- หน้าแรก
- สอบไม่ติดมหาลัยก็เลยเข้าวงการบันเทิงไปเป็นซูเปอร์สตาร์
- บทที่ 5 - เสียงสวรรค์อันไพเราะ
บทที่ 5 - เสียงสวรรค์อันไพเราะ
บทที่ 5 - เสียงสวรรค์อันไพเราะ
หลี่เจิงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย ทว่าก็ยังคงพยักหน้ารับตามความเป็นจริง สมัยมัธยมปลายเขามาเล่นบาสเกตบอลที่วิทยาลัยครูกับเซวียปิงอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะช่วงปิดเทอมฤดูหนาวและฤดูร้อน การมาสัปดาห์ละสองสามครั้งถือเป็นเรื่องปกติ
เด็กสาวในชุดนักศึกษาเบิกตากว้างขึ้นทันที เธอชี้หน้าหลี่เจิงแล้วเอ่ยขึ้น
"ฉันนึกออกแล้ว นายเองสินะ แล้วก็มีผู้ชายอีกคนหนึ่งที่เตี้ยกว่านายหน่อยตัดผมทรงสกินเฮด พวกนายสองคนไปมีเรื่องชกต่อยกับกงเหว่ยเด็กคณะพวกเรา แล้วก็นักศึกษาชายคณะคณิตศาสตร์อีกสองคนที่สนามบาสฝั่งหอพักชาย ตอนนั้นฉันก็ยืนดูอยู่ข้างสนามด้วย สุดท้ายก็เป็นฉันกับคนอื่นอีกสองสามคนที่เข้าไปช่วยห้ามทัพ วันนั้นเป็นเช้าวันเสาร์ นายยังจำได้ไหม"
หลี่เจิงถึงกับพูดไม่ออก แม้ในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมจะไม่มีเรื่องนี้หลงเหลืออยู่แล้ว แต่การที่เด็กสาวชุดนักศึกษาระบุว่ามีผู้ชายอีกคนที่เตี้ยกว่าเขาและตัดผมทรงสกินเฮด คนคนนั้นถ้าไม่ใช่เซวียปิงแล้วจะเป็นใครได้อีก
ต้องใช่แน่ๆ!
การเล่นฟุตบอลหรือบาสเกตบอลมักจะเกิดการกระทบกระทั่งกันได้ง่ายอยู่แล้ว แถมตัวเขาและเซวียปิงก็กำลังอยู่ในวัยหนุ่มเลือดร้อน พูดจาไม่เข้าหูกันนิดหน่อยก็พร้อมวางมวยทันที อย่าว่าแต่สองรุมสามเลย ต่อให้ต้องเจอกับสี่หรือห้าคนพวกเขาก็ไม่เคยถอย
วีรกรรมที่เจ๋งที่สุดคือการใช้สองรุมห้าและสามารถจัดการพวกอันธพาลทั้งห้าคนจนหมอบกระแตไปได้
เมื่อเห็นท่าทางของหลี่เจิง เด็กสาวชุดนักศึกษาก็รู้ทันทีว่าเธอจำคนไม่ผิด เธอแค่นเสียงขึ้นจมูก
"ดูไม่ออกเลยนะว่านายจะมีความสามารถรอบด้านขนาดนี้ เล่นบาสก็เก่ง ชกต่อยก็ดุดัน แถมยังเล่นเปียโนกับร้องเพลงได้อีกต่างหาก"
หลี่เจิงหัวเราะแห้งๆ นี่เธอตกลงว่ากำลังชมหรือกำลังหลอกด่าเขากันแน่
เด็กสาวชุดนักศึกษาเอ่ยถามต่อ "นายบอกว่าจะไปประกวดร้องเพลง การประกวดร้องเพลงเยาวชนอย่างนั้นเหรอ"
หลี่เจิงตอบกลับไป "การประกวดร้องเพลงชาวจีนทั่วโลกในเดือนหน้าครับ"
เด็กสาวชุดนักศึกษาร้องอ้อ เธอหันขวับไปมองเด็กสาวชุดกระโปรงสีขาวทันที "ฉันบอกแล้วไงว่าคุ้นหน้า เธอคิดว่าเขาเป็นยังไงบ้าง"
หลี่เจิงแอบงุนงงเล็กน้อย อะไรคือคำว่าเขาเป็นยังไงบ้าง ในหัวของเขาพาลนึกไปถึงฉากในละครย้อนยุคที่บรรดาเศรษฐีกำลังคัดเลือกคนรับใช้ โดยมีพ่อบ้านเป็นคนตรวจสอบเบื้องต้นแล้วค่อยหันไปถามความเห็นจากเจ้านาย
เด็กสาวชุดกระโปรงสีขาวยืนตัวตรงสง่างามราวกับรูปสลักอันวิจิตร เธอมองเด็กสาวชุดนักศึกษาสลับกับหลี่เจิง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงกังวานใส "ฉันสมัครประกวดร้องเพลงเยาวชนเอาไว้ เดิมทีตั้งใจจะลงแข่งเป็นคู่กับเพื่อน แต่เพื่อนฉันดันติดธุระด่วน นายสนใจจะมาร่วมประกวดด้วยกันไหม"
หลี่เจิงกะพริบตาปริบๆ "หมายความว่าให้ผมไปแทนเพื่อนของรุ่นพี่ แล้วเราสองคนก็จับคู่ประกวดด้วยกันอย่างนั้นเหรอครับ"
เด็กสาวชุดกระโปรงสีขาวพยักหน้าเบาๆ "เพลงสุดท้ายที่นายเพิ่งร้องไปเมื่อกี้ ก็คือเพลงที่ฉันแต่งขึ้นมาเพื่อใช้ในการประกวดร้องเพลงเยาวชนครั้งนี้แหละ"
หลี่เจิงถึงบางอ้อ มิน่าล่ะบนโน้ตเพลงถึงมีการแบ่งเนื้อร้องออกเป็นท่อนเอและท่อนบี
การได้เข้าร่วมการประกวดร้องเพลงสักรายการเพื่อเป็นการอุ่นเครื่องก่อนจะถึงเดือนสิงหาคม หลี่เจิงเองก็ไม่ได้รังเกียจอะไร ยิ่งได้จับคู่กับสาวสวยด้วยแล้วยิ่งไม่มีปัญหา ทว่าเขาก็ไม่ได้ตอบตกลงในทันที แต่กลับยื่นข้อเสนอเล็กๆ ข้อหนึ่ง "รุ่นพี่ครับ ขอผมฟังรุ่นพี่ร้องเพลงสักท่อนได้ไหมครับ"
เด็กสาวชุดนักศึกษาปรายตามองเขา "ทำไม สงสัยในฝีมือการร้องเพลงของเพื่อนฉันหรือไง"
หลี่เจิงตอบ "ในเมื่อเราจะประกวดเป็นคู่ อย่างน้อยก็ต้องลองฟังดูก่อนว่าเสียงของเราสองคนเข้ากันได้หรือเปล่านี่ครับ"
เด็กสาวชุดกระโปรงสีขาวตอบตกลง
เด็กสาวชุดนักศึกษาพูดด้วยน้ำเสียงล้อเลียน "ขอฉีดยาป้องกันไว้ก่อนเลยนะ เพื่อนฉันน่ะเสียงเพราะระดับเสียงสวรรค์ ระวังจะโดนบดบังจนเสียความมั่นใจล่ะ เตรียมใจไว้ให้ดีก็แล้วกัน"
หลี่เจิงเพียงแค่ยิ้มบางๆ
ตรงมุมห้องเรียนมีเปียโนสีดำตั้งอยู่ เด็กสาวชุดกระโปรงสีขาวเดินไปนั่งลงหน้าเปียโนอย่างนุ่มนวล แผ่นหลังเหยียดตรงเผยให้เห็นทรวดทรงอันบอบบางและสูงโปร่ง นิ้วเรียวงามทั้งสิบพรมลงบนแป้นคีย์ราวกับตัวโน้ตที่มีชีวิต หลังจากผ่านท่อนอินโทรไป ริมฝีปากสีแดงระเรื่อก็เผยอขึ้น พร้อมกับเสียงร้องอันไพเราะล่องลอยออกมา "ชีวิตก็เหมือนการเดินทางขบวนหนึ่ง เธอและฉันพานพบกันในระหว่างทาง เธอไม่ถามว่าฉันมาจากหนใด ฉันไม่ถามว่าเธอจะไปที่แห่งใด ... "
น้ำเสียงของเธองดงามเฉกเช่นเดียวกับรูปร่างหน้าตา เป็นน้ำเสียงที่ใสสะอาดและกังวาน เพียงแค่เปล่งเสียงออกมาก็ให้ความรู้สึกตราตรึงใจ แม้จะบอกว่าเป็นเสียงสวรรค์อาจจะฟังดูเกินจริงไปบ้าง แต่พื้นฐานเสียงของเธอนั้นยอดเยี่ยมระดับแนวหน้าจริงๆ!
ช่วงเสียงของเธอกว้างมาก การเปลี่ยนผ่านระหว่างเสียงสูงและเสียงต่ำทำได้อย่างเป็นธรรมชาติไร้ที่ติ หากวัดกันที่ทักษะการร้องเพียงอย่างเดียว ถือว่าแข็งแกร่งกว่าหลี่เจิงในตอนนี้มากนัก เพียงแต่หลังจากความประทับใจในตอนแรกผ่านไป เมื่อฟังไปเรื่อยๆ ก็จะรู้สึกว่ายังขาดอะไรบางอย่างไปเล็กน้อย นั่นคือขาดความเป็นเอกลักษณ์
ความเป็นเอกลักษณ์ไม่ได้หมายถึงแค่เนื้อเสียงเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการจัดการกับบทเพลง ซึ่งอาจทำความเข้าใจได้ว่าเป็นการนำเอาความคิด ประสบการณ์ชีวิต และการตกตะกอนทางอารมณ์ของบุคคลนั้น มารวมเข้าด้วยกันจนเกิดเป็นความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง และสอดแทรกสิ่งเหล่านั้นลงไปในเสียงร้องเพื่อสร้างสไตล์อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว
สิ่งนี้อาจจะดูจับต้องไม่ได้ ทว่ามันคือจิตวิญญาณของการร้องเพลง
ก็เหมือนกับหยกเนื้อดี ต่อให้คุณภาพของหยกจะดีเลิศเพียงใดก็ยังเป็นเพียงแค่หยกงามชิ้นหนึ่ง จำเป็นต้องผ่านการแกะสลักอย่างประณีตเสียก่อน จึงจะสามารถยกระดับขึ้นเป็นงานศิลปะอันล้ำค่าได้
"เส้นเสียงและทักษะการร้องถือว่ายอดเยี่ยมมาก มีความยืดหยุ่นสูง หากได้เพลงที่เหมาะสมและได้รับการชี้แนะในเรื่องของการใส่อารมณ์ลงไปในเพลง บางทีอาจจะโดดเด่นทะลุขึ้นมาในการแข่งขันได้จริงๆ ... "
หลี่เจิงหรี่ตาลงพลางครุ่นคิด
เมื่อเด็กสาวชุดกระโปรงสีขาวร้องจบหนึ่งท่อน เธอก็หันมามองหลี่เจิงแล้วเอ่ยขึ้น "เพลงที่นายร้องไปก่อนหน้านี้ชื่อเพลงกระดิ่งลม ฉันเตรียมไว้สำหรับรอบรองชนะเลิศ ส่วนเพลงนี้ชื่อเพลงการเดินทางของคนสองคน เป็นเพลงที่ฉันเตรียมไว้สำหรับรอบคัดเลือก บนโน้ตเพลงฉันทำเครื่องหมายเอและบีเอาไว้ ฉันจะรับผิดชอบร้องท่อนเอ ส่วนนายร้องท่อนบี วันนี้ก็จำเนื้อเพลงให้แม่น พรุ่งนี้เราค่อยนัดเวลามาซ้อมด้วยกันตกลงไหม"
หลี่เจิงอึ้งไปเล็กน้อยและยังไม่ได้ตอบกลับในทันที
เด็กสาวชุดนักศึกษาส่งเสียงเรียก "นี่ อึ้งไปเลยเหรอ ฉันบอกนายล่วงหน้าแล้วไง จิตใจนายคงไม่ได้เปราะบางขนาดนั้นหรอกมั้ง อันที่จริงเนื้อเสียงของนายก็ไม่เลวนะ ทักษะการร้องก็ถือว่าใช้ได้ ... "
จู่ๆ หลี่เจิงก็โพล่งขึ้นมา "การประกวดร้องเพลงเยาวชนมีการถ่ายทอดสดทางทีวีหรือเปล่าครับ"
คำถามนี้ดูไม่มีปี่มีขลุ่ย แต่เด็กสาวชุดกระโปรงสีขาวก็ตอบกลับไปตามความจริง "ทั้งรอบรองชนะเลิศและรอบชิงชนะเลิศจะมีการออกอากาศทางช่องบันเทิงของมณฑลซีเจียง รอบรองชนะเลิศจะเป็นการบันทึกเทป ส่วนรอบชิงชนะเลิศจะเป็นการถ่ายทอดสด"
ดวงตาของหลี่เจิงทอประกายวาบ ก่อนหน้านี้เขาเพียงแค่อยากจะลองอุ่นเครื่องเท่านั้น แต่หลังจากได้ฟังเสียงร้องของเด็กสาวชุดกระโปรงสีขาว บวกกับความมั่นใจว่าการประกวดร้องเพลงเยาวชนจะมีการถ่ายทอดสดทางทีวี ความคิดของเขาก็เปลี่ยนไป
ใช้การประกวดร้องเพลงเยาวชนเป็นเวทีเดบิวต์ก็ไม่เลวเหมือนกัน!
"รุ่นพี่ครับ รอบคัดเลือกกับรอบรองชนะเลิศใช้สองเพลงนี้ของรุ่นพี่ก็ได้ครับ แต่บางจุดผมจำเป็นต้องขอปรับแก้สักหน่อย ... "
เมื่อเห็นเด็กสาวชุดกระโปรงสีขาวขมวดคิ้วเล็กน้อย หลี่เจิงจึงอธิบายเพิ่ม "เพลงสองเพลงนี้ยังมีข้อผิดพลาดทางทฤษฎีดนตรีอยู่บ้าง แถมท่วงทำนองก็ราบเรียบจนเกินไป ทำให้ไม่สามารถดึงศักยภาพเสียงของรุ่นพี่ออกมาได้อย่างเต็มที่ครับ"
เมื่อเด็กสาวชุดนักศึกษาได้ยินเช่นนั้นก็พูดด้วยความไม่พอใจทันที "นี่นายสติไม่ดีหรือเปล่า เพื่อนฉันแต่งเพลงได้ในระดับมืออาชีพเชียวนะ หรือว่านายเองก็แต่งเพลงเป็น แล้วจะทำได้ดีกว่าเพื่อนฉันงั้นสิ"
หลี่เจิงเห็นสีหน้าของเธอที่แสดงออกชัดเจนว่าอย่ามาทำตัวเป็นคนไม่รู้ประสีประสาแล้วมาอวดเก่ง และเมื่อหันไปมองเด็กสาวชุดกระโปรงสีขาวก็พบว่าเธอมีท่าทีแบ่งรับแบ่งสู้ เขาจึงยิ้มบางๆ แล้วเอ่ยขึ้น "ถ้าอย่างนั้นผมขอโชว์ฝีมือร้องเพลงสักเพลง เพื่อลองเปรียบเทียบกันดูนะครับ"
เด็กสาวทั้งสองมองหน้ากัน ก่อนจะเห็นแววประหลาดใจปรากฏขึ้นในดวงตาของอีกฝ่าย
เด็กสาวชุดกระโปรงสีขาวลุกขึ้นเพื่อหลีกทางให้ หลี่เจิงนั่งลงที่หน้าเปียโน จัดระเบียบท่านั่งของตัวเอง รวบรวมสมาธิเล็กน้อย ก่อนที่นิ้วทั้งสิบจะพรมลงบนแป้นคีย์ เมื่อท่วงทำนองเริ่มบรรเลง เขาก็อ้าปากร้อง
"ฉันเฝ้ารอ ว่าสักวันหนึ่งฉันจะกลับมา กลับมาหาความรักครั้งแรกของฉัน กลับมาสู่ความสดใสร่าเริงในวัยเยาว์ ... "
เพียงแค่เนื้อเพลงไม่กี่ประโยค เด็กสาวชุดกระโปรงสีขาวก็ถึงกับนิ่งอึ้ง ส่วนเด็กสาวชุดนักศึกษาก็สีหน้าเปลี่ยนไปในพริบตา เธอถูกดึงดูดเข้าสู่บทเพลงอย่างจัง
"เซย์กู๊ดบาย เซย์กู๊ดบาย เดินหน้าถอยหลัง หยั่งเชิงไปมาอย่างวกวน เซย์กู๊ดบาย เซย์กู๊ดบาย เชิดหน้าก้าวเดินไปอย่างองอาจ ไม่ทิ้งไว้แม้แต่ความเสียใจ"
เมื่อบทเพลงดำเนินมาถึงท่อนฮุก เสียงร้องก็ทะยานสูงขึ้นอย่างกะทันหัน เปลี่ยนเป็นการใช้เสียงเต็มผสมกับเสียงหลบ ร่างบางของเด็กสาวชุดกระโปรงสีขาวสั่นสะท้านเบาๆ เธอรู้สึกได้ถึงขนที่ลุกชันไปทั้งตัว และเผลอกลั้นหายใจไปโดยไม่รู้ตัว
แม้ว่าการร้องอาจจะยังไม่สมบูรณ์แบบนัก การควบคุมลมหายใจยังดูแกว่งๆ และมีอยู่ท่อนหนึ่งที่เสียงสูงเกือบจะแตกพร่าไป
ทว่าไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่า ทั้งเนื้อร้อง ทำนอง อารมณ์เพลง รวมไปถึงความรู้สึกอันเปี่ยมล้นที่ส่งผ่านน้ำเสียงของหลี่เจิงนั้น ล้วนสามารถพุ่งชนเข้าสู่จิตวิญญาณของผู้ฟังได้อย่างจัง
เพียงแค่จบท่อนหนึ่ง เสียงเปียโนและเสียงร้องก็หยุดลงอย่างกะทันหัน หัวใจของเด็กสาวชุดกระโปรงสีขาวรู้สึกวูบโหวงอย่างบอกไม่ถูก ความรู้สึกราวกับกำลังนวดแผนไทยจนรูขุมขนเปิดกว้างไปทั้งตัว แต่จู่ๆ หมอนวดก็หยุดนวดไปเสียดื้อๆ ความรู้สึกค้างคาและสูญเสียนั้นเป็นสิ่งที่คนนอกไม่มีวันเข้าใจได้อย่างแน่นอน
เด็กสาวชุดนักศึกษาเบิกตากว้าง สีหน้าเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ เธออาจจะแต่งเพลงไม่เป็น แต่ในมุมมองของผู้ฟังคนหนึ่ง บทเพลงนี้สามารถเข้าถึงจิตใจของเธอได้อย่างแท้จริง
[จบแล้ว]