- หน้าแรก
- ดราก้อนบอล วิวัฒนาการไร้ขีดจำกัด พลังของข้าเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าทุกปี
- บทที่ 1 - ระบบพลังการต่อสู้ดราก้อนบอล
บทที่ 1 - ระบบพลังการต่อสู้ดราก้อนบอล
บทที่ 1 - ระบบพลังการต่อสู้ดราก้อนบอล
บทที่ 1 - ระบบพลังการต่อสู้ดราก้อนบอล
พายุพัดโหมกระหน่ำ หอบเอาเม็ดฝนขนาดใหญ่สาดกระแทกกระจกหน้าต่างจนเกิดเสียงดังเปาะแปะ ตอนนี้เข้าสู่ช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วงแล้ว แต่กลับยังมีพายุไต้ฝุ่นพัดถล่มมหานคร พนักงานบริษัทต่างพากันตอกบัตรเลิกงานแล้วรีบเผ่นกลับบ้านกันหมด แผนกเทคนิคทั้งชั้นจึงเหลือเพียงเจียงหนานแค่คนเดียว
ไม่ใช่ว่าเจียงหนานรักงานอะไรนักหนา เขาเองก็อยากรีบวิ่งกลับบ้านก่อนที่ลมจะแรงไปกว่านี้เหมือนกัน โทษฐานเดียวคือเขามือดันบอน ก่อนเลิกงานดันติดนิสัยกดเข้าไปดูข้อความที่ยังไม่ได้อ่านในแอปพลิเคชันสื่อสารของบริษัท
ทันทีที่ตัวหนังสือเล็กๆ ใต้ข้อความนั้นเปลี่ยนเป็นคำว่า ‘อ่านแล้ว’ โทรศัพท์ของเจียงหนานก็สั่นขึ้นมาแทบจะในวินาทีเดียวกัน
"พี่หนาน พี่ชาย พี่คือพี่ชายแท้ๆ ของผมเลย พี่ช่วยผมหน่อยเถอะ ลูกค้ารายนี้เป็นลูกค้าเก่าแก่ของบริษัทเรา ผมส่งข้อความหาคนอื่นก็ไม่มีใครตอบกลับเลย มีแค่พี่คนเดียวที่ยังอยู่ทำงาน!" ปลายสายคือเพื่อนร่วมงานจากสาขาต่างจังหวัด
ฉันนี่มันมือบอนจริงๆ เล้ย! เจียงหนานรู้สึกหงุดหงิดตัวเอง
"ไม่ใช่แบบนั้นสิ สถานการณ์ที่คุณอธิบายมามันไม่ได้อยู่ในความต้องการตอนแรกนี่ ถ้าลูกค้ายังยืนยันจะเอาผลลัพธ์แบบนี้ ก็ต้องให้ฝ่ายปฏิบัติการกับฝ่ายผลิตภัณฑ์ไปคุยกัน แล้วเดินเรื่องขอเปลี่ยนแปลงตามขั้นตอนปกติสิ" เจียงหนานเริ่มมีน้ำโห
ฝนตกหนักขึ้นกว่าเดิม พายุพัดกระหน่ำผ่านอาคารสำนักงานจนเกิดเสียงหวีดหวิวแหลมปรี๊ด นานๆ ทีก็มีแสงฟ้าแลบแปลบปลาบ ตามมาด้วยเสียงฟ้าร้องดังครืนๆ
เพื่อนร่วมงานปลายสายอ้อนวอน "พี่หนาน พี่ช่วยคิดหาวิธีหน่อยเถอะ ผมก็รู้ว่านี่มันเป็นคำขอที่ไร้เหตุผลของลูกค้า แต่เขาอารมณ์เสียมาก บอกว่าถ้าวันนี้แก้ปัญหาไม่ได้จะร้องเรียนผม"
"ไม่ใช่ว่าผมไม่อยากช่วยนะ แต่ตอนนี้เพื่อนร่วมงานคนอื่นเขากลับบ้านกันหมดแล้ว ต่อให้ผมจะเขียนระบบการทำงานนี้ขึ้นมาให้ได้ชั่วคราว ผมตัวคนเดียวก็ไม่มีสิทธิ์กดปรับปรุงระบบขึ้นใช้งานจริง ผมไม่ได้มีอำนาจล้นฟ้าขนาดนั้น คุณเข้าใจใช่ไหม" น้ำเสียงของเจียงหนานเริ่มอ่อนลง
"พี่หนาน พี่ช่วยผมเถอะ เดือนนี้ยอดประเมินผมเข้าขั้นวิกฤตแล้วนะ ถ้าโดนร้องเรียนอีกกระทง ผมคงต้องเก็บข้าวของโดนไล่ออกแน่ๆ พี่ชาย สงสารน้องชายคนนี้หน่อยเถอะนะ"
ได้ยินแบบนั้นเจียงหนานก็เงียบไป สองปีมานี้เศรษฐกิจไม่ค่อยดี แผนกที่ไม่ใช่ส่วนสำคัญโดนปลดพนักงานออกไปเยอะมาก เขาเริ่มใจอ่อนแล้ว
พอกดดูพยากรณ์อากาศแบบเรียลไทม์บนมือถือ ตอนนี้ความเร็วลมอยู่ที่ระดับ 7 และต้องใช้เวลาอีก 3 ชั่วโมงกว่าจะถึงระดับ 9 การสร้างระบบรูปแบบชั่วคราวแบบง่ายๆ คงใช้เวลาไม่นานนัก ส่วนข้ออ้างที่บอกว่าไม่มีสิทธิ์ปรับปรุงระบบนั่นก็แค่คำพูดหลอกคนนอกแผนกเท่านั้นแหละ
กฎกติกามันเป็นของตาย แต่คนน่ะเป็นของเป็น ในฐานะมนุษย์เงินเดือนจอมเก๋า เจียงหนานได้แอบบันทึกบัญชีผู้ใช้งานของทุกตำแหน่งในกระบวนการปรับปรุงระบบอัตโนมัติเอาไว้หมดแล้ว ตั้งแต่ฝ่ายทดสอบไปจนถึงฝ่ายอนุมัติ เรียกได้ว่าเป็นการทำงานแบบรวดเร็วทันใจ อยากให้ไวแค่ไหนก็จัดให้ได้
เจียงหนานรีบพูดขึ้น "เอาเถอะๆ คุณรอผมแป๊บหนึ่งแล้วกัน เดี๋ยวผมจะทำเรื่องขอสิทธิ์ฉุกเฉินจัดการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้ก่อน อาทิตย์หน้าคุณค่อยบอกให้หัวหน้าคุณส่งอีเมลแจ้งความต้องการย้อนหลังไปให้ผู้จัดการฝ่ายผลิตภัณฑ์ด้วยล่ะ"
"โหย ผมรู้อยู่แล้วว่าพี่หนานน่ะพึ่งพาได้มากที่สุด คราวหน้าถ้าผมเข้าสำนักงานใหญ่เดี๋ยวผมเลี้ยงข้าวพี่เลย"
พูดจบก็ลงมือทำทันที เจียงหนานดึงสาขาข้อมูลจากระบบหลักลงมา นิ้วรัวพิมพ์ลงบนคีย์บอร์ดอย่างรวดเร็ว เพื่อแก้ไขชุดคำสั่งที่เกี่ยวข้อง
หนึ่งชั่วโมงครึ่งต่อมา ในที่สุดเจียงหนานก็ผลักดันระบบชั่วคราวขึ้นสู่ระบบหลักสำเร็จ หลังจากโทรศัพท์ยืนยันกับเพื่อนร่วมงานสาขาต่างจังหวัดแล้ว เขาถึงได้เก็บข้าวของ หยิบร่ม แล้วลงลิฟต์เตรียมตัวกลับบ้าน
ตอนที่ลงลิฟต์มาถึงชั้นล่างก็ปาเข้าไป 2 ทุ่มแล้ว ทางเข้าออกหลายทางที่ล็อบบี้ชั้นหนึ่งเหลือแค่ประตูเดียวที่ยังไม่ได้ลงกลอนปิดล็อก เจียงหนานออกแรงผลักบานประตูให้แง้มออกแล้วเบียดตัวออกไป ทันใดนั้นก็ต้องปะทะกับพายุฝนอันรุนแรงที่สาดเข้าใส่หน้าอย่างจัง
"เวรเอ๊ย!"
ร่มที่เพิ่งกางออกถูกลมพัดจนพับกลับด้านทันที เจียงหนานต้องจับร่มตะแคงข้างเพื่อบังลำตัวเอาไว้ แต่ใบหน้ากลับไม่มีที่ซ่อน โดนลมแรงพัดปะทะเข้าเต็มๆ จนแทบหายใจไม่ออก
ฝนเม็ดใหญ่ร่วงหล่นกระแทกพื้น หยดน้ำที่แตกกระจายหากมองจากมุมเฉียงจะดูเหมือนผีเสื้อน้ำที่ใสกระจ่าง
แน่นอนว่าเจียงหนานไม่มีอารมณ์สุนทรีย์มาสนใจภาพฉากพวกนี้หรอก เขากระหืดกระหอบอยากจะฝ่าม่านฝนไปขึ้นรถไฟใต้ดินให้เร็วที่สุด
ทางลงสถานีรถไฟใต้ดินอยู่ห่างจากตึกแค่ร้อยกว่าเมตร แต่ร้อยกว่าเมตรนี้กลับก้าวเดินได้ยากลำบากเหลือเกิน เพียงแค่นาทีเศษๆ นอกจากหน้าอกแล้ว ทั่วทั้งตัวของเจียงหนานก็ไม่มีจุดไหนแห้งอีกเลย แม้แต่แผ่นหลังก็ไม่รอด
ในที่สุดก็จะถึงสถานีรถไฟใต้ดินแล้ว เจียงหนานเร่งฝีเท้าเตรียมฮึดวิ่งรวดเดียวให้ถึง
วินาทีนั้นเอง แสงฟ้าแลบเจิดจ้าระเบิดแหวกความมืดมิดยามราตรี พุ่งตรงลงมาจากเบื้องบนราวกับทัณฑ์สวรรค์ที่ธรรมชาติส่งมาลงโทษ ฟาดเปรี้ยงเข้าใส่เจียงหนานอย่างแม่นยำ!
เจียงหนานรู้สึกชาไปทั้งตัว ภาพตรงหน้าขาวโพลนไปชั่วขณะ และตระหนักได้ทันทีว่าตัวเองโดนฟ้าผ่าเข้าให้แล้ว
"จบสิ้นกัน เมียที่เพิ่งหมดสินสอดไปหนึ่งล้านของฉัน!" นี่คือความคิดที่แวบขึ้นมาในหัวเจียงหนานชั่วพริบตา
ท่ามกลางความตกตะลึงของพนักงานร้านสะดวกซื้อ 24 ชั่วโมงที่อยู่ไม่ไกล คนเป็นๆ ทั้งคนได้หายวับไปกับตา
วิ้ง~
เสียงวิ้งๆ ดังต่อเนื่องในหู
มืด ความมืดมิดอันบริสุทธิ์
วอแว อู้อี้ โหวกเหวก~
การได้ยินเริ่มกลับมา เจียงหนานได้ยินเสียงคนจอแจอยู่รอบๆ สติสัมปชัญญะของเขาก็เริ่มฟื้นคืนมาเช่นกัน เพียงแต่ตรงหน้ายังคงมืดสนิท มองไม่เห็นสิ่งใดเลย
"ยังดี แฮะ ยังไม่ตายก็ดีแล้ว คงจะมีคนใจดีช่วยไว้ล่ะมั้ง" เจียงหนานคิดในใจ
"ติ๊ง—!"
"ตรวจพบผู้ข้ามมิติ ระบบเริ่มทำการผูกมัด!"
เสียงปัญญาประดิษฐ์ที่แยกไม่ออกว่าเป็นเพศใดดังก้องขึ้นมาจากส่วนลึกในสมองของเจียงหนาน
ด้วยความสงสัย ในที่สุดการมองเห็นของเจียงหนานก็เริ่มฟื้นคืนมา ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคือสภาพแวดล้อมที่ค่อยๆ สว่างขึ้น เขาพบว่าตัวเองกำลังนอนอยู่บนแท่นทรงกลม ด้านบนแท่นมีวงแหวนขนาดใหญ่ส่องแสงสีขาวซีดๆ ออกมา
นี่โรงพยาบาลเหรอ?
เจียงหนานเหลียวมองรอบๆ เห็นคนหลายคนสวมชุดยูนิฟอร์มเหมือนกัน ท่าทางเหมือนพวกนักวิจัยวิทยาศาสตร์ กำลังมองมาที่เขาด้วยสีหน้าที่มีทั้งความประหลาดใจและดีใจ
ด้านหลังคนเหล่านั้นมีชายชราผมและหนวดเคราสีดอกเลาสวมเสื้อกาวน์สีขาว กำลังขมวดคิ้วจ้องมองเจียงหนานอย่างครุ่นคิด
เจียงหนานยังไม่ค่อยเข้าใจสถานการณ์ตรงหน้า จึงไม่กล้าผลีผลามเอ่ยปาก ได้แต่สบตากับชายชราเสื้อกาวน์ขาวอยู่อย่างนั้น
"แกเป็นใคร?" ในที่สุดชายชราก็เอ่ยปาก
"ที่นี่ที่ไหน? แล้วคุณเป็นใคร?" เจียงหนานถามกลับ
ตามหลักแล้วเขาควรจะอยู่ที่โรงพยาบาลสิ ถ้าจะลงทะเบียนประวัติก็ควรจะถามชื่อแซ่ แต่มองจากท่าทางของชายชราคนนี้แล้ว ไม่น่าจะใช่คนดีสักเท่าไหร่
ชายชราแค่นเสียงเย็นชา ดวงตาคมกริบดั่งเหยี่ยวจ้องเขม็งไปที่เจียงหนานแล้วพูดว่า "เกโร่ คนที่นี่เรียกฉันว่าดร.เกโร่ ที่นี่คือศูนย์วิจัยของฉัน ทีนี้ถึงตาแกบอกฉันมาได้แล้วว่าแกเป็นใคร?"
ทำไมมาโผล่ที่ศูนย์วิจัยได้ล่ะเนี่ย? หรือว่ามีองค์กรอะไรเห็นว่าคนที่โดนฟ้าผ่ามีค่าพอให้ศึกษาวิจัย เลยลากตัวมาเตรียมชำแหละทำชิ้นเนื้อทดลอง?
เจียงหนานรู้สึกตื่นตระหนกในใจ แต่สถานการณ์ตอนนี้เสียเปรียบเห็นๆ จึงทำได้เพียงตอบไปว่า "ผมชื่อเจียงหนาน เป็นคนเมืองตอนกลาง"
"แกเป็นคนเมืองหลวงกลางเหรอ?" ดร.เกโร่มีสีหน้ายินดี ก่อนจะพูดต่อว่า "เมืองหลวงกลางอยู่ห่างจากที่นี่ตั้งหกพันกิโลเมตร แสดงว่า..."
"การทดลองสำเร็จแล้วครับ!" ผู้ช่วยที่อยู่ข้างๆ ดร.เกโร่พูดขึ้นด้วยความดีใจ "สร้างเครื่องเคลื่อนย้ายข้ามมิติสำเร็จแล้ว! ถ้าเครื่องนี้ถูกผลิตจำนวนมากเมื่อไหร่รับรองว่าขายดีเป็นเทน้ำเทท่าแน่ครับ ดร.เกโร่ คุณกำลังจะกลายเป็นคนที่รวยที่สุดในโลกแล้ว!"
หนวดของดร.เกโร่ขยับเล็กน้อย เขายิ้มและพูดว่า "บรีฟเป็นอัจฉริยะจริงๆ นั่นแหละ ที่สามารถคิดค้นของพรรค์นั้นอย่างแคปซูลสารพัดนึกขึ้นมาได้ แต่ถ้าพูดถึงความเข้าใจเรื่องมิติอวกาศล่ะก็ ฉันยังเหนือกว่ามันก้าวหนึ่ง"
เจียงหนานทำหน้าเหลอหลา นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย หกพันกิโลเมตรอะไร? นี่เขายังอยู่ในประเทศหรือเปล่า? จับฉันส่งมาที่ไหนเนี่ย?
"ติ๊ง—!"
จู่ๆ เสียงในหัวก็ดังขึ้นอีกครั้ง
"ผูกมัดระบบพลังการต่อสู้ดราก้อนบอลสำเร็จ—!"
"ผู้ใช้ระบบเจียงหนาน มนุษย์จากต่างมิติ พลังการต่อสู้ 5"
ระบบอะไรนะ?
ความคิดของเจียงหนานแล่นปรู๊ดปร๊าด เพียงชั่วพริบตาเขาก็ปะติดปะต่อข้อมูลทั้งหมดที่รับรู้ในตอนนี้เข้าด้วยกัน
ระบบ, ต่างมิติ, ดร.เกโร่, แคปซูลสารพัดนึก...
ทะลุมิติมางั้นเหรอ???
ทะลุมิติมาจริงๆ ด้วย!!!
ฉวยโอกาสตอนที่คนรอบข้างกำลังดื่มด่ำกับความสำเร็จของการทดลอง เจียงหนานรวบรวมสติแล้วตะโกนเรียกในใจ "ระบบ!"
"ฉันอยู่นี่!" มีเสียงตอบรับดังขึ้นในหัวจริงๆ ด้วย
"นี่คือโลกดราก้อนบอลใช่ไหม?"
"ใช่!" เสียงตอบของระบบสั้นกระชับและเย็นชา
"ฉันตายไปแล้วหรือว่าทะลุมิติมา หรือว่าตอนนี้ฉันกลายเป็นเจ้าชายนิทรา แล้วโลกนี้คือภาพลวงตาที่ฉันจินตนาการขึ้นมาเอง?" เจียงหนานถาม
"ฉันไม่สามารถทำความเข้าใจคำถามของเจ้านายได้ แต่จากการตรวจสอบของฉัน ปัจจุบันเจ้านายยังเป็นสิ่งมีชีวิตอินทรีย์ที่มีชีวิตอยู่"
งั้นก็แปลว่าทะลุมิติมาจริงๆ สินะ จบกัน จบสิ้นกันแล้ว ตอนนี้ความคิดเดียวของเจียงหนานคือการกลับไป กลับไปสู่โลกเดิมของเขา
เจียงหนานมีเหตุผลที่ต้องกลับไปให้ได้ หลังจากเพียรพยายามตื๊อมาหลายปี จ่ายค่าสินสอดไปตั้งสามแสนแปดหมื่นแถมยังซื้อบ้านในตัวอำเภอให้น้องเขยในอนาคตอีกหนึ่งหลัง ในที่สุดเทพธิดาก็ใจอ่อนยอมแต่งงานกับเขา เพิ่งจะไปจดทะเบียนสมรสกันมาเมื่อสองวันก่อนนี่เอง!
"ฉันอยากกลับไป! ระบบ นายช่วยคิดหาวิธีหน่อย"
"ตอบเจ้านาย ฉันไม่มีความสามารถในการทะลุมิติ"
"แล้วฉันมีวิธีไหนที่จะได้รับความสามารถในการทะลุมิติอย่างที่นายบอกไหม?"
พอพูดประโยคนี้จบ เจียงหนานก็นึกขึ้นมาได้ว่าในโลกดราก้อนบอล ดูเหมือนว่าถ้าพลังการต่อสู้ถึงระดับหนึ่งก็จะสามารถฉีกกำแพงมิติได้ ที่จำได้แม่นที่สุดคือจอมมารบูและโกเท็นคูสที่เคยฉีกช่องว่างมิติเพื่อหนีออกจากห้องกาลเวลา
"มีความเป็นไปได้" ทันทีที่คิด ระบบก็ช่วยยืนยันความคิดของเจียงหนาน ดีล่ะ มีความหวังก็ดีแล้ว!
ถึงตอนนี้เจียงหนานเพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่าต้องถามความสามารถของระบบ "งั้นระบบ ความสามารถของนายคืออะไรล่ะ?"
ระบบตอบว่า "ฉันคือระบบพลังการต่อสู้ ฉันสามารถตรวจสอบพลังการต่อสู้ของสิ่งมีชีวิตทั้งหมดได้ ฟังก์ชันหลักของฉันคือการทำให้พลังการต่อสู้ของผู้ถือครองระบบเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าทุกปี"
"เพิ่มสองเท่าทุกปี? หมายความว่าปีหน้าฉันถึงจะมีพลังการต่อสู้ 10 แล้วปีถัดไปถึงจะ 20 เหรอ?"
"ใช่แล้ว!"
ในฐานะหนุ่มสายวิทย์ เจียงหนานรู้ดีว่านี่คือระบบระดับโกงสุดๆ ถึงแม้ช่วงแรกพลังการต่อสู้จะเพิ่มขึ้นค่อนข้างช้า แต่ยิ่งเข้าสู่ช่วงหลัง ความสามารถของระบบก็จะยิ่งทรงพลังมากขึ้นเรื่อยๆ
แต่เงื่อนไขก็คือเขาต้องมีชีวิตรอดไปให้ได้ก่อน ถ้าหากไม่ผิดเพี้ยนไปจากความทรงจำในเรื่องดราก้อนบอลล่ะก็ ตาเฒ่าเกโร่นี่ไม่ใช่คนดีแน่ๆ
เจียงหนานถาม "ตอนนี้ปีอะไร?"
"ตอบเจ้านาย ฉันเพิ่งเปิดใช้งาน จึงยังไม่สามารถรับรู้ข้อมูลของโลกภายนอกได้ในตอนนี้"
เอาเป็นว่าอย่าเพิ่งคิดไปไกลขนาดนั้นเลย "แล้วนายมีชุดของขวัญมือใหม่ วงล้อเสี่ยงโชค หรือรางวัลอะไรพวกนี้ให้ฉันบ้างไหม?"
"ไม่มี"
"แล้วมีระบบร้านค้าอะไรทำนองนั้นไหม?"
"ไม่มี"
เมื่อไม่มีทางเลือกอื่น เจียงหนานจึงดึงสติตัวเองกลับมา แล้วหันมาพิจารณาปัญหาเฉพาะหน้าว่าจะหนีเอาตัวรอดออกจากศูนย์วิจัยนี้ได้ยังไง
เจียงหนานกระโดดลงจากแท่นกลมแล้วเดินไปข้างหน้าสองสามก้าว ก่อนจะเอ่ยถามดร.เกโร่อย่างระมัดระวัง "ท่านดร.เกโร่ผู้ทรงเกียรติ ผมได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของท่านมานานแล้ว การได้พบท่านตัวจริงในวันนี้ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งครับ ตอนนี้การทดลองก็จบลงแล้ว ผมขอตัวกลับได้หรือยังครับ?"
ดร.เกโร่อารมณ์ค่อนข้างดี แต่ตอนนี้เขายังไม่แน่ใจว่าเครื่องเคลื่อนย้ายข้ามมิติถูกพัฒนาจนสำเร็จจริงๆ หรือว่ามันทำงานได้เฉพาะกับคนที่มีร่างกายพิเศษกันแน่ จึงตอบปัดเจียงหนานไปก่อน
"เอาแบบนี้แล้วกัน แกอยู่ที่ศูนย์วิจัยต่ออีกสักสองสามวันก่อน ฉันจำเป็นต้องตรวจดูว่าร่างกายของแกมีความผิดปกติอะไรเกิดขึ้นระหว่างกระบวนการเคลื่อนย้ายหรือเปล่า ถ้าแน่ใจว่าสุขภาพแกแข็งแรงดีแล้ว ฉันจะจัดเตรียมเครื่องบินส่งแกกลับเมืองหลวงกลางเอง"
ฟีต ผู้ช่วยที่ยืนอยู่ข้างๆ ดร.เกโร่ ฟังความหมายแฝงออก เขายิ้มเจ้าเล่ห์ "คุณเจียงหนานใช่ไหมครับ ท่านดร. ของเราก็เป็นห่วงคุณนะ คุณอยู่ที่นี่ต่ออย่างสบายใจเถอะ ตามผมมาสิ เดี๋ยวผมพาไปที่ห้องพัก"
ฟีต ผู้ช่วยคนนี้เป็นชายผิวขาวผมสีน้ำตาลอายุราวๆ ยี่สิบกว่าปี รูปร่างไม่สูงนัก เตี้ยกว่าดร.เกโร่ประมาณครึ่งศีรษะ รูปร่างอวบอ้วน เวลาพูดมักจะหรี่ตาและแฝงรอยยิ้มเสมอ ดูแล้วชวนให้อึดอัดชอบกล
ระหว่างทางที่เดินตามผู้ช่วยฟีตไปยังห้องพัก เจียงหนานไม่ใช่ไม่เคยคิดจะหนี แต่ด้านหลังเขายังมีนักวิจัยเดินตามมาอีกหลายคน และถ้าเขาตาไม่ฝาดล่ะก็ ที่เข็มขัดของนักวิจัยเหล่านั้นมีปืนพกเหน็บอยู่ด้วย