- หน้าแรก
- จากขอทานไร้พรสวรรค์ สู่ผู้ปลุกพลังวิญญาณยุทธ์บรรพกาล
- บทที่ 25 - หอโอสถตระกูลหลิง
บทที่ 25 - หอโอสถตระกูลหลิง
บทที่ 25 - หอโอสถตระกูลหลิง
บทที่ 25 - หอโอสถตระกูลหลิง
"ศิษย์พี่ซิงอวิ๋น จะปล่อยให้ไอ้เด็กนี่ลอยนวลไปง่ายๆ อย่างนี้หรือ ศิษย์พี่หลี่รุ่ยต้องมาตายฟรีงั้นหรือ?"
แม้จะหวาดหวั่นในฝีมือของหลิงเซียว แต่ลูกศิษย์ตระกูลหลี่ก็ยังคงแค้นเคืองกับการตายของหลี่รุ่ยไม่หาย
บวกกับการที่พวกเขามีคนเยอะกว่า จึงแอบหวังว่าจะใช้ความได้เปรียบด้านจำนวนเข้าข่ม
"ข้า หลิงเซียว จะไป มีใครหน้าไหนกล้าขวาง!"
หลิงเซียวแค่นหัวเราะเยาะ แบกซากหมาป่าหอนจันทร์ขึ้นพาดบ่า แล้วเดินเชิดหน้าฝ่าวงล้อมของคนตระกูลหลี่ออกไปอย่างองอาจ
ไม่มีใครกล้าขวางทาง
ภาพที่หลิงเซียวซัดหลี่รุ่ย ผู้ฝึกยุทธ์ระดับชีพจรยุทธ์ขั้นที่สามจนตายคาที่ด้วยหมัดเดียวยังคงติดตาตรึงใจพวกเขามิรู้ลืม
ทุกคนต่างรู้ดีว่า ใครกล้าลงมือก่อน คนนั้นตาย!
เมื่อเดินพ้นวงล้อมออกมา หลิงเซียวก็แอบลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
เอาจริงๆ พลังปราณของเขายังฟื้นฟูไม่เต็มที่เลย หากพวกคนตระกูลหลี่รุมล้อมจู่โจมเขาตอนนั้น เขาคงต้องหนีเอาตัวรอดท่าเดียว
ไม่คิดเลยว่าคนพวกนี้จะขี้ขลาดตาขาวขนาดนี้ ถึงขั้นไม่กล้าลงมือ
แต่นี่ก็ถือว่าช่วยเขาได้มากโขเลย วางมาดเสร็จก็เดินหนีออกมา มารดามันเถอะ ช่างสะใจยิ่งนัก!
"ไอ้หลิงเซียวนี่มันเป็นใครมาจากไหนกัน ดูจากพรสวรรค์แล้ว เกรงว่าจะไม่ด้อยไปกว่าหลิงอีเสวี่ย ศิษย์อัจฉริยะคนนั้นเลยนะ"
"ยิ่งกว่านั้นอีก! ต่อให้เป็นหลิงเฟยฝาน ตอนที่อยู่ระดับชีพจรยุทธ์ขั้นที่สองจุดสูงสุด ก็ยังทำไม่ได้ขนาดนี้เลย!"
หลี่ซิงอวิ๋นมีสีหน้าอึมครึม มองตามแผ่นหลังของหลิงเซียวที่ค่อยๆ ห่างออกไปพลางเอ่ยเสียงเย็น
"จริงหรือ ศิษย์พี่ซิงอวิ๋น ท่านหมายถึงหลิงเฟยฝาน หนึ่งในสี่คุณชายแห่งเมืองเทียนเฟิงน่ะหรือ?"
"ใช่ เขาแหละ!"
"เป็นไปไม่ได้มั้ง! หลิงเฟยฝานบรรลุระดับชีพจรยุทธ์ขั้นที่สี่ตั้งแต่สามปีก่อน ตอนที่อายุแค่สิบสองปี นั่นน่ะคืออัจฉริยะอย่างแท้จริง แล้วไอ้เด็กนั่นจะเอาอะไรไปเทียบได้?"
สี่คุณชายแห่งเมืองเทียนเฟิง ล้วนเป็นยอดฝีมือที่บรรลุระดับชีพจรยุทธ์ขั้นที่สี่ก่อนอายุสิบสี่ปี พวกเขาคือบุคคลต้นแบบของคนหนุ่มสาวทั้งเมืองเทียนเฟิงอย่างแท้จริง
"นั่นสิ ศิษย์พี่ซิงอวิ๋น ท่านประเมินไอ้หลิงเซียวนั่นสูงเกินไปหรือเปล่า ถ้าวันนี้ท่านไม่ได้บาดเจ็บล่ะก็ มันต้องตายเป็นผีเฝ้าป่าไปแล้ว"
"แน่นอนอยู่แล้ว!"
แม้หลี่ซิงอวิ๋นจะยอมรับในฝีมือของหลิงเซียว แต่เขาก็มีความมั่นใจในตัวเองสูงลิ่ว หากวันนี้เขาไม่ได้บาดเจ็บ หลี่รุ่ยก็คงไม่ต้องมาทิ้งชีวิตไว้ที่นี่หรอก
"อ้อ เรื่องวันนี้ กลับไปถึงอย่าแพร่งพรายให้ใครรู้ล่ะ บอกแค่ว่าหลี่รุ่ยถูกหมาป่าหอนจันทร์ฆ่าตาย ไม่งั้นพวกเราได้เดือดร้อนกันหมดแน่ ปู่ของหลี่รุ่ยเป็นผู้อาวุโสในตระกูลนะ ถ้าหลานชายเขาถูกคนตระกูลหลิงฆ่าตายแล้วพวกเราไม่ยอมช่วยเหลือ พวกเจ้าน่าจะรู้ตัวดีนะว่าจะโดนอะไรบ้าง?"
จู่ๆ หลี่ซิงอวิ๋นก็ขึ้นเสียงตวาด
"เข้าใจแล้ว ศิษย์พี่ซิงอวิ๋น"
หลังจากออกจากเทือกเขาฝูหลง หลิงเซียวก็แวะไปที่ตลาดก่อนเป็นอันดับแรก นำวัตถุดิบส่วนเกินทั้งหมดไปขายแลกเป็นเงินมาได้สามหมื่นห้าพันตำลึงเงิน
เงินจำนวนนี้จำเป็นมาก เพราะต่อให้จะขอให้หอโอสถของตระกูลหลิงช่วยหลอมโอสถให้ ก็ต้องจ่ายค่าเหนื่อยอยู่ดี ไม่มีเงินก็ทำอะไรไม่ได้หรอก
ยิ่งโอสถล้ำค่ามากเท่าไหร่ ค่าเหนื่อยก็ยิ่งแพงขึ้นเท่านั้น
แต่เงินสามหมื่นห้าพันตำลึงนี่ ถือว่าเหลือเฟือเลยทีเดียว
จากนั้นเขาก็แวะไปที่โรงประมูล เพื่อรับเงินหนึ่งร้อยตำลึงที่ได้จากการประมูลคัมภีร์วิทยายุทธ์ระดับพื้นฐาน โดยยังคงเสียค่าธรรมเนียมให้ทางโรงประมูลไปสิบตำลึงเหมือนเดิม
เงินทั้งหมดถูกเก็บไว้ในภาพวาดขุนเขาธารา
วิธีนี้ปลอดภัยกว่าการฝากไว้ที่ร้านแลกเงินเสียอีก
เขาเคยได้ยินมาว่าบนโลกนี้มีสิ่งของที่เรียกว่า 'แหวนมิติ' อยู่ด้วย แต่เขาไม่เคยเห็นหรอก และถึงจะมีจริง เขาก็มั่นใจว่ามันคงใช้ดีสู้ภาพวาดขุนเขาธาราของเขาไม่ได้อย่างแน่นอน
ครั้งนี้เขาไม่คิดจะขายคัมภีร์วิทยายุทธ์อีกแล้ว
ในเมื่อมีเงินแล้ว การทำเรื่องเสี่ยงๆ แบบนั้นก็ควรจะหยุดไว้ก่อน จะได้ไม่เกิดเรื่องยุ่งยากขึ้น
ออกจากโรงประมูล หลิงเซียวก็รีบสาวเท้ากลับตระกูลหลิง มุ่งหน้าตรงไปยังหอโอสถทันที
หอโอสถเป็นสถานที่ที่ตระกูลหลิงใช้สำหรับปรุงยาและรักษาคน ไม่ว่าจะเวลาไหนก็มักจะคลาคล่ำไปด้วยผู้คนเสมอ
ดังนั้นการจะหลบหน้าคนที่ไม่ยากเจอ จึงเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก
อย่างเช่นตอนนี้ พอมาถึงหอโอสถ หลิงเซียวก็เห็นหลิงอวี่กับหลิงเฟิงกำลังเดินตรงมาทางนี้พอดี
หลิงอวี่ยังคงเป็นหญิงสาวที่ดูยั่วยวนมีเสน่ห์เช่นเคย ตอนนี้นางกำลังควงแขนหลิงเฟิง ท่าทางกระหนุงกระหนิงจนคนมองแอบอิจฉา
ส่วนหลิงเฟิงก็ยังคงอยู่ในชุดสีขาว ดูสง่างามเช่นเคย แถมบารมีก็ดูจะแกร่งกล้ากว่าคราวก่อนที่เจอเสียอีก
ยืนอยู่ตรงนั้น รังสีอำมหิตแผ่ซ่านราวกับกระบี่ที่พร้อมจะถูกชักออกจากฝักตลอดเวลา
"หึๆ ไอ้ลูกขอทาน มาขอเศษยาที่หอโอสถอีกแล้วงั้นรึ?"
หลิงเซียวเห็นทั้งสองคน และทั้งสองคนก็เห็นเขาเช่นกัน
เพราะไม่มีใครคิดจะหลบหน้าใครอยู่แล้ว
สมัยก่อนตอนที่ยังไม่มีเงิน หลิงเซียวก็มักจะมาขอเศษยาที่หอโอสถไปใช้ฝึกยุทธ์อยู่บ่อยๆ
เพราะเรื่องนี้แหละ เขาถึงโดนคนเยาะเย้ยถากถางอยู่เป็นประจำ
"เหอะ องค์ปฐมกษัตริย์แห่งแคว้นเป่ยฮั่นของเราก็เคยเป็นขอทานมาก่อนเหมือนกันนะ นังผู้หญิงสายตาสั้น!"
หลิงเซียวแค่นเสียงเย็น ไม่คิดจะต่อล้อต่อเถียง ทิ้งท้ายไว้แค่นั้นแล้วก็เดินเข้าหอโอสถไป
จัดการเรื่องของตัวเองให้เสร็จก่อนดีกว่า มัวแต่มาทะเลาะกันไปก็ไร้สาระ
"หึ ไอ้ขยะนั่น บังอาจเอาตัวเองไปเทียบกับองค์ปฐมกษัตริย์ ช่างไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำเสียเลย! ได้ยินมาว่าเมื่อไม่กี่วันก่อนมันเอาชนะหลิงชง แล้วก็ชนะวิชาตัวเบากับหลิงเฟย พอมีผลงานนิดหน่อยก็เริ่มจะทำตัวจองหองซะแล้ว"
หลิงเฟิงพูดเสียงเย็น
ถ้าพูดถึงความจองหอง คนที่เหมาะสมกับคำนี้ที่สุด คงหนีไม่พ้นหลิงเฟิงต่างหากล่ะ
หลิงเซียวไม่เคยประเมินใครต่ำเกินไป ขนาดกับหลิงชงที่เขาเอาชนะมาได้ถึงสองครั้ง เขาก็ยังทุ่มสุดตัวทุกครั้งที่สู้
"ฮิๆ ท่านพี่เฟิงพูดถูก องค์ปฐมกษัตริย์ทรงเป็นอัจฉริยะ แต่มันเป็นตัวอะไร ก็แค่ขอทานกระจอกๆ คนนึงเท่านั้นแหละ"
หลิงอวี่หัวเราะคิกคัก ไม่ได้เห็นหลิงเซียวอยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย
ในสายตาของนาง ต่อให้หลิงเซียวจะมีฝีมือพัฒนาขึ้นมาบ้าง แต่ไม่มีเงิน ไม่มีเส้นสาย ยังไงก็ก้าวหน้าไปไหนไม่ได้ไกลหรอก
หลิงเซียวไม่ได้รับรู้ถึงบทสนทนาของทั้งสองคน พอเข้าหอโอสถมาได้ เขาก็ตรงไปที่โต๊ะสำหรับลงทะเบียนทันที
เพื่อทะลวงสู่ระดับชีพจรยุทธ์ขั้นที่สาม สิ่งที่เขาต้องการคือ โอสถทะลวงขั้น, โอสถพิทักษ์ใจ, และโอสถพิทักษ์ชีพจร อย่างละหนึ่งเม็ด นอกจากนี้ยังต้องเตรียมโอสถรวมปราณสำหรับเพิ่มพลังปราณแท้ไว้เผื่อใช้ในยามฉุกเฉินอีกด้วย
ถ้าซื้อเลย โอสถทะลวงขั้นเม็ดละหนึ่งพันตำลึงเงิน ส่วนโอสถพิทักษ์ใจและโอสถพิทักษ์ชีพจรก็ราคาเท่ากัน
ส่วนโอสถรวมปราณจะถูกหน่อย เม็ดละห้าร้อยตำลึงเงิน
แม้หลิงเซียวจะมีปัญญาซื้อ แต่เขาก็ไม่จำเป็นต้องจ่ายแพงขนาดนั้น เขามีวัตถุดิบอยู่แล้ว แค่นำมาให้ทางหอโอสถช่วยหลอมให้ ก็จ่ายค่าเหนื่อยแค่เม็ดละร้อยตำลึงเงินเท่านั้น สำหรับโอสถทะลวงขั้น, โอสถพิทักษ์ใจ, และโอสถพิทักษ์ชีพจร
ส่วนโอสถรวมปราณ จ่ายค่าเหนื่อยแค่เม็ดละห้าสิบตำลึงเงิน
"ท่านพี่เฟิง ครั้งนี้ข้าใกล้จะทะลวงสู่ระดับชีพจรยุทธ์ขั้นที่สามแล้วนะ ท่านต้องหาโอสถทะลวงขั้น, โอสถพิทักษ์ใจ, แล้วก็โอสถพิทักษ์ชีพจรมาให้ข้าให้ครบนะ ไม่งั้นข้าโกรธจริงๆ ด้วย!"
จังหวะนั้นเอง หลิงอวี่กับหลิงเฟิงก็เดินเข้ามาพอดี
ฟังจากที่หลิงอวี่พูด ดูเหมือนนางก็เตรียมตัวจะทะลวงขั้นเหมือนกัน ซึ่งก็ไม่แปลก เพราะนางอยู่ระดับชีพจรยุทธ์ขั้นที่สองมานานแล้ว แถมยังได้ยาจากหลิงเฟิงไปตั้งเยอะ ถ้าไม่ทะลวงขั้นสิถึงจะแปลก
"น้องอวี่ เจ้าก็รู้นี่นาว่าการประลองประจำปีใกล้จะเริ่มแล้ว ข้าต้องรีบทะลวงสู่ระดับชีพจรยุทธ์ขั้นที่สี่ให้ได้ เลยต้องใช้โอสถพวกนั้นเยอะมาก เจ้าก็อดทนไปก่อนเถอะนะ"
ฟังดูเหมือนหลิงเฟิงจะไม่อยากเสียเงินให้หลิงอวี่แล้ว เพราะตอนนี้เขาต้องทุ่มเททุกอย่างเพื่อการทะลวงสู่ระดับชีพจรยุทธ์ขั้นที่สี่ ซึ่งต้องใช้โอสถจำนวนมหาศาล
แม้เขาจะเป็นศิษย์สายหลักของตระกูลหลิง แต่ฐานะทางบ้านก็ไม่ได้ร่ำรวยเท่าหลิงชง และต่อให้เป็นหลิงชง ก็ใช่ว่าจะใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายได้ตามใจชอบเสียเมื่อไหร่
การที่ตระกูลหลิงก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่ของเมืองเทียนเฟิงได้ กฎระเบียบย่อมต้องเข้มงวด แม้จะมีคนฝ่าฝืนบ้าง แต่ก็นับว่าเป็นส่วนน้อย
"งั้นเหรอ ถ้างั้นขอซื้อโอสถรวมปราณให้สักสองเม็ดได้ไหมล่ะ?"
หลิงอวี่ดูไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่นัก นางทำปากยื่น
"ยอมเจ้าเลยก็ได้ เอาสิ ถือโอกาสใช้โอสถรวมปราณช่วยปรับพื้นฐานพลังของเจ้าให้แน่นขึ้นไปในตัวเลยแล้วกัน"
หลิงเฟิงพยักหน้ารับคำ
(จบแล้ว)