- หน้าแรก
- เมื่ออันธพาลตระกูลกั๋วกงขอรันวงการสุราเซียน
- บทที่ 409 - ใครคิดว่าตัวเองยิงปืนใหญ่ได้เก่งที่สุด ก้าวออกมา
บทที่ 409 - ใครคิดว่าตัวเองยิงปืนใหญ่ได้เก่งที่สุด ก้าวออกมา
บทที่ 409 - ใครคิดว่าตัวเองยิงปืนใหญ่ได้เก่งที่สุด ก้าวออกมา
บทที่ 409 - ใครคิดว่าตัวเองยิงปืนใหญ่ได้เก่งที่สุด ก้าวออกมา
ทหารที่เสิ่นชิงอวิ๋นนำมา แม้จะนับว่าเป็นทหารระดับหัวกะทิของพรรคบัวขาว ทว่าเมื่อเทียบกับทหารของค่ายพยัคฆ์ขาวแล้ว ก็ยังห่างชั้นกันลิบลับ!
หลินเฉินไม่ไล่ตาม สั่งให้จ้าวหู่นำคนบุกไปจัดการกับกองทัพพรรคบัวขาวที่เฉินอิงสกัดกั้นไว้
ทหารหลายพันนายนั้นเห็นหลินเฉินและพวกบุกเข้ามา ก็รู้ตัวว่าสถานการณ์ไม่ดี จึงออกคำสั่งถอยทัพ แม้เฉินอิงจะนำคนไล่ฆ่าฟันอยู่ด้านหลังก็ไม่สนใจ หนีหัวซุกหัวซุนกลับเข้าไปในป้อมหน้าประตูเมือง
"ตรวจดูสิว่ามีพี่น้องคนไหนบาดเจ็บหรือเปล่า"
พวกทหารค่ายพยัคฆ์ขาวเริ่มเก็บกวาดสนามรบ ทางด้านเกาต๋าก็นำกำลังจัดการกับกองทหารที่ประจำการอยู่บนภูเขาเรียบร้อยแล้ว เฉินอิงกับเช่ออัง เริ่มนำคนลากปืนใหญ่ขึ้นภูเขา
ปืนใหญ่เฮยอีเหล่านี้ หนักถึงสองร้อยกว่ากิโลกรัม แม้ว่าโรงงานจะคิดค้นฐานล้อเลื่อนแบบใหม่สำหรับปืนใหญ่ขึ้นมาแล้ว แต่ตอนที่จะเอาขึ้นเขา ทหารก็ทำได้เพียงถอดปืนใหญ่ออกมา จากนั้นก็เอาเถาวัลย์มาผูก แล้วช่วยกันลากขึ้นไปบนภูเขา
ภูเขาลูกนี้ไม่ได้ทำถนนไว้ ขรุขระไม่ราบเรียบ อีกทั้งยังมีความลาดชันสูง ม้าก็ขึ้นเขาลำบาก ดังนั้นจึงต้องใช้แรงคนล้วนๆ
นอกจากนี้ ยังมีทหารค่ายพยัคฆ์ขาวอีกส่วนหนึ่ง สะพายตะกร้าไม้ไผ่ที่บรรจุกระสุนปืนขึ้นเขาไป ทหารแต่ละคนไม่ได้สะพายไปเยอะมากนัก ตะกร้าใบหนึ่งอาจจะมีกระสุนปืนไม่ถึงสิบลูก ถ้าน้อยหน่อยก็ห้าหกลูก
ทางฝั่งพรรคบัวขาว พระแม่ศักดิ์สิทธิ์มองดูเสิ่นชิงอวิ๋นหนีกลับมาอย่างทุลักทุเล สีหน้าก็ดูไม่ค่อยดีนัก
"พระแม่ศักดิ์สิทธิ์ พลังรบของค่ายพยัคฆ์ขาว ร้ายกาจสมคำร่ำลือ การปะทะกันซึ่งหน้าเพียงรอบเดียว พวกเราก็ไม่ใช่คู่มือแล้ว อีกอย่าง อาวุธยุทโธปกรณ์ของพวกมันดีเกินไป หอกยาวในมือของพวกเรา แทงไม่ทะลุชุดเกราะของพวกมันเลย จำเป็นต้องใช้อาวุธหนัก"
นี่คือเหตุผลว่าทำไมทหารที่สวมเกราะในสนามรบจึงมีพลังรบที่แข็งแกร่งถึงเพียงนี้ ชุดเกราะดีๆ ดาบหรือกระบี่ธรรมดาฟันไม่เข้าเลย ต้องใช้ค้อนเหล็กยักษ์ซึ่งเป็นอาวุธที่สามารถทุบให้บอบช้ำจากภายในได้เท่านั้นถึงจะเอาอยู่
สีหน้าของพระแม่ศักดิ์สิทธิ์ก็ดูแย่มากเช่นกัน "ค่ายพยัคฆ์ขาวนี้ มีพลังรบแข็งแกร่งถึงเพียงนี้เชียวหรือ? หรือว่ากองทัพกว่าแสนนายที่ตั้งรับเผชิญหน้ากับเขา ก็ไม่ใช่คู่มือของเขา? เป็นไปไม่ได้"
เสิ่นชิงอวิ๋นกล่าวอีกว่า "พวกมันขี่ม้า เชี่ยวชาญการรบภาคพื้นดิน สู้พวกเราตั้งรับไว้แน่นหนาดีกว่า แบบนี้ ในการรบแบบบุกตีเมืองพวกมันย่อมต้องเสียเปรียบเป็นแน่ อีกอย่าง พอพวกเราโยนก้อนหินลงมาจากที่สูง ขอเพียงโยนโดน ต่อให้พวกมันจะสวมชุดเกราะ ก็ไม่มีประโยชน์อันใด ยิ่งไปกว่านั้น การสวมชุดเกราะ ก็ทำให้ปีนกำแพงเมืองได้ยากลำบาก"
พระแม่ศักดิ์สิทธิ์ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง "รอให้พวกก่วนขุยกลับมาก่อนค่อยว่ากัน เสบียงอาหารมีเพียงพอ ตั้งรับไว้ก็พอ ถ่ายทอดคำสั่งลงไป ให้หัวหน้าสาขาทุกคนหาวิธีทำลายศัตรู เสิ่นชิงอวิ๋น เจ้าส่งคนไปกระจายข่าวอีกครั้ง ให้สาวกทุกคนในหมีโจวเตรียมพร้อม เตรียมตัดเส้นทางเสบียงของพวกมัน!"
พระแม่ศักดิ์สิทธิ์เงยหน้าขึ้น มองไปที่ทหารค่ายพยัคฆ์ขาวที่กำลังปีนขึ้นภูเขาอยู่ไกลๆ "ค่ายพยัคฆ์ขาวบุ่มบ่ามขนาดนี้ เมืองต่างๆ ตามรายทางก็ไม่สนใจ มุ่งหน้ามาที่อำเภอชางผิงของเราโดยตรง แบบนี้ก็หมายความว่าจะบุกทะลวงรังมังกรให้แตกหักไปเลยสินะ ดูท่าคงจะหลงเชื่อข่าวลือเรื่องเสบียงไม่พอที่ปล่อยออกไปก่อนหน้านี้เป็นแน่ คราวนี้ล่ะ ข้าอยากจะรู้ว่าถ้าลากยาวไป เจ้าจะทำอย่างไร"
แววตาของพระแม่ศักดิ์สิทธิ์ฉายแววเย็นชา นางเริ่มกลับมาควบคุมสถานการณ์ได้บ้างแล้ว หลักๆ เป็นเพราะพลังรบของค่ายพยัคฆ์ขาวของหลินเฉินนั้นน่ากลัวเกินไป หากเปรียบเทียบกับสถานการณ์บนโลกในยุคชุนชิวจ้านกั๋ว ก็คงไม่ต่างอะไรกับความหวาดกลัวที่ทหารเว่ยอู่จู๋สร้างให้กับชาวฉินเลย
แค่ปะทะกันเพียงเล็กน้อย พระแม่ศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่กล้าเผชิญหน้ากับหลินเฉินอีก นางไม่ใช่คนโง่ ดังนั้นจึงปิดประตูเมืองไม่ยอมออกรบ ยังไงเสียหลินเฉินก็ทำอะไรนางไม่ได้อยู่แล้ว
หลินเฉินไปดูทหารที่ตกม้าตอนปะทะกันก่อน โชคดีที่อัตราการตายน้อยมาก ส่วนใหญ่แค่บาดเจ็บ พักฟื้นหน่อยก็หาย บางคนก็ยังมีแรงลุกขึ้นไปสู้ต่อได้ แม้จะโดนม้าเหยียบ แต่ก็เพราะใส่เกราะชั้นดี เลยช่วยกันแรงกระแทกไปได้เยอะ
พอเห็นว่าการต่อสู้จบลง หลินเฉินก็พยักหน้า "เฉินอิง ตั้งค่ายที่ตีนเขา จะได้คอยสอดประสานกับข้างบนได้"
เฉินอิงรับคำ เช่ออังก็ถามขึ้น "ผู้บัญชาการหลิน ขั้นต่อไปจะเอายังไงดีขอรับ?"
"ขั้นต่อไป ก็เตรียมตัวตีเมืองน่ะสิ"
เช่ออังถึงกับชะงักไป ถามด้วยความเป็นห่วงว่า "ผู้บัญชาการหลิน แบบนี้จะไม่เร็วไปหน่อยหรือขอรับ?"
"ไม่เร็วหรอก เสบียงที่พวกเราเอามามีไม่พอ พระแม่ศักดิ์สิทธิ์ไม่ใช่คนโง่ ข้าไม่กลัวที่จะสู้กับนาง แต่กลัวว่านางจะไม่ออกมาต่างหาก ถ้านางตั้งรับ ถึงข้าจะตีเมืองได้ แต่ก็ต้องเสียสละอย่างหนัก ข้าต้องเสียพี่น้องค่ายพยัคฆ์ขาวไปเท่าไหร่ล่ะ? การทำสงคราม ต้องพยายามลดความสูญเสียให้ได้มากที่สุด"
"อีกอย่าง ตอนนี้เวลาคือชีวิต ข้าให้ค่ายเฮยเฟิงไปถ่วงเวลาค่ายซานจื้อไว้ ค่ายซานจื้อก็มีตั้งหลายหมื่นคน ถ้าปล่อยให้ค่ายซานจื้อกับค่ายเซียงจื้อกลับมาสมทบกันที่อำเภอชางผิงได้ แสนกว่าคนเชียวนะ พวกเราสู้ลำบากแน่ๆ ตอนนี้ต้องอาศัยจังหวะที่พระแม่ศักดิ์สิทธิ์ยังไม่ทันตั้งตัว รุกฆาตตีฝ่าแนวป้องกันของนางให้แตก แล้วยึดให้ได้รวดเดียวเลย"
"ยังมีอีกข้อ เสบียงที่พวกเราขนมามีจำกัด ว่านเจาไปหาเจ้าเมือง แล้วให้เสบียงที่ส่งมาเปลี่ยนเส้นทางมาที่นี่ แต่ระหว่างทางก็ยังมีกองกำลังของพรรคบัวขาวที่ยึดเมืองต่างๆ อยู่ ซึ่งพวกเรายังไม่ได้ปราบปราม ดังนั้นเส้นทางลำเลียงเสบียงจึงมีสิทธิ์ถูกปล้นได้"
หลินเฉินอธิบายรวดเดียวจบ เช่ออังก็รีบตอบรับทันที "รับทราบขอรับ ข้าน้อยจะทำตามคำสั่งผู้บัญชาการทุกประการ"
หลินเฉินพยักหน้า "ขึ้นไปดูบนเขาก่อนเถอะ"
ทุกคนตามหลินเฉินขึ้นไปบนเขา พอถึงยอดเขาก็เห็นทหารค่ายพยัคฆ์ขาวกำลังตั้งปืนใหญ่กันอยู่
ปืนใหญ่หนักกว่าสองร้อยกิโลกรัมถูกตั้งขึ้น โดยใช้ดินมาพูนเป็นฐาน แล้วก็ปรับมุม จัดเรียงหน้ากระดานเป็นแถวยาว มองไปข้างหน้าก็เห็นอำเภอชางผิงตั้งตระหง่านอยู่ไม่ไกล
ถึงแม้อำเภอชางผิงจะเป็นแค่เมืองระดับอำเภอ แต่กำแพงเมืองของมัน ก็ใหญ่โตไม่แพ้เมืองระดับจังหวัดเลยทีเดียว
จูเหนิงตื่นเต้นสุดๆ "พี่เฉิน ลองยิงดูสักนัดตอนนี้เลยดีไหม?"
"อย่าเพิ่งรีบ ให้พวกที่เคยถูกคัดเข้าค่ายเสินจีออกมาก่อน"
จากนั้นก็มีคนไปส่งคำสั่ง
เช่ออังยืนอยู่ข้างๆ เขาไม่เคยเห็นการทดลองยิงปืนใหญ่เฮยอีมาก่อน ก็เลยไม่รู้ถึงอานุภาพของมัน พอมองกระบอกปืนดำๆ พวกนี้ ก็อดสงสัยไม่ได้ว่า ของพวกนี้มันจะพังกำแพงเมืองได้จริงๆ เหรอ?
แถมระยะทางจากภูเขาลูกนี้ไปถึงกำแพงเมือง ก็ไม่ใช่น้อยๆ เลยนะ ไกลกว่าระยะยิงของธนูตั้งเยอะ
ในขณะเดียวกัน ทหารค่ายเสินจี ก็ขึ้นมาบนภูเขาถึงสามร้อยนาย ยืนเรียงรายเต็มพื้นที่บนทางลาดด้านหน้า
หลินเฉินมองไปที่พวกเขา "พวกเจ้าทุกคนล้วนเป็นทหารผ่านศึกของค่ายพยัคฆ์ขาว และยังเป็นทหารใหม่ของค่ายเสินจี ก่อนหน้านี้ข้าทุ่มเงินไปมากมายเพื่อเลี้ยงดูพวกเจ้า ตอนนี้ถึงเวลาแล้ว ขอสักยี่สิบคน ใครคิดว่าตัวเองยิงปืนใหญ่ได้เก่งที่สุด ก้าวออกมา"
พรึ่บ!
ทหารจำนวนไม่น้อยก้าวออกมาทันที ทำเอาเฉินอิงถึงกับหลุดขำ "ออกมากันหมดเลยแฮะ"
เกาต๋ายืนอยู่ด้านข้าง หอกยาวเปื้อนเลือดปักอยู่บนพื้น
ทหารนายหนึ่งร้องขึ้นทันที "รายงาน!"
ค่ายพยัคฆ์ขาวถูกฝึกฝนมาด้วยวิธีสมัยใหม่ของหลินเฉิน ดังนั้นในด้านการใช้คำพูด จึงมีสไตล์สมัยใหม่ปะปนอยู่
"ว่ามา"
"ผู้บัญชาการ พวกเราฝึกซ้อมกันมาตั้งนาน ถ้ายังไม่มั่นใจในตัวเอง ก็เท่ากับทำผิดต่อท่านสิขอรับ"
หลินเฉินพยักหน้าด้วยความพอใจ "ดี พรุ่งนี้ข้าจะขอดูของจริง ตอนนั้นปืนใหญ่ทุกลูก ต้องยิงให้ตรงเป้า ต้องพังกำแพงเมืองด้านนี้ให้เป็นรูให้ได้!"
"รับทราบ!"
หลินเฉินถามต่อ "แล้วฝีมือยิงปืนคาบศิลาของพวกเจ้าล่ะ เป็นยังไงบ้าง?"
"รายงาน! สามารถยิงเข้าเป้าได้อย่างแม่นยำในระยะหกสิบก้าวขอรับ"
หลินเฉินพยักหน้า "ดี พรุ่งนี้พวกเจ้าจะเป็นกองหน้า พอกำแพงเมืองพัง พวกเจ้าก็บุกเข้าไปเป็นหน่วยแรก"
"รับทราบ!"
(จบแล้ว)