- หน้าแรก
- วันพีซ บุตรชายสุดที่รักของหนวดขาว
- ตอนที่ 28 บอกเล่าเรื่องราวของนายมาสิ
ตอนที่ 28 บอกเล่าเรื่องราวของนายมาสิ
ตอนที่ 28 บอกเล่าเรื่องราวของนายมาสิ
ตอนที่ 28 บอกเล่าเรื่องราวของนายมาสิ
"นี่มันความสามารถบ้าอะไรกัน?"
"ไม่น่าเชื่อเลยว่านายจะสามารถเปลี่ยนวิถีกระสุนที่ชั้นยิงออกไปได้"
ชายหนุ่มไม่รู้ว่าเขาไม่เคยผ่านการถูกทุบตีอย่างโหดร้ายจากสังคม หรือว่าโลกใบนี้มันก็เป็นของมันแบบนี้อยู่แล้ว
เขาถึงกับกล้าถามถึงความสามารถของคาซิแบบต่อหน้าต่อตา และยังยืนรอให้คาซิตอบกลับอย่างอดทน
"ฮ่าฮ่าฮ่า อยากรู้ล่ะสิ?"
"ถ้านายเอาชนะชั้นได้ ชั้นจะยอมบอกทุกอย่างเลย"
คาซิยื่นมือขวาออกไปและกระดิกนิ้วชี้ เป็นการส่งสัญญาณให้ชายหนุ่มเข้ามาได้เลย
"ชิ สมกับที่เป็นโจรสลัดชั่วร้ายจริงๆ"
ชายหนุ่มไม่ได้คำตอบตามที่ต้องการ และเขาก็ไม่ได้เซ้าซี้ถามต่อ
ในเมื่ออีกฝ่ายสามารถเปลี่ยนวิถีกระสุนได้ชั่วคราว เขาก็จะเข้าปะทะด้วยการต่อสู้ระยะประชิดแล้วก็จงใจยิงแสกหน้าในระยะเผาขนซะเลย เขาไม่เชื่อหรอกว่าคาซิจะตอบสนองได้ทัน
ด้วยความคิดนี้ ชายหนุ่มจึงรีบพุ่งพรวดเข้าไปหาพร้อมกับถือปืนคาบศิลาในมือ
คาซิยังคงยืนนิ่งไม่ไหวติง ทำเพียงแค่เฝ้ามองดูชายหนุ่มที่กำลังพุ่งเข้ามาหาเขาอย่างเงียบๆ
ชายหนุ่มจับกระบอกปืน ใช้ปืนคาบศิลาเป็นเหมือนกับกระบอง แล้วเหวี่ยงฟาดตรงไปที่หัวของคาซิ
คาซิสามารถบอกได้เลยว่าชายหนุ่มคนนี้ไม่รู้จักฮาคิเกราะ แต่การรับรู้ของเขานั้นเฉียบคมมาก มีความเป็นไปได้สูงที่เขาจะเบิกฮาคิสังเกตขึ้นมาได้แล้ว มิน่าล่ะเขาถึงได้กลายมาเป็นพลซุ่มยิงที่เก่งกาจที่สุดในบ้านเกิดของเขาได้
ทว่า ทักษะระดับนี้ก็ยังไม่มากพอที่จะทำให้เขาต้องชายตามองอยู่ดี
อาศัยเพียงฮาคิสังเกตของตัวเอง คาซิกก็สามารถหลบหลีกการโจมตีของชายหนุ่มได้อย่างง่ายดาย
ชายหนุ่มกวัดแกว่งปืนคาบศิลาของเขาเพื่อต่อสู้ในระยะประชิด และในบางจังหวะก็เหนี่ยวไกยิงกระสุนออกไป ซึ่งมันทำให้คาซินึกถึงคำๆ หนึ่งขึ้นมา: กัน-คาตา (วิถีปืน)
มันไม่ใช่แค่การไล่ตามเทคนิคการยิงปืนอย่างหลับหูหลับตา แต่มันคือการผสมผสานระหว่างทักษะความแม่นยำและศิลปะการต่อสู้เข้าด้วยกัน มันให้ความรู้สึกเหมือนกับสไตล์การต่อสู้ของอาชีพเรนเจอร์ในเกมที่เขาเคยเล่นในชีวิตก่อนเลย
พวกเขาต่อสู้กันอยู่หลายนาที ถึงแม้ว่าคาซิจะไม่ได้โจมตีสวนกลับเลย แต่ต่อให้เป็นคนโง่ก็ยังมองเห็นถึงช่องว่างอันมหาศาลระหว่างพวกเขาทั้งสองคนได้
ชายหนุ่มไม่สามารถสร้างรอยขีดข่วนให้คาซิได้เลยแม้แต่น้อย ซึ่งนั่นก็ยิ่งทำให้เขารู้สึกร้อนรนมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ต่อสู้
"เอาล่ะ เวลาเล่นสนุกจบลงแล้ว"
ทันทีที่คาซิพูดจบ เขาก็ใช้การเคลื่อนย้ายมิติเพื่อไปโผล่ที่ด้านหลังของชายหนุ่ม และตบฉาดเข้าที่หลังศีรษะของเขาโดยตรง
"เพียะ~"
ด้วยเสียงดังกังวาน ชายหนุ่มถูกคาซิตบหน้าทิ่มลงไปกองกับพื้น และความเจ็บปวดอันรุนแรงก็ทำให้เขาต้องกุมหลังศีรษะและร้องลั่นออกมา
"ทีนี้นายจะยอมฟังในสิ่งที่ชั้นพูดได้รึยัง?"
คาซิเดินช้าๆ กลับไปที่ด้านข้างของมากิโนะ ชายหนุ่มที่มีน้ำตาคลอเบ้าจากความเจ็บปวด เงยหน้าขึ้นมองคาซิอย่างดื้อรั้น ซึ่งฝ่ายหลังกำลังทำตัวราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น
"ไปขี้หมู่ที่ทะเลเนี่ยนะ? แกจะให้ชั้นเชื่อเรื่องนั้นได้ยังไง? มันไร้สาระเกินไปแล้ว"
ชายหนุ่มคิดว่าตัวเองก็พอจะมีสมองอยู่บ้าง เขาไม่มีทางเชื่อเรื่องไร้สาระพรรค์นั้นหรอก
ทว่า สถานการณ์ในตอนนี้มันเหนือกว่าตัวบุคคล เขาเอาชนะไอ้สารเลวที่อยู่ตรงหน้าไม่ได้ ดังนั้นเขาจึงทำได้เพียงสงบสติอารมณ์และรับฟังคำพูดพล่อยๆ ของอีกฝ่ายเท่านั้น
"ก็พวกมันเป็นคนบอกเองนี่นาว่าอยากไปขี้หมู่ที่ทะเล ชั้นก็แค่สานฝันให้พวกมันเป็นจริงก็เท่านั้นเอง"
"แน่นอนว่า วิธีการที่ชั้นสานฝันให้พวกมัน อาจจะทำให้พวกมันไม่ค่อยพอใจสักเท่าไหร่ล่ะนะ"
"ชั้นบดขยี้พวกมันจนกลายเป็นก้อนเนื้อและเลือด แล้วก็โยนพวกมันทิ้งลงทะเล ซึ่งถือได้ว่าเป็นการทำประโยชน์ให้กับมหาสมุทรเลยนะ"
คาซิบอกเล่าถึงความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของเขาด้วยน้ำเสียงสบายๆ
ในตอนนั้นเองที่ชายหนุ่มตระหนักได้ว่ากลุ่มโจรสลัดที่เขาไล่ตามมาตลอดทางนั้นได้ตายกันไปหมดแล้ว และตอนนี้พวกมันก็คงกำลังสำนึกบาปอยู่ในท้องปลาตัวไหนสักตัวเป็นแน่
"นี่พวกมันตายหมดแล้วงั้นหรอ?"
"บ้าเอ๊ย ชั้นไม่สามารถแก้แค้นด้วยมือของตัวเองได้ ไอ้พวกสารเลวนั่นตายสบายเกินไปแล้ว"
ชายหนุ่มใช้มือทั้งสองข้างทุบลงบนพื้น สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความหงุดหงิดคับข้องใจ เห็นได้ชัดว่าชายหนุ่มมีความแค้นฝังลึกกับกลุ่มโจรสลัดกลุ่มนั้น มิน่าล่ะเขาถึงได้ไล่ตามพวกมันมาตลอดทาง
ชายหนุ่มไม่ได้สงสัยว่าคาซิกำลังโกหกเขา อีกฝ่ายแข็งแกร่งขนาดนั้น ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องมาโกหกเขาเลย
ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากสงบสติอารมณ์ลงได้ เขาก็สามารถสัมผัสได้ถึงความจริงจังในน้ำเสียงของอีกฝ่าย
คาซิหยิบเก้าอี้สามตัว โต๊ะตัวเล็กหนึ่งตัว ไวน์ชั้นดีสองขวด และน้ำส้มหนึ่งขวดออกมาจากมิติเอกเทศของเขา
"ชั้นชื่อคาซิ ชั้นมีเหล้า ส่วนนายก็มีเรื่องราว ทำไมไม่เล่ามันออกมาล่ะ? เก็บมันเอาไว้ในใจมันไม่ดีหรอกนะ"
คาซิยื่นน้ำส้มให้กับมากิโนะ ตัวเขานั่งลงบนเก้าอี้ รินไวน์ชั้นดีใส่แก้ว จิบมันไปหนึ่งอึก และลิ้มรสชาติอันแสนอร่อยของไวน์
สีหน้าของชายหนุ่มขณะที่เขามองไปที่คาซินั้นดูซับซ้อน หมอนี่เป็นคนฆ่าซิลโก้และพรรคพวก การแก้แค้นอันยิ่งใหญ่ของเขาบรรลุผลแล้ว และเขาควรจะขอบคุณผู้ชายคนนี้
แต่เขาไม่สามารถล้างแค้นได้ด้วยมือของเขาเอง ดังนั้นลึกๆ ในใจของเขาจึงมีความรู้สึกเสียดายอยู่บ้างไม่มากก็น้อย
ช่างมันเถอะ นี่อาจจะเป็นแค่โชคชะตาก็ได้ เขามักจะก้าวช้าไปหนึ่งก้าวเสมอ
เมื่อมองดูที่ผลลัพธ์แล้ว การได้เห็นความแค้นของเขาถูกชำระก็ถือเป็นการปลอบประโลมใจในรูปแบบหนึ่งเช่นกัน
ชายหนุ่มยันตัวลุกขึ้น นั่งลงบนเก้าอี้ หยิบขวดไวน์ขึ้นมา และเริ่มกระดกมันลงคออึกๆ
"ฮ่าฮ่าฮ่า มีไวน์อีกเยอะแยะ ไม่ต้องรีบร้อนหรอก"
คาซิสามารถบอกได้เลยว่าชายหนุ่มคงจะคิดตกแล้ว การได้เมามายอย่างหนักน่าจะเป็นเรื่องดีสำหรับเขา
ชีวิตยังต้องเผชิญหน้าต่อไป และการใช้ความเมามายเพื่อเป็นจุดจบให้กับอดีตก็เป็นสิ่งจำเป็น ท้ายที่สุดแล้ว คนเราก็ต้องมองไปข้างหน้าเสมอ
"อึก อึก อึก"
"ฮ่าห์~"
ชายหนุ่มเช็ดปาก สีหน้าของเขาดูโดดเดี่ยวอยู่บ้าง และเอ่ยว่า: "ชั้นชื่อ เบเรนส์ บ้านเกิดของชั้นคือหมู่บ้านแห่งหนึ่งบนเกาะคอร์ดิรอสในอีสต์บลู ผู้คนที่นั่นทำมาหากินด้วยการปลูกไม้ผล จับปลา และล่าสัตว์ในภูเขา"
"ชาวเกาะคอร์ดิรอสใช้ชีวิตอย่างสงบสุขและอิ่มเอมใจมาโดยตลอด แต่เมื่อกว่าครึ่งเดือนก่อน พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับการมาเยือนของกลุ่มโจรสลัดผู้ชั่วร้าย"
"ใช่แล้ว มันคือพวกเดรัจฉานที่นำโดยซิลโก้ เวลาที่พวกมันเจอเมือง พวกมันจะปล้นสะดมอย่างต่อเนื่องโดยไม่ฆ่าฟันผู้คนจำนวนมาก แต่เวลาที่พวกมันเจอหมู่บ้านเล็กๆ เนื่องจากมันไม่มีผลประโยชน์ให้เก็บเกี่ยวมากนัก พวกมันจึงจะเผา ฆ่า และปล้นสะดมทุกสิ่งทุกอย่างไปในคราวเดียว"
"บ้านเกิดของชั้นถูกพวกสารเลวนั่นทำลายล้าง ผู้คนนับร้อยถูกฆ่าตาย ซึ่งรวมถึงพ่อแม่ของชั้นด้วย ผืนดินถูกย้อมไปด้วยเลือด และบ้านเรือนก็ถูกไฟเผาวอดวาย"
"ส่วนตัวชั้น วันนั้นชั้นบังเอิญออกไปหาปลาพอดี ชั้นก็เลยไม่ได้อยู่ในหมู่บ้าน"
"นอกจากนี้ก็ยังมีชายหนุ่มแข็งแรงบางคนที่ไปกับชั้น และบางคนก็ไปล่าสัตว์ในภูเขา ดังนั้นในหมู่บ้านจึงไม่ค่อยมีชายหนุ่มอยู่สักเท่าไหร่นัก"
"พวกเราเกลียดชังซิลโก้และกลุ่มของมันเข้ากระดูกดำ พวกเราหลายสิบคนแบ่งออกเป็นสามทีมและไล่ตามพวกมันไปในทิศทางที่แตกต่างกัน ความแข็งแกร่งของชั้นมีมากที่สุด ดังนั้นเพื่อให้แน่ใจถึงความเร็วในการล่องเรือ ชั้นจึงเป็นทีมเดียวที่มีแค่ชั้นคนเดียว ส่วนคนที่เหลือถูกแบ่งออกเป็นสองทีม"
"หลังจากไล่ตามมานานกว่าครึ่งเดือน ในที่สุดพวกเราก็มาถึงเกาะแห่งนี้ และจากนั้นพวกเราก็ได้พบกับคุณ"
เบเรนส์บอกเล่าถึงประสบการณ์ของเขา อธิบายถึงหนี้เลือดอันลึกซึ้งระหว่างเขากับกลุ่มของซิลโก้
คาซิลูบปลายคาง มิน่าล่ะหมอนี่ถึงได้เกลียดซิลโก้มากขนาดนั้น ในขณะที่เขาออกไปข้างนอก บ้านเกิดของเขากลับถูกทำลายล้าง และเหลือผู้คนรอดชีวิตเพียงแค่ไม่กี่สิบคนเท่านั้น ใครที่ตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกับเขา ก็ต้องออกตามล่าพวกมันกันทั้งนั้นแหละ
"เข้าใจล่ะ เบเรนส์ ชั้นขอแสดงความเสียใจกับสิ่งที่นายต้องเผชิญด้วยนะ"
"ทว่า ชีวิตคนเราก็ต้องก้าวเดินต่อไปข้างหน้า เพื่อป้องกันไม่ให้โศกนาฏกรรมเกิดขึ้นซ้ำสอง การพัฒนาความแข็งแกร่งของตัวนายเองคือวิธีการที่ตรงจุดและมีประสิทธิภาพมากที่สุด"
"ในอนาคตนายอาจจะมีภรรยาและลูกๆ และนายคงไม่อยากให้โศกนาฏกรรมนี้เกิดขึ้นซ้ำรอยอีกใช่มั้ยล่ะ?"
"โลกอันแสนวุ่นวายและเลวร้ายใบนี้มันก็เป็นแบบนี้แหละ ถ้านายไม่มีความแข็งแกร่ง นายก็ทำได้เพียงแค่อดทนยอมรับความโหดร้ายของโชคชะตาอย่างเงียบๆ เท่านั้น"
"ส่วนตัวชั้น ชะตากรรมของชั้นอยู่ในกำมือของชั้นเอง และชั้นจะใช้ความแข็งแกร่งอันทรงพลังของชั้นเพื่อปกป้องคนที่ชั้นอยากจะปกป้อง"
คำพูดของคาซิทำให้เบเรนส์รู้สึกคล้อยตามอย่างลึกซึ้ง
"นั่นก็จริง ชีวิตคนเราก็ยังคงต้องก้าวเดินต่อไปข้างหน้า"
เบเรนส์เงยหน้าขึ้นอย่างกะทันหัน มองไปที่คาซิที่อยู่ตรงข้ามเขา และเอ่ยว่า: "คุณคาซิ คุณทรงพลังมาก คุณช่วยพัฒนาความแข็งแกร่งให้ผมหน่อยได้มั้ยครับ?"
"ผมเองก็อยากจะมีพลังมากพอที่จะปกป้องคนที่ผมห่วงใยในโลกอันแสนวุ่นวายใบนี้เหมือนกันครับ"
จบตอน