- หน้าแรก
- หน่วยรบพิเศษ ระบบการต่อสู้ที่แขร็งแกร่งที่สุด
- ตอนที่ 39: การฉีดเลือดไก่
ตอนที่ 39: การฉีดเลือดไก่
ตอนที่ 39: การฉีดเลือดไก่
เมื่อเห็นใบหน้าอันเคร่งขรึมของกงเจี้ยน เหอเฉินกวงก็ก้มหัวลงแล้วกล่าวว่า: "ครูฝึก ข้าทราบว่าข้าทำผิดครับ"
อันที่จริงแล้ว กงเจี้ยนมีความคาดหวังในตัวเหอเฉินกวงอย่างมาก เขาเป็นตัวอย่างของนักเรียนที่ดี และหากไม่ใช่เพราะการปรากฏตัวของหลินเซียว เขาจะต้องเป็นหัวหน้าของทหารใหม่ชุดนี้อย่างแน่นอน
ยิ่งไปกว่านั้น ไม่ใช่เพียงแค่ในทหารใหม่ชุดนี้เท่านั้น แต่ในกองร้อยทหารใหม่ทุกแห่งที่กงเจี้ยนเคยนำทัพมา เหอเฉินกวงคือคนที่มีความสามารถมากที่สุด
เพียงแต่ว่ามีสัตว์ประหลาดตนหนึ่งได้เข้ามาในทหารใหม่ชุดนี้ มาบดบังความโดดเด่นทั้งหมดของเหอเฉินกวง ทำให้เขาดูไม่โดดเด่นเท่าที่ควร
ในตอนนี้ กงเจี้ยนจ้องเข้าไปในดวงตาของเหอเฉินกวงแล้วกล่าวต่อ "เกิดอะไรขึ้นกับมือของเจ้า?"
เหอเฉินกวงไม่คาดคิดว่ากงเจี้ยนจะยังคงจับมือของเขาไว้ เขาเหลือบมองหลินเซียวแล้วกล่าวอย่างเขินอาย "ฝ่ามือของข้า... มันบวมเพราะข้าใช้มือตบมันครับ"
หลังจากพูดจบ เหอเฉินกวงก็มองไปยังแววตาที่ไม่อยากจะเชื่อของกงเจี้ยนแล้วอธิบายอย่างกระอักกระอ่วน "ข้าหงุดหงิดน่ะครับ ข้าทำตัววู่วามและควบคุมตัวเองไม่ได้ ข้ามันก็แค่เด็กเมื่อวานซืน..."
กงเจี้ยนส่ายหัว "เอาละ ไปทายาซะ อย่าให้มันกระทบกับการฝึกของเจ้า"
"ครับ"
เหอเฉินกวงรีบวิ่งหนีไปด้วยความตื่นตระหนก
กงเจี้ยนมองหลินเซียวด้วยสายตาที่มีความนัยแฝงอยู่แล้วเดินจากไป
หลินเซียวมองตามแผ่นหลังของกงเจี้ยน เขารู้ดีว่าอีกฝ่ายต้องสังเกตเห็นอะไรบางอย่างแน่นอน ในเมื่อเหอเฉินกวงไม่ได้พูดอะไร เขาก็จะยังคงเก็บเนื้อเก็บตัวต่อไป
คนเรามักกลัวชื่อเสียง เหมือนกับหมูที่กลัวความอ้วน ทำตัวให้เงียบเข้าไว้น่าจะดีกว่า
ตามอุปนิสัยของหลินเซียว ยิ่งเงียบได้เท่าไหร่ยิ่งดี หากไม่ใช่เพราะระบบมอบหมายภารกิจให้ เขาก็คงไม่เผยตัวออกมา
ในตอนนี้ หลินเซียวเหลือบมองไปที่มุมหนึ่งแล้วเดินจากไปเช่นกัน
"ข้าทำได้เพียงเท่านี้ คนที่เป็นคนผูกปมก็ต้องเป็นคนแก้ปม ข้าหวังว่าเจ้าจะเข้าใจมันได้ด้วยตัวเองนะ"
เขารู้ว่าหวังเยี่ยนปิงกำลังแอบอยู่ตรงนั้น
สิ่งที่เขาพูดกับเหอเฉินกวงเมื่อครู่ เป็นการตั้งใจพูดให้อีกฝ่ายได้ยินโดยเฉพาะ
สิ่งที่เรียกว่าวิทยายุทธ์ ก็เหมืออนกับหลักการในการใช้ชีวิต ที่เต็มไปด้วยความหลอกลวงและเล่ห์เหลี่ยม จะเข้าใจได้มากเพียงใด ก็ขึ้นอยู่กับความเข้าใจของหวังเยี่ยนปิง
หลังจากหลินเซียวเดินจากไปได้ไม่นาน หวังเยี่ยนปิงก็ก้าวออกมาจากมุมตึก ด้วยสีหน้าที่ไม่แน่นอน
"หลินเซียวพูดถูก การจะเข้าร่วมกองร้อยซุ่มยิงเทพ เจ้าทำได้เพียงพึ่งพาความแข็งแกร่งของตัวเองเท่านั้น ข้า หวังเยี่ยนปิง ไม่ต้องการความเมตตาจากใคร และข้าจะไม่ทำให้กองร้อยซุ่มยิงเทพต้องอับอายเด็ดขาด"
"ข้า หวังเยี่ยนปิง ไม่เคยมีอะไรมาก่อน แต่ข้าก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าใคร อีกอย่าง ตอนนี้ข้าอยู่ในกองร้อยพยัคฆ์คลั่ง ข้ายังมีโอกาส เราทุกคนอยู่ในกองทัพ ข้าจะต้องตามเจ้าให้ทันให้ได้"
.. .
คำพูดของหลินเซียวทำให้เขาตกตะลึงอย่างมาก
เขาไม่คาดคิดว่าหลินเซียวผู้เย็นชา คนที่คอยแต่จะเย้ยหยันเขา จะพูดอะไรเช่นนี้ออกมา
หวังเยี่ยนปิงยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นเป็นเวลานาน
"ถึงเจ้าจะพูดถูก แต่ข้าก็จะไม่ขอบคุณเจ้าหรอก"
"ข้ายอมรับความพ่ายแพ้ในตอนนี้ คอยดูเถอะ สักวันหนึ่งข้าจะต้องเอาชนะเจ้าให้ได้..."
ในตอนนี้ หวังเยี่ยนปิงคนเดิมได้กลับมาแล้ว
เขากำหมัดแน่น สูดลมหายใจเข้าลึก แล้วเดินจากไป
ต่อจากนี้ ถึงเวลาที่หลินเซียวจะเข้าร่วมกองร้อยซุ่มยิงที่4 และเริ่มต้นชีวิตใหม่
"คำขวัญของกองร้อยซุ่มยิงที่4 คืออะไร?"
"ในการปะทะอย่างกระชั้นชิด ผู้กล้าเท่านั้นถึงจะเป็นผู้ชนะ!" หลันเซิยวตะโกนก้องไปพ้อมกับเห่ล่าทหารเก๋าของกองร้อยพลแม่นปืนที่ 4
"คติของกองร้อยพลแม่นปืนที่ 4 คืออะไร?"
"นัดเดียวเจาะหัว นัดเดียวเผดเผดศึก พวกเราไร้เทียมทาน!"
"ความภูมิใจของกองร้อยพลแม่นปืนที่ 4 คืออะไร?"
"เกรียงไกรในสนามรบ ไร้พ่ายในการจู่โจม!"
...
ทุกๆ วัน กองร้อยพลแม่นปืนที่ 4 จะประกาศก้องเช่นเดิม
พวกเขาเปรียบเสมือนฝูงหมาป่าที่เดินทางผ่านทะเลทรายอันโหดร้าย เห่าหอนอยู่บนสนามฝึกทั้งกลางวันและกลางคืน เทพลงแรงกายและเหงืออย่างหนักหน่วง...
เป็นไปตามคาดของกองร้อยพลแม่นปืนที่ 4 อันเลื่องชื่อ การฝึกฝนนั้นอยู่ในเลเวลที่แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิงจากกองร้อยทหารใหม่
ไม่น่าแปลกใจเลยที่พวกเขาจะเป็นหน่วยรบที่ปฏิบัติการได้ตลอด 24 ชั่วโมง เป็นกองกำลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ที่พร้อมจู่โจมได้ทุกเมื่อ
การฝึกของกองร้อยพลแม่นปืนที่ 4 นั้นหนักหน่วงเกินคน ทว่าสมรรถภาพทางกายของหลินเซิยว อยู่ในเลเวล 6 ซึ่งเกินกว่าเลเวลของหมิงจิ้นไปแล้ว จึงเพียงพอที่จะรับมือกับการฝึกฝนอันโหดเหี้ยมของกองร้อยพลแม่นปืนที่ 4 ได้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเขาถึงเลเวลสมรรถภาพทางกายที่ 6 กล้ามเนื้อและกระดูกของเขาก็ได้รับการเสริมความแข็งแกร่งอีกครั้ง จนยืดหยุ่นอย่างเหลือเชื่อ เมื่อผสานเข้ากับวิชาบากั๋วจั้ง ร่างกายของเขาจึงเคลื่อนไหวได้ดุจมังกรที่เบาหวิวและว่องไว ทักษะการโจมตีของเขานั้นสูงส่งเป็นอย่างยิ่งเทียบได้กับบรู๊ซ ลี ในช่วงที่เขารุ่งโรจน์ที่สุด
หากจะเปรียบเทียบ บรู๊ซ ลี ในช่วงพีคของเขาสามารถออกหมัดได้ถึงเก้าหมัดต่อวินาที และการใช้กระบองสองท่อนของเขาสามารถสร้างแรงกระแทกได้ถึง 1600 ปอนด์ ซึ่งเพียงพอที่จะเตะกระสอบทรายหนัก 300 ปอนด์ ให้ลอยสูงขึ้นไปเท่ากับความสูงของชั้นเดียว...
ความแข็งแกร่งในปัจจุบันของหลินเซิยวนั้นเทียบได้กับบรู๊ซ ลี ในช่วงพีค เป็นการแสดงให้เห็นว่าค่าสถานะทางร่างกาย ความเร็ว และพละกำลังของเขานั้นน่าสะพรึงเพียงใด
นับตั้งแต่ถูกหลินเซิยวยั่วยุในวันนั้น เหอเฉินกวงก็เริ่มมีพฤติกรรมที่เอาแน่เอานอนไม่ได้
แม้เหอเฉินกวงจะรู้ว่าสิ่งที่เขาทำนั้นไม่ถูกต้อง แต่เขาก็เพียงแต่รู้สึกเคืองแค้นใจหลินเซิยวเท่านั้น
"ข้าสงสัยจริงๆ ว่าหมอนั่นพูดจริงหรือเล่น พลังภายในมันฝึกกันได้ง่ายขนาดนั้นเลยเหรอ? เขาบอกว่าเขาฝึกจนเชี่ยวชาญแล้วงั้นเหรอ?"
"แต่เขาพูดถูก มือของข้าดีขึ้นจริงๆ หลังจากที่เส้นลมปราณถูกเปิดออก หรือว่าหมอนั่นจะใช้พลังภายในได้จริงๆ?"
อันที่จริงแล้ว เหอเฉินกวงไม่เคยเชื่อเลยในตอนแรกว่าพลังภายในจะฝึกได้ง่ายปานนั้น ไม่เช่นนั้นเขาคงฝึกจนเชี่ยวชาญไปนานแล้ว
ทว่ามือของเขากลับปวดมากขึ้นเรื่อยๆ และอาการบวมก็ไม่ยอมลดลงเลยตลอด 3 วัน เขาไม่มีทางเลือกนอกจากการฝังเข็มเพื่อเปิดเส้นลมปราณในมือ และมันก็หายดีในที่สุด
เมื่อคิดถึงความเป็นไปได้นั้น การฝึกของเหอเฉินกวงในเต่ละวันก็เป็นไปอย่างกระตือรือร้นและมุ่งมั่นอย่างเหลือเชื่อ เสมือนคนที่ได้รับการกระตุ้นอย่างหนัก
ตั้งแต่เด็กจนโต เหอเฉินกวงเป็นผู้ที่โดดเด่นที่สุดในหมู่เพื่อนวัยเดียวกันเสมอ มาบัดนี้เขากลับถูกหลินเซิยวบดบังรัศมี เทะหากเขาไม่อาจตามได้ทัน เขาคงได้เป็นบ้าแน่
ไม่นาน ข่าวลือก็แพร่สะพัดไปทั่วว่ามีคนบ้าสองคนเดินทางมาถึงกองร้อยพลแม่นปืนที่ 4 เป็นสองคนบ้าการฝึกที่ไม่เห็นแก่ชีวิตของตนเอง
...
ในวันนั้น บนสนามฝึก หลินเซิยวและเหอเฉินกวงได้มาเจอกัน
หลินเซิยวมองไปที่เหอเฉินกวงแล้วยิ้ม "ไม่เลว นายพัฒนาขึ้นแล้ว"
เหอเฉินกวงตอบกลับอย่างหงุดหงิด "ยุ่งเรื่องของเจ้าเถอะ"
เหอเฉินกวงยังคงระแวงในฝีปากของหลินเซิยว หวังเยี่ยนปิงนั้นแทบจะอาเจียนเป็นเลือดเพราะหมอนั่นทุกครั้ง เมื่อเห็นหลินเซิยวตั้งใจเดินเข้ามา เขารู้เลยว่ามันไม่มีเรื่องดีเกิดขึ้นแน่และจะรีบวิ่งหนีไป
"เกิดอะไรขึ้น? มันรู้ได้ยังไง?" เหอเฉินกวงถามอย่างเต็มไปด้วยความสงสัย
เขาได้พัฒนาขึ้นจริงๆ ในช่วงเวลาที่ฝึกฝนอย่างเข้มข้นนี้ โดยก้าวขึ้นไปถึงเลเวลสูงสุดของหมิงจิ้น แต่เขาไม่ได้บอกใคร
อันที่จริง หลินเซิยวสังเกตเห็นการเป​ลี่ยนแปลงของเหอเฉินกวงได้ในพริบตา
สิ่งที่เรียกว่าการขัดเกลาแก่นแท้ให้เป็นชี่ และการขัดเกลาชี่ให้เป็นจิตวิญญาณ ด้วยสัญชาตญาณการต่อสู้ของหลินเซิยวที่เข้าถึงเลเวล 7 พลังทางจิตวิญญาณของเขาก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน เพียงแค่ไม่ต้องมอง เขาก็สามารถรับรู้ได้อย่างชัดเจนถึงการพัฒนาของเหอเฉินกวง
เขารับรู้ได้ว่าค่าสถานะทางร่างกายของเหอเฉินกวงได้เข้าถึงเลเวล 4 แล้ว ซึ่งเข้าใกล้เลเวลสูงสุดของหมิงจิ้น เป็นการก้าวเดินครั้งสำคัญไปสู่อันจิ้น
แน่นอนว่าเลเวลระดับสูงของมิ่งจิ้นนั้นเป็นสิ่งที่บางคนอาจไม่อาจเอื้อมถึงได้ตลอดทั้งชีวิตเพราะมันเกี่ยวข้องกับการประยุกต์ใช้พลังและความแข็งแกร่งทั้งยังต้องอาศัยการเปิดกล้ามเนื้อเอ็นและกระดูกเสียก่อน
ความสำเร็จของเหอเฉินกวงในการบรรลุเลเวลระดับสูงของมิ่งจิ้นตอนอายุไม่ถึงยี่สิบปีนั้นไม่อาจแยกออกจากความพยายามของเขาและมันยังเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงพรสวรรค์อันแท้จริงของเขาในด้านวิทยายุทธ์
หลินเซียวนั้นแตกต่างออกไปเขามีระบบอันเหนือธรรมชาติที่ช่วยให้เขาเชี่ยวชาญทักษะได้ในทันทีไม่เช่นนั้นหลินเซียวคงไม่มีความมั่นใจว่าเขาจะสามารถรักษาระดับความก้าวหน้าให้ทันเหอเฉินกวงได้เพียงแค่การฝึกฝนเพียงอย่างเดียว
ในเวลานี้ท่าทีของเหอเฉินกวงได้เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
หากเมื่อก่อนเหอเฉินกวงเคยดุดันและไม่เกรงใจเปรียบเสมือนกระบีที่ชักออกจากฝักแต่ตอนนี้เขากลับเริ่มสุขุมขึ้นเรื่อยๆ เข้าสู่สภาวะหวนคืนสู่ความเเรียบง่าย
หลินเซียวเฝ้ามองเหอเฉินกวงที่เมินเฉยต่อเขาแล้วพึมพำกับตัวเองว่า "ไม่แปลกใจเลยที่เขาเป็นตัวเอ