั้งฮองเฮาและรับพระสนมเข้าวังหลัง เพื่อเป็นรากฐานอันมั่นคงให้แก่ต้าฉินของเราสืบไปชั่วลูกชั่วหลาน..."

ก่อนที่แม่ทัพไป๋ฉีจะกล่าวจบ ขุนนางบุ๋นบู๊ทั้งหมดก็คุกเข่าลงกับพื้นและประสานเสียงกันอย่างพร้อมเพรียง

"ขอฝ่าบาททรงแต่งตั้งฮองเฮาและรับพระสนมเข้าวังหลังด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ!"

เมื่อเห็นขุนนางทั้งท้องพระโรงเร่งเร้าให้ตนแต่งงาน จักรพรรดิฉินเทียนที่ประทับอยู่บนบัลลังก์มังกรก็มีสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก

ขุนนางของเขาดีไปเสียทุกอย่าง ยกเว้นก็แต่ความคิดที่คร่ำครึเกินไป พวกเขาดึงดันที่จะบังคับให้เขารับภรรยาให้จงได้

อีกทั้งยังหวังให้เขาแต่งงานให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้

พวกเขาปรารถนาให้เขามีสาวงามถึงสามพันคนในวังหลัง

"พวกเจ้านี่จริงๆ เลย... ข้าเพิ่งจะอายุยี่สิบแปด การยังไม่แต่งงานในวัยนี้ก็เป็นเรื่องปกติไม่ใช่หรือไง"

"อีกอย่าง ทุกวันนี้ข้าก็ยุ่งจนแทบไม่มีเวลาไปสนใจเรื่องรักใคร่หรอกนะ"

ขณะที่ตรัสบ่น จักรพรรดิฉินเทียนก็กล่าวออกมาอย่างจนปัญญา

"เอาล่ะๆ ข้ารู้ซึ้งถึงความหวังดีของพวกเจ้าแล้ว เดือนหน้า... เดือนหน้าข้าจะเปิดคัดเลือกนางในจากทั่วประเทศอย่างแน่นอน"

"ว่าแต่ แม่ทัพซือหลาง ทางกองทัพเรือมีข่าวคราวอะไรบ้างหรือไม่"

เมื่อได้ยินดังนั้น ชายหนุ่มหน้าตาเกลี้ยงเกลาคนหนึ่งในหมู่ขุนนางบู๊ก็ก้าวออกมา

"ทูลฝ่าบาท เมื่อเช้าตรู่วันนี้ แม่ทัพซือหลางแห่งกองทัพเรือได้ส่งข่าวมาว่า พวกเขาได้นำกองเรือมุ่งหน้าไปจนสุดขอบโลกแล้วพ่ะย่ะค่ะ"

"ทว่าที่สุดขอบโลกกลับยังคงถูกปกคลุมไปด้วยม่านหมอก แม้แต่สัมผัสวิญญาณของผู้บำเพ็ญเพียรระดับหยวนอิงบนเรือ ก็ยังไม่อาจทะลวงผ่านไปได้"

ขณะที่กราบทูล ชายหนุ่มก็หยิบแผ่นหยกชิ้นหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ

โดยที่เขาไม่ต้องขยับเขยื้อนทำอันใด ม่านแสงก็ปรากฏขึ้นเหนือแผ่นหยกนั้น

ภายในม่านแสง ปรากฏภาพชายหนวดเคราเฟิ้มผู้สวมเครื่องแบบนายทหารเรือแห่งต้าฉิน กำลังยืนตระหง่านอยู่บนเรือลำยักษ์ที่มีความยาวหลายร้อยเมตร

"กระหม่อม ซือหลาง แม่ทัพแห่งกองทัพเรือ ถวายบังคมฝ่าบาท กระหม่อมได้นำกองเรือออกเดินทางมาเป็นเวลาครึ่งเดือน และได้มาถึงสุดขอบโลกแล้วพ่ะย่ะค่ะ"

"ทว่าม่านหมอกที่กระหม่อมเคยเห็นก่อนหน้านี้ ยังคงปกคลุมทั่วทั้งน่านน้ำ กระหม่อมได้ส่งเรือจักรกลเข้าไปในหมอกแล้ว และอย่างช้าที่สุดพรุ่งนี้จะสามารถส่งข้อมูลกลับมาได้พ่ะย่ะค่ะ"

เมื่อทอดพระเนตรภาพฉายจากแผ่นหยก หัวคิ้วของจักรพรรดิฉินเทียนก็ขมวดเข้าหากันทันที

ตลอดสิบปีที่ผ่านมา ทวีปทั้งทวีปได้ถูกผนวกรวมเข้าเป็นอาณาเขตของต้าฉินเรียบร้อยแล้ว เขาจึงเบนสายตาหันไปมองมหาสมุทรอันกว้างใหญ่แทน

เขาหวังว่าจะค้นพบทวีปอื่นในมหาสมุทร ทว่าน่าประหลาดใจที่กองทัพเรือต้าฉินกลับไม่พบทวีปใหม่ใดๆ แต่กลับค้นพบดินแดนแห่งหมอกแทน

เขาได้ทยอยส่งกองเรือนาวีสี่กองออกไปยังน่านน้ำสี่แห่งที่แตกต่างกัน ทว่าท้ายที่สุดทุกกองเรือก็ล้วนถูกปกคลุมด้วยหมอกปริศนานั้น

จนถึงขั้นที่เขาเริ่มสงสัยว่า หรือแท้จริงแล้วดินแดนต้าฉินทั้งหมดจะตั้งอยู่ภายในม่านหมอกกันแน่

หลังจากตกอยู่ในห้วงความคิดอย่างหนัก เขาก็รีบหันกลับมามองภาพที่ฉายจากแผ่นหยกอีกครั้ง

"ช่างมันเถอะ ในเมื่อตอนนี้พวกเจ้ายังไม่อาจฝ่าหมอกเข้าไปได้ ก็ให้ตั้งค่ายประจำการอยู่ที่นั่นไปก่อน"

"ข้าเชื่อว่าสักวันหนึ่งหมอกเหล่านี้จะต้องจางหายไป"

เมื่อได้สดับรับสั่งของจักรพรรดิฉินเทียน แม่ทัพซือหลางที่อยู่อีกฝั่งของม่านแสงก็กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

"กระหม่อมน้อมรับพระราชโองการ!"

ทันทีที่เขากล่าวจบ ม่านแสงก็หดกลับเข้าไปในแผ่นหยก

"เอาล่ะ การประชุมเช้าวันนี้จบเพียงเท่านี้ เรื่องเล็กน้อยอื่นๆ ให้ส่งไปที่อัครมหาเสนาบดีจูเก่อและอัครมหาเสนาบดีหลิว"

"เลิกประชุม!"

สิ้นพระกระแสรับสั่ง จักรพรรดิฉินเทียนก็เสด็จออกจากตำหนักกิเลนโดยมีข้าราชพาริพารคอยอารักขาเพื่อกลับไปยังตำหนักบรรทม

ทันทีที่เสด็จกลับถึงห้องบรรทม พระองค์ก็ทรงเปิดหน้าต่างระบบเสมือนจริงขึ้นมาอย่างร้อนใจ

"วันใหม่แล้ว มาดูกันซิว่าวันนี้ข้าจะสุ่มได้ของดีอะไรบ้าง"

ขณะที่พึมพำ พระองค์ก็ทรงกดปุ่มสุ่มรางวัลบนหน้าจอ

วินาทีต่อมา วงล้อสุ่มรางวัลก็หมุนอย่างรวดเร็ว

ไม่นานนัก เสียงแจ้งเตือนจากระบบก็ดังขึ้น

"ติ๊ง! ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ที่ได้รับแพ็กเกจยุทโธปกรณ์ระดับทองคำ ประกอบด้วยแม่ทัพขั้นสูงหนึ่งนาย และม้าต้าหว่านสายพันธุ์ดีอีกห้าร้อยตัว"

เมื่อได้ยินเสียงแจ้งเตือนจากระบบในหัว จักรพรรดิฉินเทียนก็สบถด่าทันทีว่าของขยะ จากนั้นจึงหันไปหาขันทีหนุ่มที่อยู่ข้างๆ แล้วตรัสว่า

"วันนี้ไม่มีอะไรทำแล้ว ไปเรียกคณะมหรสพหลวงมาขับร้องให้ฟังหน่อย แล้วก็ให้พวกนางเปลี่ยนไปใส่ชุดที่ข้าออกแบบเองด้วยล่ะ"

"พ่ะย่ะค่ะ! ฝ่าบาท!"

สิบนาทีหลังจากที่จักรพรรดิฉินเทียนทรงมีรับสั่ง กลุ่มนางรำและนักร้องที่สวมชุดวับๆ แวมๆ อวดเรียวขา ก็มาปรากฏตัวอยู่ในตำหนักบรรทม

ในขณะที่จักรพรรดิฉินเทียนกำลังเพลิดเพลินไปกับเสียงดนตรีและการร่ายรำนั้นเอง ห่างออกไปสามพันกิโลเมตรภายนอกดินแดนที่ถูกปกคลุมด้วยหมอกของต้าฉิน เรือเหล็กความยาวราวร้อยเมตรลำหนึ่ง กำลังแล่นฝ่าม่านหมอกหนาทึบเข้ามาอย่างช้าๆ

และบนตัวเรือของเรือยักษ์เหล็กกล้าลำนี้ ก็มีตัวอักษรสลักไว้อย่างชัดเจนว่า เสวี่ยหลง 2

จบบทที่ บทที่ 1: ต้าฉินในโลกแห่งหมอก

คัดลอกลิงก์แล้ว