- หน้าแรก
- ติ๊ง! ระบบโกงอัปเกรดศักยภาพไร้ขีดจำกัด
- บทที่ 33 - คำไหว้วานของผู้อาวุโสเวิน
บทที่ 33 - คำไหว้วานของผู้อาวุโสเวิน
บทที่ 33 - คำไหว้วานของผู้อาวุโสเวิน
บทที่ 33 - คำไหว้วานของผู้อาวุโสเวิน
ผ่านไปไม่นานนัก
"พี่เจียงเหิง!"
น้ำเสียงใสกระจ่างดังแว่วมาจากด้านในประตูใหญ่
บานประตูเปิดออกเสียงดังเอี๊ยดอ๊าด เวินฉิงเสวี่ยวิ่งพุ่งพรวดออกมาด้วยความตื่นเต้นดีใจราวกับภูตน้อยผู้แสนร่าเริง
เจียงเหิงแย้มยิ้มอย่างอ่อนโยน
"ก่อนหน้านี้เจ้าเคยบอกว่าท่านอาเวินอยากให้ข้าแวะมาหาหากมีเวลาว่างมิใช่หรือ ข้าเพิ่งจะปิดด่านฝึกปรือเสร็จ ตอนนี้พอมีเวลาว่างแล้วจึงได้แวะมาเยี่ยมเยียน"
ทั้งสองเดินเคียงคู่กันเข้าไปในลานเรือน
"ท่านพ่อรอท่านอยู่ที่ห้องโถงรับรอง ข้าจะพาท่านไปเอง!"
เวินฉิงเสวี่ยเดินนำทางไปพลาง ส่งเสียงเจื้อยแจ้วพูดคุยไม่หยุดปากไปพลาง
"ช่วงที่ท่านปิดด่านฝึกปรือ ระดับการบ่มเพาะของข้าก็ก้าวหน้าไปไม่น้อยเลยนะ ตอนนี้ข้าเป็นผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตกายาขั้นที่หกแล้ว"
"ข้าเองก็นับว่าเป็นอัจฉริยะชั้นยอดเหมือนกันนะ!"
เวินฉิงเสวี่ยเชิดหน้าขึ้นอย่างซุกซน คล้ายกับกำลังรอคอยคำชมจากเจียงเหิง
"ขั้นที่หกเชียวหรือ"
เจียงเหิงลอบตื่นตระหนกอยู่ในใจ
นับตั้งแต่ตอนที่เวินฉิงเสวี่ยก้าวเข้าสู่เส้นทางวิถียุทธ์และกลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตกายา เวลาเพิ่งจะผ่านไปเพียงสามเดือนเศษเท่านั้น แต่ระดับการบ่มเพาะกลับก้าวกระโดดจากขั้นที่หนึ่งมาถึงขั้นที่หก
ความเร็วในการฝึกปรืออันน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ หากมันไม่มีระบบคอยช่วยเหลือ คงไม่กล้าแม้แต่จะจินตนาการ
หากยังคงรักษาความเร็วระดับนี้เอาไว้ได้ ข้าเกรงว่านางคงจะทะลวงเข้าสู่ขอบเขตลมปราณแท้ได้ก่อนอายุสิบสี่ปีเสียด้วยซ้ำ
"ยอดเยี่ยมมาก! ฉิงเสวี่ยต่างหากที่เป็นอัจฉริยะเหนือโลกผู้มีพรสวรรค์อย่างแท้จริง!"
เจียงเหิงเอ่ยชมจากใจจริง
ทั้งสองสนทนากันไปตลอดทาง เพียงไม่นานก็เดินมาถึงห้องโถงรับรอง
"ท่านพ่อ พี่เจียงเหิงมาแล้วเจ้าค่ะ!"
เวินฉิงเสวี่ยผลักประตูเดินเข้าไป เจียงเหิงก้าวตามเข้าไปติดๆ
ชายวัยกลางคนในชุดดำ ท่าทางภูมิฐานดุจบัณฑิต นั่งตัวตรงอยู่บนตำแหน่งประธาน ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มอบอุ่น
"ท่านอาเวิน!"
เจียงเหิงค้อมกายคารวะเล็กน้อย
"หลานเจียง ไม่ต้องมากพิธี นั่งลงเถิด!"
ผู้อาวุโสเวินแย้มยิ้มพยักหน้า ก่อนจะหันไปมองเวินฉิงเสวี่ย
"ฉิงเสวี่ย เจ้าออกไปก่อน"
เวินฉิงเสวี่ยพลันทำปากยื่น เอ่ยด้วยความไม่พอใจว่า
"ข้าไม่ไป!"
นางดึงแขนเจียงเหิงให้นั่งลงเคียงข้างกัน สองขาทรงสเน่ห์ภายใต้ชายกระโปรงแกว่งไกวไปมา สายตาแสร้งมองไปทางอื่นอย่างดื้อรั้น
ผู้อาวุโสเวินส่ายหน้าอย่างจนใจ จึงคร้านที่จะใส่ใจนาง หันกลับมาส่งยิ้มให้เจียงเหิง
"ก่อนหน้านี้ได้ยินมาว่าเจ้าคว้าตำแหน่งผู้ชนะเลิศในการประลองใหญ่ของศิษย์สายนอก ข้ายังไม่ทันได้ร่วมแสดงความยินดีกับเจ้าเลย"
"ท่านอาเวินเกรงใจเกินไปแล้วขอรับ เกียรติยศเล็กๆ น้อยๆ ในหมู่ศิษย์สายนอก ไม่ควรค่าให้หยิบยกมากล่าวถึงหรอกขอรับ"
รอยยิ้มของเจียงเหิงดูราบเรียบและรักษาระยะห่าง มันกล่าวทักทายปราศรัยกับผู้อาวุโสเวินไปตามมารยาท
ผ่านไปไม่นาน เจียงเหิงก็เป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อนว่า
"เมื่อคราวก่อน หากไม่ได้ความช่วยเหลือจากท่านอาเวิน ข้าก็คงไม่มีโอกาสได้ก้าวเข้าสู่สำนัก ทุกครั้งที่นึกถึงเรื่องนี้ ข้าจะรู้สึกซาบซึ้งใจและอยากจะตอบแทนท่านอยู่เสมอ"
"แต่ด้วยฐานะและตำแหน่งของท่านอาเวิน ข้าเกรงว่าของล้ำค่าทั่วไปท่านคงไม่เห็นอยู่ในสายตา ดังนั้น หากท่านอาเวินมีเรื่องอันใดอยากจะเรียกใช้ โปรดสั่งการมาได้เลยขอรับ ข้าจะทุ่มเทสุดกำลังเพื่อทำให้สำเร็จ ถือเสียว่าเป็นการตอบแทนน้ำใจเพียงเล็กน้อยของข้า"
รอยยิ้มบนใบหน้าของผู้อาวุโสเวินแข็งค้างไปชั่วขณะ
มันย่อมดูออกถึงท่าทีห่างเหินของเจียงเหิง
การขอชดใช้หนี้บุญคุณ ย่อมหมายความว่าต้องการลบล้างความติดค้างต่อกัน ซึ่งนั่นแทบจะเทียบเท่ากับการบอกปัดไม่อยากสานสัมพันธ์ให้ลึกซึ้งไปกว่านี้อีกแล้ว
แต่อย่างไรเสีย มันก็เป็นถึงผู้บริหารระดับสูงของสำนักต้าหลัว สภาวะจิตใจและกระบวนการความคิดย่อมเหนือล้ำกว่าคนทั่วไป
ใบหน้าของมันกลับมาประดับด้วยรอยยิ้มอบอุ่นอีกครั้ง
"หลานเจียงเกรงใจกันเกินไปแล้ว เรื่องเล็กน้อยเพียงเท่านี้ จะเอามาใส่ใจทำไมกัน"
"แต่ในเมื่อเจ้ารู้สึกติดค้างอยู่ในใจจริงๆ เช่นนั้นก็ช่วยข้าจัดการเรื่องเล็กๆ สักเรื่องหนึ่งก็แล้วกัน"
"สำนักของเรามีเหมืองแร่อยู่แห่งหนึ่งที่นอกเมืองชวนเจียง ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของข้า เมื่อวานมีข่าวส่งมาว่า ขบวนรถขนส่งของเหมืองแร่ถูกกลุ่มคนลึกลับดักปล้น ศิษย์สำนักสามคนที่ประจำการคุ้มกันอยู่ที่นั่นก็ถูกสังหารจนหมดสิ้น"
"หนึ่งในนั้นเป็นศิษย์สายในที่มีพลังระดับขอบเขตลมปราณแท้ขั้นที่สาม"
"ข้ากำลังครุ่นคิดอยู่ว่าจะส่งผู้ใดไปจัดการเรื่องนี้ดี ในเมื่อเจ้ามีน้ำใจเสนอตัวมา ก็ช่วยข้าเดินทางไปตรวจสอบหน่อยก็แล้วกัน"
"ต่อให้สุดท้ายจะสืบหาเบาะแสไม่ได้ความอันใด แค่ไปนั่งคุมสถานการณ์อยู่ที่นั่นสักหนึ่งเดือนก็พอแล้ว"
"เจ้าพอจะมั่นใจรับงานนี้หรือไม่"
เจียงเหิงพยักหน้าตอบรับอย่างเด็ดขาด "ไม่มีปัญหาขอรับ! ไม่ทราบว่าต้องออกเดินทางเมื่อใด"
สำหรับมันแล้ว ยิ่งชดใช้หนี้บุญคุณได้เร็วเท่าใดก็ยิ่งดีเท่านั้น
ยิ่งไปกว่านั้น ตัวมันเองก็ยังไม่เคยได้เห็นโลกกว้างภายนอกสำนักเลย ข้อมูลทุกอย่างที่มันรู้เกี่ยวกับโลกภายนอกในตอนนี้ ล้วนมาจากความทรงจำของเจียงเหิงในวัยเยาว์ทั้งสิ้น
นี่จึงเป็นโอกาสอันดีที่จะได้ออกไปเปิดหูเปิดตา
ผู้อาวุโสเวินกำลังจะเอ่ยปาก เวินฉิงเสวี่ยก็ร้องตะโกนขึ้นมาด้วยความดีใจ
"ท่านพ่อ ข้าอยากไปด้วย!"
ผู้อาวุโสเวินหน้าตึง เอ่ยดุเสียงเข้มว่า
"หลานเจียงกำลังจะไปทำธุระสำคัญ เจ้าจะตามไปเกะกะทำไม"
เวินฉิงเสวี่ยบิดกายไปมาบนเก้าอี้ ทำท่าทีงอแงโวยวาย
"ไม่เอา! ข้าจะไป!"
"ข้าไม่ได้ออกไปเที่ยวเล่นข้างนอกตั้งนานแล้ว วันๆ เอาแต่อุดอู้อยู่ในสำนัก คนคุยด้วยก็ไม่มี ท่านพ่อก็เอาแต่วันๆ เก็บตัวฝึกปรือ พี่เจียงเหิงก็เอาแต่เก็บตัวฝึกปรือ ไม่มีใครยอมเล่นเป็นเพื่อนข้าเลย!"
เวินฉิงเสวี่ยเอ่ยด้วยน้ำเสียงน้อยอกน้อยใจ ทำท่าเหมือนน้ำตาจะร่วงหล่นลงมา
แต่ผู้อาวุโสเวินกลับไม่ใจอ่อน ยังคงปั้นหน้าตึงและตวาดเสียงเข้มว่า
"หากเจ้ายังดื้อดึงร้องห่มร้องไห้อยู่อีก ข้าจะสั่งกักบริเวณเจ้าเสีย!"
เวินฉิงเสวี่ยพลันหยุดสะอื้นทันที นางแค่นเสียงฮึดฮัด สะบัดหน้าหันไปมองทางนอกประตู และไม่ปริปากเอ่ยอันใดออกมาอีก
ผู้อาวุโสเวินปรับสีหน้ากลับมาอ่อนโยน หันไปมองเจียงเหิงอีกครั้ง
"หลานเจียงอย่าได้ถือสาเลย"
"เราไม่รู้ว่ากลุ่มโจรพวกนั้นจะลงมืออีกเมื่อใด ดังนั้นเจ้าต้องรีบออกเดินทางให้เร็วที่สุด หากเป็นไปได้ควรออกเดินทางภายในหนึ่งหรือสองวันนี้"
"ม้วนเอกสารภารกิจ ข้าจะมอบให้เจ้าหลังจากเจ้าเตรียมตัวพร้อมแล้ว นอกจากนี้ ข้าจะจัดเตรียมคนผู้หนึ่งให้เดินทางไปเหมืองแร่พร้อมกับเจ้า เมื่อไปถึงที่นั่น ให้ถือการตัดสินใจของเจ้าเป็นหลัก"
เจียงเหิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบว่า
"ตกลงขอรับ! ถ้าเช่นนั้นข้าขอตัวไปเตรียมความพร้อมก่อน พรุ่งนี้ข้าจะออกเดินทาง!"
ทั้งสองพูดคุยสัพเพเหระกันต่ออีกครู่หนึ่ง เจียงเหิงก็เป็นฝ่ายขอตัวลากลับ
ระหว่างทาง มันเห็นเวินฉิงเสวี่ยที่อยู่นอกห้องโถงส่งเสียงฮึดฮัดฮึดฮัด เดินตามมันออกมาด้วยใบหน้าบึ้งตึง อาการงอนยังไม่จางหาย
เจียงเหิงอดไม่ได้ที่จะหลุดหัวเราะออกมา
"ฉิงเสวี่ย ตอนนี้เจ้ายังเด็ก พลังฝีมือก็ยังอ่อนด้อย ท่านพ่อของเจ้าย่อมต้องเป็นห่วงเป็นธรรมดา"
"เจ้ารีบตั้งใจฝึกปรือเข้าเถิด รอจนเจ้าทะลวงเข้าสู่ขอบเขตลมปราณแท้เมื่อใด ท่านพ่อของเจ้าก็คงไม่ห้ามปรามเจ้าเช่นนี้อีกแล้ว"
สีหน้าของเวินฉิงเสวี่ยจึงค่อยๆ ดีขึ้นมาบ้าง
"ท่านพ่อไม่เคยสนใจความรู้สึกของข้าเลย รอให้ข้าเก่งกาจขึ้นมาเมื่อใด ข้าจะจับท่านพ่อขังไว้ในบ้าน ไม่ให้ออกไปไหนเลยคอยดู!"
"เอาแต่บอกข้าว่าข้างนอกมันอันตรายอย่างนั้นอันตรายอย่างนี้ มันจะมีอันตรายอันใดกันนักหนาเชียว"
"ต่อให้มีอันตรายจริงๆ ด้วยพลังฝีมือของพี่เจียงเหิง ย่อมต้องปกป้องข้าได้อยู่แล้ว จริงหรือไม่"
เจียงเหิงพยักหน้าอย่างจริงจัง
"ถูกต้อง ต่อให้มีอันตราย ข้าก็จะต้องปกป้องเจ้าอย่างแน่นอน"
ในอดีต ตอนที่มันเพิ่งเข้าสำนักมาเป็นผู้รับใช้ มันมักจะถูกรังแกสารพัด ซ้ำยังไม่มีสหายเลยแม้แต่คนเดียว
ในเวลานั้น มีเพียงเวินฉิงเสวี่ย สหายวัยเยาว์ผู้นี้ที่มักจะแวะเวียนมาอยู่เป็นเพื่อน หรือบางครั้งก็คอยออกหน้าปกป้องมันด้วยซ้ำ
ดังนั้น ในใจของเจียงเหิงวัยเยาว์ เวินฉิงเสวี่ยจึงเรียกได้ว่าเป็นบุคคลเพียงคนเดียวบนโลกใบนี้ที่มันหวงแหนและให้ความสำคัญ
และสายใยความผูกพันนี้ เมื่อดวงวิญญาณหลอมรวมกัน ก็ได้หลอมรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งในใจของเจียงเหิงคนใหม่เช่นเดียวกัน
...
หลังจากออกจากเขตพักอาศัยของผู้อาวุโส เจียงเหิงก็ตรงดิ่งไปยังหอแลกเปลี่ยน
การออกไปทำภารกิจนานถึงหนึ่งเดือน ย่อมต้องจัดเตรียมเสบียงและสิ่งของจำเป็นต่างๆ ไว้ล่วงหน้า
ไม่ว่าจะเป็นทรัพยากรสำหรับฝึกปรือหรือเงินทอง ล้วนเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้
ด้วยแต้มผลงานในบัญชีที่มีมากกว่าหนึ่งหมื่นแต้ม เจียงเหิงผู้มั่งคั่งจึงกว้านซื้อโอสถปราณโลหิตมาถึงห้าร้อยเม็ด พร้อมกับตั๋วเงินใบละร้อยตำลึงอีกสิบใบอย่างไม่ลังเล
ไม่ใช่ว่ามันไม่อยากซื้อให้มากกว่านี้ แต่ถ้ามากกว่านี้คงจะพกพาไม่สะดวกแล้ว
มันหิ้วหีบไม้ใบเล็กที่บรรจุเสบียงจนเต็มเปี่ยม เดินทางกลับมายังเรือนพัก หลังจากฝึกปรือไปยกหนึ่ง มันก็ล้มตัวลงนอนหลับสนิท
...
ภายนอกลานเรือน
เหลยซงผ่อนลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏขึ้นบนใบหน้า
"ไอ้เด็กนี่ ในที่สุดก็ยอมก้าวเท้าออกจากสำนักเสียที!"
"ต่อให้เจ้าจะมีพรสวรรค์สูงส่งเหนือมนุษย์มนาเพียงใด การเดินทางครั้งนี้ เจ้าก็หนีไม่พ้นความตาย!"
[จบแล้ว]