- หน้าแรก
- ตำนานจอมยุทธ์ภูตถังซาน ชำระล้างแดนโกลาหล
- บทที่ 9: การสอบปลายภาค ศึกแรกปะทะต้งเชียนชิว!
บทที่ 9: การสอบปลายภาค ศึกแรกปะทะต้งเชียนชิว!
บทที่ 9: การสอบปลายภาค ศึกแรกปะทะต้งเชียนชิว!
บทที่ 9: การสอบปลายภาค ศึกแรกปะทะต้งเชียนชิว!
เดิมทีเขาตั้งใจจะถามเรื่องนี้ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว ทว่าดันถูกชิวอวี่ขัดจังหวะเสียก่อนจึงได้ลืมไปเสียสนิท
"ไม่เจ้าค่ะ นายท่าน ตอนนี้ข้ากลายเป็นมนุษย์แล้ว จึงไม่รู้สึกถึงการกดข่มทางสายเลือดจากนางเลย" เด็กสาวตอบกลับ
"อืม แบบนั้นก็ดีแล้ว"
สำหรับลู่ชิงเซวียนแล้ว หากเขาต้องถูกกดข่มโดยเผ่ามังกร มันก็คงไม่ต่างอะไรกับการเป็นคนไร้ประโยชน์
โชคดีที่หลังจาก 'กลายร่างเป็นมนุษย์' เสี่ยวเสวี่ยก็ไม่ต้องถูกกดข่มโดยเผ่าสัตว์วิญญาณอีกต่อไป
เรื่องนี้ทำให้ลู่ชิงเซวียนอดไม่ได้ที่จะลอบชื่นชมในอิทธิฤทธิ์อันเหนือชั้นของบงกชโกลาหล
"นักเรียนจ๊ะ เมื่อวานพวกเธอได้ทำความรู้จักกันไปแล้ว วันนี้ครูจะมาสอนความรู้บางอย่างเกี่ยวกับวิญญาจารย์ให้ฟังนะ" ครูสวีโหรวผู้ยืนอยู่บนโพเดียมเอ่ยขึ้นอย่างเนิบช้า
...
สิ่งที่ตามมาคือวันเวลาที่ซ้ำซากจำเจจนน่าเบื่อหน่าย ในแต่ละวัน ลู่ชิงเซวียนจะฝึกรำมวยไท่เก๊ก เข้าเรียน กลับบ้าน และฝึกตน ชีวิตในแต่ละวันของเขาช่างเรียบง่าย ไม่โดดเด่นสะดุดตา ทว่ากลับเติมเต็มความรู้สึกได้เป็นอย่างดี
เพียงพริบตาเดียว เวลาครึ่งปีก็ล่วงเลยไป
ในวันพรุ่งนี้ ลู่ชิงเซวียนจะต้องเข้าสอบปลายภาคครั้งแรกนับตั้งแต่ข้ามภพมา
ตลอดภาคการศึกษานี้ ผู้คนที่ลู่ชิงเซวียนสนิทสนมด้วยมากที่สุดก็คือชิวอวี่และจ้าวหยวนอี ในคาบเรียนวิชายุทธ์โบราณครั้งแรก ชิวอวี่ถูกลู่ชิงเซวียนซัดจนยอมศิโรราบอย่างราบคาบ หลังจากนั้นเขาก็คอยเดินตามต้อยๆ เป็นลูกไล่ของลู่ชิงเซวียน คอยขอคำแนะนำจากเขา ซึ่งบางครั้งมันก็ทำให้ลู่ชิงเซวียนรู้สึกรำคาญอยู่บ้าง
ส่วนจ้าวหยวนอี ในฐานะเพื่อนร่วมชั้นตั้งแต่สมัยอนุบาล เขาเป็นคนที่ลู่ชิงเซวียนมักจะพูดคุยด้วยเป็นครั้งคราว ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนจึงค่อนข้างดีทีเดียว
ในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา เนื่องจากการที่ลู่ชิงเซวียนต้องรักษาสมดุลระหว่างการฝึกเคล็ดวิชาหยินหยางเบญจธาตุและการหล่อเลี้ยงจินตันภายในร่างกาย ระดับพลังวิญญาณของเขาจึงพัฒนาช้ากว่าปกติเล็กน้อย โดยเพิ่มขึ้นมาเพียง 2 ระดับ ทำให้ตอนนี้เขากลายเป็นวิญญาจารย์ระดับ 14
ในบริบทของยุคจงจี๋โต้วหลัว วิญญาจารย์เผ่ามนุษย์ทั่วไปที่มีพลังวิญญาณสมบูรณ์แต่กำเนิดสามารถเลื่อนระดับพลังวิญญาณได้ 6-7 ระดับในหนึ่งปี ในที่นี้ระดับของเขาจึงถูกกดทับไว้เล็กน้อย ทว่าเมื่อเคล็ดวิชาทั้งสองปรับตัวและหลอมรวมกันในช่วงกลางถึงช่วงปลาย ความเร็วในการฝึกตนของเขาจะรวดเร็วขึ้นอย่างมหาศาล
หลานเมิ่งฉินที่อยู่ห้องข้างๆ มีระดับพลังวิญญาณถึงระดับ 21 แล้ว ไม่รู้ว่าเธอฝึกตนด้วยวิธีใด ทั้งที่มีวิญญาณยุทธ์คู่แท้ๆ แต่กลับยังสามารถฝึกตนได้รวดเร็วถึงเพียงนี้
อย่างไรก็ตาม พลังจิตของเขากลับเพิ่มสูงขึ้นถึง 330 จุด ซึ่งอัตราการเพิ่มขึ้นนี้ถือว่าน่าตื่นตะลึงเป็นอย่างมาก
เมื่อลู่หมิงอวิ๋นและซ่งอวี่ทราบเรื่องพลังจิต 330 จุดของลูกชาย พวกเขาก็รีบพาลู่ชิงเซวียนไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลในวันนั้นทันที ด้วยเกรงว่าจะมีความผิดปกติเกิดขึ้นกับลูกชายสุดที่รักของตน
การฝึกฝนวิถีแห่งเต๋าแต่กำเนิดนั้น โดยเนื้อแท้แล้วคือการบำเพ็ญเพียรร่วมกันของ แก่นแท้ ปราณ และจิตวิญญาณ จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่พลังจิตของเขาจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
"ลูกพี่ลู่ ทบทวนบทเรียนไปถึงไหนแล้ว?"
ภายในห้องเรียน ชิวอวี่ที่นั่งอยู่ข้างหน้าลู่ชิงเซวียนกระซิบถาม
ลู่ชิงเซวียนขมวดคิ้วและส่งสายตางุนงงกลับไป
"ฉันทำโพยมาด้วยแหละ! นายเอาไหมล่ะ?" ชิวอวี่เอ่ยพร้อมกับรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
ลู่ชิงเซวียนกรอกตาและเลิกสนใจเขา
เขาไม่อยากถูกจับได้ว่าทุจริตการสอบ และถึงอย่างไร เขาก็ไม่ต้องกังวลกับวิชาการภาคทฤษฎีพวกนี้อยู่แล้ว
ภายในสนามสอบมีการติดตั้งเครื่องกวนสัญญาณพลังจิตเอาไว้ ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้เลยที่นักเรียนคนใดจะใช้พลังจิตเพื่อแอบดูคำตอบของผู้อื่น
เมื่อเสียงออดดังขึ้น การสอบภาคทฤษฎีก็เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ
สามสิบนาทีต่อมา ลู่ชิงเซวียนก็เป็นคนแรกที่ส่งกระดาษคำตอบและเดินออกจากห้องสอบ
ไม่นานนัก ชิวอวี่ก็ส่งกระดาษคำตอบและวิ่งหน้าตั้งอย่างอารมณ์ดีตรงมาหาลู่ชิงเซวียน
"ลูกพี่ลู่ ไปกันเถอะ ไปหาอะไรกินกัน" ชิวอวี่เอ่ยชวน
"รอเดี๋ยวก่อน รอจ้าวหยวนอีด้วย"
เมื่อได้ยินดังนั้น ชิวอวี่ก็ไม่ได้ว่าอะไร เขาพยักหน้าและยืนรอเป็นเพื่อนลู่ชิงเซวียน
ผลการเรียนภาคทฤษฎีของจ้าวหยวนอีเองก็อยู่ในเกณฑ์ยอดเยี่ยมเช่นกัน หลังจากชิวอวี่ออกจากห้องสอบมาได้เพียงไม่กี่นาที เขาก็เดินตามออกมา
"ไปกันเถอะ ไปหาอะไรกินกัน ตอนบ่ายพวกเรามีสอบต่อสู้จริงด้วย ต้องกินของอร่อยๆ บำรุงกำลังกันหน่อย"
"อืม" จ้าวหยวนอีพยักหน้ารับ
การสอบต่อสู้จริงในช่วงบ่ายคือการประลองระหว่างนักเรียนสองห้อง โดยทางสถาบันได้จัดเตรียมให้คนที่มีระดับพลังวิญญาณเท่ากันจับคู่ประลองกัน ซึ่งเรื่องนี้ถูกจัดการเตรียมพร้อมเอาไว้นานแล้ว
ลู่ชิงเซวียนอยู่ห้อง 5 และต้องประลองกับห้อง 1
เมื่อมาถึงสนามประลองวิญญาณทรงกลม ลู่ชิงเซวียนก็สังเกตเห็นหลานเมิ่งฉินที่ยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชนฝั่งตรงข้ามทันที เรือนผมสีขาวราวหิมะของเธอนั้นโดดเด่นสะดุดตาเกินไปจริงๆ
ข้างกายของเธอมีเด็กสาวหน้าตางดงามหมดจดคนหนึ่งนั่งอยู่ ทั้งสองคนกำลังพูดคุยหยอกล้อกันอย่างสนิทสนม
อืม นั่นคือไป๋ซิ่วซิ่วนี่เอง ซึ่งในเวลานี้เธอยังคงใช้ชื่อว่าต้งเชียนชิว
ระดับพลังวิญญาณของต้งเชียนชิวก็นับว่าโดดเด่นเหนือใครในหมู่เด็กรุ่นเดียวกัน ในเมื่อเธอเป็นสัตว์วิญญาณที่กลับมาบำเพ็ญเพียรใหม่ พรสวรรค์ของเธอย่อมต้องไม่ธรรมดาอยู่แล้ว
ไม่มีการกล่าวสุนทรพจน์ใดๆ ทั้งสิ้น หลังจากที่ลู่ชิงเซวียนนั่งลง การสอบก็เริ่มต้นขึ้นทันที
...
"คู่ต่อไป ลู่ชิงเซวียนจากชั้นปีที่ 1 ห้อง 5 ปะทะ ต้งเชียนชิวจากชั้นปีที่ 1 ห้อง 1!"
มุมปากของลู่ชิงเซวียนกระตุกเล็กน้อย นี่มันจะบังเอิญเกินไปแล้ว!
ดูเหมือนว่าก่อนหน้านี้จะมีการสำรวจในชั้นเรียน โดยครูสวีโหรวให้นักเรียนทุกคนกรอกแนวทางการพัฒนาวิญญาณยุทธ์ของตน ในตอนนั้น ลู่ชิงเซวียนก็แค่สุ่มๆ กรอกว่าเป็นสายควบคุมไปส่งเดช คิดไม่ถึงเลยว่าวันนี้จะต้องมาจับคู่เจอกับต้งเชียนชิว!
นี่มันเป็นเรื่องทำนองว่า 'หว่านพืชเช่นไรย่อมได้ผลเช่นนั้น' ชัดๆ
"ต้งเชียนชิว ชั้นปีที่ 1 ห้อง 1 วิญญาจารย์สายควบคุมระดับ 17 ชี้แนะด้วย"
ต้งเชียนชิวยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามลู่ชิงเซวียนและประกาศระดับพลังวิญญาณของตน
"ลู่ชิงเซวียน ชั้นปีที่ 1 ห้อง 5 วิญญาจารย์สายควบคุมระดับ 14 ชี้แนะด้วย"
"เริ่มการประลองได้!"
วงแหวนวิญญาณวงแรกของต้งเชียนชิวสว่างวาบ อุณหภูมิโดยรอบลดต่ำลงหลายองศาในพริบตา
ต้งเชียนชิวในปัจจุบันมีวงแหวนวิญญาณเพียงแค่วงเดียว เธอจึงยังคงเป็นวิญญาจารย์สายควบคุม วิธีที่ดีที่สุดในการจัดการกับวิญญาจารย์สายควบคุมก็คือการประชิดตัว
ลู่ชิงเซวียนใช้เท้าขวากระทืบลงบนพื้น ร่างกายของเขาเร่งความเร็วพุ่งทะยานเข้าหาต้งเชียนชิวที่อยู่ฝั่งตรงข้ามในชั่วพริบตา
เมื่อเห็นดังนั้น ต้งเชียนชิวก็รีบโคจรพลังวิญญาณทันที หนามน้ำแข็งควบแน่นขึ้นข้างกายของเธอ และพุ่งเข้าจู่โจมลู่ชิงเซวียน
อาศัยพลังจิตอันแข็งแกร่งของเขา ลู่ชิงเซวียนจึงสามารถมองเห็นวิถีการพุ่งของหนามน้ำแข็งได้อย่างทะลุปรุโปร่ง และหลบหลีกพวกมันได้อย่างง่ายดาย
เมื่อเห็นว่าหนามน้ำแข็งของตนไม่ได้ผล ต้งเชียนชิวก็เริ่มวิ่งวนไปรอบๆ สนามประลองทรงกลม เพื่อรักษาระยะห่างระหว่างเธอกับลู่ชิงเซวียนเอาไว้
ในขณะเดียวกัน หนามน้ำแข็งก็ผุดขึ้นมาจากใต้เท้าของลู่ชิงเซวียนอย่างกะทันหัน เพื่อกีดขวางเส้นทางไม่ให้เขาเข้าประชิดตัวเธอได้
กู่เยว่น่าที่อยู่บนอัฒจันทร์ฝั่งที่นั่งครูก็กำลังจับตาดูการประลองครั้งนี้อย่างตั้งใจเช่นกัน
หลังจากผ่านคาบเรียนวิชายุทธ์โบราณมาหนึ่งภาคการศึกษา แม้แต่กู่เยว่น่าก็ยังอดไม่ได้ที่จะมองลู่ชิงเซวียนด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป เพราะเทคนิคการต่อสู้ที่ลู่ชิงเซวียนแสดงให้เห็นในคาบเรียนวิชายุทธ์โบราณนั้นน่าสะพรึงกลัวมากจริงๆ หลายต่อหลายครั้งเขาสามารถโค่นคู่ต่อสู้ลงได้โดยไม่ต้องใช้พลังวิญญาณเลยด้วยซ้ำ ไม่ว่าคู่ต่อสู้จะเป็นสายโจมตีว่องไวหรือสายโจมตีหนักหน่วง พวกเขาก็ไม่อาจต้านทานกระบวนท่าของลู่ชิงเซวียนได้เกินห้ากระบวนท่าเลย
กู่เยว่น่ามองว่าเขาคือตัวตนที่ไร้พ่ายในการต่อสู้ระยะประชิด ภายในระดับชั้นของสถาบันการศึกษาระดับต้นแห่งเทียนโต่วไปเสียแล้ว
ยังคงเป็นเพราะพลังจิต พลังจิตอันแข็งแกร่งของเขาทำให้เขาสามารถรับรู้ถึงความผันผวนของพลังวิญญาณใต้ดินได้ล่วงหน้า วิธีการเช่นนี้ย่อมไม่เป็นภัยคุกคามต่อเขาเลยแม้แต่น้อย
เมื่อเห็นว่ามันไม่อาจชะลอการเคลื่อนไหวของลู่ชิงเซวียนได้ ต้งเชียนชิวก็อดไม่ได้ที่จะเพิ่มพลังวิญญาณที่ส่งผ่านมือของเธอให้มากขึ้น หนามน้ำแข็งที่ผุดขึ้นมาจากพื้นดินจึงหนาแน่นและถี่กระชั้นยิ่งกว่าเดิม
เมื่อสัมผัสได้ถึงความผันผวนของพลังวิญญาณอันรุนแรงเบื้องหน้า ลู่ชิงเซวียนก็อาศัยแรงส่งเพื่อกระโดดทะยานขึ้นอย่างสุดกำลัง หลังจากตีลังกากลางอากาศ เขาก็ร่อนลงจอดบนปลายหนามน้ำแข็งขนาดยักษ์ที่ผุดขึ้นมาแล้วได้อย่างแม่นยำ จากนั้นก็ใช้หนามน้ำแข็งเป็นฐานถีบส่งด้วยเท้าทั้งสองข้าง พุ่งทะยานเข้าหาต้งเชียนชิวด้วยความเร็วที่เหนือชั้นจนน่าตกใจ
กู่เยว่น่าที่อยู่นอกสนามประลองอดไม่ได้ที่จะส่ายหน้า
"เธอแพ้แล้ว"