- หน้าแรก
- เกิดใหม่สลับวิวาห์ชิงมิติ พลิกโฉมให้คุณชายปักกิ่งยุคแปดศูนย์คลั่งรัก
- บทที่ 14 ฉันมาหานายเพื่อติวภาษาอังกฤษ
บทที่ 14 ฉันมาหานายเพื่อติวภาษาอังกฤษ
บทที่ 14 ฉันมาหานายเพื่อติวภาษาอังกฤษ
บทที่ 14 ฉันมาหานายเพื่อติวภาษาอังกฤษ
ที่โรงงานตระกูลกู้ ผู้ช่วยเสี่ยวหวังมองดูคุณชายใหญ่ที่พักนี้กระตือรือร้นมาทำงานด้วยความรู้สึกแปลกใจ
ปกติคุณชายใหญ่คนนี้ตะวันโด่งนู่นแหละถึงจะโผล่หัวมา พอจัดการธุระในโรงงานเสร็จก็ไปเดินเตร็ดเตร่ตามท้องถนนจนหาตัวไม่เจอ ทำไมช่วงนี้พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตกหรือไง ถึงได้มาทำงานตรงเวลาแถมเลิกงานก็ตรงเวลาเป๊ะ
กู้อี้เหวินพอได้ยินเรื่องนี้ก็รู้สึกปลาบปลื้มใจเป็นอย่างมาก ลูกชายโตเป็นผู้ใหญ่ รู้ความ และรู้จักแบ่งเบาภาระของครอบครัวแล้ว
เวลานี้ ในห้องทำงาน คุณชายใหญ่ที่กำลังเบื่อหน่ายสุดขีดกำลังเดินวนไปวนมาในห้อง พลางคำนวณเวลาในใจ อาทิตย์ละสามครั้ง... ก็น่าจะใกล้ถึงเวลาที่เธอมาหาเขาแล้วมั้ง
โทษตัวเองที่คราวก่อนดันดีใจจนลืมตัว ลืมถามเวลาที่แน่นอนจากเฉินเหยา ทำเอาเขาต้องขลุกอยู่ที่โรงงานทั้งวันเพราะกลัวว่าจะคลาดกัน
แต่พอนึกถึงตอนที่อยู่ด้วยกันคราวก่อน กู้จิ่งเฉิงก็อดยกยิ้มมุมปากไม่ได้
หลังจากเมิ่งเหยาออกมาจากบ้านของครูเยี่ย เธอก็รีบเก็บของไปหากู้จิ่งเฉิงทันทีโดยไม่หยุดพัก ระหว่างทางที่เดินก็ยังทบทวนสัทอักษรที่เรียนไปเมื่อคราวที่แล้วจนแน่ใจว่าอ่านออกทุกตัวถึงได้วางใจ
เมิ่งเหยาทุ่มเทสมาธิท่องสัทอักษรในใจอย่างเงียบๆ โดยไม่ทันสังเกตเห็นคนคุ้นเคยสองคนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามถนนเลยแม้แต่น้อย
"เอ๊ะ เมิ่งอวี้ นั่นพี่สาวเธอไม่ใช่เหรอ" เฉินหงสะกิดเมิ่งอวี้ที่อยู่ข้างๆ
ทั้งสองคนพรางตัวมิดชิด คนทั่วไปมองแวบแรกไม่มีทางจำพวกเธอได้แน่
เมิ่งอวี้มองข้ามถนนสายใหญ่ไป ก็เห็นเมิ่งเหยากำลังเดินจ้ำอ้าวออกมาจากทิศทางของบ้านพักข้าราชการ บนบ่าสะพายกระเป๋าเป้ใบเก่งของเธอ
"ทำไมพี่สาวเธอถึงออกมาจากที่นั่นล่ะ" เฉินหงมองตึกแถวฝั่งตรงข้าม "คนที่อยู่ในนั้นมีแต่พวกกินเงินเดือนหลวงทั้งนั้นเลยนะ พี่เธอรู้จักคนในนั้นด้วยเหรอ"
เมิ่งอวี้เองก็งงเป็นไก่ตาแตก "บ้านเราจนจะตายไป จะไปรู้จักคนแบบนั้นได้ยังไง"
เฉินหงหลุดปากพูดโดยสัญชาตญาณ "งั้นพี่เธอ—"
เธอพูดค้างไว้แค่นั้นแล้วก็ชะงักไปกะทันหัน เมิ่งอวี้ก็พอจะเดาความหมายของเธอออก
ในหมู่บ้านมักจะมีข่าวลือให้ได้ยินอยู่บ่อยๆ ว่ามีหญิงสาวเข้าเมืองไปรอบเดียว จู่ๆ ก็มีชีวิตที่สุขสบายขึ้นมา มีทั้งเนื้อทั้งผ้าขนกลับบ้านเป็นกระบุง พอคนในหมู่บ้านถามว่าไปได้งานดีๆ อะไรมา เจ้าตัวก็เอาแต่อมพะนำ จนกระทั่งมีคนไปโป๊ะแตกเจอเข้า ถึงได้รู้ความจริงว่า... โดนเสี่ยเลี้ยงนี่เอง
เศรษฐีที่เลี้ยงดูปูเสื่อกลัวว่าคนทางบ้านจะจับได้ ก็เลยเช่าบ้านให้อยู่ข้างนอก กว่าความลับจะแตกก็ตอนที่มีคนรู้จักไปเจอเข้านั่นแหละ
พ่อแม่ที่บ้านเอาหน้าไปไว้ไหนได้ อับอายขายขี้หน้าเขาไปหมด!
"อย่าเดามั่วสิ ตอนนี้บ้านฉันยังจนกรอบอยู่เลย ไม่งั้นฉันจะออกมาทำเรื่องแบบนี้กับเธอเหรอ" เมิ่งอวี้แย้ง
เฉินหงคิดๆ ดูแล้วก็เห็นด้วย ถ้าเมิ่งเหยาโดนเสี่ยเลี้ยงจริงๆ คนที่ได้เสวยสุขก็ต้องเป็นเมิ่งอวี้แน่ๆ และยัยนี่ก็คงไม่มีทางตามเธอออกมาทำเรื่อง "เก็งกำไร" ผิดกฎหมายแบบนี้หรอก
เมิ่งอวี้มองตามหลังเมิ่งเหยาที่ค่อยๆ หายลับไปจากสายตา แล้วดึงสติกลับมา "ไปเถอะๆ งานกลางคืนจะเริ่มแล้ว"
เฉินหงเพิ่งเคยทำเรื่องแบบนี้เป็นครั้งแรก ในใจเลยแอบประหม่า "เมิ่งอวี้ เธอแน่ใจนะว่าตลาดมืดนี่จะไม่มีใครจับได้น่ะ"
เมิ่งอวี้ดึงผ้าคลุมหน้าลงมาปิดบังใบหน้า "ไม่มีใครจับได้แน่นอน วางใจเถอะน่า"
เธอเองก็เพิ่งรู้ที่ตั้งของตลาดมืดแห่งนี้ก็ตอนที่ตระกูลกู้โดนริบทรัพย์ในชาติก่อนนี่แหละ ตอนนั้นเธอต้องพรางตัวเอาของมีค่าในมือมาเร่ขายเพื่อรักษามาตรฐานการชีวิตความเป็นอยู่ของตัวเอง ทำมาตั้งหลายรอบก็ไม่เคยโดนจับได้ เธอคุ้นเคยกับที่นี่ราวกับสวนหลังบ้าน เลยกล้ารับประกันเป็นมั่นเป็นเหมาะ
ตอนแรกเฉินหงไม่กล้ามาหรอก แต่โดนเมิ่งอวี้หว่านล้อม พอคิดว่าถ้าเกิดสอบติดมหาวิทยาลัยขึ้นมาจริงๆ ที่บ้านก็ใช่ว่าจะมีปัญญาจ่ายค่าเทอมให้ เธอเลยต้องเริ่มเก็บหอมรอมริบตั้งแต่ตอนนี้
"ไป ฉันเชื่อเธอก็ได้" เฉินหงเดินตามเธอไป
ทางด้านเมิ่งเหยา ตอนนี้เธอมาถึงหน้าประตูโรงงานตระกูลกู้แล้ว
ลุงยามเฝ้าประตูจ้องหน้าเธออยู่ไม่กี่วินาที ก่อนจะเป็นฝ่ายเอ่ยปากถามก่อน "คุณคือสหายเฉินเหยาใช่ไหม"
เมิ่งเหยาชะงักไปนิดนึง แล้วพยักหน้ารับ
คุณลุงยามรีบเปิดประตูให้ "เข้ามาได้เลย ห้องทำงานเดินตรงเข้าไปข้างใน เลี้ยวขวาก็ถึงแล้ว"
"ขอบคุณ" เมิ่งเหยาเดาว่ากู้จิ่งเฉิงคงจะกำชับลุงยามไว้ล่วงหน้าแล้ว
ห้องทำงานของกู้จิ่งเฉิงหาง่ายมาก ตอนที่เธอไปถึง ประตูห้องเปิดอ้าซ่าอยู่ เธอเห็นกู้จิ่งเฉิงกำลังก้มหน้าก้มตาเซ็นเอกสารอะไรสักอย่างอยู่บนโต๊ะ โดยมีผู้ช่วยยืนค้อมตัวอยู่ข้างๆ อย่างนอบน้อม
เมิ่งเหยาไม่ได้ส่งเสียงอะไรออกไปเลย แต่ผู้ชายที่นั่งอยู่ตรงนั้นกลับเหมือนมีเรดาร์รับรู้ จู่ๆ เขาก็หยุดเขียนแล้วเงยหน้าขึ้นมามอง สบตากันปุ๊บ หัวใจของเมิ่งเหยาก็เต้นระรัว
วันนี้กู้จิ่งเฉิงแต่งตัวดูเป็นทางการสุดๆ สวมสูทสีดำสนิท ทรงผมก็เซ็ตมาอย่างเนี้ยบ คราบหนุ่มกะล่อนหายวับไปกับตา กลายเป็นหนุ่มนักธุรกิจที่ดูเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว
พอนัยน์ตาคู่นั้นตวัดมองมา แววตาก็ทอประกายระยิบระยับ ทำเอาเมิ่งเหยาหน้าแดงซ่านขึ้นมาทันที
กู้จิ่งเฉิงลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ ปิดแฟ้มเอกสารในมือดังปั๊บ แล้วยื่นคืนให้ผู้ช่วย "ตัวเลขกำไรเดือนนี้ไม่ถูกต้อง กลับไปคำนวณมาใหม่ให้ดีแล้วค่อยเอามาส่ง"
ผู้ช่วยถึงกับเหงื่อแตกพลั่กเต็มแผ่นหลัง นี่มันข้อมูลที่ทางฝ่ายการเงินส่งมาให้เลยนะ ถ้ามีข้อผิดพลาดขึ้นมาก็เรื่องใหญ่สิ แล้วนี่คุณชายใหญ่แค่มองปราดเดียวก็จับผิดได้แล้วเหรอเนี่ย!
เขากำลังจะอ้าปากถาม แต่ก็เห็นเจ้านายหนุ่มเดินดุ่มๆ ไปที่ประตู พอหันไปมองถึงได้สังเกตเห็นว่ามีแม่สาวน้อยหน้าตาสะสวยยืนอยู่ตรงนั้น ผู้ช่วยก็เก็ตทันที รีบคว้าแฟ้มเอกสารแล้วเผ่นแน่บไปอย่างรู้งาน
"มาถึงตั้งแต่เมื่อไหร่ กินข้าวมาหรือยัง เหนื่อยไหม" กู้จิ่งเฉิงเดินเข้าไปใกล้พลางเอ่ยถาม
ตอนนี้มันปาเข้าไปบ่ายสองบ่ายสามแล้ว ใครมันจะยังไม่ได้กินข้าวอีกล่ะ
เมิ่งเหยาจ้องหน้าเขาอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพยักหน้า "กินแล้ว ฉันมาหานายเพื่อติวภาษาอังกฤษ"
พูดจบ เธอก็ล้วงเอาถั่วลิสงคั่วที่เตรียมไว้ล่วงหน้าออกมาจากกระเป๋าเป้
ถั่วลิสงห่อกระดาษหนังสือพิมพ์เก่าๆ ดูขัดหูขัดตาสุดๆ ในสภาพแวดล้อมที่หรูหราสว่างไสวแบบนี้ ราวกับว่ามันไม่คู่ควรจะมาอยู่ที่นี่เลยสักนิด
กู้จิ่งเฉิงรับมาถือไว้อย่างไม่รังเกียจ เบี่ยงตัวหลบเพื่อให้เธอเดินเข้าไป "เข้ามาสิ ยืนบื้ออยู่ทำไมล่ะ"
ชายหนุ่มแกะห่อกระดาษหนังสือพิมพ์เก่าๆ ออกโดยไม่ลังเล เสียงเปลือกถั่วแตกดังเป๊าะ เขาก็โยนเข้าปากเคี้ยวกร้วมๆ หน้าตาเฉย
"แบบกรอบๆ นี่แหละอร่อยสุดๆ ไปเลย"
เมิ่งเหยามองดูเศษเปลือกถั่วที่ร่วงติดแขนเสื้อสีดำของเขา มันดูเด่นสะดุดตามาก เธอเลยเผลอปัดให้เขาโดยสัญชาตญาณ "ถ้านายชอบ คราวหน้าฉันจะคั่วมาให้อีก ของพวกนี้ไม่ได้มีราคาค่างวดอะไรหรอก"
กู้จิ่งเฉิงเลื่อนเก้าอี้ให้เธอนั่ง พลางคัดค้านความคิดของเธออย่างจริงจัง
"สหายเฉินเหยา ทัศนคติของเธอยังต้องปรับปรุงนะ มาตรฐานการวัดว่าของสิ่งไหนมีค่าหรือไม่มีค่า ไม่ได้วัดกันที่เงินเสมอไปหรอกนะ"
เมิ่งเหยาได้ยินเขาเรียกตัวเองว่าเฉินเหยาก็รู้สึกแหม่งๆ ในใจ "แล้วต้องใช้อะไรวัดล่ะ"
กู้จิ่งเฉิงลากเก้าอี้อีกตัวมานั่งแหมะลงข้างๆ เธอ หยิบถั่วลิสงกำเล็กๆ ออกมาจากห่อหนังสือพิมพ์แล้ววางลงบนโต๊ะ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง "เธอเห็นถั่วลิสงพวกนี้ไหม มันไม่ได้โผล่มาอยู่ตรงนี้แบบไม่มีปี่มีขลุ่ยหรอกนะ เธอต้องเอามันไปปลูกลงดิน ใส่ปุ๋ย รดน้ำ รอให้มันค่อยๆ งอกงาม ผลิดอกออกผล ระหว่างนั้นก็ต้องคอยถอนหญ้าให้มันอีก..."
น้ำเสียงของกู้จิ่งเฉิงชวนให้คล้อยตามสุดๆ แววตาก็จริงจังเอามากๆ
(จบบท)