เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 34 - ถุงช้อปปิ้งวอลมาร์ทกับเฮลิคอปเตอร์จู่โจมแบล็กฮอว์ก

บทที่ 34 - ถุงช้อปปิ้งวอลมาร์ทกับเฮลิคอปเตอร์จู่โจมแบล็กฮอว์ก

บทที่ 34 - ถุงช้อปปิ้งวอลมาร์ทกับเฮลิคอปเตอร์จู่โจมแบล็กฮอว์ก


บทที่ 34 - ถุงช้อปปิ้งวอลมาร์ทกับเฮลิคอปเตอร์จู่โจมแบล็กฮอว์ก

มองดูเหรียญระบบห้าเหรียญที่เพิ่งเข้าบัญชี รอนก็ยิ้มแก้มปริเหมือนหนูที่เพิ่งขโมยน้ำมันหมูมาได้

ก็ขโมยมาได้จริงๆ นั่นแหละ ห้าเหรียญระบบดูเหมือนจะน้อย แต่มูลค่ามันมหาศาลมาก โดยเฉพาะเมื่อร้านค้าประจำวันสามารถสุ่มสายสะดือของผู้ยิ่งใหญ่มาขายได้ ความกระหายเหรียญระบบของรอนก็พุ่งทะยานถึงขีดสุด

สายสะดือเส้นนึงตั้งเจ็ดสิบเหรียญ สี่เส้นก็ต้องใช้อย่างต่ำสามร้อยเหรียญ นี่ขนาดยังไม่รวมของจุกจิกอื่นๆ นะ

ในเกมแค่กดยืนยันก็กินสายสะดือเสร็จแล้ว แต่ในโลกความจริง รอนไม่กล้ากลืนลงไปดื้อๆ หรอก เขาต้องเตรียมดวงตาภายใน ตราประทับโบราณ พิธีกรรมที่เกี่ยวข้อง และแม้แต่ตุ๊กตาแห่งความฝัน ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไปไม่ได้เด็ดขาด เมื่อคำนวณดูแล้ว รอนประเมินว่ากระบวนการทั้งหมดนี้ต้องใช้เงินไม่ต่ำกว่าห้าร้อยเหรียญระบบแน่ๆ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเกมใช้แค่สายสะดือสามเส้นก็ปลดล็อกฉากจบที่สมบูรณ์แบบเพื่อกลายร่างเป็นทายาทผู้ยิ่งใหญ่ได้แล้ว แต่นั่นมันเกม ไม่ใช่ชีวิตจริง ประสบการณ์ช่วงแรกๆ ในยาร์นัมตอนที่ยังเป็นแค่คนธรรมดามันฝังใจรอนมาก ทุกเงามืดมีสัตว์ประหลาดซ่อนอยู่ ทุกมุมตึกมีแต่อันตราย ผู้คนในยาร์นัมทุกคนล้วนเปื้อนเลือด... ถ้าไม่มั่นใจเก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์ รอนไม่มีทางยอมเสี่ยงเด็ดขาด

ตอนไหนควรลุยก็ลุย ตอนไหนควรซุ่มก็ต้องซุ่ม อย่าไปทำตัวเป็นกระดองเต่าแตกๆ เหมือนพวกทีมอีสปอร์ตบางทีมก็พอ

อืม ถ้าอยากจะวิวัฒนาการให้สมบูรณ์ก็ต้องพึ่งดวงด้วย ตั้งแต่จบภารกิจแรกของหมาป่าก็ผ่านมาเกือบเดือนแล้ว แต่ร้านค้าประจำวันก็ยังไม่สุ่มสายสะดือเส้นที่สองมาให้สักที เมื่อคิดถึงเรื่องความน่าจะเป็น รอนอาจจะต้องซื้อช่องสุ่มร้านค้าประจำวันเพิ่ม หรือไม่ก็ซื้อช่องล็อกสินค้าเผื่อสุ่มเจอตอนที่เงินไม่พอ จะได้ดองไว้รอซื้อทีหลัง

ถึงจะยุ่งยาก แต่เมื่อเทียบกับการไปตามหาในโลกบลัดบอร์นด้วยตัวเอง ความยากก็ลดลงฮวบฮาบเลย จะเปรียบยังไงดีล่ะ ก็เหมือนเปลี่ยนจากทำงานฟรีแลนซ์มาเป็นพนักงานประจำนั่นแหละ ฟรีแลนซ์อาจจะอิสระกว่าแต่ก็รับความเสี่ยงได้น้อยกว่า ส่วนพนักงานประจำถึงจะต้องเหนื่อยทำงานให้บริษัท แต่ความเสี่ยงมันก็กระจายไปทั้งบริษัท

อืม... บริษัทน่าจะแบกรับไหวแหละมั้ง?

เหลือบมองระดับหัวหน้าแผนกในระบบของตัวเอง เอาเป็นว่า อย่างน้อยก่อนที่เขาจะวิวัฒนาการเป็นผู้ยิ่งใหญ่สำเร็จ ก็ขอให้แก๊งสมัครเล่นนี่อย่าเพิ่งวงแตกไปซะก่อนก็แล้วกัน

ระหว่างที่คิดอะไรเพลินๆ รอนก็ปรบมือแล้วหันไปมองเกรอลท์

"เป็นไงบ้าง? เงินเข้าหรือยัง?"

"เข้าแล้ว แต่มันเอาไว้ทำอะไรได้บ้าง? นายมีคำแนะนำไหม?"

"เก็บไว้ให้เยอะที่สุดเท่าที่จะทำได้" เมื่อได้ยินคำถามของเกรอลท์ รอนก็ตอบตรงๆ "เหรียญระบบมีอำนาจซื้อสูงมาก ในโลกภารกิจ ใช้แค่เหรียญเดียวก็ซื้อตัวตนที่ถูกกฎหมายพร้อมเงินสดก้อนโตได้แล้ว ถึงบางทีมันอาจจะดูไร้ประโยชน์ แต่ในยามจำเป็นมันก็ช่วยลดปัญหาไปได้เยอะเลยล่ะ"

"นอกจากนี้ ร้านค้าส่วนตัวของแต่ละคนจะถูกปรับแต่งตามโลกที่จากมาและสายพลังของคนคนนั้น มันจะมีไอเทมและอุปกรณ์ที่จำเป็นโผล่มาให้ซื้อ นายเป็นวิทเชอร์ ก็น่าจะมีพวกไอเทมเสริมพลัง อาวุธ หรือแม้แต่ยาพิเศษที่ช่วยให้การกลายพันธุ์ของวิทเชอร์สมบูรณ์ยิ่งขึ้น"

"ทำให้การกลายพันธุ์สมบูรณ์ยิ่งขึ้น? หมายความว่าไง?"

เมื่อได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับวิทเชอร์ เกรอลท์ก็มีแววตาสนใจขึ้นมา รอนเองก็เข้าใจดีว่าเรื่องแนวทางการพัฒนาพลังในอนาคตเป็นเรื่องสำคัญ เขาจึงไม่ได้พูดเล่นเหมือนก่อนหน้านี้ เรื่องอื่นอาจจะเอามาล้อเล่นได้ แต่เรื่องนี้ถ้าพลาดขึ้นมาถึงตายได้เลย อย่างหลวงพ่อแกสคอยน์ แค่ตัดสินใจผิดพลาดนิดเดียวจนเสียสติ ก็กลายร่างเป็นมนุษย์หมาป่าไปเลย

และในยาร์นัม ตัวอย่างแบบหลวงพ่อแกสคอยน์ก็มีให้เห็นเกลื่อนกลาดไปหมด ไม่ว่าจะเป็นอสูรผู้กระหายเลือด อสูรนักบวช ลอว์เรนซ์... และอื่นๆ อีกมากมายนับไม่ถ้วน

คิดได้ดังนั้น รอนก็พูดขึ้นว่า "ความจริงแล้ววิทเชอร์กับสายพลังที่ฉันเดินอยู่มันก็คล้ายๆ กันนั่นแหละ เพียงแต่โดนจำกัดด้วยขีดจำกัดของโลกนั้นๆ เลยทำให้ความเชี่ยวชาญต่างกันไปตั้งแต่ต้น จุดประสงค์ของวิทเชอร์ก็คือการฆ่าปีศาจ"

รอนอธิบายต่อว่า

"ในโลกของนาย ช่วงศตวรรษที่สิบ อัลซูร์เริ่มทดลองสร้างวิทเชอร์ ราวๆ ปี 950 วิทเชอร์รุ่นแรกก็ถือกำเนิดขึ้น อัลซูร์ทดลองกลายพันธุ์เด็กสามสิบแปดคน สุดท้ายรอดชีวิตมาได้แค่ห้าคน และตอนที่นายกับซิริไปรวมตัวกันที่เคียร์มอเรนก็คือปี 1272 นั่นหมายความว่าประวัติศาสตร์ของวิทเชอร์มีอายุราวๆ สามร้อยเจ็ดสิบกว่าปี ก็ถือว่าเป็นเรื่องบังเอิญนะ โลกที่ฉันอยู่ก็ใช้วิธีถ่ายเลือดเพื่อยกระดับและเริ่มต้นการวิวัฒนาการเหมือนกัน ถึงของที่สุ่มในร้านค้าจะต่างกัน แต่วิธีการได้พลังมาของพวกเรามันก็มีความคล้ายคลึงกันหลายอย่าง... อย่างเช่น การใช้สิ่งเร้าภายนอกกระตุ้นการกลายพันธุ์เพื่อเริ่มวิวัฒนาการ"

"วิวัฒนาการ... งั้นเหรอ..." เมื่อได้ยินคำพูดของรอน เกรอลท์ก็พยักหน้าเงียบๆ ก่อนจะส่ายหน้ายิ้มขื่น "ปากก็บอกว่าวิวัฒนาการ แต่ในสายตาคนอื่น วิทเชอร์ก็ไม่ต่างอะไรกับสัตว์ประหลาดหรอก"

"มันคือการวิวัฒนาการนั่นแหละ ไม่ต้องสงสัยเลย" สำหรับความรู้สึกของเกรอลท์ที่เกิดจากสภาพแวดล้อมทางสังคม รอนกลับดูไม่ใส่ใจนัก แน่นอนว่าความไม่ใส่ใจนี้เกี่ยวเนื่องกับโลกต้นกำเนิดของทั้งสองคนโดยตรง

"บททดสอบแห่งพงไพรพรากเอาอารมณ์ความรู้สึกส่วนตัวและการตอบสนองแบบมนุษย์ไปจากวิทเชอร์ แต่แก่นแท้ของมันคือการทำให้วิทเชอร์สามารถใช้ประสาทสัมผัสที่มีเหตุผลมากขึ้นในการสังเกตโลกใบนี้ คำว่าวิวัฒนาการอาจจะฟังดูซับซ้อนและเข้าใจยาก แต่แก่นแท้ของมันก็คือการมองเห็น การได้ยิน การรับรู้ และความสามารถในการแยกแยะสิ่งต่างๆ ที่เพิ่มมากขึ้น เมื่อมันเพิ่มขึ้นจนถึงจุดหนึ่ง การวิวัฒนาการก็จะสมบูรณ์แบบ"

"แล้วเรื่องที่วิทเชอร์มีลูกไม่ได้ล่ะ? ถือเป็นข้อบกพร่องทางร่างกายจากการวิวัฒนาการล้มเหลวหรือเปล่า?"

"ก็เป็นไปได้ แต่ก็อาจจะเป็นการแยกสายพันธุ์ระหว่างกระบวนการวิวัฒนาการก็ได้"

"ถ้าพูดแบบนั้น... ก็เป็นไปได้นะ" เกรอลท์ลูบคางพลางพูดอย่างใช้ความคิด "ถ้าเป็นอย่างนั้น เหรียญระบบก็สำคัญมากจริงๆ..."

"ไงล่ะ อยากมีลูกกับเยนเนเฟอร์ล่ะสิ?"

"นายรู้เยอะจริงๆ นะ..." เมื่อได้ยินแบบนั้น เกรอลท์ก็มีสีหน้าจนใจ ก่อนจะส่ายหน้าแล้วพูดว่า "แต่ไม่ว่าจะเป็นวิทเชอร์หรือแม่มดก็เป็นหมันทั้งคู่นั่นแหละ อีกอย่างเยนเนเฟอร์ก็มีความคิดของเธอเอง เรื่องนี้ฉันตัดสินใจเองไม่ได้หรอก..."

"ที่จริงเยนเนเฟอร์แอบหาวิธีรักษาอาการเป็นหมันมาตลอดเลยนะ"

"หืม?"

มองดูสีหน้าประหลาดใจของเกรอลท์ รอนก็ยักไหล่ "แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังหาวิธีแก้ไม่ได้ เธอเลยทุ่มเทความรักความผูกพันแบบแม่ให้กับซิริจนหมด... เฮ้อ พูดแล้วก็ปวดหัว นายว่าถ้าเยนเนเฟอร์มีลูกของตัวเอง เธอจะบาดหมางกับซิริหรือเปล่านะ?"

"ไม่หรอก เยนเนเฟอร์ไม่ใช่... อืม..."

ตอนแรกเกรอลท์ตั้งใจจะบอกว่าเยนเนเฟอร์ไม่ใช่คนแบบนั้น แต่พอคิดดูดีๆ เขาเพิ่งรู้ด้วยซ้ำว่าเยนเนเฟอร์แอบหาวิธีรักษาอาการเป็นหมันมาตลอด...

เมื่อคิดได้ดังนั้น เกรอลท์ก็ส่ายหน้า "ยังไงฉันก็จะเอาเรื่องนี้ไปคุยกับเยนเนเฟอร์ตรงๆ แต่ก่อนหน้านั้น ปัญหาที่ต้องแก้เป็นอันดับแรกก็คือไวลด์ฮันต์"

"ไม่ ปัญหาที่ต้องแก้เป็นอันดับแรกคือแขกที่ไม่ได้รับเชิญต่างหาก"

"หืม?"

เมื่อได้ยินคำตอบของรอน ทั้งเกรอลท์และโทนี่ก็ชะงักไป โดยเฉพาะโทนี่ "เดี๋ยวสิ นายสัญญาไว้แล้วนะ..."

"ฮ่าๆ ดูเหมือนเพื่อนตัวน้อยจะรู้ตัวนานแล้วสินะว่าฉันมา~"

ยังไม่ทันที่โทนี่จะพูดจบ ท่ามกลางเสียงอันสดใสทว่าแฝงความชรา พื้นที่รอบๆ ก็เกิดรอยกระเพื่อมขึ้นมา

จากนั้น ท่ามกลางประตูมิติสีทองที่เปิดออก อุณหภูมิบนดาดฟ้าตึกสตาร์กอินดัสตรี้ก็ลดฮวบลงอย่างรวดเร็ว สายลมหนาวพัดพาเกล็ดหิมะโปรยปรายออกมาจากประตู นำพาความเย็นยะเยือกมาสู่นิวยอร์กในช่วงกลางฤดูร้อน

และพร้อมกับความเย็นนั้น ชายชราในชุดเรียบง่ายก็เดินออกมาจากเทือกเขาหิมะที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตาภายใต้ท้องฟ้าอันสดใสที่อยู่อีกฝั่งของประตูมิติ

เมื่อมองไปที่รอน ชายชราก็ลูบเคราสีขาวใต้คางด้วยรอยยิ้ม แล้วแนะนำตัวอย่างใจดีว่า "ฉันชื่อแองเชียนวัน เป็นจอมเวทสูงสุดในยุคนี้ และเป็นผู้ดูแลหลักของระบบเครือข่ายด้วย"

"ผู้ดูแลระบบเครือข่าย?"

เมื่อได้ยินแองเชียนวันแนะนำตัว รอนก็เลิกคิ้วขึ้น มองดูชายชราตรงหน้าแล้วพูดว่า "ฉันนึกว่าแองเชียนวันจะเป็นผู้หญิงซะอีก ไม่นึกว่าจะเป็นตาแก่"

"การเปลี่ยนแปลงทางเพศเป็นเพียงเปลือกนอก ความจริงแล้ว เพศที่แท้จริงของฉันคือถุงช้อปปิ้งวอลมาร์ทต่างหากล่ะ"

ระหว่างที่พูด แองเชียนวันก็หยิบเอาบัตรประจำตัวประชาชนของตัวเองในอเมริกาออกมาโชว์อย่างใจเย็น

เห็นแบบนั้น รอนก็หยิบนามบัตรของตัวเองออกมาบ้าง แล้วพูดกลั้วหัวเราะว่า "ฮะ บังเอิญจังเลย เพศที่แท้จริงของฉันคือเฮลิคอปเตอร์จู่โจมแบล็กฮอว์กล่ะ"

"ฮี่ฮี่ฮี่..." x 2 แค่สบตาก็รู้ใจ ว่าเป็นตัวป่วนเหมือนกัน

เมื่อคุยถูกคอ รอนก็หัวเราะแล้วถามว่า "ว่าแต่ ระบบเครือข่ายงั้นเหรอ? ฉันจำได้ว่าตอนทำภารกิจครั้งที่แล้ว ทันจิโร่เคยพูดถึงมัน มันต่างอะไรกับระบบของฉันล่ะ?"

"ไม่มีอะไรต่างกันมากหรอก ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของระบบภูมิคุ้มกันทั้งนั้นแหละ" แองเชียนวันโบกมือยิ้มๆ เป็นเชิงบอกให้รอนไม่ต้องใส่ใจ ก่อนจะอธิบายว่า

"ระบบเครือข่ายมีหน้าที่หลักในการกำหนดจุดมิติเวลาของโลกต่างๆ เพื่อตรวจสอบสถานะของโลกและสแกนหาไวรัสอย่างทันท่วงที พอเจอไวรัสปุ๊บ งานต่อไปก็เป็นหน้าที่ของพวกนายนั่นแหละ หรือจะให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือความต่างระหว่างฝ่ายประสานงานกับฝ่ายปฏิบัติการของระบบภูมิคุ้มกันนั่นเอง"

"โอเค เข้าใจละ" รอนพยักหน้ารับ ก่อนจะถามตรงๆ "แล้วเรื่องไวลด์ฮันต์ แองเชียนวันลูกพี่เตรียมตัวรับมือยังไงล่ะ?"

"เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับระบบเครือข่ายหรอก มันเป็นความผิดปกติที่เกิดจากการทำงานร่วมกันของกลไกการส่งตัวของระบบพฤกษาโลก กับความสามารถพิเศษของแม่หนูที่ชื่อซิริน่ะ ถึงจะไม่ใช่หน้าที่ของระบบพฤกษาโลก แต่มันก็อยู่ในความรับผิดชอบของจอมเวทสูงสุด"

แองเชียนวันตอบด้วยรอยยิ้ม "ฉันจะรับมือกับการมาเยือนของไวต์ฟรอสต์ และจะให้ความช่วยเหลืออย่างสุดความสามารถ เพื่อให้ไวลด์ฮันต์สร้างความเสียหายต่อโลกนี้น้อยที่สุด แต่บางเรื่องเมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว ต่อให้เป็นฉันก็เปลี่ยนมันไม่ได้หรอก... อืม บางทีแม้แต่เทพเจ้าอีเทอร์นิตี้ในจักรวาลเราก็อาจจะหยุดมันไม่ได้ด้วยซ้ำ สายเลือดบรรพกาลในตัวของทายาทแห่งกาลเวลาและมิติ ทำให้เกิดการปะทะกันของหลายโลก บวกกับการตามล่าของไวลด์ฮันต์ การกลายพันธุ์ในระดับมหภาคกำลังจะเกิดขึ้นในโลกนี้"

แองเชียนวันพูดพลางลูบหัวเถิกๆ ของตัวเองอย่างจนใจ "พูดแล้วก็ปวดหัวจริงๆ ทำไมโลกของแองเชียนวันคนอื่นๆ ถึงสงบสุขกันจัง แต่โลกของฉันกลับเป็นเหมือนถังขยะที่ใครจะยัดอะไรลงมาก็ได้ซะอย่างนั้น"

"เยี่ยม ฉันก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน"

"งั้นฉันไปเตรียมตัวก่อนนะ... อ้อ ถึงฉันจะมาช่วยไม่ได้โดยตรง แต่พวกนักเวทจากคามาทาจน่าจะมาสนับสนุนได้ เดี๋ยวถ้านายว่างก็แวะไปที่แซงก์ทัมแห่งนิวยอร์กหน่อยละกัน รู้ทางใช่ไหม?"

"เวรี่กู๊ด งั้นนายไปยุ่งเถอะ เดี๋ยวฉันไปหาสมุนนายเอง อ้อ! เดี๋ยวก่อน อย่าเพิ่งไป ขอถามอะไรหน่อย"

"มีอะไรล่ะ?" แองเชียนวันที่ก้าวเท้าเข้าประตูมิติไปครึ่งตัวแล้ว ยื่นหน้ากลับมาถาม

"นายรู้ไหมว่าตอนนี้ซิริอยู่ที่ไหน?"

"ไม่ต้องไปตามหาเธอหรอก ตอนนี้เธอกำลังตามหาพวกนายอยู่" แองเชียนวันชี้ไปที่เกรอลท์ "ได้กลิ่นปุ๊บก็ตามมาปั๊บเลยล่ะ"

"โอเค เดินทางปลอดภัยนะ~"

"ด้วยความยินดี ไว้คราวหน้าค่อยคุยกันใหม่นะ~"

แองเชียนวันมาไวไปไว ถึงปากจะพูดเหมือนเป็นเรื่องง่าย แต่การที่โลกหลายใบมาชนกันแบบนี้ แค่คิดรอนก็รู้แล้วว่าตอนนี้แองเชียนวันต้องปวดหัวขนาดไหน คนอื่นอาจจะไม่รู้ แต่รอนสัมผัสได้ ถึงจะดูหัวล้านมานานแล้ว แต่รูขุมขนบนหัวตาแก่นี่มันยังไม่ตาย ถึงจะร่อแร่เต็มที แต่มันก็พิสูจน์ได้ว่าเพิ่งจะล้านเมื่อไม่นานมานี้เอง

คิดได้ดังนั้น รอนก็โบกมือให้เกรอลท์ "เตรียมตัวลุยกันเถอะ หมาป่าขาว ฟังจากที่แองเชียนวันพูด ซิริน่าจะมาถึงโลกนี้แล้ว และน่าจะอยู่แถวๆ นิวยอร์กนี่แหละ นายน่าจะจำกลิ่นซิริได้ใช่ไหม ลองดมดูดีๆ เผื่อจะเจอเธอก่อน"

"อืม"

เมื่อรู้ว่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับซิริ เกรอลท์ก็พยักหน้ารับ แล้วเตรียมตัวออกเดินทางทันที

แต่พอเห็นทั้งสองคนทำท่าจะไป โทนี่ก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป

"ฉันจะบอกอะไรให้นะ ฉันทนพวกนายมานานแล้ว! สรุปนายจะยอมบอกไหม! ถ้านายไม่บอกฉันแจ้งตำรวจจริงๆ นะ!"

"บอกๆๆ บอกก็ได้"

รอนปรายตามองโทนี่แล้วเบะปาก "เรื่องบนเตียงของนายมันห่วยแตก เอาล่ะ จบแค่นี้ พอใจยัง?"

"ฉันหมายถึงเรื่องลูกสาวฉันที่นายพูดก่อนหน้านี้ต่างหาก!" โทนีนวดขมับ กัดฟันพูด "เรื่องนี้มันสำคัญมากนะเข้าใจไหม?!"

ก็สำคัญจริงๆ นั่นแหละ สายตาของเปปเปอร์ที่จ้องมองมาจากข้างหลังแทบจะแทงทะลุร่างโทนี่เป็นรูพรุนแล้ว โทนี่ไม่อยากให้เครื่องดื่มใบเขียวของตัวเองในอนาคตมีฮอร์โมนเอสโตรเจนผสมอยู่จนทำให้เขากลายเป็นสาวน้อยน่ารักหรอกนะ

"ขอแก้ข่าวนิดนึงนะเพื่อน" รอนตอบหน้าตาย "ตอนนั้นฉันบอกว่าบทมันเกี่ยวกับท่อนล่างของนาย ไม่ได้บอกว่าเกี่ยวกับลูกสาวนายซะหน่อย"

"นายมีหลักฐานอะไร! ฉันน่ะเจ๋งสุดๆ ไปเลยนะ! ถ้านายไม่เชื่อก็ไป... ไปถามพวก... พวกนางแบบนิตยสารดูสิ..."

ยิ่งพูด เสียงก็ยิ่งแผ่วลงเมื่อนึกถึงเปปเปอร์ที่ยืนอยู่ข้างหลัง แต่เรื่องความเป็นชายมันเกี่ยวพันกับศักดิ์ศรีที่ยิ่งใหญ่กว่าสถานะทางสังคมซะอีก ดังนั้นโทนี่จึงกัดฟันยืนกรานหัวเด็ดตีนขาดไม่ยอมรับ

"ไม่ยอมรับแล้วมันจะได้อะไรวะ ในโลกอื่นนายน่ะไปฟาดซูเปอร์ฮีโร่สาวๆ มาไม่รู้กี่คนต่อกี่คน" รอนขำพรืด

"เท่าที่ฉันรู้มา สงสัยตอนหนุ่มๆ นายจะใช้แรงเยอะไปหน่อย ซูเปอร์ฮีโร่สาวๆ ทุกคนที่เคยมีอะไรกับนาย ล้วนแต่แสดงความ... เอ่อ เป็นห่วง? หรือไม่ก็สงสารนายทั้งนั้นแหละ"

"นั่นมันโลกอื่น! ฉันน่ะพิเศษเว้ย!"

"จะพิเศษยังไงก็ใช้งานหนักเกินพิกัดอยู่ดีนั่นแหละ~"

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 34 - ถุงช้อปปิ้งวอลมาร์ทกับเฮลิคอปเตอร์จู่โจมแบล็กฮอว์ก

คัดลอกลิงก์แล้ว