057-058
057-058
บทที่ 57 ซินไท่ซ่อมรถ
ถนนสื่อเจียงกับถนนผิงเจียงเป็นถนนสองสายที่ขนานกันอยู่ในพื้นที่ห่างไกลของเมืองชิงเหอ ที่นี่ไม่มีชุมชนที่อยู่อาศัยมากนัก แต่กลับเป็นเส้นทางที่รถต้องผ่านเพื่อเข้าออกเมืองชิงเหอ ดังนั้นการเปิดอู่ซ่อมรถที่นี่จึงดูสมเหตุสมผลดี
ตอนกลางคืน บริเวณนี้จะเงียบเหงาเป็นพิเศษ ถนนแทบไม่มีผู้คนเดินผ่าน มีแต่เสียงรถบรรทุกขนาดใหญ่และเล็กแล่นผ่านอย่างรวดเร็ว ซึ่งต่างจากถนนการค้าในตัวเมืองที่ครึกครื้นอย่างสิ้นเชิง
“เสี่ยวโจว ยังไม่ถึงอีกเหรอ? ลุงหิวน้ำ! ซื้อเหล้าให้ลุงสักขวดสิ!”
ตั้งแต่สิบนาทีกว่าก่อนหน้า อวี่เต๋อเฉวียนก็พูดประโยคนี้ซ้ำไปซ้ำมาไม่หยุด
พูดได้ว่าเขาไม่ยอมเลิกรา พูดจนเหมือนเครื่องเล่นเสียงที่วนลูป
ยิ่งไปกว่านั้น เวลาที่ผ่านไปกลับไม่ได้ทำให้เขามีสติขึ้น ตรงกันข้าม อาการของเขายิ่งดูแย่ลง
การดื่มสุราอย่างหนักไม่ใช่แค่นิสัยเสีย แต่เป็นอาการป่วยที่ร้ายแรง
มันไม่ได้เป็นเพียงแค่ “ชอบดื่มเหล้า” อย่างที่คนทั่วไปคิด แต่ในกรณีที่รุนแรง มันคืออาการเสพติดที่เป็นโรคอย่างหนึ่ง
คนพวกนี้จะไม่รู้สึกดีขึ้นเมื่อหยุดดื่ม แต่กลับเกิดอาการเหมือนคนติดยา อาการถอนพิษจะทำให้เจ็บปวดทรมาน สติแตก และมีเพียงการดื่มเหล้าเท่านั้นที่พอจะบรรเทาได้
แต่ถ้าไม่สามารถเอาชนะอาการถอนพิษนี้ได้ และยังคงตามใจตัวเองต่อไป ความอยากจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนคนๆ นั้นถึงขั้นพังพินาศ
ผลกระทบระยะยาวของแอลกอฮอล์ต่อสมองจะทำลายผู้ติดสุราในทุกด้าน ทั้งการรับรู้ พฤติกรรม ร่างกาย และการใช้ชีวิตในสังคม แม้จะรู้ตัวว่าผิดแต่ก็ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้
ตัวอย่างของชีวิตพังทลาย ครอบครัวแตกสลาย มีให้เห็นบ่อยครั้ง
พูดง่ายๆ ก็คือกลายเป็น “คนบ้า”
ในชาติก่อน แม้โจวรุ่ยจะรู้ว่าพ่ออวี่สวี่ปัวเป็นคนขี้เมา แต่เขาไม่เคยรู้เลยว่าอวี่เต๋อเฉวียนติดสุราหนักขนาดไหน อีกทั้งเขาเองก็ไม่เคยเจอคนติดสุรามาก่อน
จนถึงตอนนี้ อวี่เต๋อเฉวียนดูเหมือนจะมีอาการถอนพิษ ดวงตาแดงก่ำ น้ำมูกน้ำตาไหลเต็มหน้า
ชัดเจนว่าอาการของเขาเข้าขั้นร้ายแรงแล้ว
ในตอนที่พวกเขาใกล้จะถึงถนนผิงเจียง โจวรุ่ยสังเกตเห็นความผิดปกติของอวี่เต๋อเฉวียนได้ทันที
เดิมทีโจวรุ่ยคิดว่าอวี่เต๋อเฉวียนจะค่อยๆ มีสติขึ้น แต่กลับกลายเป็นตรงกันข้าม
ในอุโมงค์ใต้สะพานที่มืดสลัว
“เสี่ยวโจว! ซื้อเหล้าให้ลุงหน่อยเถอะ! ขอร้องล่ะ! นายต้องมีเงินเก็บติดตัวบ้างใช่ไหม? เดี๋ยวลุงให้อวี่สวี่ปัวใช้คืนให้! จะให้เขายอมทำอะไรก็ได้!”
โจวรุ่ยถอยห่างออกจากอวี่เต๋อเฉวียนเงียบๆ
“ลุงมีเงิน! แค่ไม่ได้พกออกมา! บ้านลุงมีเงิน! นายช่วยซื้อมาสักขวดก่อนสิ! ทำไมนายไม่ยอมช่วยล่ะ? นายยังเห็นลุงเป็นผู้ใหญ่ในสายตาอยู่ไหม!! ฮ้า!!!”
อวี่เต๋อเฉวียนยิ่งพูดก็ยิ่งกระวนกระวาย เขาพยายามเอื้อมมือมาคว้าโจวรุ่ย แต่โจวรุ่ยหลบได้อย่างง่ายดายจนอวี่เต๋อเฉวียนล้มกลิ้งลงกับพื้น
เขาไม่ได้รีบลุกขึ้น แต่กลับกระโจนเข้าไปที่กองขยะมุมอุโมงค์เหมือนหมาบ้า และค้นอยู่นานจนในที่สุดก็เจอขวดเหล้าสกปรกใบหนึ่ง
เขาไม่สนใจเลยว่ามันสกปรกแค่ไหน รีบเปิดฝาแล้วกระดกใส่ปากทันที
แต่เขย่าเท่าไรก็ไม่มีอะไรออกมา ขวดเปล่าใบนี้ไม่รู้ถูกทิ้งไว้นานแค่ไหนแล้ว
“เพล้ง!”
อวี่เต๋อเฉวียนทุบก้นขวดจนแตก
“นายบอกมาสิ! นายเป็นเพื่อนของอวี่สวี่ปัวจริงหรือเปล่า! ทำไมนายไม่ยอมซื้อเหล้าให้ลุงสักขวด! เสี่ยวโจว! ตอบมา!”
ชายที่สมองถูกแอลกอฮอล์ทำลายจนย่อยยับถือขวดแตกครึ่งใบ ชี้มาที่โจวรุ่ยพร้อมดวงตาที่ดุดัน
โจวรุ่ยหรี่ตาลงเล็กน้อย
เสียงลมในอุโมงค์ใต้สะพานดังสะท้อน ทำให้ทุกเสียงที่เกิดขึ้นกลืนหายไป
ห่างออกไปเพียงไม่กี่ร้อยเมตร
อู่ซ่อมรถข้างถนนแห่งหนึ่ง
หน้าร้านสามห้องเชื่อมต่อกัน ถูกดัดแปลงเป็นโรงรถเต็มรูปแบบ
เครื่องมือและอุปกรณ์ที่เต็มไปด้วยคราบน้ำมันถูกทิ้งเกลื่อนพื้นอย่างไม่เป็นระเบียบ
ชายวัยกลางคนกว่าสิบคนที่แต่งตัวแบบพวกนักเลงเปลือยท่อนบนเกือบทุกคนมีรอยสัก กำลังนั่งล้อมโต๊ะพลาสติกสีขาวสองตัวและดื่มเหล้ากันอยู่
“พี่ไท่! ไอ้โง่เมื่อกลางวันนี่หลอกง่ายชะมัด! แค่ติดสปอยเลอร์พลาสติกเพิ่มก็ฟันมันไปตั้งหมื่นกว่า!”
นักเลงคนหนึ่งที่ไว้ทรงผมแนวๆ ยกแก้วเหล้าให้ “พี่ไท่” ที่นั่งอยู่ตรงกลางซึ่งใส่สร้อยทองเส้นโต
พี่ไท่หัวเราะ “พวกนั้นมันลูกคนรวย มีเงินเยอะแล้วก็โง่ แค่เล่าให้ฟังว่าใครในอำเภอนี้แต่งท่อไอเสียก็พากันอยากทำตาม แบบนี้เงินก็ไหลมาเรื่อยๆ!”
“ใช่เลย! ใครที่ตามพี่ไท่ก็รวยแน่นอน!”
เสียงเหล่าลูกน้องนักเลงตะโกนเชียร์อย่างพร้อมเพรียง
พี่ไท่ยกแก้วเหล้าขึ้นดื่มด้วยท่าทีอารมณ์ดี ใบหน้าเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ
ที่นี่คืออู่ซ่อมรถของเขา ซึ่งปกติจะรับซ่อมรถล้างรถทั่วไป แต่รายได้ก้อนใหญ่ที่แท้จริงนั้นมาจากการดัดแปลงรถ
แม้งานแบบนี้จะผิดกฎหมาย แต่เงินมันเข้ามาเร็วเกินจะปฏิเสธ
เพิ่มสปอยเลอร์ เปลี่ยนไฟหน้า ปรับช่วงล่าง หรือแม้แต่เปลี่ยนล้อ ดัดแปลงท่อไอเสีย มีรายละเอียดให้เล่นเยอะมาก และคนส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เข้าใจจริงๆ
รถบางคันราคาเป็นล้าน แต่ถ้าดัดแปลงทั้งคัน บางครั้งค่าแต่งยังแพงกว่าราคารถอีก
ถึงแม้เมืองชิงเหอจะเป็นแค่เมืองเล็กๆ แต่ต่อให้เป็นเมืองเล็กแค่ไหน ก็ยังมีคนรวยอยู่เสมอ และคนเหล่านั้นก็ใช้ชีวิตแบบสบายๆ
พี่ไท่และพรรคพวกมีประวัติเป็นนักเลงมาก่อน แต่ตอนนี้พวกเขาหันมาเปิดธุรกิจทำเงินของตัวเองแล้ว ซึ่งต่างจากนักเลงตามโรงเรียนที่วันๆ เอาแต่รังควานนักเรียนอย่างไอ้พวกที่เคยมาดักโจวรุ่ยหลังเลิกเรียน เช่น ไอ้ห่าว เมื่อมาที่นี่คงไม่กล้าแม้แต่จะนั่งร่วมโต๊ะ
“พี่ไท่! ผมขอดื่มด้วย!”
“พี่ไท่! ผมขอชนด้วย!”
ในกลุ่มคนที่กำลังครึกครื้น มีคนหนึ่งนั่งอยู่ที่มุมโต๊ะ ใส่ชุดวอร์มธรรมดาๆ ไม่เข้ากับพวกนักเลงหัวสีแสบตาที่กำลังโหวกเหวก
เขาก้มหน้าก้มตากินอาหารอย่างตะกละตะกราม เหมือนหิวจัด
“ไอ้คนที่นั่งมุมโต๊ะนั่น! อวี่สวี่ปัว! ทำไมไม่มาเชิญพี่ไท่สักหน่อยล่ะ!”
นักเลงหัวทองตะโกนเสียงดัง
เสียงพูดคุยรอบโต๊ะเงียบลงทันที ทุกสายตาหันมามองอวี่สวี่ปัว
อวี่สวี่ปัววางตะเกียบลง เคลื่อนปากเล็กน้อยแล้วพูดว่า “พี่ไท่ ขอให้ร่ำรวยเฮงๆ ครับ”
หัวทองไม่ยอมปล่อยผ่านง่ายๆ “แล้วเหล้าล่ะ! จะพูดเปล่าๆ เหมือนเด็กสาวนักเรียนไม่ได้!”
เสียงหัวเราะดังลั่นรอบโต๊ะ
อวี่สวี่ปัวตอบกลับเรียบๆ “ผมไม่ดื่มเหล้าครับ ก่อนมาผมก็บอกพี่ไท่ไว้แล้ว”
เขาเกลียดแอลกอฮอล์มาตั้งแต่เด็ก และเคยสาบานว่าจะไม่แตะต้องมันเด็ดขาด
พี่ไท่โบกมือ “อย่าลำบากใจเลย พวกเราเหมือนคนในครอบครัวเดียวกัน อวี่สวี่ปัวเรียนมากกว่าพวกนายหลายปี เดี๋ยวจบมาเขาจะมาช่วยงานเรา ควรสนิทกันไว้”
คนที่นั่งอยู่รอบโต๊ะส่วนใหญ่เรียนไม่จบ ส่วนอวี่สวี่ปัวที่จบมัธยมปลายกลายเป็นคนที่มีการศึกษาสูงสุดในกลุ่มนี้
เพราะเหตุนี้เอง บางคนจึงไม่ค่อยชอบหน้าเขา
นักเลงหัวม่วงที่ตัวอ้วนยืนบนลังเบียร์แล้วหัวเราะเยาะ “แค่มัธยมปลายมันไม่เห็นจะเก่งตรงไหน ถ้าแน่จริงก็ลองสอบเข้ามหาลัยสิ! หรือที่มานี่ก็เพราะเรียนต่อไม่ไหวแล้ว เลิกทำตัวเหมือนคนเก่งเถอะ!”
เมื่อเห็นอวี่สวี่ปัวไม่ตอบโต้ พี่ไท่เริ่มรู้สึกเสียหน้า เพราะเขาค่อนข้างชื่นชมอวี่สวี่ปัว เห็นว่าเด็กคนนี้มีอนาคตที่ดีกว่าพวกนักเลงเหล่านี้
พี่ไท่ตบโต๊ะเสียงดัง “ฉันบอกแล้วว่าเราเป็นครอบครัวเดียวกัน นี่นายไม่เคารพคำพูดฉันเลยเหรอ! ไปลงโทษตัวเองด้วยการกระดกเหล้าขวดนึง!”
หัวม่วงรู้สึกไม่พอใจ แต่เมื่อพี่ไท่พูดก็ต้องยอมทำตาม เขากระดกเหล้าขวดใหญ่จนหมดแล้วปาทิ้ง มองอวี่สวี่ปัวด้วยสายตาขุ่นมัว
อวี่สวี่ปัวสบตากับเขา ความรู้สึกรำคาญผุดขึ้นในใจอย่างไม่มีเหตุผล
เขาเกลียดสายตาแบบนี้ สายตาของคนเมา
ในจังหวะนั้นเอง เสียงแปลกๆ ดังขึ้นขัดจังหวะ
“อวี่สวี่ปัว?!”
ทุกคนหันไปมอง พบเด็กนักเรียนมัธยมปลายในชุดสะอาดสะอ้านคนหนึ่งยืนอยู่หน้าร้านพร้อมกระเป๋าสะพายหลัง
สายตาของเหล่านักเลงสิบกว่าคนหันไปจับจ้องเด็กคนนั้นพร้อมกัน แต่เขาไม่หวาดหวั่น กลับยิ้มอย่างใจเย็นแล้วพูดว่า
“ที่บ้านนายมีปัญหานิดหน่อย นายต้องกลับไปดูหน่อยนะ”
…………………………………………………………………………………………………………………………….
บทที่ 58 ร้านปิ้งย่างใต้สะพาน (ตอนต้น)
อาจเป็นเพราะเสื้อผ้าที่สะอาดเรียบร้อยของโจวรุ่ย ทำให้เหล่านักเลงหลากสีรู้สึกไม่สบอารมณ์ขึ้นมาทันที
คำพูดธรรมดาๆ ของเขาที่ไม่ได้มีเจตนาร้ายอะไร กลับกระตุ้นความไม่พอใจจากกลุ่มคนที่เหมือน "ลูกสายรุ้ง" เหล่านี้
“แกเป็นใครวะ! มาโวยวายอะไรแถวนี้!”
โจวรุ่ยตอบด้วยน้ำเสียงสงบ “ผมเป็นเพื่อนของอวี่สวี่ปัว มาหาเขา”
อวี่สวี่ปัวที่เห็นโจวรุ่ยโผล่มาที่นี่ถึงกับตกใจ รีบลุกขึ้นเดินมาหาเขา พูดเบาๆ ว่า “นายมาถูกได้ยังไง?”
“พ่อของนายมาตามหานายถึงหน้าประตูโรงเรียน เขาบอกว่านายไม่ได้กลับบ้านหลายวันแล้ว”
สีหน้าของอวี่สวี่ปัวเปลี่ยนไปทันที เขานิ่งไปพักใหญ่ก่อนจะพูดว่า “นายกลับไปเถอะ ที่นี่เริ่มงานตอนกลางคืน ฉันไม่กลับบ้าน”
ที่นี่จะทำงานแบบถูกกฎหมายในตอนกลางวัน ส่วนงานดัดแปลงรถที่ผิดกฎหมาย รวมถึงเกี่ยวข้องกับการลักลอบนำเข้าอะไหล่เถื่อนจะเริ่มทำกันตอนกลางคืน
โจวรุ่ยมองไปรอบๆ อู่ “ซินไท่ซ่อมรถ” แล้วพูดขึ้นว่า “เพราะแบบนี้นายถึงนอนทั้งวันในโรงเรียน แล้วมาตื่นตอนกลางคืนเพื่อทำงานที่นี่ใช่ไหม?”
อวี่สวี่ปัวพยักหน้าอย่างขึงขัง
ในขณะที่เพื่อนๆ คนอื่นยังยุ่งอยู่กับการเรียน การบ้าน หรือแม้แต่ปัญหาวัยรุ่นว่าใครชอบใคร คะแนนสอบจะออกมาเป็นยังไง อวี่สวี่ปัวกลับต้องอยู่กับน้ำมันเครื่องและอะไหล่รถ แถมยังแวดล้อมไปด้วยคนเหล่านี้
เขาเงียบไปพักใหญ่ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงข่มความรู้สึก “นายกลับไปเถอะ อย่ามายุ่งเรื่องของฉันอีก เรื่องครอบครัวของฉันก็เหมือนกัน”
คำพูดนี้เหมือนเขากัดฟันพูดออกมา
อย่ามายุ่งเรื่องของฉันอีก
ชีวิตฉันมันแย่มากพออยู่แล้ว การที่เพื่อนจะมารับรู้เรื่องนี้มันทำให้แย่ยิ่งกว่าเดิม ขอให้ฉันรับมันไว้คนเดียวดีกว่า
โจวรุ่ยกลับพูดขึ้นมา “บนโลกนี้มีเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับเรามากมาย แต่เรื่องของเพื่อน ไม่มีคำว่าไม่เกี่ยวข้อง นายเคยช่วยฉันตอนมีคนมาหาเรื่องไม่ใช่เหรอ?”
“แต่นั่นมันคนละเรื่อง นายจัดการเองได้อยู่แล้ว”
“การที่จัดการเองได้ กับการที่เพื่อนอยากช่วย มันไม่เหมือนกันนะ”
ในชาติก่อนอวี่สวี่ปัวถูกจับเข้าคุก และต้นเหตุส่วนใหญ่มาจากที่นี่
โจวรุ่ยกำลังจะพูดอะไรต่อ แต่แล้วนักเลงหัวทองคนหนึ่งลุกขึ้นมาพร้อมขวดเหล้าในมือ เขาใช้ก้นขวดชี้มาที่โจวรุ่ยพร้อมพูดว่า “ไอ้หนู! ฉันถามแกไปเมื่อกี้หูแตกหรือไง! อยู่แก๊งไหนวะ? เสือกเรื่องของพวกฉันทำไม!”
ดวงตาของโจวรุ่ยหรี่ลงเล็กน้อย
ในเวลาแค่ครึ่งชั่วโมง เขาถูกคนเอาขวดเหล้ามาชี้ใส่ถึงสองครั้ง
ครั้งแรกคนนั้นนอนกองไปแล้ว
สีหน้าของโจวรุ่ยเริ่มมืดลง
อวี่สวี่ปัวรีบขวางหน้าโจวรุ่ย ตะโกนใส่นักเลงหัวทองว่า “เขาเป็นแค่นักเรียนธรรมดา! เพื่อนฉันเอง! หยุดโวยวายได้แล้ว!”
“แม่ง! ฉันช่วยแกแท้ๆ แต่แกดันทำตัวกร่างใส่! เวรเอ๊ย!”
สถานการณ์กำลังจะลุกลาม แต่แล้วพี่ไท่ก็พูดขึ้นเสียงดัง
“พอได้แล้ว!!”
ทุกคนเงียบกริบ โจวรุ่ยมองไปที่ชายวัยกลางคนซึ่งดูเหมือนจะเป็นหัวหน้าที่นี่
พี่ไท่ไม่ได้มองโจวรุ่ย แต่หันไปถามอวี่สวี่ปัวแทน “เพื่อนนายจริงๆ เหรอ?”
อวี่สวี่ปัวพยักหน้าหนักแน่น
“เพื่อนกล้ามาหานายถึงที่นี่ก็ถือว่าใจกล้าพอตัว กลับไปจัดการเรื่องที่บ้านก่อน คืนนี้ถือว่าให้ลาหยุด”
นักเลงหัวทองยังไม่ยอม “พี่! จะปล่อยไปง่ายๆ แบบนี้เหรอ?”
พี่ไท่จ้องเขาจนอีกฝ่ายชะงัก “กูเปิดอู่ ไม่ได้ทำแก๊งลักพาตัว! เรื่องฉุกเฉินบ้านมึงไม่เคยมีรึไง? แม่งพูดมากจริง!”
อวี่สวี่ปัวรีบโค้งขอบคุณพี่ไท่ “ไม่ต้องลาหยุดหรอกครับพี่ไท่ ผมจะรีบกลับมา”
พูดจบก็ลากโจวรุ่ยออกไปทันที
ในขณะที่ถูกอวี่สวี่ปัวดึงให้วิ่ง โจวรุ่ยหันกลับไปมองพี่ไท่อีกครั้งด้วยความประหลาดใจ
พี่ไท่ไม่ได้สนใจอะไรอีก เขายังคงคีบอาหารและดื่มเหล้าต่อไป
เมื่อพ้นจากเสียงเอะอะด้านหลัง อวี่สวี่ปัวลากโจวรุ่ยเดินต่ออีกหลายร้อยเมตรจนหยุด
“พ่อฉันอยู่ไหน?”
โจวรุ่ยไม่พูดมาก แต่พาเขาเดินต่อไป เลี้ยวเข้ามุมหนึ่ง ก่อนจะพาเข้าไปในอุโมงค์ใต้สะพาน
ในอุโมงค์ไม่มีไฟ แต่ยังพอมีแสงรอดมาจากสองฝั่ง
แปลกที่ใต้สะพานกลับมีร้านปิ้งย่างตั้งอยู่
เจ้าของร้านกำลังจัดขวดโหลต่างๆ วางลงบนโต๊ะเตี้ยๆ และจัดเตรียมอุปกรณ์
อวี่เต๋อเฉวียนนอนกอดขวดเหล้าอยู่บนโต๊ะ เห็นได้ชัดว่าเขาเมาจนไม่ได้สติ
โจวรุ่ยชี้ไปที่ร่างนั้นด้วยสายตา
ก่อนหน้านี้ประมาณครึ่งชั่วโมง คนติดเหล้าคนนี้เคยใช้ขวดแตกขู่โจวรุ่ย แต่โจวรุ่ยจัดการได้
เขาหยิบก้อนอิฐจากข้างทางมาฟาดจนอีกฝ่ายล้มลง
ไม่ได้รุนแรงนัก แค่ทำให้แน่ใจว่าอวี่เต๋อเฉวียนไม่มีอาวุธอยู่ในมือ
ตอนนั้นเองที่มีคนขี่รถสามล้อสำหรับขายอาหารกลางคืนพร้อมหม้อกระทะผ่านเข้ามาใต้สะพานนี้
โจวรุ่ยคิดไว้ว่าต้องทำอะไรบางอย่าง เขายกมือเรียกรถสามล้อที่ขายอาหารกลางคืนให้หยุด แล้วจ่ายเงิน 500 หยวนเหมาทั้งร้าน ให้เจ้าของตั้งร้านตรงนี้ใต้สะพาน
ร้านอาหารเคลื่อนที่แบบนี้ ปกติก็จอดตรงไหนที่มีลูกค้าอยู่แล้ว พอเจอลูกค้ารายใหญ่แบบนี้ เจ้าของร้านก็ยินดีรับคำทันที ใช้เวลาแค่ไม่กี่นาทีก็จัดร้านปิ้งย่างเสร็จเรียบร้อย
ส่วนอวี่เต๋อเฉวียนก็ได้ในสิ่งที่เขาต้องการมาตลอด—เหล้า คราวนี้เขาได้ "เอ้อร์กัวโถว" สองขวดใหญ่ขนาด 500 มิลลิลิตร ทำให้เขาสงบลงในที่สุด ยิ้มออกมาเหมือนเด็กที่ได้ของเล่น
ถึงแม้โจวรุ่ยจะไม่ได้คิดช่วยให้อวี่เต๋อเฉวียนเลิกเหล้า แต่ในฐานะที่เขาเป็นพ่อของอวี่สวี่ปัว โจวรุ่ยก็อดกังวลไม่ได้ กลัวว่าหากปล่อยให้ดื่มมากไปจะเกิดเรื่องใหญ่ขึ้น
โชคดีที่หลังจากดื่มไปได้ไม่นาน อวี่เต๋อเฉวียนก็หลับเป็นตาย ฟุบอยู่บนโต๊ะอย่างเรียบร้อย ทำให้โจวรุ่ยมีเวลาสำหรับการไปจัดการธุระที่อู่ซินไท่
เมื่อเห็นพ่อในสภาพที่เละเทะแบบนี้ อวี่สวี่ปัวรู้สึกเหมือนมีหลุมโคลนในใจที่ค่อยๆ กลืนกินเขา
ชายคนนี้เคยเป็นเสาหลักของครอบครัว แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นคนที่ใครเห็นก็เอือมระอา
อวี่สวี่ปัวพยายามเรียกพ่ออยู่หลายครั้ง แต่ก็ไม่สำเร็จ สุดท้ายเขาทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ด้วยความสิ้นหวัง
โจวรุ่ยไม่พูดอะไร เขาหันไปบอกเจ้าของร้านปิ้งย่างว่า “เฮีย ปิ้งอะไรมาให้หน่อย จัดมาเลย!”
“ได้เลย! รอแป๊บนะ!”
การเหมาทั้งร้านอาหารกลางคืนแบบนี้ก็ให้ความรู้สึกแปลกไปอีกแบบ
ใต้สะพานที่มืดสลัว แสงไฟสีเหลืองจากร้านปิ้งย่างส่องให้เห็นควันลอยเอื่อยๆ จากเตาย่าง กลิ่นหอมของอาหารปะปนไปกับอากาศ
เจ้าของร้านกำลังง่วนอยู่กับการปิ้งอาหาร คนติดเหล้าหลับไม่รู้เรื่องอยู่บนโต๊ะ และเด็กหนุ่มสองคนนั่งตรงข้ามกัน มันเป็นภาพที่ดูแปลกแต่กลับมีเสน่ห์ในแบบของมันเอง
อวี่สวี่ปัวเงียบอยู่นาน ก่อนจะพูดขึ้นมา “นายไม่น่ามายุ่งกับพ่อฉันเลย เขาเมาทีไรก็ทำอะไรบ้าๆ ได้ทุกอย่าง”
โจวรุ่ยถอนหายใจ “ตอนแรกฉันก็ไม่อยากยุ่ง แต่ตอนนั้นถ้าฉันไม่เข้าไป เขาอาจจะทำเรื่องผิดพลาดไปแล้วก็ได้ เขาดึงผู้หญิงสองคนไว้ไม่ให้ไป”
สีหน้าของอวี่สวี่ปัวยิ่งหม่นหมอง “โจวรุ่ย ขอบใจนะ แต่จริงๆ แล้วนายไม่น่ามายุ่งเลย เขาก็แค่คนติดเหล้า ฉันไม่อยากให้เขามากระทบกับชีวิตนาย”
เจ้าของร้านเดินเข้ามาพร้อมกับจานปิ้งย่าง “มาแล้วครับ!”
จานปิ้งย่างที่อาจไม่ได้สะอาดที่สุดในโลก แต่กลิ่นหอมนั้นชวนให้น้ำลายสอถูกวางลงตรงหน้าพวกเขา
โจวรุ่ยหยิบไม้ปิ้งขึ้นมา ไม่แน่ใจว่ามันคือเนื้ออะไร “อย่าพูดถึงพ่อของนายเลย พูดถึงนายดีกว่า นายตัดสินใจแล้วจริงๆ เหรอว่าจะทำงานที่นี่หลังเรียนจบ? ฉันดูจากพวกนั้นแล้ว ไม่น่าจะใช่ช่างซ่อมรถแบบปกติ”
อวี่สวี่ปัวหยิบไม้ปิ้งขึ้นมาเช่นกัน “พี่ไท่เป็นคนดี แต่ในวงการซ่อมรถ มันจะมีใครบ้างที่สะอาดล่ะ?”
“แต่มันก็มีอาชีพอื่นที่ไม่ต้องสกปรกแบบนี้นี่ นายเรียนมัธยมปกติ ไม่ได้รู้เรื่องการซ่อมรถอะไรเลย สุดท้ายก็ต้องเริ่มใหม่อยู่ดี แล้วทำไมนายไม่เลือกทางอื่น?”
อวี่สวี่ปัวโยนไม้ปิ้งที่กินหมดแล้วทิ้ง “อาชีพอื่นมันไม่ได้เงินเยอะ”
โจวรุ่ยถามกลับ “นายขาดเงินขนาดนั้นเลยเหรอ?”
อวี่สวี่ปัวเบือนหน้าหนี หัวเราะเยาะตัวเอง “มันแปลกมากไหมล่ะ? มีพ่อแบบนี้ ใครจะไม่ขาดเงิน!”
เขาเริ่มพูดด้วยน้ำเสียงขมขื่น “นายรู้ไหม ตั้งแต่แม่ฉันหนีไปกับคนอื่น เขาก็ไม่ได้ทำงานอีกเลยกี่ปีแล้ว? สามปี! เงินเก็บที่บ้านก็ถูกเขาเอาไปซื้อเหล้าหมด ฉันไม่ออกมาหาเงิน ไม่ไปคลุกอยู่กับคนพวกนี้ แล้วฉันจะเอาอะไรกิน? จะจ่ายค่าเรียนยังไง?”
(จบตอน)