- หน้าแรก
- เมื่ออันธพาลตระกูลกั๋วกงขอรันวงการสุราเซียน
- บทที่ 402 - ข้าจะให้เขามารอบนี้ ไม่มีวันได้กลับไป!
บทที่ 402 - ข้าจะให้เขามารอบนี้ ไม่มีวันได้กลับไป!
บทที่ 402 - ข้าจะให้เขามารอบนี้ ไม่มีวันได้กลับไป!
บทที่ 402 - ข้าจะให้เขามารอบนี้ ไม่มีวันได้กลับไป!
จัดการค่ายเฮยเฟิงเสร็จสิ้น หลินเฉินก็นำค่ายพยัคฆ์ขาว พกพายุทโธปกรณ์และเสบียงอาหารแห้ง มุ่งหน้าตรงไปยังหมีโจว!
สำหรับเสบียงหญ้าและอาหารในภายหลัง หลินเฉินให้ว่านเจาเดินทางไปพบเจ้าเมืองด้วยตัวเอง เพื่อบอกให้กองทหารที่ขนเสบียง ขนมาทางด้านนี้
ตลอดการเดินทาง กองทัพเคลื่อนพลอย่างรวดเร็วมาก ค่ายพยัคฆ์ขาวล้วนได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี
จูเหนิงถาม "พี่เฉิน ถ้าพวกมันตั้งรับอยู่ในเมืองจะทำยังไง?"
"ง่ายๆ ครั้งนี้พวกเราอุตส่าห์เอาปืนใหญ่เฮยอีมาด้วย ไม่ใช่หรือไง ไม่งั้นนายคิดว่าพวกเราจะเอามันมาทำไม?"
แม้ว่าโรงงานจะผลิตฐานปืนใหญ่เฮยอีออกมาแล้ว ซึ่งก็มีลักษณะคล้ายรถม้า เพียงแต่ตรงกลางระหว่างล้อทั้งสี่นั้นใช้ลากลำกล้องปืนใหญ่
ใช้เวลาเกือบสองวันเต็ม ค่ายพยัคฆ์ขาวก็มาถึงหมีโจว
มองดูที่ราบอันกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา ผืนดินที่ควรจะเต็มไปด้วยธัญพืช เวลานี้กลับรกร้างว่างเปล่า หมู่บ้านบางแห่งตามรายทาง บ้านเรือนก็พังทลาย
เห็นได้ชัดเลยว่า ความเป็นอยู่ของประชาชนในมณฑลตงซานตกต่ำลงถึงเพียงใด
"ย่าห์"
เคลื่อนทัพต่อไปได้ระยะหนึ่ง ทหารสอดแนมแนวหน้าก็มารายงาน
"ผู้บัญชาการ ข้างหน้ามีหมู่บ้านขอรับ"
"หมู่บ้าน?"
หลินเฉินเต็มไปด้วยความสงสัย "ยังมีชาวบ้านอยู่อีกเหรอ? ไป"
สั่งให้กองทัพหยุดพัก หลินเฉินและพวกก็เข้าไปในหมู่บ้าน พบเพียงว่าหมู่บ้านแห่งนี้ ไม่ได้พังทลายทรุดโทรมเท่าไหร่นัก แม้บ้านเรือนจะสร้างจากโคลน แต่ก็ตั้งตระหง่านอยู่กว่าสิบหลัง ด้านข้างยังมีการถางที่ดินทำแปลงผักอีกด้วย
เพียงแต่หญิงสาวเหล่านั้น มองดูพวกตนด้วยความระแวดระวัง
"พวกเราคือกองทหารของราชสำนัก พวกคุณอยู่ที่หมีโจว เคยเห็นพรรคบัวขาวบ้างไหม?"
หญิงวัยกลางคนที่เป็นผู้นำกล่าว "ฉันไม่รู้หรอกว่าพรรคบัวขาวพรรคบัวดำอะไรนั่น ฉันก็ไม่สนด้วยว่าพวกคุณจะเป็นทหารอะไร รีบๆ ไปเถอะ อย่ามารบกวนพวกเราเลย"
ชายที่อยู่ข้างๆ รีบปิดปากหญิงคนนั้นไว้ แล้วพูดอย่างระมัดระวังว่า "เมียผมแกพูดไม่ค่อยเป็นน่ะครับ พวกเราไม่รู้ พวกเราไม่เคยเห็น"
ชายฉกรรจ์คนอื่นๆ ในหมู่บ้าน ก็มองหลินเฉินและพรรคพวกด้วยความระแวดระวังเช่นกัน
หลินเฉินก็ไม่ได้พูดอะไรอีก "งั้นพวกคุณรู้ไหมว่าชางผิงไปทางไหน?"
"ไม่รู้"
หลินเฉินไม่ได้ถามอะไรอีก ชาวบ้านในมณฑลตงซานเหล่านี้ หลังจากผ่านพ้นทั้งภัยธรรมชาติ ภัยจากมนุษย์ ภาษีอันโหดร้าย และการทารุณกรรมของขุนนางทุจริต ยังสามารถดิ้นรนเอาชีวิตรอดมาได้ ก็นับว่าไม่ง่ายแล้ว
หลินเฉินพลิกตัวขึ้นม้า นำคนมุ่งหน้าต่อไป
ที่ผิดคาดก็คือ ทหารสอดแนมเข้ามารายงานอย่างต่อเนื่อง บอกว่ารอบๆ บริเวณด้านหน้า มีหมู่บ้านอยู่ไม่น้อย
เดินทางต่อไปตลอดทาง หลินเฉินเห็นหมู่บ้านอย่างน้อยสิบกว่าแห่ง หมู่บ้านเหล่านี้มีประชากรน้อยก็หลายสิบคน มากหน่อยก็เป็นร้อย ยิ่งไปกว่านั้นยังพัฒนาไปได้ค่อนข้างดี มีนามีบ้าน
หลินเฉินอดไม่ได้ที่จะครุ่นคิด
"พี่หลินกำลังคิดอะไรอยู่?"
หลินเฉินขมวดคิ้วเล็กน้อย "ฉันรู้สึกว่ามีบางอย่างแปลกๆ"
"แปลกตรงไหน?"
"นายดูสิ พวกเราเดินทางฝ่ามาจากทางตะวันตกของมณฑลตงซาน แล้วก็มาถึงชิงโจวซึ่งอยู่ตอนกลาง จากนั้นก็มุ่งหน้ามายังหมีโจวตลอดทาง ซึ่งก็น่าจะนับว่าเป็นการขึ้นเหนือ ก่อนที่จะถึงหมีโจว แทบไม่เห็นหมู่บ้านที่มีผู้คนอาศัยอยู่เลย แต่พอมาถึงหมีโจว หมู่บ้านที่นี่ กลับมีจำนวนที่ยังสมบูรณ์อยู่มากกว่าบริเวณชิงโจวเสียอีก! แม้กระทั่ง จำนวนชาวบ้านในหมู่บ้าน ก็มีเยอะมากด้วย"
เฉินอิงคิดอยู่ครู่หนึ่ง "เป็นผลงานของพรรคบัวขาวหรือเปล่า พวกเขาแบ่งที่ดินให้ชาวบ้านใช่ไหม?"
"ก็เป็นไปได้ ไปเถอะ หาอำเภอชางผิงให้เจอก่อน แล้วค่อยตั้งค่าย รอจนฟ้าสาง ก็บุกตีเมืองเลย จูเหนิง ถึงเวลาแสดงฝีมือของนายแล้ว"
สำหรับหลินเฉินแล้ว การมีปืนใหญ่คอยสนับสนุน ก็ไม่จำเป็นต้องยุ่งยากขนาดนั้น ยิงถล่มแม่มเลยสิ!
ไม่นาน ก็หาสถานที่ใกล้แม่น้ำได้ ทหารสอดแนมกระจายกำลังออกไปทั่วทุกทิศ อย่างน้อยในรัศมีห้าลี้ ก็ปลอดภัยหายห่วง
อีกด้านหนึ่ง อำเภอชางผิง
พระแม่ศักดิ์สิทธิ์หน้าตึงเย็นชา สายลับที่มาส่งข่าวตรงหน้าเพิ่งจะจากไป
"นักบุญหญิง หลินเฉินคนนั้นมาโผล่ที่หมีโจวแล้ว แถมกำลังมุ่งหน้ามาที่ชางผิงด้วย หากเขาราบรื่นดี อย่างช้าที่สุดมะรืนนี้กองทัพก็คงมาประชิดชางผิง"
ซ่งปิงอิ๋งใจสั่น ก้มหน้าไม่พูดจา
"เจ้าลองพูดมาซิ ตอนนี้ควรทำอย่างไรดี? เวยทัวทำงานไม่สำเร็จ ซ้ำยังปล่อยให้มันบุกมาถึงชางผิงได้"
ซ่งปิงอิ๋งก้มหน้า "ข้าไม่ทราบ"
"ไม่ทราบ หรือว่าไม่อยากพูดกันแน่?"
ในแววตาของพระแม่ศักดิ์สิทธิ์มีความเย็นชา
ซ่งปิงอิ๋งลังเลเล็กน้อย "เรื่องเร่งด่วนที่สุด อันดับแรกคือการหยุดยั้งค่ายพยัคฆ์ขาวไม่ให้บุกคืบหน้าต่อไป อันดับสองคือเรียกให้ค่ายซานจื้อและค่ายเซียงจื้อรีบกลับมา พลังรบของค่ายพยัคฆ์ขาวนั้นไม่ธรรมดา หากเหลือเพียงพวกเรา อาจยากที่จะต้านทาน"
"แล้วมีอีกไหม?"
"ยังมีอีก ขอพระแม่ศักดิ์สิทธิ์โปรดประทานอภัย ข้าไม่อาจล่วงรู้ได้"
"ไม่อาจล่วงรู้? ได้ ข้าจะบอกเจ้าให้ หลินเฉินและพวกตั้งค่ายอยู่ทางตอนใต้ของแม่น้ำจี้สุ่ย"
เมื่อได้ยินเช่นนี้ สีหน้าของซ่งปิงอิ๋งก็เปลี่ยนไป นางเงยหน้ามองพระแม่ศักดิ์สิทธิ์ เห็นเพียงว่าพระแม่ศักดิ์สิทธิ์กำลังจ้องมองตนอยู่
"นักบุญหญิง คืนนี้เจ้านำกำลังคนห้าร้อยนาย ไปที่ต้นน้ำของแม่น้ำจี้สุ่ย ตัดขาดสายน้ำเสีย ตอนนี้อยู่ในช่วงฤดูชุนซวิ่นพอดี น้ำในแม่น้ำก็เอ่อล้นอยู่แล้ว เพียงแค่กั้นน้ำไว้สักหน่อย ผ่านไปสักหนึ่งชั่วยาม กระแสน้ำที่สะสมไว้ ย่อมเชี่ยวกรากจนไม่อาจต้านทานได้ ถึงเวลานั้น ค่อยทำลายทำนบกั้นน้ำ ปล่อยให้น้ำไหลหลากลงมา ค่ายพยัคฆ์ขาวของหลินเฉิน ย่อมถูกทำลายล้างจนสิ้นซากเป็นแน่"
ในใจของซ่งปิงอิ๋งอดไม่ได้ที่จะกระตุกวูบ พระแม่ศักดิ์สิทธิ์กล่าวเสียงต่ำ "ฟังชัดเจนแล้วหรือไม่?"
"ฟังชัดเจนแล้ว"
"อืม เจ้าพาคนไปเถอะ"
"เจ้าค่ะ"
ซ่งปิงอิ๋งถอยออกไป พระแม่ศักดิ์สิทธิ์ก็เรียกหัวหน้าสาขาอีกคนของพรรคบัวขาวเข้ามา
"หัวหน้าสาขาเสิ่น"
เสิ่นชิงอวิ๋นทำความเคารพ
"เอาล่ะหัวหน้าสาขาเสิ่น เจ้าไปจัดเตรียมกำลังคนสามหมื่นนาย รุ่งสางพรุ่งนี้ ขอเพียงนักบุญหญิงทำสำเร็จ ก็ให้นำกำลังคนบุกทะลวงสังหารค่ายพยัคฆ์ขาวได้เลย! ข้าจะให้เขามารอบนี้ ไม่มีวันได้กลับไป!"
"ขอรับ!"
...
ซ่งปิงอิ๋งนำกำลังคนห้าร้อยนาย มาถึงบริเวณที่ไม่ไกลจากค่ายนัก
ซ่งปิงอิ๋งอยู่ในป่า มองไปยังค่ายจากระยะไกล ตอนนี้พวกเขากำลังมุ่งหน้าทวนกระแสน้ำจี้สุ่ย ระดับน้ำในแม่น้ำสูง แต่ก็ไม่ถือว่าเชี่ยวกรากนัก
คนห้าร้อยคนล้วนแบกกระสอบทราย ในเชือกป่านบรรจุทรายเต็มแน่น กำลังค้นหาสถานที่กั้นน้ำที่เหมาะสมอยู่เบื้องหน้า
ซ่งปิงอิ๋งยืนนิ่งไม่ขยับ ในใจของนางคล้ายกำลังทำสงครามสวรรค์ คิดอยู่ครู่หนึ่ง นางก็กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า "พวกเจ้าล่วงหน้าไปหาสถานที่ก่อน ข้าจะไปสังเกตการณ์ค่ายทหารของค่ายพยัคฆ์ขาว"
ไม่มีใครกล้าขัดคำสั่งนาง
เมื่อซ่งปิงอิ๋งมาถึงบริเวณที่ไม่ไกลจากค่ายนัก นางให้ผู้ติดตามสองคนรออยู่ในป่าด้านซ้าย ส่วนนางก็แอบเข้าไปใกล้ๆ อย่างเงียบเชียบ กัดนิ้วตัวเองจนเลือดออก ถอดผ้าเช็ดหน้าสีขาวที่พกติดตัวออกมา เขียนอักษรสี่ตัวลงไป แล้วม้วนมันขึ้น
"นักบุญหญิง การตั้งค่ายของค่ายพยัคฆ์ขาวมีชั้นเชิงอยู่บ้าง"
สาวกสองคนที่ตามมากระซิบ
ซ่งปิงอิ๋งมองทหารยามลาดตระเวนที่อยู่ไม่ไกลเบื้องหน้า อดไม่ได้ที่จะพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "ข้ามองดูพวกมันแล้วก็รู้สึกโมโห เอาธนูมา"
"นี่... นักบุญหญิง พวกเราแค่ปิดกั้นแม่น้ำจี้สุ่ยก็พอแล้ว นี่จะทำให้พวกมันแตกตื่นหรือไม่?"
"ต่อให้พวกมันจะระวังตัวแค่ไหน น้ำในแม่น้ำทะลักลงมา พวกมันจะหนีรอดไปได้หรือ ข้าต้องการฆ่าสักคนเพื่อระบายความแค้นก่อน"
พวกเขาส่งธนูและลูกธนูให้ ซ่งปิงอิ๋งพยักหน้าเล็กน้อย "ข้าจะหาสถานที่เหมาะๆ"
นางถอยห่างจากสองคนนั้น นำผ้าเช็ดหน้าผูกติดกับลูกธนูอย่างแนบเนียน จากนั้นก็น้าวคันธนู เล็งไปที่ทหารซึ่งกำลังยืนยามอยู่อีกฝั่งของแม่น้ำ
ฟิ้ว!
ลูกธนูพุ่งออกไป!
ทหารค่ายพยัคฆ์ขาวที่กำลังยืนยามอยู่ ได้ยินเพียงเสียงหวีดหวิว ลูกธนูพุ่งแหวกอากาศมา ปักเข้าที่รั้วไม้ด้านข้างอย่างแม่นยำ
ทหารตกใจ "ศัตรูบุก! ศัตรูบุก!"
ซ่งปิงอิ๋งขมวดคิ้วเดินกลับมา "ยิงพลาดไป พวกเราถอย"
ทหารนายนั้นมองดูหัวลูกธนูที่ปักอยู่บนรั้วไม้ จู่ๆ ก็พบว่ามีผ้าเช็ดหน้าติดมากับหัวลูกธนูด้วย จึงรีบดึงลูกธนูออก แล้วรีบนำไปรายงาน
หลินเฉินและพวกอยู่ในกระโจมบัญชาการกลาง กำลังดูแผนที่อยู่
"ทำเลที่ตั้งของอำเภอชางผิงนี่ดีมากเลย ด้านหน้าและด้านหลังมีเมืองอีกสองแห่งตั้งรับเป็นปีกซ้ายขวา ด้านซ้ายมีภูเขา ถึงจะเป็นภูเขาลูกเล็ก แต่ก็ใช้เป็นเกราะกำบังได้ ด้านขวาก็เป็นแม่น้ำ ทำเลตรงนี้ยอดเยี่ยมมาก"
จูเหนิงบอก "ยิงถล่มเลยก็สิ้นเรื่อง"
"กระสุนที่เอามา ยิงได้เต็มที่แค่สองรอบ ตอนนี้ความคิดของฉันคือ ยึดป้อมหน้าประตูเมืองทางทิศใต้ก่อน แล้วค่อยตั้งทัพประจันหน้ากัน"
เฉินอิงคิดอยู่ครู่หนึ่ง "สู้ไปดูภูเขาทางทิศตะวันตกก่อนดีกว่า ถ้าความสูงพอ พวกเราก็ตั้งปืนใหญ่ไว้บนนั้นเลย ถ้าสูง ระยะยิงก็ถึง ยิงถถ่มชางผิงโดยตรงได้เลย! พอเป็นแบบนี้ ต่อให้ชางผิงจะป้องกันได้ดีแค่ไหน พรรคบัวขาวก็ต้องถอยออกมา ถึงเวลานั้นพวกเราค่อยรุกไล่โจมตีตามน้ำไปเลย ยังไงซะในเรื่องการรบภาคพื้นดิน ค่ายพยัคฆ์ขาวของเราก็เป็นที่หนึ่ง"
หลินเฉินพยักหน้า "ก็เป็นวิธีที่ดี"
ในตอนนั้นเอง ก็มีเสียงดังขึ้นมาจากด้านนอก
"ผู้บัญชาการ ทหารยามมารายงาน บอกว่ามีศัตรูแอบยิงธนูมา ปักผ้าเช็ดหน้าไว้ที่รั้วไม้ขอรับ"
(จบแล้ว)