- หน้าแรก
- มรรคาดาราผลาญสวรรค์
- บทที่ 15 เสียชื่อเสียงหมดป่นปี้!
บทที่ 15 เสียชื่อเสียงหมดป่นปี้!
บทที่ 15 เสียชื่อเสียงหมดป่นปี้!
บทที่ 15 เสียชื่อเสียงหมดป่นปี้!
"กู่เฉิน?"
"ไอ้โรคจิต?!"
เมื่อได้ยินเสียงนี้หญิงสาวทั้งสองก็ใจสั่นสะท้าน กู่เฉินยังไม่ตาย! กู่จ้านเองก็ตกใจไม่แพ้กัน สายตาของเขาหันขวับไปมองทางแม่น้ำลาวาทันที
"ไสหัวไป!!" ซินเอ๋อร์อาศัยจังหวะนี้ตวาดก้องพร้อมกับใช้พลังกระแทกดาบของกู่จ้านออกไป ร่างของนางถอยร่นอย่างรวดเร็วพร้อมกับคว้าตัวลั่วเยวี่ยจู๋พุ่งตัวถอยหลังไปพร้อมกัน "คุณหนู ไม่เป็นอะไรใช่ไหมเจ้าคะ?" แววตาของซินเอ๋อร์เต็มไปด้วยความห่วงใย ทว่าลั่วเยวี่ยจู๋กลับไม่ตอบ สายตาของนางเอาแต่จับจ้องไปที่จุดที่อยู่ไกลออกไป ซินเอ๋อร์จึงมองตามสายตาของคุณหนูไป
เห็นเพียงร่างที่ถูกเปลวเพลิงแผดเผากำลังพุ่งทะยานออกมาจากทิศทางของแม่น้ำลาวา ทั่วทั้งร่างราวกับแปรเปลี่ยนเป็นดาบเล่มหนึ่ง ประกายดาบเพลิงอันเจิดจ้าของเขากลับสว่างไสวยิ่งกว่าดาบของลั่วเยวี่ยจู๋เมื่อครู่นี้เสียอีก ซินเอ๋อร์ถึงกับอึ้งไป "นี่มัน..."
คนที่อึ้งไปพร้อมกันก็คือกู่จ้าน "กู่เฉิน?!" เขาเบิกตากว้างมองร่างที่พุ่งเข้ามาด้วยความตกตะลึง ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ ที่นั่นคือจุดศูนย์กลางของแม่น้ำลาวาเชียวนะ! อุณหภูมิสูงจนแม้แต่เขาที่ใช้จิตดาราประทับร่างก็ยังไม่กล้าเข้าไปลอง! กู่เฉินไม่เพียงแต่เข้าไปลองแต่กลับรอดชีวิตกลับมาได้!
ที่น่ากลัวที่สุดคือพลังที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของกู่เฉิน! เบิกนภาขั้นที่เก้า! "เป็นไปได้อย่างไร?" เขาไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่เห็น ไม่มีจิตดาราธาตุไฟและไม่ได้ฝึกวิชาธาตุไฟ จะรอดชีวิตจากความร้อนระอุขนาดนั้นได้อย่างไร! แล้วทำไมระดับการฝึกตนถึงได้เลื่อนขึ้นมาอีกขั้น? เมื่อครู่นี้เขายังเห็นกับตาว่ากู่เฉินเพิ่งเลื่อนขั้นจากเบิกนภาขั้นที่เจ็ดเป็นขั้นที่แปด ผ่านไปไม่ถึงครึ่งชั่วยาม เลื่อนขึ้นอีกขั้นแล้ว!
"ภาพลวงตา!" กู่จ้านกัดฟันคำราม มีเพียงภาพลวงตาเท่านั้นที่จะอธิบายทุกอย่างที่เกิดขึ้นตรงหน้าได้ "อย่าหวังจะหลอกข้าได้ ตายซะ!" ในวินาทีที่เด็กหนุ่มอาบเพลิงพุ่งเข้ามา กู่จ้านก็ตวัดดาบขึ้นรับการโจมตี ดาบสองเล่มปะทะกันอย่างจัง คลื่นความร้อนพุ่งทะยาน ประกายดาบสาดแสงเจิดจ้า เด็กหนุ่มไม่ถอยแม้แต่ก้าวเดียว ทว่ากู่จ้านกลับต้องถอยร่นไม่เป็นท่าภายใต้ประกายดาบนั้น
"วืด!" และในตอนนั้นเองดาบบินเล่มหนึ่งก็พุ่งทะยานฝ่าอากาศเข้ามา กู่จ้านตกใจรีบจะเบี่ยงตัวหลบแต่กลับถูกกู่เฉินกดทับไว้แน่น "ฉึก!" ดาบพุ่งทะลวงเข้าที่แผ่นหลังของกู่จ้านจนทะลุออกมา
"นังตัวแสบ!!" ความเจ็บปวดทำให้กู่จ้านแผดเสียงคำรามอย่างโกรธแค้น ยังไม่ทันสิ้นเสียงประกายดาบของกู่เฉินก็สว่างวาบขึ้น เสียงของกู่จ้านขาดห้วงไปทันที ศีรษะกลิ้งหล่นลงกับพื้นก่อนจะกลิ้งตกลงไปในแม่น้ำลาวา กลายเป็นเถ้าถ่านท่ามกลางกลุ่มควันดำ "ปัง!" ร่างไร้วิญญาณล้มตึงลงกับพื้น
ซินเอ๋อร์ชักดาบยาวออกมาปรายตามองกู่เฉินเพียงแวบเดียวก่อนจะเดินกลับไปหาลั่วเยวี่ยจู๋ "ที่ช่วยไม่ได้ตั้งใจจะช่วยเจ้า แต่เพราะมันสมควรตาย" กู่เฉินไม่ได้ตอบอะไรเพียงแค่มองตามแผ่นหลังของซินเอ๋อร์ที่เดินกลับไปหาลั่วเยวี่ยจู๋ ความร้อนบนร่างค่อยๆทุเลาลง เปลวเพลิงที่ลุกโชนอยู่รอบกายก็ค่อยๆมอดดับ สายตาสองคู่มองมาที่เขาแต่ก็รีบเบือนหน้าหนีไปอย่างรวดเร็ว
กู่เฉินเห็นชัดเจนว่าใบหน้าของหญิงสาวทั้งสองแดงระเรื่อขึ้นมา เขาชะงักไปเล็กน้อยด้วยความงุนงง ซินเอ๋อร์หน้าแดงยังพอเข้าใจได้เพราะโดนคลื่นความร้อนจากลาวากระทบเข้า แต่ลั่วเยวี่ยจู๋ที่บาดเจ็บสาหัสหน้าซีดเผือดเหมือนกระดาษจะมาหน้าแดงได้อย่างไร?
ทันใดนั้นกู่เฉินก็รู้สึกเหมือนมีอะไรผิดปกติ เขาก้มลงมองตัวเองตามสัญชาตญาณก่อนจะพบว่าตัวเองอยู่ในสภาพเปลือยเปล่าล่อนจ้อนแถม 'น้องชาย' ของเขายังชูคอผงาดง้ำอีกต่างหาก!
"วิ้ง!" กู่เฉินรู้สึกเหมือนหัวหมุนติ้ว เขารีบนั่งยองๆกอดตัวเองไว้แน่นพร้อมกับตะโกนลั่น "อุบัติเหตุ นี่มันอุบัติเหตุ!!"
จากนั้นเขาก็รีบลนลานคลำหาถุงมิติที่เอว โชคดีที่เข็มขัดหนังสัตว์ยังเหนียวแน่นไม่ถูกไฟไหม้ ถุงมิติก็ยังอยู่ เขารีบล้วงเอาเสื้อผ้าชุดหนึ่งออกมาจากถุงมิติแล้วคลุมร่างไว้ เสื้อผ้าชุดนี้ตัวเล็กไปหน่อยแถมยังเป็นสีชมพูอีกต่างหาก เห็นได้ชัดว่าเป็นชุดที่ลั่วเยวี่ยจู๋ลืมเอาออกจากถุงมิติตอนที่มอบให้เขา แต่กู่เฉินไม่มีทางเลือกอื่นจำต้องใช้มันคลุมร่างเพื่อปกปิดจุดยุทธศาสตร์
"ไอ้โรคจิตสารเลว ไม่เพียงแต่เป็นโจรบ้ากามชั่วช้า แต่ยังชอบโชว์ของแถมยังโรคจิตชอบใส่ชุดผู้หญิงอีก!" เสียงด่าทอด้วยความขยะแขยงของซินเอ๋อร์ดังแว่วมาพร้อมกับที่นางประคองลั่วเยวี่ยจู๋เดินห่างออกไปทีละก้าวโดยไม่หันกลับมามองอีกเลย
มองดูแผ่นหลังของหญิงสาวทั้งสองที่เดินจากไป กู่เฉินถึงกับยืนบื้อเป็นรูปปั้น เสียงด่าทอของซินเอ๋อร์เมื่อครู่นี้ยังคงดังก้องอยู่ในหัว เขาแทบจะบ้าตายอยู่แล้ว สงสารก็แต่กู่เฉินผู้นี้เกิดมาไม่เคยทำเรื่องชั่วช้าเลวทราม แต่กลับต้องมาเสียชื่อเสียงย่อยยับป่นปี้เอาที่นี่
แต่ก็ยังดีที่ผู้หญิงสองคนนั้นจากไปแล้ว ด้วยฐานะของพวกนางคงไม่มีโอกาสได้พบกันอีก ในเมื่อไม่ได้พบกันอีกก็ช่างมันเถอะ แบบนี้เปิดอกคุยกันให้เคลียร์ไปเลยดีกว่าจะได้ไม่ต้องติดค้างกัน "ลั่วเยวี่ยจู๋ ข้าช่วยชีวิตเจ้า เจ้าก็เพิ่งจะช่วยชีวิตข้า ถือว่าหายกันไปนะ! ข้าเห็นเรือนร่างของเจ้า เจ้าก็เห็นเรือนร่างของข้า ถือว่าหายกันไปเหมือนกัน! ลาก่อน กู่เฉินขอลา!" เขายกมือขึ้นประสานคารวะไปยังทิศทางที่พวกนางจากไป
ทว่าคำพูดสองประโยคนี้กลับทำให้ลั่วเยวี่ยจู๋ที่เดินห่างออกไปถึงกับสะดุดกึก ใบหน้างดงามเปลี่ยนสีไปมา ซินเอ๋อร์กัดฟันกรอดด้วยความโกรธแค้น "คุณหนู! มันยังกล้าพูดเรื่องนั้นอีก ปล่อยข้าเถอะ ข้าต้องไปฆ่าไอ้โรคจิตนั่นให้ได้!!" ลั่วเยวี่ยจู๋สูดลมหายใจเข้าลึกหลายครั้งเพื่อข่มอารมณ์ให้สงบลง "ตอนนี้เจ้าสู้เขาได้งั้นหรือ?" ซินเอ๋อร์คำราม "สู้ไม่ได้ก็จะสู้ ข้าโกรธจนจะบ้าตายอยู่แล้ว!" ลั่วเยวี่ยจู๋ส่ายหน้าเบาๆ "ไม่มีอะไรต้องโกรธ อีกอย่าง... ที่เขาพูดมาก็มีเหตุผลอยู่บ้างนะ" ซินเอ๋อร์ถึงกับอ้าปากค้างเบิกตากว้างมองคุณหนูที่อยู่ข้างๆ "มี... เหตุผลงั้นหรือ?" นางคิดหัวแทบแตกก็ยังคิดไม่ออกว่ามันมีเหตุผลตรงไหน จนกระทั่งเดินออกจากถ้ำใต้ดินแห่งนี้นางก็ยังคงคิดไม่ออก...
"ซี๊ด..." หลังจากที่ผู้หญิงสองคนนั้นเดินจากไปแล้ว กู่เฉินก็สูดปากด้วยความเจ็บปวด เขาต้องกลืนยาสมานแผลลงไปถึงสี่เม็ดและใช้เคล็ดวิชาเหมันต์ยะเยือกช่วยสะกดความเจ็บปวดไว้จึงพอจะทุเลาลงได้บ้าง มันเจ็บปวดเหลือเกิน ความร้อนระอุอันน่าสยดสยองของลาวาได้แผดเผาผิวหนังทั่วร่างของเขาจนไหม้เกรียม ความเจ็บปวดที่บาดลึกถึงกระดูกนี้เองที่ทำให้เขาสามารถรวบรวมหยาดวิญญาณได้ถึงเจ็ดสิบเจ็ดหยดและทะลวงเข้าสู่เบิกนภาขั้นที่เก้าได้สำเร็จ "คราวหน้าจะไม่ทำเรื่องโง่ๆแบบนี้อีกแล้ว..." กู่เฉินสูดลมหายใจเข้าลึกๆ
เขากวาดตามองไปรอบๆ ศพสิบกว่าศพนอนเกลื่อนกลาด กู่เฉินย่อมไม่ปล่อยผ่าน เขาลงมือค้นตัวศพทั้งหมดแต่กลับได้ตั๋วเงินมาแค่พันตำลึง ยาสมานแผลระดับสามสองขวด และยาบำรุงวิญญาณอีกไม่กี่ขวด "จนชะมัด!" คนตั้งมากมายรวมกันแล้วยังมีของสู้กู้ฉิงเอ๋อร์คนเดียวไม่ได้เลย เขานั่งลงขัดสมาธิแล้วส่งสมาธิดำดิ่งเข้าสู่ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ก่อกำเนิดอีกครั้ง
"ระดับหนึ่งชั้นฟ้า จิตดาราดาบศึก!"
"ระดับหนึ่งชั้นฟ้า จิตดาราทลายวิญญาณ!"
"ระดับหนึ่งชั้นฟ้า จิตดาราเกราะดิน!"
"..."
บนต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ก่อกำเนิด ตราประทับจิตดาราแต่ละดวงห้อยอยู่ตามกิ่งก้านราวกับดอกตูม ขอเพียงกู่เฉินต้องการ 'ดอกตูม' เหล่านี้ก็จะได้รับการหล่อเลี้ยงด้วยหยาดวิญญาณจนเติบโตกลายเป็นจิตดาราของเขา "ท่านผู้อาวุโสผู้เฝ้าสุสาน เหตุใดถึงมีแต่จิตดาราระดับหนึ่งชั้นฟ้าล่ะขอรับ?" คนที่ต่อสู้กับเขาบางคนก็มีจิตดาราระดับสองหรือสามชั้นฟ้า กู่จ้านยิ่งมีจิตดาราพยัคฆ์คลั่งระดับสี่ชั้นฟ้า แต่ทำไมบนต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ถึงมีแต่จิตดาราระดับหนึ่งชั้นฟ้าปรากฏขึ้นมา "ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ก่อกำเนิดทำให้จิตดาราของเจ้ากลายเป็นมิติแห่งหนึ่ง ภายในมิตินี้ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์จะต้องเติบโตขึ้นก่อนจึงจะสามารถให้กำเนิดจิตดาราที่แข็งแกร่งกว่าเดิมได้"
กู่เฉินชะงักไป "คงไม่ใช่ว่าต้องใช้หยาดวิญญาณมาหล่อเลี้ยงต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ก่อกำเนิดด้วยหรอกนะ?" "หยาดวิญญาณคือแก่นแท้แห่งศักยภาพ เกิดจากการหลอมรวมโชคชะตาแห่งสวรรค์ สามารถหล่อเลี้ยงสรรพสิ่งในโลกหล้า ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ก่อกำเนิดคือจุดกำเนิดของสรรพสิ่งย่อมต้องหล่อเลี้ยงด้วยหยาดวิญญาณ!" คำพูดของหญิงชุดแดงทำให้ในหัวของกู่เฉินเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม กู่เฉินกะพริบตาปริบๆ "เอ่อ... ท่านผู้อาวุโสช่วยพูดอะไรที่ข้าพอจะเข้าใจหน่อยได้ไหมขอรับ?"