เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 13 - ตำแหน่งอันดับหนึ่ง จะต้องเป็นของข้าเท่านั้น!

บทที่ 13 - ตำแหน่งอันดับหนึ่ง จะต้องเป็นของข้าเท่านั้น!

บทที่ 13 - ตำแหน่งอันดับหนึ่ง จะต้องเป็นของข้าเท่านั้น!


บทที่ 13 - ตำแหน่งอันดับหนึ่ง จะต้องเป็นของข้าเท่านั้น!

เจียงเหิงรับสมุดบันทึกมา เอ่ยถามอย่างใช้ความคิด

"มีข้อมูลของยอดฝีมือทุกระดับชั้นเลยหรือ"

"มีขอรับ หอว่านเหอของพวกเราเป็นองค์กรที่รวมตัวกันอย่างหลวมๆ มีสมาชิกในทุกระดับชั้นของสำนัก ไม่ว่าจะเป็นสายนอก สายใน หรือแก่นแท้ ล้วนมีข้อมูลรวบรวมไว้แยกกันทั้งสิ้น"

"เช่นนั้นก็ต้องขอบใจในความหวังดีของศิษย์น้องเหลียงแล้ว"

"ศิษย์พี่เจียงเกรงใจไปแล้ว ท่านคือหนึ่งในตัวเต็งอันดับหนึ่งที่พี่น้องในหอของเราคาดการณ์ไว้ วันหน้าเมื่อท่านเข้าสู่สายใน หรือกระทั่งศิษย์แก่นแท้ พวกเราย่อมมีโอกาสได้ติดต่อกันอีกมาก น้ำใจเพียงเล็กน้อยแค่นี้ไม่นับเป็นอันใดหรอกขอรับ"

เจียงเหิงปรายตามองเหลียงผิงเวยด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น

"ตัวเต็งอันดับหนึ่งงั้นหรือ"

"มีคนมากมายที่มองเห็นแววในตัวข้า ทว่ากลับยังไม่มีผู้ใดคิดว่าข้าจะสามารถคว้าอันดับหนึ่งมาได้ เหตุใดพวกเจ้าจึงคาดการณ์เช่นนี้เล่า"

เหลียงผิงเวยส่งยิ้มให้เจียงเหิงแวบหนึ่ง

"ศิษย์พี่เจียงเข้าสู่สายนอกมาได้ไม่ถึงเดือน ก็สามารถเอาชนะอัจฉริยะเหนือชั้นอย่างเมิ่งหลิงซิ่วและผู่ซิงอวี่ได้ติดต่อกัน จนกลายเป็นเจ้าสังเวียนบนลานประลองยุทธ์"

"ความเชี่ยวชาญด้านวิถีแห่งการต่อสู้ที่ท่านแสดงให้เห็นในช่วงเวลานี้ แทบจะไร้ผู้ต่อต้านในหมู่ศิษย์สายนอกทั้งหมดแล้ว"

"เมื่ออิงจากการเปรียบเทียบระดับความแข็งแกร่งของยอดฝีมือแต่ละคน พวกเราเชื่อว่าขอเพียงระดับบ่มเพาะพลังของศิษย์พี่เจียงทะลวงเข้าสู่ขั้นที่แปดได้ โอกาสคว้าอันดับหนึ่งก็มีสูงมาก"

"สำหรับคนทั่วไป การยกระดับขึ้นสองขั้นภายในเวลาหนึ่งเดือนเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ ทว่าสำหรับศิษย์พี่เจียงแล้ว ยังมีความเป็นไปได้ที่จะทำสำเร็จขอรับ"

"ไม่ทราบว่าศิษย์พี่เจียงมั่นใจมากน้อยเพียงใดหรือขอรับ"

เจียงเหิงยิ้มบาง นัยน์ตาเปี่ยมไปด้วยความเย่อหยิ่งที่แฝงแววเหยียดหยามทุกสรรพสิ่ง

"ตำแหน่งอันดับหนึ่ง จะต้องเป็นของข้าเท่านั้น"

เด็กหนุ่มเปิดสมุดเล่มเล็กในมือ พลิกไปยังหน้าตัวเต็งอันดับหนึ่งตามสารบัญโดยตรง บนนั้นมีรายชื่อระบุไว้เพียงห้าคน

ฉีเผิง อายุสิบเก้าปี ขอบเขตกายาขั้นที่สิบ เคล็ดวิชากระบี่ดาวตกขั้นเชี่ยวชาญ ย่างก้าววายุขั้นเชี่ยวชาญ แชมป์การประลองใหญ่ประจำสำนักปีที่แล้ว

ปู้หานอี อายุสิบเจ็ดปี ขอบเขตกายาขั้นที่สิบ เคล็ดวิชากระบี่ไล่ล่าแสงขั้นเชี่ยวชาญขึ้นไป ย่างก้าวไร้ร่องรอยขั้นเชี่ยวชาญขึ้นไป อันดับที่ยี่สิบเก้าการประลองใหญ่ประจำสำนักปีที่แล้ว

กู้เจาจวิน อายุสิบแปดปี ขอบเขตกายาขั้นที่เก้า เคล็ดวิชากระบี่เงามายาขั้นเชี่ยวชาญ ย่างก้าววายุขั้นเชี่ยวชาญ อันดับที่เจ็ดการประลองใหญ่ประจำสำนักปีที่แล้ว

หลานเกาจั๋ว อายุยี่สิบสี่ปี ขอบเขตกายาขั้นที่สิบ เคล็ดวิชาดาบจันทราคล้อยขั้นเชี่ยวชาญ

เจียงเหิง อายุสิบหกปี ขอบเขตกายาขั้นที่หกขึ้นไป หมัดทลายศิลาขั้นสมบูรณ์ ย่างก้าววายุขั้นสมบูรณ์ สงสัยว่ามีเคล็ดวิชากายาทองแดงขั้นสมบูรณ์

"ตัวเต็งอันดับหนึ่งมีคนที่มีระดับบ่มเพาะพลังขั้นที่สิบเพียงแค่สองคนเองหรือ" เจียงเหิงเลิกคิ้วขึ้น เอ่ยถามด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย

เหลียงผิงเวยที่อยู่ด้านข้างมองเด็กหนุ่มด้วยสายตาแปลกประหลาดพลางเอ่ยขึ้น

"ศิษย์พี่เจียง ในฐานะอัจฉริยะท่านอาจจะไม่ค่อยทราบเรื่องนี้ สำหรับคนส่วนใหญ่แล้ว ไม่ใช่ว่าเพียงแค่ฝึกฝนก็จะก้าวหน้าได้เสมอไปหรอกนะขอรับ"

"ความแข็งแกร่งทางร่างกายของผู้ฝึกยุทธ์นั้น ลำพังเพียงแค่การรักษาสภาพปราณโลหิตเอาไว้ ก็ต้องใช้ทรัพยากรไปไม่น้อยแล้ว"

"หลังจากช่วงระยะเวลาสวัสดิการสามปีของสำนักผ่านพ้นไป ศิษย์สายนอกส่วนใหญ่ล้วนต้องหัวหมุนอยู่กับการทำภารกิจต่างๆ เพื่อเร่งหาแต้มผลงานและพยายามฝึกฝนอย่างหนัก เพียงเพื่อรักษาสภาพปราณโลหิตไม่ให้ถดถอย หรือเพื่อให้มีความก้าวหน้าเพียงเล็กน้อยเท่านั้น"

"ยิ่งไปกว่านั้น การประลองนี้ยังตัดสิทธิ์ศิษย์สายนอกที่เข้าสำนักมาเกินสิบปีออกไปแล้ว"

"ดังนั้น ตัวเต็งอันดับหนึ่งส่วนใหญ่จึงมักจะเป็นอัจฉริยะหน้าใหม่ มากกว่าจะเป็นศิษย์อายุมากที่ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปวันๆ ภายในสายนอก"

เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ เหลียงผิงเวยก็ทอดถอนใจออกมา

"ช่องว่างระหว่างอัจฉริยะกับคนธรรมดานั้น ช่างน่าสิ้นหวังถึงเพียงนี้แหละขอรับ"

"อัจฉริยะเพียงแค่ตั้งหน้าตั้งตาฝึกฝนไปในแต่ละวันก็พอ สำนักจะคอยจัดหาทรัพยากรอันอุดมสมบูรณ์ให้ ระดับบ่มเพาะพลังจึงก้าวหน้าอย่างรวดเร็วดุดันตลอดเส้นทาง"

"ทว่าศิษย์ธรรมดา เวลาฝึกฝนก็มีไม่เพียงพอ ทรัพยากรก็ขาดแคลน ผนวกกับพรสวรรค์ที่ต่ำต้อย ระดับบ่มเพาะพลังส่วนใหญ่จึงมักจะหยุดนิ่ง กระทั่งถดถอยลงด้วยซ้ำ"

เจียงเหิงพยักหน้ารับอย่างใช้ความคิด จริงอย่างที่ว่า การฝึกฝนนั้นต้องพึ่งพาทรัพยากรมากเกินไปจริงๆ ยกตัวอย่างเช่นตัวเขาเอง หากไม่มีระบบ ก็อาจจะต้องทนปล่อยเวลาทิ้งไปเปล่าๆ ในฐานะผู้รับใช้อีกหลายปี

เหลียงผิงเวยที่อยู่ด้านข้างยังคงกล่าวสืบไป

"แน่นอนว่าศิษย์ที่มีระดับบ่มเพาะพลังขั้นที่สิบนั้นก็ยังมีอยู่อีกบ้าง"

"เพียงแต่การต่อสู้ไม่ได้วัดกันที่ระดับบ่มเพาะพลังเพียงอย่างเดียว ขอบเขตของเคล็ดวิชาต่อสู้ก็นับเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งยวดเช่นกัน"

"กระทั่งในการต่อสู้ระดับเดียวกัน การยกระดับพลังต่อสู้จากขอบเขตของเคล็ดวิชาต่อสู้ ยังส่งผลมากกว่าช่องว่างของระดับบ่มเพาะพลังที่ห่างกันหนึ่งถึงสองขั้นย่อยเสียอีก"

"อัจฉริยะส่วนใหญ่ หากไม่ทุ่มเทให้กับการยกระดับบ่มเพาะพลัง ก็ต้องหมกมุ่นอยู่กับการศึกษาวิชาต่อสู้ ยากที่จะทำทั้งสองอย่างให้ดีเลิศไปพร้อมกันได้"

"มีเพียงอัจฉริยะชั้นยอดเท่านั้น จึงจะสามารถรักษาสมดุลของทั้งสองสิ่งนี้ได้"

"และบรรดาตัวเต็งอันดับหนึ่ง ล้วนเป็นอัจฉริยะเช่นนี้ทั้งสิ้น"

เหลียงผิงเวยอยู่สายนอกมานานถึงหกปี แม้ระดับบ่มเพาะพลังจะไม่สูงนัก ทว่าในด้านวิสัยทัศน์ความรู้ เจียงเหิงก็ไม่อาจเทียบเคียงมันได้เลย

ในขณะที่ทั้งสองกำลังพูดคุยกันอยู่นั้น

"เงียบ"

น้ำเสียงอันทรงพลังและน่าเกรงขามสายหนึ่งดังกึกก้องไปทั่วทั้งลานกว้าง สายตาทุกคู่ต่างจับจ้องไปยังใจกลางลาน

เห็นเพียงร่างของคนผู้หนึ่งในชุดสีขาวพลิ้วไหว ปรากฏตัวขึ้นบนแท่นสูงตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่อาจทราบได้ ฝูงชนบนลานกว้างพลันเงียบกริบลงทันที

"เหล่าศิษย์ทั้งหลาย ข้าคือซูชิงเหอ หัวหน้าผู้ดูแลที่รับผิดชอบควบคุมการประลองใหญ่ประจำสำนักในครั้งนี้"

"ข้าจะขอแนะนำขั้นตอนของการประลองใหญ่ให้ทุกคนทราบอย่างคร่าวๆ เสียก่อน"

ซูชิงเหอเป็นชายวัยกลางคนรูปร่างหน้าตาหล่อเหลา สะพายกระบี่ยาวไว้กลางหลัง ชุดสีขาวพลิ้วไหว แผ่ซ่านกลิ่นอายความสง่างามดุจเซียนกระบี่ผู้คงแก่เรียน การพูดจาก็ฉะฉานไม่อ้อมค้อม

"การประลองใหญ่ประจำสำนักแบ่งออกเป็นสองรอบ"

"รอบแรกคือการทดสอบล่าสังหารสัตว์อสูร"

"ทุกคนจะต้องเข้าไปในพื้นที่ที่กำหนดของเทือกเขาซีหลัวเพื่อล่าสังหารสัตว์อสูร หูซ้ายของสัตว์อสูรหนึ่งข้างจะได้รับหนึ่งคะแนน ภายในระยะเวลาหนึ่งสัปดาห์ ผู้ที่ทำคะแนนได้สูงสุดห้าสิบอันดับแรก ก็คือห้าสิบอันดับแรกของการประลองใหญ่"

"ต่อให้ไม่ติดอันดับ ทุกคนก็ยังสามารถนำคะแนนของตนเองไปแลกเป็นแต้มผลงานได้เช่นเดียวกัน"

"นอกจากนี้ ไม่อนุญาตให้จงใจเข่นฆ่าผู้อื่นเด็ดขาด มิเช่นนั้น หากผู้ดูแลที่ลาดตระเวนสุ่มตรวจพบเข้า คะแนนจะถูกหักล้างเป็นศูนย์ทันที กระทั่งอาจต้องเผชิญกับบทลงโทษจากสำนักด้วย"

"รอบที่สองคือการประลองบนลานประลองยุทธ์"

"ผู้ที่ติดห้าสิบอันดับแรกจะต้องจับสลากประลองกัน ผู้ชนะจะได้เข้ารอบต่อไป ผู้แพ้จะต้องสลับคู่ต่อสู้เพื่อประลองอีกครั้ง เป็นระบบเก็บคะแนนเช่นเดียวกัน ท้ายที่สุดจะจัดอันดับตามคะแนน และนั่นก็คืออันดับสุดท้ายของการประลองใหญ่ประจำสำนัก"

"มีคำถามหรือไม่"

ศิษย์คนหนึ่งยกมือขึ้นถาม "ท่านหัวหน้าผู้ดูแลขอรับ หากมีผู้ที่มีฝีมือระดับสิบอันดับแรก ทว่าในรอบแรกกลับถูกผู้ที่แข็งแกร่งกว่า หรือถูกรุมทำร้ายจนพ่ายแพ้ไป เช่นนั้นก็เท่ากับหมดโอกาสที่จะได้แสดงฝีมือของตนเองเลยไม่ใช่หรือขอรับ"

ซูชิงเหอปรายตามองศิษย์ผู้นั้นด้วยสีหน้าราบเรียบ

"พรสวรรค์เป็นสิ่งสำคัญ แต่ก็ไม่ใช่เพียงสิ่งเดียว"

"เส้นสาย วาสนา ปัญญา ล้วนเป็นสิ่งสำคัญเช่นเดียวกัน"

"การประลองใหญ่ประจำสำนักวัดกันที่ผลลัพธ์เท่านั้น"

"หากเจ้ามีพรสวรรค์ที่ไร้เทียมทานในปฐพี ทว่ากลับถูกผู้อื่นสังหารไปแล้ว เจ้าคิดว่ายังมีใครมาใส่ใจเจ้าอยู่อีกหรือ"

ซูชิงเหอหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวสืบไป

"เอาล่ะ ในเมื่อไม่มีคำถามอันใดแล้ว ก็ออกเดินทางได้"

สิ้นคำ ร่างของมันก็วูบไหว ลอยละลิ่วไปหยุดอยู่ตรงทางเข้าลานกว้าง ก่อนจะเดินนำออกไป บรรดาผู้ดูแลและผู้รับใช้ที่อยู่รอบลานกว้าง จึงคอยนำทางเหล่าศิษย์สายนอกให้เดินตามไป กลุ่มคนขบวนใหญ่เดินลงจากเขาอย่างเอิกเกริก และมุ่งหน้าต่อไปทางทิศตะวันตก

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 13 - ตำแหน่งอันดับหนึ่ง จะต้องเป็นของข้าเท่านั้น!

คัดลอกลิงก์แล้ว