071-072
071-072
บทที่ 71 ไม่ว่าจะเป็นยังไง อย่างน้อยก็ยังมีงานฉลองรอพวกเธออยู่
วันที่ 7 และ 8 มิถุนายน เป็นวันสอบเข้ามหาวิทยาลัยของปี 2009 ซึ่งจบลงไปอย่างราบรื่น
โรงเรียนมัธยมปลายทั่วประเทศ ยกเว้นบางพื้นที่ที่แยกสอบเฉพาะรายวิชาโดยไม่รวมสอบวิชารวม ก็ล้วนจบลงในช่วงเวลาสำคัญนี้กันหมดแล้ว
บางคนมีความสุข บางคนกลับเศร้า
การสอบสองวันของโจวรุ่ยผ่านไปโดยไม่มีอะไรผิดปกติ ไม่ท้องเสีย ไม่มาสาย และไม่ได้ทำบัตรประจำตัวสอบหาย
หรือจะพูดว่านี่คือสิ่งที่ควรจะเป็นสำหรับนักเรียนส่วนใหญ่ พวกที่กลายเป็นข่าวเพราะความสะเพร่า ก็เป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้น
โจวเหว่ยกัง ที่ซึ่งสละเวลาสองวันเพื่อมาดูการสอบ ก็กลับไปที่เซินเจิ้นในคืนวันที่ 8 เพราะมีหลายสิ่งที่ต้องทำที่นั่น
คืนวันสุดท้ายของการสอบ โจวรุ่ยทานข้าวกับเหยาเพ่ยลี่อย่างเรียบง่าย จากนั้นก็เริ่มออกกำลังกายตามปกติโดยไม่มีข้อยกเว้น
เช้าวันต่อมา เขาถือกระดาษที่จดคำตอบไว้เต็มไปหมด และมุ่งหน้าไปที่โรงเรียน
วันนี้เป็นวันประมาณคะแนน
แต่ต่างจากคนอื่น ตรงที่คนอื่นประมาณคะแนนกันในห้องเรียน แต่โจวรุ่ยกลับได้รับสิทธิพิเศษ โดยต้องไปประมาณคะแนนในห้องพักครู
แม้กระทั่งผู้อำนวยการยังมาร่วมเป็นสักขีพยานในช่วงเวลานี้!
กระดาษคำตอบในมือของโจวรุ่ยตอนนี้ กลายเป็นเรื่องสำคัญที่สุดของโรงเรียนมัธยมปลายชิงเหอ
เมื่อโจวรุ่ยเปิดประตูห้องพักครูเข้าไป ครูทุกคนมองเขาราวกับนักบุญที่พวกเขารอคอย
โจวรุ่ยรู้สึกเหมือนตัวเองไม่ต้องตรวจคำตอบเลย เพราะครูดูจะมีแรงจูงใจมากกว่าเขาอีก
“ถ้าอย่างนั้น...พวกครูทำแทนไหมครับ?”
หวงเต๋อเว่ยพยักหน้าอย่างกระตือรือร้น “ได้เลย! ให้ฉันดูเอง!”
โจวรุ่ยส่งกระดาษคำตอบให้ครูแต่ละวิชา และพวกเขาก็รีบตรวจสอบคำตอบกันทันที
มาตรฐานคำตอบของข้อสอบปีนี้ได้ประกาศบนเว็บไซต์แล้ว ดังนั้นการตรวจสอบจึงรวดเร็วมาก
ไม่ถึงสิบนาที ห้องพักครูก็เต็มไปด้วยเสียงปรบมือ
“ชีววิทยา...ถูกหมด!”
“เคมีก็ด้วย!”
“ผมตรวจเสร็จแล้ว คณิตศาสตร์ก็ถูกหมดเหมือนกัน!”
เสียงปรบมือดังขึ้นเรื่อย ๆ ในห้องพักครู ราวกับงานเลี้ยงฉลอง
โจวรุ่ยสร้างปาฏิหาริย์ได้อีกครั้ง กับคะแนนเต็มในวิชาสายวิทย์!
จากนั้นทุกคนก็หันไปมองครูภาษาจีนและครูภาษาอังกฤษพร้อมกัน
ทุกคนรู้ดีว่าเมื่อเทียบกับวิชาสายวิทย์แล้ว โจวรุ่ยเขียนเรียงความได้แย่มาก...ไม่ว่าจะเป็นภาษาไหนก็ตาม
ครูภาษาจีนลังเลอยู่สักพัก ก่อนจะพูดอย่างไม่มั่นใจว่า
“การให้คะแนนเรียงความค่อนข้างเป็นเรื่องของวิจารณญาณ ฉันไม่แน่ใจว่าคณะกรรมการตรวจข้อสอบจะให้คะแนนยังไง แต่ถ้าเป็นฉัน ฉันคงให้ได้ประมาณ 45 คะแนน อาจจะคลาดเคลื่อนไม่เกิน 5 คะแนน”
ครูภาษาอังกฤษก็พูดว่า “เรียงความภาษาอังกฤษ ฉันหักไป 5 คะแนน คลาดเคลื่อนไม่น่าจะเกิน 2 คะแนน”
นั่นหมายความว่า ถ้าคำตอบที่โจวรุ่ยเขียนไว้ถูกต้อง
ถ้าครูไม่ได้ตรวจคำตอบผิด
และถ้าการประเมินของครูภาษาจีนและครูภาษาอังกฤษไม่ได้ผิดไปมาก
คะแนนสอบเข้ามหาวิทยาลัยของโจวรุ่ยในครั้งนี้ จะอยู่ที่ประมาณ 725-730 คะแนน
ถ้าปีนี้ไม่มีเด็กอัจฉริยะคนไหนที่ทำคะแนนได้ดีกว่านี้ ตามการประเมินในปีก่อน ๆ
นักเรียนที่ได้คะแนนสูงสุดของประเทศในปี 2009 อาจจะมาจากโรงเรียนมัธยมปลายชิงเหอเล็ก ๆ แห่งนี้!
หลังจากเงียบไปชั่วครู่ ก็เกิดเสียงเชียร์ดังสนั่นขึ้น!
“เยส! สุดยอดมาก! โคตรเจ๋งเลย!”
“โอ้โห! แบบนี้ต้องได้ออกข่าวแน่! ข่าวช่องกลางเลย!!”
“โรงเรียนเรามีเด็กได้คะแนนสูงสุดของประเทศ!!!”
ผู้อำนวยการที่อยู่ข้าง ๆ ก็ยิ้มกว้างจนเห็นฟันกราม ปรบมือดังลั่น
แม้แต่นักเรียนในห้องเรียนข้าง ๆ ที่กำลังประมาณคะแนนกันอย่างตื่นเต้นก็ได้ยินเสียงจากฝั่งนี้ แต่พวกเขาไม่รู้ว่าครูกำลังเฮฮาอะไรกัน?
หรือพวกเขากำลังฉลองที่กำจัดเด็กตัวป่วนไปได้อีกชุด?!
โจวรุ่ยมองเหล่าคุณครูด้วยรอยยิ้ม
ผู้อำนวยการที่ปรบมือจนมือแดงไปหมด ก็ยกมือขึ้นเพื่อให้ทุกคนสงบ ก่อนจะพูดขึ้นว่า
“ทุกคน ก่อนที่ผลสอบจริงจะออกมาอย่าเพิ่งมั่นใจเกินไป เอาแบบนี้ ครูแต่ละคนช่วยตรวจสอบคำตอบอีกครั้ง ตรวจซ้ำหลาย ๆ รอบ ส่วนครูภาษาจีนกับครูภาษาอังกฤษ ลองไปดูตัวอย่างการให้คะแนนเรียงความปีก่อน ๆ เพื่อเพิ่มความแม่นยำ”
พูดจบผู้อำนวยการก็หันมายิ้มใจดีให้โจวรุ่ย “เสี่ยวโจว ไม่ว่าจะได้เป็นเด็กที่คะแนนสูงสุดหรือไม่ โรงเรียนจะมอบรางวัลใหญ่ให้เธอแน่นอน!”
พูดจบก็ทำท่าทางสัญลักษณ์มือที่ใคร ๆ ก็เข้าใจ
โจวรุ่ยหัวเราะ “ขอบคุณครับผู้อำนวยการ งั้นผมขอกลับไปที่ห้องเรียนก่อนนะครับ?”
ในห้องเรียนอีกด้านหนึ่ง ยังมีเพื่อน ๆ อีกกลุ่มที่กำลังก้มหน้าประมาณคะแนนกันอยู่
“ไปเถอะ!”
โจวรุ่ยทิ้งกระดาษคำตอบทั้งหมดไว้ เดินกลับห้องเรียนด้วยความสบายใจ
ในห้องเรียน เพื่อน ๆ กำลังช่วยกันตรวจคำตอบ บางคนดูวิตกกังวล บางคนก็โล่งอกเหมือนรอดชีวิตมาได้
เพราะครูทุกคนถูกโจวรุ่ยดึงตัวไปหมด เพื่อน ๆ จึงยังไม่ได้เริ่มประมาณคะแนนอย่างเป็นทางการ
พวกเขากำลังรอให้ครูกลับมานำการประมาณคะแนน
เมื่อโจวรุ่ยเดินเข้ามา ทุกคนก็หันมามองเขา
“โจวรุ่ย สอบเป็นยังไงบ้าง?”
“สองวันที่ผ่านมามองหานายไม่เจอเลย นายไปสอบที่สนามไหนมา?”
เสียงพูดคุยดังเซ็งแซ่ก้องไปทั่วห้องเรียน
โจวรุ่ยเดินขึ้นไปบนแท่นสอนอย่างเป็นธรรมชาติ ตรงไปยังตำแหน่งที่คุ้นเคย แล้วพูดขึ้นว่า
“เพื่อน ๆ ฟังนะ! มีสองเรื่องที่อยากบอก!”
ในฐานะ "ครูครึ่งหนึ่ง" ของห้อง 7 ผู้เป็นผู้นำทีมโดยไม่ต้องสงสัย และยังเป็นหัวหน้ากลุ่มแชทของห้อง โจวรุ่ยพูดทีเดียว ทั้งห้องก็เงียบลงทันที
“เรื่องแรก! สอบเข้ามหาวิทยาลัยเสร็จแล้ว ยินดีกับทุกคนด้วย! อีกสักครู่คุณครูจะมานำพวกเราในการประมาณคะแนน แม้ว่าคำตอบจะมีในเน็ตแล้ว แต่ตรวจสอบไปพร้อมกับคุณครูจะชัวร์ที่สุด เพราะงั้นอย่าเพิ่งรีบร้อน”
ทุกคนเริ่มสงบลงบ้าง
“เรื่องที่สอง! ทุกคน! พวกเราปลดปล่อยตัวเองได้แล้ว! ไม่ว่าผลการประมาณคะแนนจะออกมายังไง! คืนพรุ่งนี้ ห้อง 7 ชั้นมัธยมปลายปี 3 โรงเรียนชิงเหอ จะจัดงานเลี้ยงรุ่นครั้งแรก! กินข้าว! ร้องเพลง! สนุกกันให้สุด!!”
“โอ้วววววว!!!!”
เสียงเฮดังลั่นและกึกก้องยิ่งกว่าเดิมจนทั่วทั้งอาคารเรียน
ครูในห้องพักครูข้าง ๆ ได้แต่ยิ้มให้กันอย่างรู้ใจ
สมควรแล้วที่พวกเขาจะได้สนุกบ้าง เพราะปีสุดท้ายของชั้นมัธยมปลายมันหนักหนาสาหัสจริง ๆ
ในที่สุดก็เป็นอิสระแล้ว!
ชีวิตนักเรียนสามปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะหนึ่งปีสุดท้ายที่กดดันสุด ๆ
ตั้งแต่เช้าจรดเย็น ตารางเวลาถูกจัดเต็มแน่นจนไม่มีเวลาพักผ่อน
นักเรียนหลายคนแทบไม่ได้สนุกสนานกันเลยในปีนี้ ต้องคอยจัดการความเครียดด้วยตัวเอง
หากจะต้องใช้คำเดียวมาบรรยายช่วงเวลานี้ คงหนีไม่พ้นคำว่า “ปลดปล่อย”
โจวรุ่ยตั้งใจประกาศเรื่องนี้ก่อนเริ่มประมาณคะแนน เพื่อหลีกเลี่ยงบรรยากาศหม่นหมองจากการที่บางคนดีใจแต่บางคนเศร้าหลังการประมาณคะแนน
นอกจากนี้ยังช่วยให้ทุกคนรู้สึกผ่อนคลายขึ้นตอนประมาณคะแนนด้วย
เพราะในเมื่อมันจบไปแล้ว จะไปเครียดทำไมอีก?
ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นยังไง อย่างน้อยก็ยังมีงานฉลองรอพวกเขาอยู่
โจวรุ่ยได้จองร้านอาหารและห้องคาราโอเกะไว้เรียบร้อยแล้ว ช่วงนี้คาดว่าจะมีนักเรียนจำนวนมากออกมาสังสรรค์กัน ที่ในเมืองชิงเหอที่เหมาะสมก็มีไม่มาก ถ้าจองช้ากว่านี้คงไม่เหลือ
น่าเสียดายที่หานจื่ออินกลับไปเซี่ยงไฮ้แล้ว
หวงเต๋อเว่ยยืนอยู่หน้าห้อง มองโจวรุ่ยบนแท่นสอนในท่าทีราวกับผู้นำอย่างยิ้ม ๆ และไม่ได้รีบเข้าไปขัดจังหวะเสียงร้องโห่ฮาของเหล่านักเรียน
ปล่อยพวกเขาเถอะ! สอบเสร็จแล้วก็ต้องได้สนุกกันบ้าง!
เมื่อเสียงเริ่มสงบลง ครูหวงจึงเดินเข้าห้องอย่างสง่างาม
“นักเรียนทุกคน ยินดีด้วยที่ผ่านการสอบครั้งสำคัญที่สุดในชีวิตมาได้ ตอนนี้ครูจะมานำพวกเธอตรวจคำตอบครั้งสุดท้าย”
ครูแต่ละวิชาเดินเข้ามาในห้องทีละคน และช่วยกันสอนบทเรียนสุดท้ายของพวกเขา
ก่อนจบ พวกเข้าก็ได้แจก "บัตรกรอกความประสงค์" สองใบ ใบหนึ่งสำหรับการทดลอง อีกใบสำหรับการยื่นจริง โดยต้องส่งคืนภายในหนึ่งสัปดาห์
โจวรุ่ยมองกระดาษใบที่ทั้งคุ้นเคยและแปลกตาไปพร้อม ๆ กัน รู้สึกตื้นตันใจ
จากนั้นก็เขียนคำตอบสุดท้ายของเขาลงไปในทันที
…………………………………………………………………………………………………………………………….
บทที่ 72 งานเลี้ยงรุ่นครั้งแรก
โจวรุ่ยอาบน้ำเสร็จเช็ดตัวจนแห้ง เผยให้เห็นร่างกายที่เริ่มฟิตขึ้นเรื่อย ๆ ก่อนจะสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวกับกางเกงยีนส์สีอ่อน
ลุควันนี้ดูสะอาดสะอ้านและสดชื่น
นี่เป็นวันที่ทุกคนรอคอย—วันเลี้ยงรุ่นของเพื่อนร่วมชั้น
หรือจะเรียกอีกอย่างว่า “วันปลดปล่อย”
เหล่านักเรียนมัธยมปลายกลุ่มนี้ คงเตรียมระบายความอัดอั้นทั้งหมดในวันนี้อย่างเต็มที่
เหยาเพ่ยลี่มองโจวรุ่ยที่ดูหล่อเหลาจนละสายตาไม่ได้ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะเตือนว่า
“อย่าเล่นจนเกินเลยล่ะ!”
โจวรุ่ยยิ้มเจื่อน “คงได้สนุกยันเช้าแหละแม่”
ในกลุ่มแชทมีการพูดคุยกันมาตลอดทั้งคืน เรื่องกินข้าวกับร้องคาราโอเกะ และพอเป็นกลุ่มวัยรุ่นแบบนี้ การอยู่ยันเช้าดูเหมือนจะเป็นเรื่องปกติ
บางคนอาจกลับก่อนเวลา แต่ส่วนใหญ่คงอยากสนุกกันจนถึงฟ้าสาง
เหยาเพ่ยลี่จ้องโจวรุ่ยด้วยสายตาดุ ๆ ก่อนจะถอนหายใจ “คงมีดื่มกันบ้างล่ะสิ ดื่มพอประมาณก็แล้วกันนะ”
“ไม่ต้องห่วงครับแม่ ผมจะคอยเตือนเพื่อน ๆ เอง”
โจวรุ่ยออกจากบ้านพร้อมกระเป๋าสะพายข้าง แสงแดดในตอนบ่ายอุ่นปนร้อนเล็กน้อย เขาเปิดดูข้อความในกลุ่มแชทไปพลาง เดินตรงไปยังร้านอาหารที่จองไว้
ข้อความในกลุ่มไหลขึ้นมาไม่หยุดราวกับน้ำท่วม
“ฉันถึงแล้ว! พวกเธออยู่ไหนกัน?”
“เร็วไปไหมเนี่ย? ฉันยังไม่ออกจากบ้านเลย”
“ฉันกำลังไปอยู่”
เพื่อน ๆ ห้อง 7 ต่างกระตือรือร้นสุด ๆ โจวรุ่ยลองนับดู พบว่ามีคนที่มาร่วมงานถึง 46 คน โดยมีแค่ไม่กี่คนที่ออกเดินทางไปเที่ยวกับครอบครัวหลังประมาณคะแนน และอีกไม่กี่คนที่ไม่มีอารมณ์มาร่วม
ด้วยประสบการณ์ของโจวรุ่ย งานเลี้ยงรุ่นครั้งนี้น่าจะเป็นครั้งที่มีคนมามากที่สุดในอนาคต เพราะครั้งต่อ ๆ ไป คนที่มาร่วมจะน้อยลงเรื่อย ๆ
ท่ามกลางข้อความในกลุ่ม ยังมีข้อความจากหลี่เหวินเชี่ยนแทรกเข้ามา
หลี่เหวินเชี่ยน: “โจวรุ่ย วันนี้พวกเธอเลี้ยงรุ่นกันเหรอ?”
โจวรุ่ยตอบ: “ใช่ ฉันกำลังไปที่ร้านแล้ว”
หลี่เหวินเชี่ยน: “อิจฉาสุด ๆ เลยヾ(≧O≦)〃 ห้องพวกเราไจองร้านไม่ทัน ต้องเลื่อนไปอีกสองวันแน่ะ”
โจวรุ่ย: “นั่นล่ะข้อดีของการวางแผนล่วงหน้า ฉันจองตั้งแต่วันที่สอบเสร็จวันแรกแล้ว”
หลี่เหวินเชี่ยนก็เป็นคนที่เก่งมาก หลังประมาณคะแนนได้ 689 คะแนน เป็นระดับอัจฉริยะเลยทีเดียว จะแอดมิชชันเข้า มหาวิทยาลัยปักกิ่ง ก็ไม่มีปัญหา ยิ่งมหาวิทยาลัยฟู่ต้ายิ่งสบาย ๆ
เมื่อเทียบกับโจวรุ่ย หลี่เหวินเชี่ยนถือเป็น "สุดยอดนักเรียน" ของโลกความจริง ไม่ว่าจะในชาติก่อนหรือชาตินี้
หลังพูดคุยกันอีกสองสามประโยค โจวรุ่ยก็มาถึง “ร้านอาหารชิงเฉิง” สถานที่จัดงานเลี้ยงรุ่น ราคามิตรภาพ มีห้องจัดเลี้ยงขนาดใหญ่แบบสองห้องรวมกันที่จุคนได้กว่า 40 คน ถือเป็นที่เหมาะที่สุดในเมืองชิงเหอ
จากระยะไกล เขาเห็นเพื่อนนักเรียนสิบกว่าคนยืนรออยู่หน้าร้านและโบกมือให้เขา
ทุกคนแต่งตัวแบบลำลอง จนบางคนโจวรุ่ยจำไม่ได้ มีเพื่อนผู้หญิงบางคนแต่งหน้า แต่ฝีมือยังไม่ค่อยดีนัก ทำให้หน้าขาวซีดเกินไป ส่วนผู้ชายบางคนเลือกใส่เสื้อแขนยาวกับกางเกงขายาวที่คิดว่าดูดี แต่กลับร้อนจนเหงื่อไหลเต็มหน้า
อวี่สวี่ปัวมาในชุดวอร์ม สีหน้าและท่าทีของเขาดูผ่อนคลายขึ้นมากหลังปลดปล่อยตัวเองจากความกดดัน
จางซินเองก็ไม่ธรรมดา เขาแต่งทรงผมด้วยเจลจนมันแวววาว ลุคแบบนี้แทบไม่เหลือเค้าของเด็กเรียนที่เคยเห็น
ซ่งปินมาในสไตล์ฮิปฮอป เสื้อผ้าสีดำตัวใหญ่ดูเหมือนนักดนตรีอยู่บ้าง แต่กลับเป็นคนที่เหงื่อซึมไปทั้งหน้า
ส่วนคนที่ดูโดดเด่นที่สุดก็ยังคงเป็นถงซิน เธอสวมเสื้อคาร์ดิแกนตัวหลวม ข้างในเป็นสายเดี่ยวเผยสายบราบาง ๆ กางเกงยีนส์ขาสั้นที่ไม่ได้สั้นจนเกินไป แต่ก็ทำให้ดูสะดุดตาอยู่ดี ขาเรียวยาวตรงดูโดดเด่น มีเสน่ห์ทั้งใสซื่อและน่าหลงใหล
ดูเหมือนว่าทุกคนอยากแสดงความเป็นตัวเองในวันนี้ ทำสิ่งที่ปกติไม่กล้าทำ
โจวรุ่ยยังสังเกตเห็นว่ามีผู้ชายหลายคนถือถุงพลาสติกที่ภายในบรรจุเหล้า ดูออกได้ง่ายว่าเอามาจากบ้าน
เขารู้สึกปวดหัวขึ้นมาทันที เพราะพวกนักเรียนมัธยมปลายแบบนี้ ดื่มเหล้าเข้าไปคงต้องหามกันกลับบ้านแน่ ๆ
เขาเองก็ลืมไปว่าตัวเองในตอนนี้ก็ดื่มเหล้าได้แค่เล็กน้อยเท่านั้น
“อย่ายืนอยู่หน้าร้านเลย เข้าไปข้างในกันดีกว่า”
ห้องจัดเลี้ยงถูกจัดโต๊ะกลมขนาดใหญ่สองตัว รวมกับเก้าอี้เสริมจนพอจุคนทั้งหมดได้พอดี
เหล้าที่เพื่อน ๆ เอามาด้วย ถูกวางซ้อนกันไว้ที่มุมห้อง เหมือนภูเขากองเล็ก ๆ
ซ่งปินพีคที่สุด เขาเอา เหมาไถ ปี 1994 มาถึงสี่ขวด!
โจวรุ่ยเห็นแล้วรู้สึกกลัวขึ้นมาทันที รีบพูดขึ้นว่า
“เหล้าขาวนี่ขอผ่านเถอะ เดี๋ยวกินกันไม่ไหว วันนี้ดื่มเบียร์กันก็พอแล้ว”
ที่จริงคนที่เอาเหล้ามาอาจไม่ได้อยากดื่มขนาดนั้น แค่ต้องการให้บรรยากาศดูเป็น "ทางการ" เท่านั้น
“เราจะนั่งกันยังไงดี?”
“คงไม่ใช่แยกผู้ชายโต๊ะหนึ่ง ผู้หญิงโต๊ะหนึ่งหรอกนะ?”
“นั่งปนกันไปเลย! นั่งปนกันไป!”
เมื่อความกดดันจากการสอบสิ้นสุดลง กลิ่นอายของฮอร์โมนวัยรุ่นก็กลับมาอีกครั้ง หนุ่ม ๆ พูดจาเสียงดังเฮฮา ส่วนสาว ๆ แม้จะไม่พูดอะไรมาก แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ
รอบตัวถงซินเต็มไปด้วยคนที่แกล้งทำเป็น "บังเอิญ" อยากนั่งใกล้เธอ
ถงซินกลอกตาใส่ แล้วมองไปที่โจวรุ่ยซึ่งถูกรายล้อมด้วยเพื่อน ๆ จากนั้นก็จูงมือเพื่อนผู้หญิงอีกสองสามคนไปนั่งด้วยกัน
โจวรุ่ยพาเพื่อนบางคนไปที่หน้าเคาน์เตอร์ สั่งอาหารเกือบยี่สิบเมนูพร้อมแบ่งออกเป็นสองชุด จากนั้นบอกพนักงานยกเบียร์มาอีกหลายลัง
ไม่นานทุกคนก็มากันครบ แก้วเหล้าและน้ำผลไม้เต็มโต๊ะ อาหารเรียกน้ำย่อยก็ถูกนำมาเสิร์ฟ
ทุกคนหันไปมองโจวรุ่ย รอให้เขาเปิดงาน
โจวรุ่ยไม่ลุกขึ้นยืน แค่ยกแก้วขึ้นแล้วพูดเสียงดังว่า
“เพื่อฉลองที่ ม.6 ห้อง 7 ได้ปลดปล่อยตัวเองอย่างเป็นทางการ! ดื่ม!”
“โว้วววว!!!!”
เสียงตะโกนดังสนั่นจนห้องข้าง ๆ ถึงกับสะดุ้ง
“หวังเส้าซิน! ฉันบอกแล้วว่านายเล่นบาสไม่ได้เรื่อง นายยังไม่ยอมรับอีก! ดวลกันกี่ครั้งก็ไม่เคยชนะ!”
“จางเสี่ยวจวี้ น้ำผลไม้ตรงนั้นยังเหลือไหม?”
“มาเลย! ใครกลัว! ฉันดื่มหมดแก้ว!”
“ใครบอกว่าฉันชอบถง...ไร้สาระน่า!”
เสียงอึกทึกในห้องจัดเลี้ยงดังกว่าชั่วโมงเรียนสามปีที่ผ่านมารวมกันเสียอีก
แม้ไม่ได้ดื่มเหล้า แค่ทนอยู่ในบรรยากาศแบบนี้นาน ๆ หัวก็เริ่มมึน ๆแล้ว
หนุ่ม ๆ เกือบทุกคนดื่มเหล้ากันไปเล็กน้อย สาว ๆ หลายคนก็ร่วมสนุกด้วย คืนนี้เหมือนเป็นการระบายความอัดอั้นอย่างแท้จริง
เมื่อเวลาผ่านไป บางคนเริ่มลุกไปชนแก้วกับโต๊ะอื่น บางคนพูดคุยกระซิบกระซาบ บางคนหยิบเรื่องเก่า ๆ มานินทา และบางคนพยายามจะไม่ทิ้งอะไรไว้ให้เสียดาย
โจวรุ่ยดื่มไปพอให้เมาเล็กน้อย มีคนมาชวนดื่มเยอะจนเขาแทบไม่ได้พัก แม้จะดื่มแค่คำเดียวกับแต่ละคนก็ยังทำให้มึนอยู่ดี
ตอนนี้เขากำลังมองอวี่สวี่ปัวด้วยสายตาเจ้าเล่ห์ เพราะเมื่อครู่มีผู้หญิงคนหนึ่งมาสารภาพรักกับอวี่สวี่ปัวต่อหน้าเขา
เด็กสาวคนนั้นดื่มเบียร์ไปสองแก้วเพื่อเรียกความกล้า ก่อนจะเดินเข้ามาหาอวี่สวี่ปัวด้วยความมั่นใจแม้รู้ว่าต้องโดนปฏิเสธ แล้วพูดว่า
“อวี่สวี่ปัว ฉันชอบนาย”
จากนั้นก็วิ่งหนีไป ทิ้งให้อวี่สวี่ปัวยืนงง
โจวรุ่ยตบไหล่อวี่สวี่ปัวแล้วหัวเราะเสียงดัง
“นายมันไม่ไหวเลย พูดอะไรไม่ออกสักคำ สู้เด็กผู้หญิงคนนั้นไม่ได้เลย”
อวี่สวี่ปัวได้แต่ก้มหน้าก้มตาคีบอาหาร ใจของเขาคงไม่สงบเหมือนสีหน้า
ทันใดนั้นก็มีคนถือแก้วเหล้าเดินมาหาโจวรุ่ย
กัวเซิ่งพูดตะกุกตะกัก
“โจวรุ่ย...อวี่สวี่ปัว...ฉันอยากขอโทษ...เรื่องนั้น...เอ่อ...ฉันผิดเอง ดื่มก่อนเลย!”
โจวรุ่ยมองกัวเซิ่งด้วยความแปลกใจ บางทีอาจเป็นเพราะบรรยากาศพาไป หรือเพราะฤทธิ์เหล้า แต่การที่กัวเซิ่งกล้ามาขอโทษเขาแบบนี้ก็ถือว่าน่าประหลาดใจไม่น้อย
ในห้องที่วุ่นวายแบบนี้ ไม่มีใครสนใจเรื่องที่กัวเซิ่งพูด โจวรุ่ยคิดอยู่สักพัก ก่อนจะยกแก้วขึ้นดื่ม ถือว่าเรื่องนี้จบกันไป
อีกไม่นานทุกคนก็จะแยกย้ายไปคนละทิศละทางแล้ว ไม่มีประโยชน์ที่จะเก็บเรื่องเก่า ๆ ไว้
“อย่าทำอะไรแบบนี้อีกล่ะ”
กัวเซิ่งพยักหน้าหงึกหงัก “ขอบคุณ! ขอบคุณ! ฉันดื่มหมดแก้วอีกทีเลย! ไม่สิ ฉันดื่มหมดขวดเลยเอา!”
โจวรุ่ยพยักเพยิดไปทางซ่งปิน
“เก็บไว้ดื่มเถอะ นายยังต้องไปขอโทษซ่งปินอีก”
กัวเซิ่งมองไปทางซ่งปินด้วยความลังเล
แต่สุดท้ายก็พยักหน้า ถือแก้วแล้วเดินไปหา
เรื่องทะเลาะกันของวัยรุ่น ก็ปล่อยให้มันจบลงในช่วงวัยนี้เถอะ
(จบตอน)
อ่านล่วงหน้าได้ที่ กดที่นี่ เฟสบุ๊ค: เอินเอิน ขอแปล