- หน้าแรก
- เมื่อข้ากลายเป็นอาเต๊า ขอเปลี่ยนชะตาจ๊กก๊ก
- บทที่ 48 - เฒ่าเล่าอบรมบุตร
บทที่ 48 - เฒ่าเล่าอบรมบุตร
บทที่ 48 - เฒ่าเล่าอบรมบุตร
บทที่ 48 - เฒ่าเล่าอบรมบุตร
หลังจากปล่อยให้ความเงียบเข้าปกคลุมอยู่ครู่ใหญ่ ท้ายที่สุดก็เป็นเล่าเสี้ยนที่ทนความอึดอัดไม่ไหว
เขารู้ดีว่าหากเขาไม่ยอมเอ่ยปากพูดก่อน พอตาแก่เล่าปี่อารมณ์เสียขึ้นมา พวกเขาก็คงหมดโอกาสที่จะได้พูดคุยกันดีๆ
กรำศึกมาค่อนชีวิต กว่าจะชนะศึกใหญ่ได้สักครั้ง เขาไม่อยากจะไปขัดอารมณ์สุนทรีย์ของอีกฝ่ายในเวลานี้
เล่าเสี้ยนก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว โค้งคำนับแล้วกล่าวว่า "ขอแสดงความยินดีที่ท่านสามารถพิชิตฮั่นจงได้สำเร็จ ชัยชนะครั้งใหญ่นี้สร้างขวัญกำลังใจให้ผู้คน สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งแผ่นดิน การใหญ่ของพวกเราใกล้จะสำเร็จแล้ว"
ในเวลานี้ไม่เหมาะที่จะเรียกอีกฝ่ายว่าตาแก่ แต่คำว่าท่านพ่อที่ติดอยู่ที่ริมฝีปาก เขาก็ยังกระดากปากเกินกว่าจะเอื้อนเอ่ยออกมา
เห็นได้ชัดว่าคำพูดเหล่านี้ล้วนเข้าหูเล่าปี่ทั้งสิ้น
ในมุมที่เล่าเสี้ยนมองไม่เห็น มุมปากของเล่าปี่ก็แอบยกยิ้มขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ แต่เขาก็รีบหุบยิ้มกลับไปตีหน้าขรึมก่อนที่เล่าเสี้ยนจะยืดตัวขึ้น
"อืม อาศัยความทุ่มเทของเหล่าขุนพลและทหาร ทุกคนร่วมแรงร่วมใจกันเป็นหนึ่งเดียวถึงได้ชัยชนะในครั้งนี้ ข้าก็แค่ทำหน้าที่ผลักดันให้พวกเขาดึงศักยภาพออกมาใช้ให้เต็มที่เท่านั้น"
[ระบบครอบครัวปรองดองทำงาน]
[ค่าความประทับใจของเล่าปี่ +2]
[ค่าความประทับใจปัจจุบัน: 38 แต้ม]
ดูเหมือนว่าเขาจะเริ่มต้นได้ดี ตาแก่คนนี้ในเวลานี้ก็คงแค่อยากจะหาคนมาชื่นชมชัยชนะในศึกฮั่นจงของเขาเท่านั้นแหละ
ทว่าในจังหวะที่เล่าเสี้ยนตั้งใจจะประจบสอพลอต่ออีกสักนิดเพื่อปั๊มค่าความประทับใจ เล่าปี่ก็เปลี่ยนบทสนทนาอย่างกะทันหัน "อาเต๊า ไม่เจอกันตั้งสองปี เจ้าไม่ได้ละทิ้งการร่ำเรียนตำราใช่หรือไม่?"
ให้ตายเถอะ พูดกันยังไม่ทันพ้นสามประโยคก็วกเข้าเรื่องเรียนจนได้ นี่ท่านเป็นผู้ปกครองเด็กเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัยในยุคอนาคตหรือไงเนี่ย?
"ลูกตั้งใจอ่านตำราอย่างขยันขันแข็งทุกวัน มิกล้าปล่อยปละละเลย"
เรื่องนี้เขาไม่ได้โกหกเลยสักนิด ขอเพียงมีเวลาว่าง เล่าเสี้ยนก็จะขลุกอยู่กับการอ่านตำราในจวนตลอด ตอนนี้อย่าว่าแต่เรื่องการทหารหรือกฎหมายเลย แม้แต่วิธีสร้างเล้าหมูหรือเทคนิคการทำฟาร์มแบบขั้นบันได เขาก็รู้หมดแล้ว!
เล่าปี่พยักหน้า "ถ้าเช่นนั้นข้าจะขอทดสอบเจ้าสักสองสามข้อ จะว่าอย่างไร?"
"เชิญท่านถามมาได้เลย" เล่าเสี้ยนตอบอย่างมั่นใจ
ดาราศาสตร์ ภูมิศาสตร์ การทหาร หรือเกษตรกรรม ท่านอยากถามอะไรก็ถามมาเลย
ไม่เชื่อหรอกว่าคนที่มีบัฟของท่านอาขงเบ้งช่วยหนุนหลังรอบด้าน แถมยังมีความรู้ล่วงหน้ามาเป็นพันๆ ปีอย่างคุณชายผู้นี้ จะถูกท่านต้อนจนมุม...
"'กวีเว่ย์' กล่าวไว้ว่า 'สง่างามเปี่ยมด้วยความน่าเกรงขาม ไม่อาจละทิ้งได้' สิ่งนี้หมายความว่าอย่างไร?"
เล่าเสี้ยนถึงกับพูดไม่ออก "..."
บ้าเอ๊ย ตอนที่ท่านยังเรียนหนังสืออยู่ ท่านมัวแต่ขี่ม้าเที่ยวเล่น เล่นสนุกกับสุนัข และฟังเสียงพิณกับกองซุนจ้านไม่ใช่หรือไง?
แล้วไหงถึงมาทดสอบความรู้คัมภีร์วรรณกรรมกับข้าซะล่ะ?
"เอ้อ... ก็หมายความว่า คนเราต้องรู้จักวางตัวให้น่าเกรงขาม ถึงจะไม่ถูกผู้อื่นรังแกเอาได้ง่ายๆ" โชคดีที่เขาได้บัฟความรู้ด้านวรรณกรรมคลาสสิกมาจากเจียวจิ๋วบ้าง การทำความเข้าใจประโยคโบราณพวกนี้จึงไม่ถึงกับเป็นเรื่องยากเย็นนัก
"อืม แล้วอย่างไรต่อ?"
...แล้วอย่างไรต่อคืออะไรวะ?
เมื่อเห็นสีหน้างุนงงของเล่าเสี้ยน สีหน้าของเล่าปี่ที่เพิ่งจะดีขึ้นมาบ้างก็กลับมาดำทะมึนอีกครั้ง
"หมายถึงความสัมพันธ์ระหว่างกษัตริย์กับขุนนาง เบื้องบนกับเบื้องล่าง บิดากับบุตร พี่กับน้อง ภายในกับภายนอก ผู้ใหญ่กับผู้น้อย ล้วนต้องมีความน่าเกรงขามและกฎระเบียบอย่างไรเล่า!" น้ำเสียงของเล่าปี่เริ่มมีประกายไฟคุกรุ่น "ข้าจะถามเจ้าอีกข้อ..."
หลังจากนั้นเล่าปี่ก็ถามคำถามจาก 'คัมภีร์จั่วจ้วน' อีกสองสามข้อ ถ้าให้เล่าเสี้ยนอธิบายความหมายของประโยคก็ยังพอถูไถไปได้ แต่พอถามถึงเนื้อหาบริบทก่อนหน้าและถัดไป เขาก็ถึงกับใบ้กินทันที
เล่าเสี้ยนเองก็รู้สึกหงุดหงิดไม่แพ้กัน ท่านเปลี่ยนไปถามเรื่องอื่นบ้างไม่ได้หรือไง?!
ถามพวกตำรา 'ก่วนจื่อ' หรือ 'หานเฟยจื่อ' ก็ได้!
ถ้าท่านถามเรื่องตำรา 'หกตำราเล่าทาว' ข้าสามารถท่องถอยหลังให้ท่านฟังยังได้เลย!
"นี่น่ะหรือที่เจ้าบอกว่ามิกล้าปล่อยปละละเลย?" ใบหน้าของเล่าปี่ดำทะมึนแทบจะแข่งกับน้องสามของเขาได้อยู่แล้ว "เจ้าตั้งใจอ่านตำราอย่างขยันขันแข็งทุกวัน แต่กลับได้ความรู้มาแค่นี้เองรึ?"
"ลูกเพียงแต่..."
"อย่ามาเล่นลิ้นแก้ตัว ข้าอุตส่าห์ให้ท่านอาจารย์อีเจี้ยคอยสอนคัมภีร์จั่วจ้วนให้เจ้า ผ่านมาตั้งหลายปี เจ้ายังจำเนื้อหาบทความไม่ได้ครบถ้วนเลย ยังจะมีหน้ามาพูดอะไรอีก!"
เกจวัดความโกรธของเล่าเสี้ยนก็เริ่มพุ่งสูงขึ้นเช่นกัน
เขาจะไปทนรับรูปแบบการสื่อสารระหว่างพ่อลูกที่แม้แต่โอกาสให้พูดจนจบก็ยังไม่มีแบบนี้ได้อย่างไร?
"ข้าได้ยินมาว่าเจ้าเอาเวลาทั้งหมดไปทุ่มเทให้กับการรวบรวมพวกโจรป่า แถมยังแอบทำการค้าขายลับหลังข้าอีกงั้นรึ?"
ท่านอาขงเบ้ง ท่านหักหลังข้าอีกแล้วนะ!
"ที่ข้าทำแบบนั้นก็เพื่อ..."
"ใช่หรือไม่?!"
เมื่อถูกเล่าปี่พูดแทรกตัดหน้าเป็นครั้งที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้ เล่าเสี้ยนก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป เขายืดคอขึ้นแล้วตอบสวนไปว่า "ใช่"
"เจ้าอายุไม่น้อยแล้ว ทำไมถึงยังเอาแต่เล่นสนุกเป็นเด็กๆ ไม่รู้จักโตอยู่อีก?" เล่าปี่ถลึงตาใส่ "เจ้าอยู่ในฐานะอะไร? ถึงได้ไปทำตัวเป็นพ่อค้าหน้าเลือดหากำไรส่วนต่างแบบนั้น? หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป ข้าไม่ต้องเอาหน้าไปแทรกแผ่นดินหนีหรอกรึ?
"ว่ากันว่าโจสิดบุตรชายคนที่สี่ของตระกูลโจนั้นปราดเปรื่องเชี่ยวชาญด้านกวี ส่วนโจเจียงก็มีพละกำลังห้าวหาญดุจผู้ต้านคนนับหมื่น ไม่ต้องดูอื่นไกลหรอก เอาแค่พี่ชายของเจ้า เขาก็สามารถช่วยข้านำทัพออกศึกได้แล้ว ยิ่งคราวนี้เขาก็สร้างผลงานไว้ไม่น้อย..."
มาตามนัดกับประโยคคลาสสิก 'ดูถูกเปรียบเทียบกับลูกบ้านอื่น'
เล่าเสี้ยนที่เคยผ่านการอาบน้ำมนต์ด้วยคำพูดสุดคลาสสิกแบบนี้มาแล้วในชาติก่อน ไม่นึกเลยว่าทะลุมิติมาอยู่ในยุคสามก๊กก็ยังหนีไม่พ้น
ความโกรธพุ่งปรี๊ดขึ้นสมอง เล่าเสี้ยนจึงสวนกลับไปโดยไม่ทันคิด "ที่พี่ใหญ่มีนิสัยเหม็นเน่าแบบนั้น ก็ไม่ใช่เพราะท่านเป็นคนตามใจจนเสียนิสัยหรอกหรือ..."
เล่าปี่ถึงกับอึ้งกิมกี่ไปกับคำพูดของเล่าเสี้ยน
ทันทีที่พูดจบ เล่าเสี้ยนเองก็รู้สึกเสียใจที่ปากไวเกินไป ได้แต่หวังว่าอาศัยจังหวะที่เพิ่งชนะศึกฮั่นจง ตาแก่เล่าปี่อารมณ์ดี จะไม่...
[ระบบทะลวงกำแพงใจทำงาน]
เมื่อเห็นข้อความแจ้งเตือนปรากฏขึ้นมาในสายตา เล่าเสี้ยนก็อดไม่ได้ที่จะสบถด่ามารดามันอยู่ในใจ
แกจะมาทำงานหาพระแสงอะไรเอาตอนนี้วะเนี่ยยย!!
ชิ้ง!
เล่าปี่โกรธจนปรอทแตก ผุดลุกขึ้นยืนแล้วชักกระบี่ออกมาตามสัญชาตญาณ ทว่าพอนึกขึ้นได้ก็รีบโยนทิ้งลงพื้น แล้วก้มลงไปถอดรองเท้าแทน
"ไอ้ลูกทรพี! วันนี้ข้าจะต้อง... กลับมานี่นะ! อย่าหนีนะ! เจ้าคิดว่าฝีเท้าข้าช้านักหรือไง!"
"ฝีเท้าข้าก็ไม่ได้ช้านะโว้ย!"
พูดจบเล่าเสี้ยนก็สับตีนแตกวิ่งแน่วกลัยไปที่กระโจมของตัวเองทันที
เล่าปี่วิ่งตามไปได้สองสามก้าว ท้ายที่สุดก็ยังห่วงภาพพจน์ของตัวเอง จึงไม่ได้ถือรองเท้าวิ่งไล่กวดออกไปนอกกระโจม "ไอ้ลูกทรพี ไอ้ลูกบัดซบ!"
เขากลับมานั่งหอบแฮกๆ ด้วยความโมโห ทันใดนั้นก็มีคนผู้หนึ่งเดินเข้ามาในกระโจม
"เจ้ายังกล้ากลับมาอี..." เล่าปี่ชูรองเท้าขึ้นเตรียมจะปา แต่เพิ่งจะสังเกตเห็นว่าคนที่เข้ามาคือขงเบ้ง เขาจึงรีบสวมรองเท้ากลับเข้าไปอย่างเก้อเขิน "ท่านกุนซือ ทำไมท่านถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ"
ขงเบ้งถอนหายใจอย่างจนปัญญา "นายท่าน ไม่ได้พบกันตั้งสองปี ท่านตกลงกับข้าไว้แล้วว่าจะเอ่ยปากชมคุณชายให้มากหน่อย แล้วทำไมถึงลงเอยแบบนี้ได้เล่า?"
"นี่มัน..." เล่าปี่ก็ชะงักไปเหมือนกัน นั่นสิ ตอนแรกเขาตั้งใจจะชมอาเต๊าไม่ใช่หรือไง?
"คุณชายมีฝีมือในการฝึกทหาร ใช้เวลาเพียงไม่กี่ปีก็สามารถกวาดล้างโจรป่าในเอ๊กจิ๋วได้จนราบคาบ ทำให้เส้นทางสัญจรปลอดภัย บัณฑิตและพ่อค้าวาณิชเดินทางสัญจรไปมาได้อย่างไม่ขาดสาย อีกทั้งยังนำรายได้จากการขายสุราองุ่นมาเติมเข้าคลังหลวง ช่วยพยุงราคาสินค้าให้มีเสถียรภาพ... สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นผลงานที่สร้างคุณประโยชน์ให้กับชาวบ้านทั้งสิ้น"
ขงเบ้งโบกพัดขนนกชี้ไปทางเล่าปี่พลางหัวเราะเบาๆ "นายท่านช่างไม่รู้จักพอเสียจริง"
เล่าปี่ถอนหายใจยาว "ข้าอายุปาเข้าไปเกือบจะหกสิบอยู่แล้ว ถึงเพิ่งจะสร้างรากฐานอันยิ่งใหญ่ขึ้นมาได้ หากอาเต๊าไม่มีความสามารถในการบริหารบ้านเมือง หลังจากที่ข้าตายไปแล้ว ข้าจะวางใจมอบหมายบ้านเมืองนี้ให้เขาดูแลได้อย่างไรกัน"
ขงเบ้งหรี่ตาลงเล็กน้อย "นายท่าน หรือว่าท่านต้องการจะสถาปนาคุณชายขึ้นเป็นอ๋องไท่จื่อ?"
คงมีเพียงความสัมพันธ์ระหว่างเล่าปี่กับขงเบ้ง รวมถึงวัฒนธรรมองค์กรของกลุ่มขั้วอำนาจตระกูลเล่าเท่านั้น ที่ทำให้เขากล้าหยิบยกหัวข้อนี้ขึ้นมาสนทนาได้อย่างเปิดเผย
แน่นอนว่าเรื่องการสืบทอดตำแหน่งให้เล่าเสี้ยน ก็ไม่ใช่ความลับอะไร
เกรงว่านอกจากเล่าฮองที่ยังคงแอบมีความหวังอยู่ลึกๆ ขุนนางระดับสูงในกลุ่มขั้วอำนาจตระกูลเล่าทุกคนต่างก็รู้ดีว่าเล่าปี่ตั้งใจจะสืบทอดตำแหน่งให้ใคร
ในแง่ของหลักนิติธรรม เล่าฮองไม่ได้มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดกับตระกูลเล่า เมื่อเล่าปี่มีบุตรชายสายเลือดแท้ๆ ของตัวเองแล้ว ตามหลักการบุตรบุญธรรมก็ควรจะแยกตัวออกจากตระกูลของบิดาบุญธรรมแล้วไปตั้งตระกูลของตนเองเสียด้วยซ้ำ
ในแง่ของความผูกพัน เล่าปี่ได้ลูกชายคนนี้มาตอนอายุมากแล้ว แถมยังรอดชีวิตมาได้ท่ามกลางไฟสงครามอันโหดร้ายโดยไม่ตายจากไปเสียก่อน ต่อให้เขาจะไม่ค่อยพอใจในตัวลูกชายคนนี้ในหลายๆ เรื่อง แต่เขาก็ไม่มีทางยกตำแหน่งให้คนอื่นอย่างแน่นอน
การที่ขงเบ้งแกล้งถามในสิ่งที่รู้อยู่แล้ว ย่อมต้องมีเจตนาแอบแฝง
เล่าปี่จึงกล่าวว่า "ท่านกุนซือมีอะไรก็พูดมาตรงๆ เถอะ ระหว่างเราไม่จำเป็นต้องเกรงใจกัน"
"ตอนที่ข้าเดินเข้ามา ข้าได้ยินเพียงคำพูดประโยคสุดท้ายของคุณชาย แต่ข้ากลับรู้สึกว่ามันมีเหตุผลอยู่ไม่น้อย" ขงเบ้งเว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ "ถ้านายท่านไม่เคยมีความคิดที่จะแต่งตั้งคุณชายเล่าฮองเป็นรัชทายาทตั้งแต่แรก แล้วจะไปให้ความหวังเขาทำไมกันเล่า?"
"...ข้ารู้สึกผิดต่อเด็กคนนั้น ก็เลยอยากจะชดเชยให้เขาสักหน่อย"
"เกรงแต่เพียงว่าคุณชายฮอง จะไม่ได้คิดเช่นนั้นน่ะสิ" ขงเบ้งประสานมือคารวะ "เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความบาดหมางระหว่างพี่น้องในภายภาคหน้า จนถึงขั้นกลายเป็นสายเลือดเดียวกันต้องมาห้ำหั่นกันเองจนเกิดโศกนาฏกรรม ข้าหวังว่านายท่านจะหาโอกาสอบรมสั่งสอนและชี้แนะเขาให้มากกว่านี้"
เล่าปี่มีสีหน้าครุ่นคิด ดูเหมือนว่าเขาจะรับฟังคำเตือนของขงเบ้งเข้าไปบ้างแล้ว
ขงเบ้งค้นพบความไม่ธรรมดาในตัวของเล่าเสี้ยน ทั้งความคิดอ่านและมุมมองต่างๆ จนถึงขั้นที่พฤติกรรมและการกระทำบางอย่างของเขาก็ไม่เหมือนกับจูกัดเหลียงขงเบ้งในหน้าประวัติศาสตร์อีกต่อไป
ประวัติศาสตร์ได้บิดเบี้ยวไปจากเดิมเล็กน้อยเพราะการมาเยือนของเล่าเสี้ยน ทว่ามันจะส่งผลกระทบให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไรในอนาคตนั้น... คงไม่อาจมีใครล่วงรู้ได้
[จบแล้ว]