เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 23 - ลับอาวุธเตรียมเสบียง

บทที่ 23 - ลับอาวุธเตรียมเสบียง

บทที่ 23 - ลับอาวุธเตรียมเสบียง


บทที่ 23 - ลับอาวุธเตรียมเสบียง

หลังจากนั้นชีวิตของเล่าเสี้ยนก็ผ่านไปอย่างสงบสุขไร้คลื่นลมใดๆ

ผู้คนที่ย้ายเข้ามาอยู่ในชุมชนแออัดต่างก็ทยอยหางานที่เหมาะสมกับตัวเองและลงหลักปักฐานได้สำเร็จ

แพเอี๋ยงรู้สึกตัวว่าคำพูดและการกระทำในวันนั้นไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง จึงตั้งใจมาขอขมาถึงที่จวน

แต่ด้วยความที่คนผู้นี้หยิ่งยโสจนชิน ต่อให้มาขอโทษก็ยังคงรักษาท่าทีหยิ่งผยองไว้ ยิ่งไปกว่านั้นพูดไปพูดมาก็ดันสวมบทบาทเป็นผู้อาวุโส สั่งสอนเล่าเสี้ยนด้วยน้ำเสียงจริงจังให้หมั่นศึกษาคัมภีร์หลักทางลัทธิขงจื๊อให้มากขึ้น...

ช่างหลงตัวเองจนเกินเยียวยาจริงๆ

บางทีในใจเขาอาจจะคิดว่าตัวเองหวังดี เล่าเสี้ยนควรจะซาบซึ้งในน้ำใจของเขาสินะ

เล่าเสี้ยนหัวเราะร่าออกมาทันที

เขาอดไม่ได้ที่จะถามสวนไปประโยคหนึ่งว่า "นี่กินกับแกล้มไปกี่จอกเนี่ยถึงได้เมาเพ้อเจ้อขนาดนี้"

แน่นอนว่าแพเอี๋ยงฟังไม่ออกว่าหมายความว่าอย่างไร ได้แต่ทำหน้างงงวย

แต่เล่าเสี้ยนกลับปั้นปาดตึง สั่งให้องครักษ์หน้าตาเป็นมิตรเชิญตัวเขาออกไปอย่างนุ่มนวล

โชคดีที่ในเมืองเฉิงตู คนแปลกประหลาดที่ชอบทำลายบรรยากาศแบบนี้ยังมีน้อยนัก

หลังจากวันนั้น อุยก๋วน เอียวหง หรือแม้แต่เตียวเอ๊กกับเจียวจิ๋วก็เคยแวะเวียนมาเยี่ยมเยือน

พวกเขามาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสงครามที่ฮั่นจงและเรื่องความเป็นอยู่ของชาวบ้านในเอ๊กจิ๋ว

เล่าเสี้ยนตั้งใจจะสร้างความประทับใจอยู่แล้ว การพูดคุยจึงเป็นไปอย่างออกรสออกชาติ และทำให้เขาได้รู้จักพวกพ้องเหล่านี้ดียิ่งขึ้น

ในบรรดาคนเหล่านี้ เตียวเอ๊กและเจียวจิ๋วคือสองคนที่เขาสนใจเป็นพิเศษ

หากจำไม่ผิด ในช่วงปลายของยุคจ๊กก๊ก สองคนนี้คือแกนนำในการต่อต้านการเดินทัพขึ้นเหนือของเกียงอุย

ตอนนี้เจียวจิ๋วก็เริ่มฉายแววให้เห็นบ้างแล้ว แต่ดูเหมือนจะแตกต่างจากภาพจำในหัวของเขาอยู่สักหน่อย

ส่วนเตียวเอ๊กนั้นมองไม่ออกเลยแม้แต่น้อย ในตอนนี้เขาแทบจะเรียกได้ว่าเป็นพวกหัวรุนแรงด้วยซ้ำ แต่ทว่า...

หมอนี่ชอบหลอกถามเขาอยู่เรื่อย พยายามเลียบเคียงอยากรู้ว่าเขามีทัศนคติอย่างไรต่อบรรดาตระกูลใหญ่ในเอ๊กจิ๋ว

เรื่องนี้ทำให้เล่าเสี้ยนเกิดความระแวดระวัง เขาจึงใช้ลูกไม้เบี่ยงเบนประเด็นไปเรื่อยๆ และไม่ยอมแสดงจุดยืนที่ชัดเจนออกไป

เวลาที่เหลือ เล่าเสี้ยนก็จะไปเดินเตร็ดเตร่ที่ค่ายทหาร ไปบรรยายให้เหล่านายกองฟังบ้าง ลงไปซ้อมประลองฝีมือยืดเส้นยืดสายกับพวกเขาบ้าง

บางครั้งก็ไปพักผ่อนหย่อนใจกับสาวงามทั้งสาม หรือไม่ก็อยู่เป็นเพื่อนท่านแม่ ชีวิตผ่านไปอย่างสุขสบายยิ่งนัก

ยังไงเสียสิ่งที่ทำได้เขาก็ทุ่มเททำอย่างเต็มที่แล้ว การมานั่งทำหน้าอมทุกข์ทุกวันก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น

ส่วนหูลิ่วและบรรดาทหารใหม่หน้าละอ่อนทั้งหลายนั้น กลับโดนเคี่ยวกรำอย่างหนักหน่วง...

สิบกว่าวันผ่านไป บัดนี้เข้าสู่ปลายเดือนสามแล้ว

ยามเฉิน เล่าเสี้ยนมาถึงค่ายทหารนอกเมืองอีกครั้ง

บรรดาโจรภูเขาที่ยืนอยู่ตรงหน้า เมื่อเทียบกับตอนที่เพิ่งเข้ามาใหม่ก็เริ่มดูเป็นทหารมากขึ้นแล้ว

อย่างน้อยการจัดแถวก็เป็นระเบียบขึ้นมาก

แต่นี่ก็เป็นเพียงแค่การพัฒนาในเบื้องต้นเท่านั้น

การฝึกระเบียบแถวและท่าทางของทหารนั้นมีประโยชน์และสำคัญมาก

แต่มันก็ไม่ใช่สิ่งประดิษฐ์ใหม่จากยุคอนาคตแต่อย่างใด คนโบราณเองก็รู้ถึงความสำคัญของมันดี

ตอนที่เล่าเสี้ยนถูกจูล่งอุ้มตะลุยฝ่าวงล้อมสังหารศัตรูอย่างดุเดือดที่ทุ่งเตียงปัน เขาก็ได้ประจักษ์ถึงความน่าเกรงขามของค่ายกลทหารทัพโจโฉมาแล้ว

เขาได้เห็นภาพของการต่อสู้ด้วยอาวุธเย็นที่อาบไปด้วยเลือดแดงฉานมากับตา

ธงรบที่ปลิวไสวบดบังแสงตะวัน กองทัพที่มืดฟ้ามัวดินจนมองไม่เห็นจุดสิ้นสุด รอบตัวเต็มไปด้วยผู้คนที่นัยน์ตาแดงก่ำพุ่งทะยานเข้ามาหมายจะเอาชีวิต...

วันนั้นบิดาไม่ได้โยนเขาทิ้ง แต่เล่าเสี้ยนก็ถูกภาพเหล่านั้นทำให้กลัวจนร้องไห้จ้า ร้องไม่หยุด และยังเก็บเอาไปฝันร้ายต่อเนื่องอีกตั้งนาน

โชคดีที่ตอนนั้นเขายังเป็นแค่ทารก จึงไม่มีใครให้ความสนใจมากนัก

แต่ตั้งแต่วันนั้นเขาก็รู้ซึ้งแก่ใจดี

การคิดจะเอาชนะกองทัพโบราณด้วยการฝึกทหารแบบนักศึกษามหาวิทยาลัย ถือเป็นการประเมินเหล่าวีรบุรุษในใต้หล้าต่ำเกินไปจริงๆ

"ช่วงนี้รู้สึกอย่างไรกันบ้าง" เล่าเสี้ยนเอามือไพล่หลัง กวาดสายตามองเหล่าทหารใหม่ที่เหมือนเพิ่งถูกลอกคราบมาหมาดๆ

พวกเขามองตรงไปข้างหน้า ไม่มีใครกล้าปริปากพูดก่อนได้รับอนุญาต

ในที่สุดหูลิ่วก็ก้าวออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าวและคุกเข่าลงข้างหนึ่ง "รายงานนายน้อย"

เสียงของเขาดังกังวานและทรงพลัง

เล่าเสี้ยนพยักหน้าอย่างพึงพอใจ ไม่เลวเลย พวกโจรป่าที่มีพื้นเพมาจากกลุ่มโจรโพกผ้าเหลืองเหล่านี้ สามารถปรับตัวได้เร็วกว่าคนกลุ่มก่อนหน้ามากทีเดียว

"ลุกขึ้นพูดเถิด"

"ขอรับ" หูลิ่วยืนขึ้น "นายน้อย แม้อาหารในค่ายจะดีเยี่ยม แต่การฝึกก็โหดหินจนแทบทนไม่ไหวจริงๆ ขอรับ"

ประโยคเดียวก็อธิบายความในใจของเหล่าทหารใหม่ได้หมดเปลือก

มันลำบากจริงๆ นะ การต้องยืนถือหอกยาวในท่าทหาร โดยเลือกเอาเฉพาะตอนที่แดดร้อนจัดที่สุด หากปลายหอกตกลงมาเมื่อไหร่ คนคุมฝึกก็จะเอาหวายฟาดเข้าที่ก้นทันที

"ถ้าอย่างนั้น มีใครอยากจะล้มเลิกไหม ถ้าไปตอนนี้ สามารถเบิกเงินและเสบียงล่วงหน้าได้สองเดือน นอกจากการไม่รับกลับเข้ามาทำงานอีก ก็จะไม่มีบทลงโทษใดๆ ทั้งสิ้น" เล่าเสี้ยนจ้องมองทหารใหม่ด้วยสายตาเรียบเฉย

"คนที่ออกไปจากที่นี่ จะไปรับจ้างหรือทำนา ขอเพียงขยันขันแข็ง ในเมืองเฉิงตูนี้ย่อมมีหนทางเอาชีวิตรอดได้เสมอ"

ทหารใหม่ยังคงมองตรงไปข้างหน้าและยืนตัวตรงแหน่ว

"พักตามระเบียบ" คำสั่งนี้ใช้ได้ทั้งยุคโบราณและยุคปัจจุบัน สะดวกดีจริงๆ

พวกเขาราวกับรูปปั้นที่กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ต่างหันมองหน้ากันเลิ่กลั่ก

ช่วยไม่ได้จริงๆ ปกติหากขยับตัวนิดเดียวก็โดนฟาดด้วยหวายแล้ว บางคนก้นและหลังบวมเป่งจนเวลานอนต้องนอนคว่ำ การปฏิบัติตามคำสั่งอย่างเคร่งครัดจึงแทบจะกลายเป็นสัญชาตญาณไปแล้ว

แต่ก็ยังไม่มีใครยอมก้าวออกมาอยู่ดี

"ไม่มีใครไปเลยหรือ" เล่าเสี้ยนถามย้ำอีกครั้ง "แล้วถ้าข้าบอกว่า หลายวันที่ผ่านมานี่เป็นแค่การวอร์มอัพ การฝึกของจริงที่รออยู่จะโหดร้ายกว่านี้อีกหลายเท่าล่ะ"

หน้าของทหารใหม่ต่างก็ถอดสี แต่ก็ยังคงไม่มีใครก้าวออกมา

หูลิ่วกำหมัดแน่นแล้วคลายออก คลายออกแล้วก็กำแน่นอีกครั้ง ในที่สุดเขาก็เอ่ยปากพูด "นายน้อย วันหยุดพักผ่อนข้าเพิ่งกลับไปที่บ้านมา ลูกชายข้าพูดช้า ตอนนี้อายุสี่ขวบเพิ่งจะพูดเป็นประโยคยาวๆ ได้ไม่กี่ประโยค"

"สิ่งที่เขาพูดกับข้าก็คือ ท่านพ่อ โตขึ้นข้าก็จะเป็นทหารปราบคนชั่วเหมือนท่านพ่อให้ได้"

คล้ายกับว่าเขานึกถึงเรื่องราวมากมาย ขอบตาของเขาจึงเริ่มแดงรื้น

เขาหยุดไปครู่หนึ่งแล้วพูดต่อ "นี่เป็นครั้งแรกเลยที่ข้าเห็นเขามองข้าด้วยสายตาชื่นชมขนาดนั้น เขาเที่ยวไปบอกใครต่อใครว่าพ่อเขาไม่ใช่โจรภูเขาแล้ว แต่เป็นทหารแล้วต่างหาก"

"ทำเอาลูกชายบ้านไอ้ผอมข้างๆ ที่สอบไม่ติดอิจฉาตาร้อนจนแทบจะวางมวยกันเลยทีเดียว"

หูลิ่วมีอารมณ์พลุ่งพล่าน คำพูดคำจาจึงอาจจะดูวกวนไปบ้าง แต่เล่าเสี้ยนก็ไม่ได้เอ่ยขัด

เขาสังเกตเห็นว่าทหารใหม่คนอื่นๆ บางคนก็เริ่มตาแดงๆ และมีสีหน้าเคร่งขรึม

สวัสดิการที่เขามอบให้ทหารในสังกัดนั้นแตกต่างจากที่อื่น ผลลัพธ์ที่ได้จากการเกณฑ์ทหารจึงย่อมแตกต่างจากกองทัพอื่นเช่นกัน

ในพื้นที่อื่น หากชายหนุ่มในครอบครัวถูกเกณฑ์ทหารไป ก็เท่ากับว่าขาดเสาหลักในการทำงาน ชีวิตก็หมดสิ้นความหวัง ร้องไห้คร่ำครวญยังแทบไม่ทัน

แต่ที่นี่ การได้มาเป็นทหารของเขากลับกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความหวังที่จะมีชีวิตที่ดีขึ้นของทั้งครอบครัว

ผู้ชายที่ถูกคัดเลือกให้เป็นทหารย่อมกลายเป็นความภาคภูมิใจของครอบครัวด้วย

"วันนั้นตอนที่พวกเราได้หยุดพักกลับบ้าน คนในชุมชนแออัดออกมาร้องรำทำเพลงต้อนรับพวกเรากลับไปราวกับต้อนรับวีรบุรุษ"

"ข้าไม่เคยฝันมาก่อนเลยว่าชาตินี้จะมีวันที่ได้รับการเชิดชูจากผู้คนขนาดนี้" ในที่สุดหูลิ่วก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป เขาปาดน้ำตาแล้วคุกเข่าดังตุบลงกับพื้น "นายน้อย ต่อให้ข้าต้องตายอยู่ที่นี่ข้าก็จะไม่ไปไหน ข้าหูลิ่วทนแบกรับความอับอายไม่ไหวหรอกขอรับ"

บรรดาทหารใหม่ต่างก็คุกเข่าตามลงมาเป็นแถว "พวกเราไม่ไปไหนทั้งนั้นขอรับ"

ในบรรดาคนที่ผ่านการทดสอบ ไม่มีใครขอถอนตัวเลยสักคน เล่าเสี้ยนรู้สึกภูมิใจมาก

เมื่อก่อนตอนที่รับสมัครชาวบ้านอพยพ จะมีคนถอนตัวในขั้นตอนนี้ไปไม่น้อยเลย

ดูเหมือนว่าพวกที่สืบเชื้อสายมาจากโจรโพกผ้าเหลืองที่ต้องใช้ชีวิตอยู่บนคมหอกคมดาบเหล่านี้ จะมีความพิเศษซ่อนอยู่จริงๆ

"ดี ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปพวกเจ้าจะเริ่มเข้าสู่การฝึกอย่างเป็นทางการ มาตรฐานจะเทียบเท่ากับกองหนุนกลุ่มอื่น หากใครเกียจคร้าน กฎของค่ายทหารจะจัดการเอง"

"ขอรับ"

"รอให้พวกเจ้าฝึกไปอีกสักหนึ่งเดือน พวกเราจะได้ออกไปเจอของจริงกัน ยามปกติหลั่งเหงื่อให้มาก ยามออกศึกจะหลั่งเลือดน้อยลง ใครไม่อยากตายฟรีเมื่อถึงเวลานั้น ตอนนี้ก็ทุ่มเทแรงกายให้เต็มที่เสียล่ะ"

"ขอรับ"

หลักสูตรการฝึกที่เล่าเสี้ยนจัดเตรียมไว้ให้พวกเขา นอกเหนือจากการฝึกระเบียบแถวพื้นฐานแล้ว ยังเพิ่มการฝึกซ้อมค่ายกลทางทหารเข้ามาด้วย

ซึ่งสิ่งนี้ต้องการให้พวกเขาอ่านสัญญาณธงประจำหมวด ธงค่าย และธงกองทัพให้ออก

ฟังคำสั่งจากกลองศึกและฉาบทองเหลืองให้เข้าใจ

ยิ่งหน่วยรบมีขนาดใหญ่ ธงรบก็จะยิ่งใหญ่และสูงขึ้นตามไปด้วย

ในยุคที่ไม่มีทั้งเครื่องกระจายเสียงและวิทยุสื่อสารเช่นนี้ ท่ามกลางสมรภูมิที่เต็มไปด้วยเสียงโห่ร้องของคนและเสียงร้องของม้า หากเล่าเสี้ยนคิดจะใช้วิธีตะโกนสั่งการ ต่อให้ยืมเสียงอันดังกังวานของเตียวหุยมาใช้ก็คงตะโกนจนคอแตกตายแน่

นี่คือสาเหตุที่การแย่งชิงธงรบและการสังหารแม่ทัพถูกจัดความสำคัญให้อยู่ในระดับเดียวกัน ทหารที่สูญเสียระบบสั่งการในสนามรบจะอ่อนแอลงทันทีและมีแต่จะต้องแตกพ่ายหนีไป

ในตอนนี้นี่เองที่ความสำคัญของการสอบคัดเลือกด้านบุ๋นก่อนหน้านี้ได้แสดงให้เห็นแล้ว

การจะทำสิ่งนี้ได้จึงจะถือว่าเป็นทหารที่ผ่านเกณฑ์เบื้องต้น

นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มการฝึกขี่ม้า และการใช้อาวุธเช่น หอก ดาบ และธนู ท่วงท่าต่างๆ ไม่ได้มีอะไรหวือหวา เพราะกระบวนท่าในสมรภูมิของทุกกองทัพก็คล้ายคลึงกันหมด

เน้นเพียงความเรียบง่ายและใช้งานได้จริงในการสังหารศัตรู

ส่วนการฝึกสมรรถภาพร่างกายก็มีทั้งการวิ่งระยะไกลหกลี้ วิ่งสปรินต์ระยะสั้น วิ่งไปกลับ และการฝึกความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อ และอื่นๆ อีกมากมาย

แต่ละรายการอาจจะดูไม่มีอะไรพิเศษ แต่กองทัพส่วนใหญ่กลับไม่สามารถจัดการฝึกได้ครอบคลุมขนาดนี้

เหตุผลก็คือ ทหารที่เล่าเสี้ยนเลี้ยงดูเหล่านี้เป็นทหารอาชีพเต็มตัว มีหน้าที่แค่ทำศึกสงคราม ไม่ต้องไปทำการผลิตใดๆ

การฝึกซ้อมอย่างหนักหน่วง บวกกับสารอาหารที่ได้รับมากกว่าทหารในยุคเดียวกันอย่างเทียบไม่ติด นี่ต่างหากคือกุญแจสำคัญของความแข็งแกร่งในการรบ

หลังจากจัดการเรื่องการฝึกในค่ายทหารเสร็จสิ้น เล่าเสี้ยนก็ยังมีนัดกินข้าวที่สำคัญอีกงานหนึ่ง

ท่านลุงที่แม้จะพูดไม่ได้ว่าเป็นญาติห่างๆ เพราะไม่มีความเกี่ยวพันทางสายเลือดเลยแม้แต่น้อย สหายอู๋อี้ผู้น่ารักของเขาเดินทางกลับมาถึงแล้ว...

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 23 - ลับอาวุธเตรียมเสบียง

คัดลอกลิงก์แล้ว