- หน้าแรก
- จากขอทานไร้พรสวรรค์ สู่ผู้ปลุกพลังวิญญาณยุทธ์บรรพกาล
- บทที่ 33 - ปรมาจารย์แห่งตระกูลหลิง
บทที่ 33 - ปรมาจารย์แห่งตระกูลหลิง
บทที่ 33 - ปรมาจารย์แห่งตระกูลหลิง
บทที่ 33 - ปรมาจารย์แห่งตระกูลหลิง
"หลิงเซียวผู้นี้เหตุใดถึงได้เก่งกาจปานนี้!"
ทุกคนที่รู้จักหลิงเซียว
บรรดาผู้ที่เคยเยาะเย้ย และดูแคลนหลิงเซียว
ยามนี้ล้วนมีสีหน้ากระอักกระอ่วน ตกตะลึง และภายในใจก็หวาดผวา
พวกเขาไม่อาจเชื่อได้เลยว่า หลิงเซียวจะสามารถเอาชนะหลิงเถียโส่ว อันดับสี่แห่งหอชั้นเลิศได้!
นี่มันเป็นไปได้อย่างไรกัน!
หลิงชงถึงกับหวาดกลัวจนคุกเข่าลงกับพื้น เขาเกรงว่าหลิงเซียวจะมาหาเรื่องเขา ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น ที่แห่งนี้ก็ไม่มีผู้ใดสามารถช่วยเหลือเขาได้เลย
"วางใจเถิด ข้าไม่มีความสนใจในพวกสวะหรอก!"
หลิงเซียวปรายตามองหลิงชงที่คุกเข่าอยู่บนพื้นอย่างดูถูก ชายผู้ที่เคยกลั่นแกล้งและหยามเกียรติเขาแทบทุกวัน ยามนี้กลับต้องมาคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าเขา
ภายในใจของเขาบังเกิดความภาคภูมิใจและตื่นเต้นยินดียิ่งนัก
ดังที่คาดการณ์ไว้ เมื่อมีพลังแกร่งกล้า ก็สามารถทวงคืนศักดิ์ศรีของตนเองกลับมาได้
"สวะงั้นหรือ?"
ภายในใจของหลิงชงขมขื่นยิ่งนัก เขาหวนคำนึงถึงยามที่ตนเองมักจะเอ่ยคำสองคำนี้กับหลิงเซียวอยู่เสมอ
ทว่ายามนี้มันกลับตาลปัตรไปหมดแล้ว
"ทำเช่นไรดีท่านพี่เฟิง เขาชนะแล้ว! เขาเอาชนะหลิงเถียโส่วได้ เขาต้องมาหาเรื่องข้าแน่ๆ……"
หลิงอวี่ไม่เหลือเค้าโครงของคุณหนูผู้หยิ่งผยองอีกต่อไป ยามนี้นางร่างสั่นสะท้าน แววตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
แม้หลิงเซียวจะไม่ได้ปรายตามองนางเลยแม้แต่น้อย ทว่านางก็ยังคงหวาดผวาอยู่ในใจ
นี่กระมังที่เรียกว่า ความหวาดระแวงของพวกทำผิด
"หึ นั่นเป็นเพราะความโง่เขลาของหลิงเถียโส่วต่างหากเล่า"
หลิงเฟิงเองก็มีท่าทีประหม่า ทว่าเขาก็มักจะหาข้ออ้างมาปลอบใจตนเองได้เสมอ
"หากหลิงเถียโส่วไม่ดันทุรังใช้วิชาลับพริบตาสังหาร จนผลาญพลังปราณแท้ไปจนหมด ผู้ที่พ่ายแพ้ในตอนท้ายก็ต้องเป็นไอ้หลิงเซียวนั่นแน่ น้องอวี่ เจ้าไม่ต้องกังวลไป ข้าใกล้จะล่วงรู้เคล็ดลับการก่อกำเนิดปราณกังแล้ว รอให้ข้าควบแน่นปราณกังได้เมื่อใด แค่กระบวนท่าเดียว ข้าก็สังหารมันได้แล้ว!"
"จริงด้วย! ท่านพี่เฟิงกล่าวได้ถูกต้อง มันก็แค่วิชาตัวเบายอดเยี่ยมเท่านั้น แทบจะไม่มีกระบวนท่าโจมตีเลยนี่นา"
เมื่อได้ยินวาจาของหลิงเฟิง หลิงอวี่ก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก สองมือเกาะกุมแขนของหลิงเฟิงไว้แน่น
ยามนี้นางทำได้เพียงพึ่งพาหลิงเฟิงเท่านั้น
หากแม้แต่หลิงเฟิงก็ยังไม่อาจต่อกรกับหลิงเซียวได้ นางก็คงไร้ที่พึ่งพิงแล้วจริงๆ
หลิงอี้หางที่หลับตามาโดยตลอด ฉับพลันก็เบิกตากว้างขึ้น ริมฝีปากประดับด้วยรอยยิ้มบางๆ พลางเอ่ยเสียงเรียบ "อีเสวี่ย เจ้ากับข้าคงจะได้เจอคู่ปรับที่สมน้ำสมเนื้อเข้าให้แล้วสิ"
ในสายตาของเขา ทั่วทั้งหอชั้นเลิศ ผู้ที่มีคุณสมบัติท้าชิงกับเขาก็มีเพียงหลิงอีเสวี่ยเท่านั้น
และยามนี้ ก็คล้ายกับว่าจะมีหลิงเซียวเพิ่มขึ้นมาอีกคน
"ศิษย์พี่ท่านก็กล่าวเกินไป ข้าไม่อาจเทียบชั้นกับท่านได้หรอก ทว่าหลิงเซียวผู้นี้ก้าวหน้าฉับไวยิ่งนัก หากเขาสามารถบรรลุการก่อกำเนิดปราณกังได้ ก็คงจะเป็นภัยคุกคามต่อศิษย์พี่ได้จริงๆ"
นัยน์ตาของหลิงอีเสวี่ยทอประกาย
นางรู้ดีว่า หลิงอี้หางคือผู้เดียวในหอชั้นเลิศที่บรรลุการก่อกำเนิดปราณกังแล้ว
……
"นายท่านผู้เฒ่าหลิงออกจากการเก็บตัวแล้ว!"
ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ และความตื่นตะลึงในพัฒนาการของหลิงเซียว ฉับพลันเสียงหนึ่งก็ดังกึกก้องขึ้น
เสียงเจี๊ยวจ๊าวเงียบลงบัดดล
ความสนใจของทุกคนล้วนพุ่งตรงไปเบื้องหน้า
นั่นคือสถานที่ที่นายท่านผู้เฒ่าหลิงใช้เก็บตัวฝึกฝน
โครม!
กลิ่นอายอันดุดันพวยพุ่งออกมาจากหลังบานประตูหิน ชายชรารูปร่างกำยำ ในชุดผ้าหยาบรัดกุม เดินก้าวออกมาจากห้องหิน
แม้อายุจะล่วงเลยเข้าสู่วัยหกเจ็ดสิบปี ทว่าท่วงท่าการเดินกลับดุดันราวกับพยัคฆ์ หาได้เหมือนคนแก่ชราไม่
"นี่คือนายท่านผู้เฒ่าหลิงหรือ หนึ่งในสี่สุดยอดฝีมือแห่งเมืองเทียนเฟิง! ผู้นำตระกูลหลิง!"
หลิงเซียวเองก็ตื่นเต้นอยู่ไม่น้อย
เขาเงยหน้าขึ้นมอง วิญญาณยุทธ์ขุนเขาธาราก็เริ่มทำงาน หมายจะหยั่งรู้ระดับพลังของนายท่านผู้เฒ่าหลิง
ทว่าสิ่งที่ปรากฏให้เห็น กลับเป็นเพียงกลุ่มพลังปราณที่แหลมคมราวกับใบมีด
เนื่องจากระดับพลังห่างชั้นกันเกินไป วิญญาณยุทธ์ขุนเขาธาราจึงไม่อาจวิเคราะห์ข้อมูลของนายท่านผู้เฒ่าหลิงได้
นายท่านผู้เฒ่าหลิงมีนามเดิมว่า หลิงเซ่าเทียน
ในอดีต ท่านเคยบุกเดี่ยวเข้าทลายรังโจรโพกผ้าดำ สังหารโจรไปนับร้อย และยังปลิดชีพหัวหน้าโจรโพกผ้าดำไปได้อีกหนึ่งคน
จนถึงยามนี้ วีรกรรมอันห้าวหาญนั้นก็ยังคงเป็นที่เล่าขานไปทั่วเมืองเทียนเฟิง
พวกโจรโพกผ้าดำเคียดแค้นหลิงเซ่าเทียนยิ่งนัก ทว่าก็ไม่กล้ามาตอแยกับตระกูลหลิง นั่นก็เพราะความน่าเกรงขามของท่านนั่นเอง
หลิงเซ่าเทียนกวาดสายตามองลงไปยังเบื้องล่าง
เพียงแค่กลิ่นอายที่แผ่ออกมา ก็บีบบังคับให้ศิษย์หลายคนถึงกับทรุดเข่าลงกับพื้น ไม่อาจควบคุมร่างกายของตนเองได้ พลังกดดันอันไร้รูปลักษณ์นี้ช่างน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก
แน่นอนว่า ก็ยังมีอีกหลายคนที่ยังคงยืนหยัดอยู่ได้
ศิษย์หออัจฉริยะสองคนที่มาเยือนใบหน้ายังคงประดับด้วยรอยยิ้ม พลังกดดันระดับนี้พวกเขาเคยลิ้มลองมาแล้ว ขอเพียงในร่างกายมีปราณกัง ก็จะไม่ได้รับผลกระทบใดๆ
นายท่านผู้เฒ่าหลิงกำลังทดสอบฝีมือของบรรดาศิษย์อยู่นั่นเอง
นอกจากนี้ก็ยังมีอีกสี่คนที่ยังคงยืนหยัดอยู่ได้
คนหนึ่งคือ หลิงอี้หาง สีหน้าเรียบเฉย
คนหนึ่งคือ หลิงอีเสวี่ย คิ้วขมวดเล็กน้อย
คนหนึ่งคือ หลิงเฟิง ใช้กระบี่ยันพื้นไว้ จึงพยุงร่างไม่ให้ล้มลงได้
และคนสุดท้ายก็คือ หลิงเซียว ยามที่เขาเริ่มรู้สึกว่าร่างกายใกล้จะทนไม่ไหว พลังกดดันนั้นก็ถูกวิญญาณยุทธ์ขุนเขาธาราสลายไปจนหมดสิ้น
ดังนั้นเขาจึงดูผ่อนคลายยิ่งกว่าหลิงอีเสวี่ยเสียอีก
"ร้ายกาจยิ่งนัก!"
"นี่หรือคือพลังของยอดฝีมืออันดับหนึ่งแห่งเมืองเทียนเฟิง เมื่อใดพวกเราถึงจะก้าวไปถึงระดับนั้นได้นะ"
"เลิกคำนึงเถิด ระดับพลังของนายท่านผู้เฒ่าหลิงไม่ใช่สิ่งที่จะก้าวข้ามไปได้ง่ายๆ หรอก"
"พวกเราคงต้องเพียรพยายามก่อกำเนิดปราณกังให้ได้เสียก่อน"
แม้จะคุกเข่าอยู่บนพื้น ทว่าบรรดาศิษย์เหล่านั้นก็ไม่มีความขุ่นเคืองเลยแม้แต่น้อย กลับมีแต่ความโหยหาและตั้งตารอ
เปี่ยมไปด้วยความยำเกรงและเทิดทูน
ระดับชีพจรยุทธ์ขั้นที่สี่, ช่วงปราณกัง, สมญานามศิษย์ยุทธ์ นี่คือพรมแดนที่ผู้ฝึกยุทธ์นับไม่ถ้วนในแคว้นเป่ยฮั่น หรือแม้แต่ทั่วทั้งโลกต่างใฝ่ฝันถึง
ในอดีต ความใฝ่ฝันเช่นนี้ ก็เป็นเพียงแค่ความฝันลมๆ แล้งๆ ของหลิงเซียวเช่นกัน
ทว่ายามนี้ เมื่อได้รับรู้ว่าเหนือกว่าระดับชีพจรยุทธ์ขั้นที่เก้า ยังมีขั้นเหนือสามัญอยู่อีกเก้าขั้น
ความนึกคิดของเขาก็แปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง วิสัยทัศน์ก็เปิดกว้างขึ้นด้วย
ระดับชีพจรยุทธ์ขั้นที่สี่ สำหรับเขาแล้ว ก็เป็นเพียงแค่ก้าวหนึ่ง เป็นเพียงแค่เป้าหมายระยะสั้นเท่านั้น
เป้าหมายที่แท้จริงของเขาในยามนี้ คือการก้าวเข้าสู่ขั้นเหนือสามัญต่างหาก
"ศิษย์รุ่นพวกเจ้า เป็นรุ่นที่ย่ำแย่ที่สุดเท่าที่ข้าเคยพบพานมาเลย!"
ฉับพลัน หลิงเซ่าเทียนก็เอ่ยขึ้น
"หึๆ ท่านผู้เฒ่ามาลูกไม้นี้อีกแล้ว"
ศิษย์หออัจฉริยะสองคนลอบหัวเราะคิกคัก
"นั่นสิ ตอนรุ่นพวกเรา ท่านก็เปรยเช่นนี้ แท้จริงแล้วรุ่นนี้เก่งกาจมากเลยนะ ถึงกับมีสี่คนที่สามารถทนรับพลังกดดันของท่านได้"
"ไม่ผิด แท้จริงแล้วท่านผู้เฒ่าเบิกบานใจมากเลยล่ะ"
ขณะที่กำลังวิพากษ์วิจารณ์อยู่นั้น ฉับพลันพวกเขาก็สัมผัสได้ถึงสายตาตักเตือนของหลิงเซ่าเทียน จึงรีบแลบลิ้น แล้วหุบปากเงียบทันที
หลิงเซ่าเทียนกล่าวต่อว่า "ดังที่ทราบกันดี ระดับชีพจรยุทธ์ทั้งเก้าขั้น สามารถแบ่งออกได้เป็นสามช่วง —— ช่วงตื่นรู้, ช่วงปราณกัง, ช่วงระเบิดปราณ! และสมญานามที่ได้รับคือ ผู้ฝึกหัดยุทธ์, ศิษย์ยุทธ์, อาจารย์ยุทธ์!"
แม้เสียงของท่านจะไม่ดังนัก ทว่ากลับดังกังวานกึกก้อง ต่อให้ห่างออกไปไกลหลายร้อยก้าว ก็ยังได้ยินอย่างชัดเจน
วาจาของนายท่านผู้เฒ่าหลิง แท้จริงแล้วก็เป็นเพียงความรู้พื้นฐาน ศิษย์ตระกูลหลิงที่ฝึกยุทธ์ทุกคน ล้วนล่วงรู้กันดีอยู่แล้ว
【ช่วงตื่นรู้】 หลักๆ คือการขัดเกลาร่างกาย รวบรวมพลังปราณแท้ วางรากฐานให้มั่นคง เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการฝึกฝนวิทยายุทธ์ที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
【ช่วงปราณกัง】 เมื่อพลังปราณแท้สะสมจนถึงระดับหนึ่ง ร่างกายก็ไม่อาจรองรับได้อีกต่อไป ยามนี้ จึงต้องทำการควบแน่นพลังปราณแท้ ให้แปรเปลี่ยนเป็นปราณกัง ซึ่งปราณกังนั้นจะบริสุทธิ์ยิ่งกว่า และสามารถทำร้ายศัตรูได้จากระยะไกล อานุภาพก็เหนือกว่าพลังปราณแท้มากนัก
【ช่วงระเบิดปราณ】 แม้พลังงานภายในร่างกายจะไม่ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน ยังคงเป็นปราณกังอยู่ ทว่าปริมาณปราณกังในยามนี้จะเพิ่มพูนขึ้นอย่างมหาศาล สิ่งที่ต้องเน้นย้ำในยามนี้ ก็คือการฝึกฝนวิทยายุทธ์ที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง การระเบิดปราณกังโจมตีในเสี้ยวพริบตา พลังของคนเพียงผู้เดียว ก็สามารถต้านทานคนนับหมื่นได้อย่างง่ายดาย การทำลายล้างหมู่บ้านด้วยหมัดเดียวก็สามารถบังเกิดขึ้นได้
ในตำราหลายเล่มบันทึกไว้ว่า อาจารย์ยุทธ์ระดับชีพจรยุทธ์ขั้นที่เก้า มักจะบุกเดี่ยวเข้าปะทะกับกองทัพข้าศึก และสามารถสังหารข้าศึกนับหมื่นได้อย่างง่ายดาย
เมื่อใดที่ฝึกฝนจนบรรลุถึงระดับนี้ได้ ในสายตาของผู้ฝึกยุทธ์ทั่วไป ก็ถือว่าเป็นยอดคนไร้ผู้ต่อต้านแล้ว
(จบแล้ว)