063-064
063-064
บทที่ 63 ชานชาลายามดึก
โจวรุ่ยออกจากร้านอาหารเพียงลำพัง
ส่วนเหยาเพ่ยลี่กับโจวเหว่ยกังเดินกลับไปด้วยกัน
อย่าเข้าใจผิด ไม่ใช่ว่าทั้งสองคนมีอะไรที่ต้องปิดบังโจวรุ่ยหรอก
แค่พวกเขามีธุระจะต้องไปโรงงานของโจวเหว่ยกัง
โรงงานที่โจวเหว่ยกังดูแลมาหลายปีนั้นกำลังจะเข้าสู่ช่วงสุดท้ายก่อนปิดกิจการ หลังจากที่เขาได้สัญญาจาก "หัวเหว่ย" มาแก้ปัญหาการเงินแล้ว โจวเหว่ยกังก็เตรียมจะทยอยขายอุปกรณ์และอาคารโรงงานบางส่วนเพื่อนำไปชำระหนี้สิน จากนั้นก็จะย้ายไปเริ่มต้นใหม่ที่เซินเจิ้น
ตอนเริ่มสร้างธุรกิจในช่วงแรก ๆ เหยาเพ่ยลี่เองก็ช่วยเหลือโรงงานนี้ไม่น้อย และที่ทำงานของเธอเองก็มีหน้าที่ดูแลด้านการเงินด้วย หลังอาหารเย็น ทั้งสองปรึกษากันแล้วตัดสินใจไปดูโรงงานคืนนี้เลย เพื่อช่วยโจวเหว่ยกังวางแผนว่าจะถอยออกมาให้ปลอดภัยได้ยังไง
นี่เป็นเรื่องสำคัญมาก หากจัดการไม่ดีอาจเกิดปัญหาตามมาอีกมากมาย
ที่เลือกจะไปตอนกลางคืนก็เพราะกลางวันคนเยอะ กลัวจะดูไม่ดี
"เสี่ยวรุ่ย พรุ่งนี้ลูกต้องไปเรียน กลับบ้านไปนอนก่อนเถอะ แม่กับพ่อจะไปดูโรงงานสักหน่อย"
โจวเหว่ยกังดื่มเหล้าไปบ้าง แม้ในเมืองเล็ก ๆ แบบนี้จะไม่ค่อยมีการตรวจจับ แต่เหยาเพ่ยลี่ก็ห้ามไม่ให้เขาขับรถ พวกเขาจึงเรียกรถแท็กซี่ไปแทน
ส่วนโจวรุ่ยเองก็ดื่มไปบ้างเช่นกัน หลังจากได้รับเงินค่ารถจากเหยาเพ่ยลี่ 20 หยวน เขาก็ตัดสินใจเดินกลับบ้านเองเพื่อให้สร่างเมา
“อึก!”
โจวรุ่ยเรอเบา ๆ กลิ่นแอลกอฮอล์ในปากทำให้เขารู้สึกไม่สบายตัวนัก แถมยังรู้สึกมึน ๆ เล็กน้อย
ในชาติก่อนโจวรุ่ยที่เคยเป็นพนักงานบริษัทคอแข็งพอตัว แต่ในชาตินี้เขาเป็นแค่นักเรียนมัธยมปลายที่แทบไม่เคยดื่มเหล้ามาก่อนเลย ร่างกายยังไม่คุ้นชินกับแอลกอฮอล์
แค่ดื่มไปสองแก้วเล็ก ๆ โจวรุ่ยก็รู้สึกร้อนวูบวาบไปทั้งตัว เหมือนจะเมาไปครึ่งหนึ่งแล้ว
โชคดีที่อากาศยามค่ำคืนเย็นสบาย ทำให้เขาไม่ทรมานเกินไป
เมืองชิงเหอในยามค่ำคืนไม่ได้คึกคักอะไรนัก ทั้งเมืองมีเพียงแค่ถนนการค้าที่ยังมีคนพลุกพล่านบ้าง ส่วนถนนสายอื่น ๆ กลับเงียบสงัด มีเพียงแสงไฟสีเหลืองจากโคมไฟถนนเก่า ๆ ที่ส่องแสงจาง ๆ
โจวรุ่ยเดินไปเรื่อย ๆ คิดถึงเหตุการณ์ในร้านอาหารก่อนหน้านี้ ใจหนึ่งก็อดรู้สึกไม่ได้ว่าในฐานะคนที่ได้เกิดใหม่ ชีวิตของเขาเริ่มเปลี่ยนไปมากขึ้นเรื่อย ๆ
ที่สี่แยกเปล่าเปลี่ยวไร้ผู้คน โจวรุ่ยไม่ได้ข้ามถนนทันที แต่ยืนรอสัญญาณไฟแดงอย่างเรียบร้อย
เขาไม่อยากให้ชีวิตใหม่ที่กำลังไปได้สวยต้องจบลงเพราะเมาข้ามถนนแล้วโดนรถบรรทุกชนจนต้องไปเกิดใหม่อีกครั้ง
ตอนนั้นเอง มีแท็กซี่คันหนึ่งจอดอยู่ข้างถนน
ดูเหมือนคนขับจะพยายามฝืนความง่วง เปิดหน้าต่างไว้และเปิดวิทยุเสียงดังจนต่อให้โจวรุ่ยยืนอยู่ห่างไปสิบเมตรก็ยังได้ยินชัดเจน
"ค่ำคืนอันยาวนาน มีผมอยู่เป็นเพื่อนพวกคุณ ที่นี่คือ FM911 ต่อไปจะเป็นเพลงที่ไม่เหมือนใคร เพลงนี้รวมอยู่ในชุด 'บทเพลงสดุดีวันชาติ' แต่มีความพิเศษสุด ขอให้ทุกท่านในค่ำคืนนี้ ได้มองดูท้องฟ้าและเห็นถึงความกว้างใหญ่ของจักรวาล"
จากนั้นเสียงผู้หญิงนุ่มนวลก็ดังขึ้น
“ฉันยินดีจะกลายเป็น~ดวงดาวสักดวงหนึ่ง...”
โจวรุ่ยรู้สึกราวกับได้ยินเสียงเงินเข้าบัญชี 1,000 หยวน
การเริ่มเปิดเพลงเฉลิมฉลองเร็วขนาดนี้แสดงว่าวิทยุมี “หน้าที่” ต้องทำ เขามั่นใจว่ารายได้ส่วนนี้จะเข้ากระเป๋าอย่างแน่นอน
นี่แหละข้อดีของการพึ่งพา “ร่มเงาใหญ่”
หากไม่ได้รวมเพลงนี้ไว้ในชุด “สดุดีวันชาติ” เพื่อโปรโมตในเส้นสายของภาครัฐ ในยุคที่ลิขสิทธิ์ยังไม่เข้มข้นแบบนี้ คงสูญเสียรายได้ไปไม่น้อย
ตอนนี้ช่างสบายเสียจริง
โจวรุ่ยยิ้มกว้าง
คนขับแท็กซี่มองมาที่เขา ไม่เข้าใจว่าคนนี้ยิ้มอะไร “นักเรียน? จะขึ้นรถไหม?”
โจวรุ่ยรู้สึกง่วงเล็กน้อยเพราะลมเย็นที่พัดผ่าน กำลังคิดจะขึ้นรถกลับบ้าน
แต่พอจะอ้าปากตอบ ก็ได้ยินเสียงคนขับเปลี่ยนช่องวิทยุและเปลี่ยนเพลงใหม่
รอยยิ้มของโจวรุ่ยหายวับไปทันที “เปลี่ยนเพลงทำไมเนี่ย?”
“น่ารำคาญ ร้องแปลก ๆ เปลี่ยนเป็นเพลงสนุก ๆ ดีกว่า”
“เออ เมื่อกี้ถามว่าอะไรนะ?”
“ขึ้นรถไหม?”
“ไม่ขึ้น! ไปเถอะครับ!”
คนขับแท็กซี่มองโจวรุ่ยอย่างงุนงง ก่อนจะเหยียบคันเร่ง ทิ้งท้ายด้วยไฟท้ายที่สว่างไสว
โจวรุ่ยยืดตัวบิดขี้เกียจ เดินต่อไปพลางคิดว่าการได้สัมผัสความรู้สึก “เมาเบา ๆ” แบบนี้มันดีเหมือนกัน นานแล้วที่ไม่ได้สัมผัสบรรยากาศแบบนี้
“เจ้าเสี่ยวจ้าวนั่นเพิ่งมาทำงานได้สองปีเอง! แต่กลับเลื่อนตำแหน่งแซงหน้าเธอไปแล้ว! คุณไม่รู้สึกอะไรหน่อยเหรอ?”
เสียงแหลมดังสะท้อนอยู่ในห้องแคบ ๆ
“เสี่ยวจ้าวเขาเป็นบัณฑิตจบจากมหาวิทยาลัย ส่วนฉันจบแค่มัธยมต้นเอง”
“ทำไมคุณถึงไม่กระตือรือร้นหน่อย! เป็นคนขี้แพ้มาทั้งชีวิต ใคร ๆ ก็เหยียบหัวคุณจนหมด! แค่มัธยมต้นแล้วไง? ดูสิ ลุงหม่าข้างบ้านเขาก็จบแค่มัธยมต้นเหมือนกัน แต่เขายังทำธุรกิจเองได้เลย! สุดท้ายมันก็เพราะคุณมันไร้ความสามารถ!”
“พูดแบบนี้มันมีประโยชน์อะไร? ฉันตัดสินใจอะไรไม่ได้หรอก”
“คุณจะไปตัดสินใจอะไรได้เล่า!”
ในห้องอ่านหนังสือ ถงซินกำปากกากดแน่น แต่สมองกลับไม่สามารถจดจำอะไรได้เลยสักคำ
เธอหยุดนิ่งเล็กน้อย ก่อนจะเปิดลิ้นชักไม้หยิบหูฟังออกมาเสียบเข้าหู
เธอหวังว่าเพลง "ทะเลแห่งดวงดาว" ที่เพิ่งโหลดมาจะช่วยตัดเสียงทะเลาะกันข้างนอกได้
ในขณะเดียวกัน เธอก็พยายามท่องจำเนื้อหาบทเรียน และนึกถึงคำอธิบายของโจวรุ่ยเมื่อช่วงกลางวัน
แต่ไม่ว่าเพลง "ทะเลแห่งดวงดาว" จะเสียงดังแค่ไหน แต่เสียงทะเลาะกันข้างนอกก็ยังแสบแก้วหูอยู่ดี
“ไอ้ขี้แพ้! ตอนนั้นฉันไปเลือกแต่งงานกับคนไร้ประโยชน์แบบคุณทำไมกัน! วัน ๆ เอาแต่ทำอะไรไม่เป็นชิ้นเป็นอัน บ้านช่องก็ไม่มีอะไรดีขึ้นเลย!”
“พูดแบบนี้หมายความว่าไง! เธอจะว่าฉันงั้นเหรอ? แล้วตัวเธอล่ะ! เป็นแค่พนักงานขายตั๋วไปทั้งชีวิต เธอมีความสามารถนักเหรอ!”
“ก็เพราะคุณทั้งนั้น! เป็นผู้ชายแท้ ๆ แต่ไม่คิดพยายามอะไรเลย ทำให้ฉันกับลูกต้องลำบาก!”
“ที่บ้านเราเคยขาดอะไรหรือไง! เธอเรียกนี่ว่าลำบากได้ยังไง!”
“ลูกสาวเราสวยขนาดนี้ แต่จะซื้อเสื้อผ้าสักตัวยังต้องลังเล นี่ไม่เรียกว่าลำบากแล้วจะเรียกว่าอะไร! ฉันหวังว่าลูกจะได้แต่งงานกับคนมีความสามารถ จะได้ไม่ต้องมาลำบากเหมือนฉันอีก!”
แกร๊ก!
ไส้ดินสอหัก
“ซินซินเพิ่งอยู่แค่มัธยมปลายนะ! พูดแบบนี้ทำไม!”
“มัธยมปลายแล้วทำไม? ถ้าแต่งงานไม่ดี ทุกอย่างก็จบอยู่ดี! ฉันบอกไว้เลย เรื่องของซินซินไม่ต้องมาแส่! ฉันจัดการเอง!”
ปัง!
เสียงประตูห้องอ่านหนังสือถูกเปิดออกอย่างแรง ถงซินก้มหน้าแล้วเดินออกไปทันที
“ซินซิน! ดึกดื่นแบบนี้จะไปไหน!”
ถงซินตอบโดยไม่หันกลับมา “บ้านมันเสียงดัง อ่านหนังสือไม่ได้ หนูจะไปท่องคำศัพท์ข้างนอก!”
สองผู้ใหญ่หันมามองหน้ากันอย่างอึ้ง ๆ
ถงซินวิ่งเหยาะ ๆ ออกจากตึกจนกระทั่งพ้นเขตหมู่บ้าน จึงเริ่มเดินช้าลง
เธอกำพจนานุกรมภาษาอังกฤษในมือไว้แน่น เดินไปเรื่อย ๆ อย่างไร้จุดหมาย
สายลมยามค่ำคืนพัดผ่านเส้นผมของเธอ เสื้อผ้ากระทบกันเกิดเสียงกรอบแกรบเบา ๆ
จนกระทั่งเธอหยุดอยู่ที่ด้านข้างป้ายรถเมล์นอกหมู่บ้าน
ร่างหนึ่งกำลังเอนหลังนั่งบนม้านั่งด้วยท่าทางไร้เรี่ยวแรง เหมือนกำลังเหม่อลอย
“นายมาทำอะไรที่นี่?”
อีกฝ่ายหันมามอง ก่อนจะเกาแก้มตัวเอง “เคยคิดบ้างไหมว่าฉันอาจจะกำลังรอรถเมล์?”
โจวรุ่ยเองก็รู้สึกแปลกใจเหมือนกัน ทำไมถึงได้เจอคนรู้จักที่นี่ ทั้งที่เขาเองก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าที่นี่ที่ไหน
แค่เดินจนเหนื่อย แล้วยังไม่มีแท็กซี่ผ่านมาอีก เลยตัดสินใจมารอรถเมล์กลับบ้าน
...คิดดูแล้วไม่ควรไล่แท็กซี่ไร้รสนิยมคันนั้นไปเลยจริง ๆ
โจวรุ่ยถามกลับอย่างสงสัย “แล้วเธอล่ะ มาทำอะไรที่นี่?”
ถงซินเลียนเสียงพูดของโจวรุ่ย “เคยคิดบ้างไหมว่าฉันอาจจะอยู่แถวนี้?”
โจวรุ่ยมองถงซิน หญิงสาวที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นดาวโรงเรียน สวมเสื้อแจ็กเก็ตนักเรียนที่ปิดบังสัดส่วนที่โดดเด่นไว้ แต่ท่อนล่างกลับใส่กางเกงขาสั้น โชว์เรียวขาอวบสมส่วน
ขาของถงซินไม่ได้เรียวบางแบบที่เห็นทั่วไป แต่มีความสมดุลอย่างพอดี พอเหมาะกับส่วนสูง 170 เซนติเมตรของเธอ ดูแล้วมีเสน่ห์แบบผู้ใหญ่
สมแล้วที่เป็นถงซิน
เพียงแต่ในมือเธอถือพจนานุกรมภาษาอังกฤษไว้แน่น ส่วนเท้ากลับใส่รองเท้าแตะ ทำให้ลุคดูแปลกตาไปหน่อย
โจวรุ่ยเหลือบมองใบหน้าของถงซิน ก่อนจะถามด้วยความสงสัย “เธอร้องไห้เหรอ?”
ถงซินอาจไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตาของเธอแดง พอได้ยินแบบนั้นก็รีบขยี้ตาทันที “ไม่ได้ร้อง!”
โจวรุ่ยพยักหน้า “อ้อ”
เธอบอกว่าไม่ได้ร้อง ก็แปลว่าคงไม่ได้ร้องล่ะมั้ง
บรรยากาศที่ป้ายรถเมล์กลับมาเงียบอีกครั้ง
…………………………………………………………………………………………………………………………….
บทที่ 64 ฉันจะทำให้ดูเป็นตัวอย่าง
ดูเหมือนว่ายิ่งเข้าใกล้ย่านที่พักอาศัย ไฟถนนก็ยิ่งห่างกันมากขึ้น
ทั้งถนนมืดมิดแทบทั้งหมด มองไปแล้วอดไม่ได้ที่จะจินตนาการว่ามีอะไรซ่อนอยู่ในเงามืดไม่ได้
สายลมเย็นของฤดูร้อนพัดผ่าน เสียงใบหญ้าริมทางเสียดสีกันดัง ซ่า ซ่า ตามจังหวะลม
“ป้าบ! ป้าบ! ป้าบ!”
ถงซินยืนเหม่อลอยอยู่
ส่วนโจวรุ่ยที่ยกมือขึ้นอย่างรวดเร็วและหนักแน่น ตบยุงตายไปสามตัวในคราวเดียว
เขาสะบัดซากยุงออกไปด้วยความเบื่อหน่าย ตั้งแต่เมื่อครู่ ถงซินก็ยืนอยู่ห่างออกไปไม่กี่เมตร เธอไม่พูดอะไร และก็ไม่เดินไปไหน
“อึก!”
โจวรุ่ยเรอเบา ๆ ในใจก็คิดว่าทำไมรถเมล์ถึงยังไม่มาสักที
ถงซินเหมือนจะได้กลิ่นแอลกอฮอล์ เธอถามเสียงเบา “นายดื่มมาเหรอ?”
โจวรุ่ยพยักหน้าตอบ “แค่สองแก้วเล็ก ๆ เอง ไม่เป็นไรหรอก”
แต่ในใจกำลังคิดว่า รถเมล์อยู่ไหนเนี่ย? รีบมาสักที! ถ้าช้ากว่านี้ยัยคนนี้ต้องเริ่มคุยอะไรซีเรียสกับฉันแน่ ๆ ฉันไม่อยากเป็นที่ระบายอารมณ์นะ!
ทันใดนั้นถงซินก็พูดขึ้นมา “โจวรุ่ย นายคิดว่าฉันจะได้แต่งงานกับคนดี ๆ ไหม?”
โจวรุ่ยชะงักไป อะไรกัน อยู่ ๆ ก็เริ่มต้นด้วยคำถามลึกซึ้งแบบนี้? หรือว่าเธอดื่มมาเหมือนกัน?
“ก็หมายถึงแบบ ได้แต่งงานกับคนรวย ใช้ชีวิตสุขสบายอะไรแบบนั้น”
เสียงของถงซินเบาจนแทบไม่ได้ยิน
โจวรุ่ยปลดกระดุมคอเสื้อด้วยความเก้อเขิน “เธอยังอยู่แค่ ม.6 เอง คิดเรื่องนี้เร็วไปหน่อยมั้ง?”
แต่เขาก็อดนึกถึงชีวิตในชาติที่แล้วไม่ได้ ในเส้นเวลานั้น ถงซินแต่งงานและมีลูกตั้งแต่อายุยังน้อยมาก ขนาดที่ทำให้เพื่อนร่วมชั้น ม.ปลาย หลายคนตกใจ
ในปีที่โจวรุ่ยเรียนจบมหาวิทยาลัย ถงซินก็คลอดลูกคนแรกแล้ว เธอแต่งงานกับลูกชายของเศรษฐีท้องถิ่นในเมืองชิงเหอ ขณะที่เพื่อนผู้ชายหลายคนยังไม่เคยมีแฟนด้วยซ้ำ
ถ้าคำนวณจากเส้นเวลาเดิม ถงซินน่าจะแต่งงานเร็วกว่านั้นอีก
ชีวิตของแต่ละคนย่อมมีเส้นทางที่สามารถสังเกตได้ ถงซินในชาติก่อนที่มีชีวิตแต่งงานเร็ว คงไม่ได้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นโดยไม่มีที่มา
“ไม่เร็วไปหรอก ตั้งแต่ครึ่งปีก่อนแม่ฉันก็เริ่มมองหาคนให้แล้ว เจอครอบครัวไหนรวย ๆ ก็จะรีบเล่าให้ฟังว่ามีลูกสาวหน้าตาสวย อยากให้เด็ก ๆ ได้รู้จักกัน ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นแค่สินค้า เป็นสิ่งที่แม่ใช้เปลี่ยนชีวิตของเธอ”
ถงซินทรุดตัวลงนั่งยอง ๆ กอดเข่าชิดกับตัวเอง ห่อไหล่เข้ามาเหมือนกำลังหลบซ่อน
“ฉันอยากพิสูจน์ให้แม่เห็นว่าฉันสามารถเปลี่ยนชีวิตครอบครัวได้ด้วยตัวเอง ฉันไม่อยากแต่งงานเร็วขนาดนี้! แต่ฉันมันไม่ได้เรื่อง ผลการเรียนก็แค่กลาง ๆ สอบเข้ามหาวิทยาลัยก็ไม่โดดเด่น ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นขยะเลย!”
โจวรุ่ยนึกถึงแม่ของถงซินที่เคยแสดงท่าทีสนิทสนมกับเขาเกินปกติ ที่แท้ก็เพราะเรื่องนี้เอง
เขาคิดว่าคงไม่ใช่แค่เขาคนเดียวที่ถูกมองเป็นเป้าหมายของการ “โปรโมต” ของแม่ถงซิน และคงมีคนอื่นอีกมากที่ได้รับการแนะนำตัวแบบนี้
บางทีการมี “คนรักออนไลน์” แบบลับ ๆ ของถงซิน อาจเป็นความพยายามที่จะต่อต้าน แต่ผลลัพธ์กลับไม่เป็นไปตามที่เธอหวัง
โจวรุ่ยพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “แค่เรียนไม่เก่งไม่ได้แปลว่าไม่มีจุดเด่นนะ! คนในสังคมก็ไม่ได้มีแค่คนเรียนเก่งที่ประสบความสำเร็จ เธอต้องหาให้เจอว่าอะไรเป็นจุดแข็งของตัวเอง”
ถงซินเงยหน้าขึ้นมามองเขาในตาแดงก่ำ ก่อนจะดึงเสื้อแจ็กเก็ตนักเรียนที่ตัวใหญ่เกินไปให้คลุมตัวมิดชิดกว่าเดิม แม้แต่ขาก็ปิดจนหมด
ราวกับเธอกลายเป็นซาลาเปาไส้ฟ้าครามก้อนหนึ่ง
“เฮ้! เฮ้! ฉันไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น!”
แม้ว่าโจวรุ่ยจะยอมรับว่า ถงซินมี “จุดแข็ง” ในด้านนี้มากอยู่จริง แต่การแก้ปัญหาด้วยวิธีนี้ก็เหมือนกับเดินตามทางที่แม่ของเธอขีดไว้ ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่เธอต้องการ
ถงซินพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ “นายเรียนเก่ง แถมยังเป็นผู้ชาย นายไม่เข้าใจหรอก ถ้าผู้หญิงเรียนไม่เก่งแล้วบ้านยังเป็นแบบนี้ ฉันควรจะทำยังไงล่ะ?”
เธอรู้สึกว่าทั้งครอบครัวและสายตาของสังคมกำลังกดดันให้เธอเดินไปในทิศทางหนึ่ง และดูเหมือนว่ามันจะเป็นทางเดียวที่เธอเลือกได้
โจวรุ่ยหัวเราะเยาะ “เธอคิดว่ามันไม่มีทางเลือกเพราะเธอไม่เคยเห็นโลกกว้างมากพอหรอก ทางมันตายตัว แต่คนไม่ใช่ แค่เธอออกไปเรียนไกล ๆ ไกลฟ้าไกลคน แล้วจะไปสนใจใครทำไม?”
ความทุกข์ของวัยรุ่นเป็นเรื่องจริงจัง แต่ “ความสิ้นหวัง” ในสายตาของวัยรุ่นก็มักเกิดจากการมองเห็นโลกที่จำกัด
ถงซินเงยหน้าขึ้น น้ำตาคลอเบ้ามองโจวรุ่ย “แล้วฉันมีทางเลือกอื่นไหม?”
โจวรุ่ยหยิบธนบัตร 20 หยวนออกมา ชูขึ้นพร้อมพูดว่า
“แน่นอนสิ ฉันจะทำให้ดูเป็นตัวอย่าง อย่างถ้ารอรถเมล์ไม่ได้ ก็ลองเรียกแท็กซี่ดูสิ”
แกร๊ก!
เสียงรถแท็กซี่เบรกดังขึ้น...
รถแท็กซี่สีเหลืองเขียวคันหนึ่งเบรกจอดตรงหน้าโจวรุ่ยอย่างกับใช้เวทมนตร์
ไฟหน้ารถสว่างจ้าจนถงซินต้องลุกขึ้นยืน
โจวรุ่ยรีบเปิดประตูรถแท็กซี่และเข้าไปนั่งในทันที “กลับบ้านเถอะ ดึกป่านนี้แล้วไม่ปลอดภัย อีกอย่าง อีกสิบกว่าวันก็จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว เลิกฟุ้งซ่านแล้วตั้งใจให้สมกับที่ฉันช่วยอธิบายโจทย์ไปเถอะ”
พูดจบเขาก็ปิดประตูแล้วบอกตัวเองในใจ หนีแล้ว หนีได้แล้ว!
ถังขยะอารมณ์ใครอยากเป็นก็เป็นไปสิ! ฉันไม่เอาด้วยหรอก!
พอขึ้นรถ เขาก็ก้มลงกระซิบกับคนขับว่า “รีบออกรถเลยครับ!”
คนขับถามกลับ “ไปไหน?”
“ออกก่อนแล้วค่อยว่ากัน!”
เสียงเครื่องยนต์ดังขึ้น ทิ้งไว้เพียงถงซินที่ยืนอยู่เพียงลำพังใต้ไฟถนนสีเหลืองนวล
กลุ่มควันเล็ก ๆ จากท่อไอเสียค่อย ๆ สลายหายไปในอากาศ
ถงซินมองตามรถแท็กซี่ที่แล่นลับไปอย่างเงียบ ๆ ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมา
เธอหัวเราะอยู่นานมากจนตัวโยน สั่นไปทั้งร่าง
“ดูสิ หมอนั่นตกใจขนาดไหน!”
“เหมือนฉันเกาะติดเขายังไงยังงั้นแหละ!”
จนกระทั่งรถแท็กซี่ลับสายตาไปในความมืด ถงซินก็ยังมองไปทางนั้น
เวลาผ่านไปสักพัก เสียงของเธอก็ดังขึ้นใต้แสงไฟด้านหลังป้ายรถเมล์
“r-e-v-o-l-t, revolt”
“s-e-l-e-c-t, select”
ในรถแท็กซี่ระหว่างทางกลับบ้าน
โจวรุ่ยเปิดหน้าต่างรถออก ปล่อยให้ลมเย็นพัดเข้ามาช่วยไล่กลิ่นเหล้าในตัว
แบบนี้แหละสบาย!
ส่วนคนขับแท็กซี่เอาแต่มองเขาผ่านกระจกมองหลัง
โจวรุ่ยสังเกตเห็นสายตานั้น เลยถามอย่างแปลกใจ “ลุงมองผมทำไมครับ?”
คนขับตอบด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ “เมื่อกี้ไม่ใช่ว่าบอกว่าจะไม่ขึ้นรถเหรอ?”
โจวรุ่ยชะงัก เฮ้ย นี่ลืมไม่ได้จริง ๆ เหรอ?
เขาไอเบา ๆ ก่อนตอบกลับ “ตอนนั้นยังไม่เหนื่อย แต่ตอนนี้เหนื่อยแล้ว มีปัญหาอะไรไหมครับ?”
คนขับถอนสายตากลับ “เมื่อกี้นั่น แฟนเธอเหรอ?”
โจวรุ่ยรีบส่ายหัวทันที “ไม่ใช่ครับ!”
“งั้นก็ดีไป ฉันเห็นเธอรีบให้ฉันออกรถนึกว่าไปหลอกเด็กคนนั้นมาซะอีก”
พูดจบคนขับแท็กซี่ก็หันมาให้สายตา “อันตราย” ผ่านกระจกมองหลังอีกครั้ง
“ยัยนั่นใส่ชุดนักเรียน ม.ปลายอยู่เลย อีกไม่นานก็จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว จะทำอะไรชั่ว ๆ ไม่ได้เด็ดขาดนะ!”
โจวรุ่ยกัดฟันชี้นิ้วเข้าหาตัวเอง “เคยคิดบ้างไหมว่าผมเองก็เป็นนักเรียน ม.ปลายเหมือนกัน?”
ตลอดทางหลังจากนั้นทั้งสองเงียบกันไป โจวรุ่ยเองก็ไม่อยากต่อความยาวเลยหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาตรวจดูอีเมลตามปกติ
อีเมลของเขาแทบจะเต็มไปด้วยข้อความหลายสิบฉบับทุกวัน ส่วนใหญ่เป็นข้อเสนอจากงานโชว์และความร่วมมือทางธุรกิจต่าง ๆ
แต่สำหรับโจวรุ่ยที่ถูกสอบการเข้ามหาวิทยาลัย “ผูกมัด” ไว้ และไม่สามารถออกจากเมืองชิงเหอได้เลย ข้อเสนอพวกนี้ก็เป็นแค่ของที่เขามองแต่กินไม่ได้
ถึงอย่างนั้นต่อให้เขามีผู้จัดการส่วนตัวแล้ว ข้อเสนอเหล่านี้ส่วนใหญ่ก็ไม่มีคุณภาพและไม่จริงจังเท่าไหร่นัก
ไม่ต้องรีบ ชีวิตยังมีอะไรให้ตื่นเต้นอีกเยอะ
โจวรุ่ยไม่คิดอยากเป็นศิลปินที่วิ่งรอกงานโชว์ไปทั่ว หรือดาราที่ใช้เวลากว่า 200 วันในกองถ่าย และต้องใช้ชีวิตภายใต้สายตาของคนทั้งโลก
สิ่งที่เขาต้องการไม่ใช่แค่เงิน แต่เป็นชีวิตที่ดีขึ้นต่างหาก การ “แต่งเพลง” ก็เป็นเพียงเครื่องมือหาเงินของเขาเท่านั้น
(จบตอน)
อ่านล่วงหน้าได้ที่ กดที่นี่ เฟสบุ๊ค: เอินเอิน ขอแปล