- หน้าแรก
- เมื่ออันธพาลตระกูลกั๋วกงขอรันวงการสุราเซียน
- บทที่ 407 - พวกแกอย่าเรียกข้าว่าหัวหน้าใหญ่ ให้เรียกข้าว่าใต้เท้า
บทที่ 407 - พวกแกอย่าเรียกข้าว่าหัวหน้าใหญ่ ให้เรียกข้าว่าใต้เท้า
บทที่ 407 - พวกแกอย่าเรียกข้าว่าหัวหน้าใหญ่ ให้เรียกข้าว่าใต้เท้า
บทที่ 407 - พวกแกอย่าเรียกข้าว่าหัวหน้าใหญ่ ให้เรียกข้าว่าใต้เท้า
ก่วนขุยกำลังมองดูทหารค่ายซานจื้อถอยทัพกลับไปยังหมีโจว
เส้นทางสายนี้ทอดขนานไปกับเทือกเขา เนื่องจากถนนหลวงคับแคบเกินไป สามารถเดินเรียงหน้ากระดานได้มากสุดเพียงสี่คน ดังนั้น ทั้งกองทัพจึงจำต้องจัดขบวนเป็นค่ายกลงูยาวเลื้อยคดเคี้ยวไปข้างหน้า
ยิ่งไปข้างหน้า ก็ยิ่งต้องบุกป่าฝ่าดง ปีนข้ามภูเขา
ก่วนขุยเป็นชายร่างบึกบึนใบหน้าสี่เหลี่ยม เขาเงยหน้าขึ้น รอบริมฝีปากเต็มไปด้วยหนวดเครา บนใบหน้าหยาบกร้านมีแวววิตกกังวล
"พระแม่ศักดิ์สิทธิ์ส่งข้อความมาด่วน ให้ข้ารีบถอยทัพกลับไป หรือว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้น?"
"ในมือพระแม่ศักดิ์สิทธิ์อย่างน้อยก็มีกองทัพถึงสี่หมื่นนาย เสบียงที่ปล้นมาได้อย่างน้อยก็น่าจะประทังไปได้ถึงครึ่งปี ข่าวลวงเรื่องเสบียงไม่พอที่ปล่อยออกไปก่อนหน้านี้ หรือว่าจะไม่ได้ผล? แถมพระแม่ศักดิ์สิทธิ์ยังให้คนเริ่มบุกเบิกที่ดินรกร้างเพื่อกักตุนเสบียงแล้ว เหตุใดตอนนี้ถึงให้พวกเรากลับไปล่ะ?"
ก่วนขุยคิดอย่างไรก็คิดไม่ตก เพียงแต่พรรคบัวขาวเพิ่งจะชูธงก่อกบฏ รากฐานยังเปราะบางนัก จึงจำเป็นต้องกลับไปช่วยเหลือ
"หากทหารพวกนี้ได้รับการฝึกฝนอีกสักหน่อย ก็จะกลายเป็นทหารที่มีพลังรบขึ้นมาได้"
ในใจก่วนขุยคิดฟุ้งซ่านไปต่างๆ นานา ในตอนนั้นเอง จู่ๆ ด้านหน้าก็มีเสียงดังตึงโครม เขาเงยหน้าขึ้นมองอย่างรวดเร็ว เห็นเพียงว่าบริเวณสันเขาด้านข้าง มีคนกลิ้งหินยักษ์ลงมา
หินยักษ์นั้นร่วงหล่นลงมาบนถนนหลวง ทหารแนวหน้าที่ตั้งตัวไม่ติด ถูกทับตายคาที่โดยไม่ทันได้ส่งเสียงร้องด้วยซ้ำ ฝุ่นคลุ้งกระจาย ทหารที่อยู่ด้านหลังถอยกรูดกลับมาเหมือนนกที่ตื่นตระหนกเสียงธนู
"ยิง!"
บนสันเขาด้านข้าง จู่ๆ ก็มีคนโผล่ขึ้นมานับไม่ถ้วน ถือหน้าไม้และธนู เล็งมาที่ขบวนทัพฝั่งตน แล้วระดมยิงอย่างบ้าคลั่ง!
ห่าธนูราวกับห่าฝน!
ทหารค่ายซานจื้อเหล่านั้นต่างแตกตื่นลนลานหาที่หลบซ่อน แต่ทหารส่วนใหญ่ก็ถูกธนูยิงเข้าเป้า ส่งเสียงร้องครวญครางแล้วล้มลง
"รีบหาที่กำบัง!"
นายกองคนอื่นๆ ร้องตะโกน
ใบหน้าของก่วนขุยดำมืด เขาชักม้าขึ้นหน้า ไปหลบอยู่หลังต้นไม้แล้วมองดูคนบนสันเขานั้น
ที่นี่มีกองทหารซุ่มโจมตีได้อย่างไร?
หรือว่าจะเป็นกองกำลังจากพื้นที่อื่นในมณฑลตงซาน?
เป็นไปไม่ได้ กองกำลังในมณฑลตงซานส่วนใหญ่ถูกกวาดล้างไปหมดแล้ว
"ฮ่าๆๆๆ ก่วนขุย หมู่นี้สบายดีไหม?"
เสียงอันคุ้นเคยดังขึ้น
ใบหน้าของก่วนขุยเคร่งเครียดลงทันที เขามองไป เห็นเพียงร่างอันคุ้นเคยปรากฏขึ้นบนสันเขาไม่ไกลนัก
"จั้วซานเตียว ข้าบอกพระแม่ศักดิ์สิทธิ์ตั้งแต่แรกแล้ว ว่าพวกโจรภูเขาอย่างพวกแกมันไว้ใจไม่ได้! แกกล้าลงมือกับพรรคบัวขาวของพวกเรา หรือว่าแกจะไปสวามิภักดิ์ต่อราชสำนักแล้ว?"
"ใช่แล้ว ไอ้พวกกบฏ รีบลงจากม้าแล้วยอมจำนนซะ!"
ก่วนขุยแค่นหัวเราะเยาะ "ถุย โคตรแม่แกเถอะ จั้วซานเตียว แกอย่าลืมสิว่าแกก็เป็นแค่โจรภูเขา แกคิดว่าพอราชสำนักหลอกใช้แกเสร็จแล้ว จะไม่หันมาบั่นคอแกงั้นหรือ? ตัวอย่างมีให้เห็นถมเถไป"
จั้วซานเตียวกล่าวเสียงเรียบ "ก่วนขุย ราชวงศ์ต้าเฟิงน่ะข้าไม่ไว้ใจหรอก แต่ท่านขุนพลผิงเป่ยข้าไว้ใจ เขาอุตส่าห์มาหาข้าที่ค่ายเฮยเฟิงด้วยตัวเอง ทำไมข้าจะไม่ยอมสวามิภักดิ์ล่ะ? ติดตามเขา ยังไงก็ดีกว่าติดตามพวกแก ตอนนี้พวกเราเป็นศัตรูกันแล้ว เลิกพูดพร่ำทำเพลง วันนี้ข้าไม่มีทางยอมให้พวกแกผ่านไปได้หรอก ระดมยิงธนูต่อไป!"
ก่วนขุยกัดฟันกรอด ทำได้เพียงสั่งให้ทหารถอยร่น
เมื่อเห็นก่วนขุยถอยทัพ จั้วซานเตียวก็แค่นหัวเราะเยาะ "มันต้องหาทางถอยหนีไปทางอื่นแน่ ไม่ต้องรีบ รอถึงตอนนั้นพวกเราค่อยตามไปกัดไม่ปล่อย"
หัวหน้าสามที่อยู่ด้านข้างก็พูดขึ้นว่า "หัวหน้าใหญ่ แค่ถ่วงเวลาพวกมันไว้ก็พอแล้ว"
"ใช่แล้ว ครั้งนี้ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไร ก็ต้องกัดพวกมันไว้ให้แน่น ถ่วงเวลาให้ท่านแม่ทัพหลินให้ได้ ถึงตอนนั้น พวกแกอย่าเรียกข้าว่าหัวหน้าใหญ่ ให้เรียกข้าว่าใต้เท้า"
โจรภูเขาคนอื่นๆ ก็พากันหัวเราะร่วนตามไปด้วย
ทางฝั่งของก่วนขุย ก็เลือกเส้นทางอื่นที่กว้างกว่าทันที แม้เส้นทางนี้จะใช้เวลามากกว่าสักหน่อย แต่เมื่อเทียบกับสภาพภูมิประเทศที่เป็นภูเขา อย่างน้อยก็ไม่ถูกจั้วซานเตียวสกัดกั้นเส้นทางเดินทัพได้
แต่ตอนที่พวกเขาเลือกเส้นทางใหม่เพื่อถอยทัพ โจรภูเขาค่ายเฮยเฟิง ก็ขี่ม้าไล่ตามลงมาจากภูเขาด้านหลัง
ก่วนขุยหน้าเคร่งเครียด "ตั้งค่ายกล"
แต่เมื่อเห็นค่ายซานจื้อตั้งค่ายกลเตรียมพร้อม โจรภูเขาค่ายเฮยเฟิงก็เริ่มถอยร่นกลับไป
ก่วนขุยสั่งการทันที "ไปเรียกเลี่ยวฉางว่านมาพบข้า"
ไม่นาน เลี่ยวฉางว่านก็มาถึง "หัวหน้าสาขา"
"เจ้านำกำลังพลห้าพันนาย ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไร ก็ต้องสกัดกั้นพวกค่ายเฮยเฟิงไว้ให้ได้ อย่าปล่อยให้พวกมันตามมากัดเราได้อีก!"
"ขอรับ!"
เลี่ยวฉางว่านรับคำสั่งจากไป ส่วนก่วนขุยก็หน้าดำคร่ำเครียด: ค่ายเฮยเฟิงกัดไม่ปล่อยขนาดนี้ แสดงว่าชางผิงต้องถูกโจมตีเข้าแล้วแน่ๆ
เขาต้องรีบนำทัพกลับไปช่วยเหลือโดยเร็วที่สุด
...
ท้องฟ้าเริ่มสางแล้ว
พระแม่ศักดิ์สิทธิ์อยู่บนกำแพงเมือง มองดูค่ายพยัคฆ์ขาวที่ตั้งค่ายอยู่แต่ไกล ทั้งค่ายอยู่ห่างจากตนเองไม่ถึงสิบลี้ มองเห็นได้อย่างชัดเจน
"แจ้งไปยังสาขาอื่นๆ ในมณฑลตงซานหมดหรือยัง?"
"เรียนพระแม่ศักดิ์สิทธิ์ แจ้งไปหมดแล้วเจ้าค่ะ"
พระแม่ศักดิ์สิทธิ์พยักหน้า "ดี รออีกสองสามวัน รอให้ค่ายซานจื้อและค่ายเซียงจื้อถอยกลับมา กองทัพทั้งสามสายรวมตัวกันเมื่อไหร่ ก็จะเป็นวันตายของหลินเฉิน!"
พระแม่ศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้ประมาท นางให้คนไปสืบเรื่องค่ายพยัคฆ์ขาวของหลินเฉินมาตั้งนานแล้ว สวมเกราะเต็มยศทุกคน นี่มันเป็นเรื่องที่น่ากลัวมาก หากไม่ได้เตรียมการตั้งรับไว้ในสมรภูมิก่อนล่ะก็ กองทัพสี่หมื่นนายของนาง จะต้องถูกค่ายพยัคฆ์ขาวบุกทะลวงจนพินาศย่อยยับแน่!
ทว่า หลินเฉินก็ไม่ได้ตั้งใจจะปล่อยพวกนางไป
"พรรคบัวขาวคิดจะอาศัยความได้เปรียบทางภูมิประเทศ เพื่อตั้งรับการโจมตี หึ ดีไม่ดีคงกำลังรอให้ค่ายซานจื้อและค่ายเซียงจื้อกลับมาช่วยล่ะสิ"
หลินเฉินลดกล้องส่องทางไกลลง
เฉินอิงและจูเหนิงก็กำลังใช้กล้องส่องทางไกลดูอยู่เช่นกัน แม้จะอยู่ห่างไกลขนาดนี้ แต่เมื่อมองผ่านกล้องส่องทางไกล ก็สามารถเห็นสถานการณ์บนกำแพงเมืองได้อย่างชัดเจน
เช่ออังที่อยู่ด้านข้างก็ประหลาดใจยิ่งนัก อีกฝ่ายไม่รู้ความเคลื่อนไหวของฝั่งตน แต่ฝั่งตนกลับล่วงรู้สถานการณ์ของอีกฝ่ายจนหมดสิ้น
จูเหนิงหันไปยิ้มกริ่มให้เขา "รู้ไหมว่าตอนอยู่ทุ่งหญ้า พวกเราบุกทะลวงลึกเข้าไปไล่ล่าพวกคนเถื่อนได้อย่างไร? พวกมันสลัดพวกเราไม่หลุดเลยล่ะ"
"ยอดเยี่ยมมาก ความสามารถในการประดิษฐ์คิดค้นของท่านผู้บัญชาการใหญ่ ช่างล้ำเลิศเกินมนุษย์มนาจริงๆ"
หลินเฉินมองไปที่ภูเขาลูกนั้นอีกครั้ง "บนภูเขาก็มีคนของพรรคบัวขาวอยู่ไม่น้อย เกาต๋า"
"ขอรับ"
"เจ้านำทหารม้าหนึ่งพันนาย บุกขึ้นภูเขาไป กวาดล้างพวกกบฏให้สิ้นซาก"
"ขอรับ!"
เกาต๋ารับคำสั่งเตรียมจะไป หลินเฉินก็สั่งอีก "จูเหนิง เช่ออัง"
"ขอรับ!"
ทั้งสองก้าวออกมารายงานตัวพร้อมกัน แววตาของจูเหนิงเต็มไปด้วยความตื่นเต้น
"พวกเจ้านำทหารหนึ่งพันนาย ขนปืนใหญ่เฮยอีและกระสุนปืน บุกขึ้นภูเขาไป ตามไปติดๆ"
"ขอรับ!"
พวกเขาก็พากันไปจัดเตรียมกำลังพลเช่นกัน
หลินเฉินยกกล้องส่องทางไกลขึ้นดูอีกครั้ง มองไปที่อำเภอชางผิงและป้อมหน้าประตูเมือง ทั้งสองเมืองล้วนมีธงโบกสะบัด
"เฉินอิง จ้าวหู่"
"ขอรับ!"
"เดี๋ยวพรรคบัวขาวจะต้องส่งทหารออกมาช่วยเหลือแน่ พวกเราต้องเข้าสกัดกั้น เพื่อให้แน่ใจว่าจูเหนิงและพรรคพวกจะขึ้นไปบนภูเขาได้อย่างปลอดภัย"
"ขอรับ!"
เฉินอิงไปจัดเตรียมกำลังพล ทหารองครักษ์ของเขาก็ติดตามไปอย่างใกล้ชิด
จ้าวหู่ยืนอยู่ข้างหลินเฉิน เขามองไปเบื้องหน้า พระอาทิตย์เพิ่งจะโผล่พ้นขอบฟ้า แสงตะวันสาดส่องลงบนทัศนียภาพเบื้องหน้า พื้นดินสีเขียวขจีในฤดูใบไม้ผลิ เมืองที่ตั้งตระหง่าน หากไม่มีสงคราม ก็คงเป็นภาพที่สงบสุข ไม่ใช่บรรยากาศที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งการเข่นฆ่าเช่นนี้
"จ้าวหู่ ไปเตรียมกำลังพลได้แล้ว"
"ขอรับ"
ค่ายพยัคฆ์ขาวเริ่มเคลื่อนไหว ไม่นานนัก เกาต๋าก็นำทหารม้าถึงหนึ่งพันนาย พุ่งทะยานบุกขึ้นภูเขาไปทันที!
"ค่ายพยัคฆ์ขาวเคลื่อนไหวแล้ว!"
ทางฝั่งของพระแม่ศักดิ์สิทธิ์ ย่อมมองเห็นความเคลื่อนไหวของค่ายพยัคฆ์ขาว นางรีบสั่งการทันที "ส่งสัญญาณธง เตรียมให้ป้อมหน้าประตูเมืองยกทัพออกมา ซ้ำยังให้เสิ่นชิงอวิ๋นเตรียมกำลังพลสามพันนาย ประสานกำลังตีกระหนาบ!"
(จบแล้ว)