- หน้าแรก
- พลิกตำราสามก๊กฉบับยอดกุนซือ
- บทที่ 28 - เลือกขุนพลฝึกทหาร กวนอูยังคงความเย่อหยิ่ง
บทที่ 28 - เลือกขุนพลฝึกทหาร กวนอูยังคงความเย่อหยิ่ง
บทที่ 28 - เลือกขุนพลฝึกทหาร กวนอูยังคงความเย่อหยิ่ง
บทที่ 28 - เลือกขุนพลฝึกทหาร กวนอูยังคงความเย่อหยิ่ง
อำเภอเกาถัง ทางทิศตะวันตกของเมือง
บริเวณนี้ถูกจัดให้เป็นค่ายทหารและลานฝึกซ้อม มีรั้วไม้สร้างไว้สูงลิ่ว อยู่ห่างไกลจากย่านชุมชน ใช้สำหรับฝึกซ้อมทหารรักษาอำเภอ
อำเภอเกาถังมีทหารรักษาอำเภอเพียงสามร้อยนาย จึงไม่ได้สร้างค่ายทหารแยกไว้ริมน้ำเชิงเขาเหมือนอย่างอำเภอผิงหยวน
ภายในลานฝึก ทหารสามร้อยนายต่างกำลังฝึกซ้อมการแทงหอกและการฟันดาบ ส่งเสียงร้องฮึกเหิมดังกึกก้อง
บนลานประลองที่ดูเรียบง่าย ขุนพลผู้หนึ่งยืนตระหง่านถือดาบ รูปร่างสูงใหญ่ นัยน์ตาหงส์ คิ้วดั่งหนอนไหม หนวดเครายาวเฟื้อยจรดหน้าท้อง ใบหน้าฉายแววเย่อหยิ่งทระนง
เขาคือกวนอู พี่น้องร่วมสาบานของหลิวเป่ย และเป็นนายร้อยแห่งอำเภอเกาถังในปัจจุบัน
แสงแดดแผดเผาสาดส่องลงบนใบหน้า ทำให้ใบหน้าที่แดงอยู่แล้วยิ่งดูแดงก่ำขึ้นไปอีก
"เมื่อเทียบกับเหล่าวีรบุรุษแห่งเยียนจ้าวแล้ว รูปร่างและความอดทนของทหารอำเภอเกาถังพวกนี้ช่างห่างชั้นกันเหลือเกิน"
สีหน้าของกวนอูดูไม่ค่อยพอใจนัก
ทหารอำเภอมีฝีมือไม่เท่ากัน ทำให้ยากต่อการฝึกซ้อมเป็นอย่างยิ่ง
"รายงาน! ท่านนายร้อย ท่านนายอำเภออยู่ที่หน้าค่าย ขออนุญาตเข้ามาด้านในขอรับ"
"อนุญาต!"
เมื่อได้ยินรายงานจากทหารยาม แววตาอันดุดันของกวนอูก็แฝงความอ่อนโยนลงไปสามส่วน
เสียงระฆังโลหะดังกังวาน ธงสัญญาณโบกสะบัด
ทหารสามร้อยนายหยุดการฝึกซ้อมชั่วคราว แล้วพากันหันไปมองกวนอูที่ยืนอยู่บนลานประลอง
"จัดแถว!" ทหารผู้ถือธงตะโกนสั่ง
ทหารพากันรีบวิ่งไปรวมตัวกันตรงหน้าธงสัญญาณทั้งแปดด้านที่อยู่หน้าลานประลอง
แต่การเคลื่อนไหวในการรวมตัวกันก็ยังคงดูสับสนวุ่นวายอยู่บ้าง จนกวนอูอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว
ในระหว่างที่ทหารกำลังจัดแถว หลิวเป่ย เจิ้งผิง และจางเฟยก็ควบม้าเข้ามา
พอจางเฟยเห็นกวนอูยืนอยู่บนลานประลอง ก็ตะโกนลั่นทันที "พี่รอง พี่ใหญ่เชิญท่านปราชญ์เจิ้งมาแล้ว ต่อไปข้าจะได้มาช่วยท่านฝึกทหารแล้วนะ!"
หากไม่มีเจิ้งผิง หลิวเป่ยก็เตรียมจะให้จางเฟยควบตำแหน่งปลัดอำเภออยู่แล้ว
กวนอูมักจะไม่ชอบคลุกคลีกับพวกบัณฑิต ชอบแต่บรรยากาศในค่ายทหาร ส่วนตำแหน่งปลัดอำเภอก็ต้องเป็นคนที่ไว้ใจได้ จึงมีแค่จางเฟยเท่านั้นที่เหมาะสม
กวนอูกระโดดลงมาจากลานประลอง ก้าวฉับๆ เดินไปหาหลิวเป่ย แววตาที่มองหลิวเป่ยเต็มไปด้วยความเคารพเทิดทูน "พี่ใหญ่!"
"หยุนฉางฝึกทหาร เหนื่อยแย่เลย!" หลิวเป่ยกระโดดลงจากหลังม้า หยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาซับเหงื่อบนใบหน้าให้กวนอู
ท่าทางที่ดูคล่องแคล่วนั้น ดูปุ๊บก็รู้เลยว่าไม่ใช่การทำแบบนี้เป็นครั้งแรก
ความเย่อหยิ่งของกวนอูมลายหายไปในพริบตาเมื่ออยู่ต่อหน้าหลิวเป่ย เขาไม่ได้ปัดป้องมือของหลิวเป่ยที่กำลังเช็ดเหงื่อให้ พร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า "การแบ่งเบาภาระของพี่ใหญ่ เป็นหน้าที่ของน้องอยู่แล้ว!"
แต่พอหันไปมองเจิ้งผิง แววตาก็กลับมาเย่อหยิ่งดุดันอีกครั้ง
เมื่อเห็นท่าทางของกวนอูเป็นเช่นนั้น หลิวเป่ยก็รีบแนะนำตัวทันที "หยุนฉาง นี่คือบุตรชายของท่านอาจารย์คังเฉิงแห่งเป่ยไห่ นามว่าเจิ้งผิง ชื่อรองเสี่ยนหมิว"
"ท่านปราชญ์เจิ้งมีความสามารถในการบริหารบ้านเมือง พี่ได้แต่งตั้งท่านให้เป็นปลัดอำเภอแห่งเกาถังแล้ว"
เจิ้งผิงถือพัดประสานมือคารวะ โค้งตัวลงเล็กน้อย "เจิ้งผิงแห่งเป่ยไห่ ขอคารวะ!"
กวนอูปรายตามองเจิ้งผิงด้วยหางตา แล้วประสานมือคารวะเล็กน้อย "นายร้อยกวนอู ขอคารวะท่านปลัดอำเภอเจิ้ง"
ทั้งหลิวเป่ยและจางเฟยต่างก็เรียกขานว่าท่านปราชญ์ด้วยความเคารพ แต่กวนอูกลับเรียกแค่ปลัดอำเภอ ความหมางเมินปรากฏชัดเจนบนใบหน้า
"พี่รอง ท่านปราชญ์มีความสามารถสูงส่ง ไม่ใช่พวกบัณฑิตคร่ำครึหรอกนะ" จางเฟยกระซิบข้างหูกวนอู
หลิวเป่ยก็รู้สึกอึดอัดใจเล็กน้อย
นิสัยของกวนอูเป็นแบบนี้มานานแล้ว ไม่ได้จงใจมุ่งเป้าไปที่เจิ้งผิงโดยเฉพาะ แต่เป็นกับบัณฑิตทุกคน
"ท่านปราชญ์ หยุนฉางมีนิสัยเช่นนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ไม่ได้มีเจตนาลบหลู่แต่อย่างใด" หลิวเป่ยช่วยแก้ตัวเสียงเบา
เมื่อเห็นว่าทั้งหลิวเป่ยและจางเฟยต่างก็ระมัดระวังคำพูดท่าทีเมื่ออยู่ต่อหน้าเจิ้งผิง กวนอูก็ยิ่งรู้สึกแย่กับเจิ้งผิงมากขึ้นไปอีก
เจิ้งผิงรู้นิสัยของกวนอูดี จึงส่ายหน้าเบาๆ "ไม่เป็นไร! ขอดูผลการฝึกซ้อมทหารหน่อยเถิด!"
กวนอูแค่นเสียงเย็นชา "พี่ใหญ่ ปลัดอำเภอมีหน้าที่ดูแลงานเอกสาร ส่วนนายร้อยดูแลงานทหาร คนดูแลงานเอกสารจะเข้ามาก้าวก่ายงานทหารได้อย่างไร?"
"หยุนฉาง อย่าเสียมารยาท!" หลิวเป่ยดุเบาๆ "ไปฝึกทหารต่อเถอะ ให้พี่กับท่านปราชญ์ได้ชมหน่อย"
เมื่อเห็นหลิวเป่ยเริ่มมีน้ำโห กวนอูจึงรีบประสานมือแล้วหันหลังกลับไปรับธงสัญญาณจากมือทหารยามเพื่อมาสั่งการฝึกทหารสามร้อยนายด้วยตัวเอง
"ท่านปราชญ์ การฝึกซ้อมของหยุนฉางพอจะดูได้ไหม?" หลิวเป่ยพูดด้วยความภาคภูมิใจเล็กน้อย "ถึงจะเรียกได้ไม่เต็มปากว่าเป็นทหารชั้นยอด แต่เมื่อก่อนทหารพวกนี้แค่เข้าแถวยังทำกันวุ่นวายไปหมดเลยนะ"
"การเปลี่ยนกลุ่มคนที่มารวมตัวกันอย่างสะเปะสะปะให้กลายเป็นกองทหารได้ ท่านนายร้อยกวนมีความสามารถจริงๆ" เจิ้งผิงเอ่ยชมเบาๆ แต่แล้วก็ส่ายหน้า "เพียงแต่วิธีการฝึกแบบนี้ คงใช้ได้แค่การลาดตระเวนในเขตอำเภอเท่านั้น หากคิดจะนำไปปราบปรามโจรโพกผ้าเหลือง คงหวังพึ่งพรอะไรไม่ได้มากนัก"
กวนอูหูไว พอได้ยินคำวิจารณ์ของเจิ้งผิงก็รู้สึกโกรธเคืองขึ้นมาทันที
นัยน์ตาหงส์หรี่ลง กวนอูมองเจิ้งผิงด้วยสายตาแข็งกร้าว "ท่านปลัดอำเภอเจิ้งรู้วิธีฝึกทหารด้วยหรือ?"
พัดขนนกโบกพัดเบาๆ เจิ้งผิงสีหน้าไม่เปลี่ยน หัวเราะเบาๆ ตอบกลับไปว่า "พอรู้บ้างเล็กน้อย!"
คำว่า 'พอรู้บ้างเล็กน้อย' ทำให้กวนอูยิ่งฉุนเฉียวหนักกว่าเดิม
คำว่าพอรู้บ้างเล็กน้อย ไม่ได้หมายความว่ารู้แค่ผิวเผินจริงๆ
การใช้คำนี้ถ้าไม่แปลว่าถ่อมตัวก็แปลว่าดูถูก
และในสายตาของกวนอู เจิ้งผิงจงใจพูดดูถูกชัดๆ!
ต่อให้บอกว่าพอรู้บ้างเล็กน้อย ก็ยังเก่งกว่าวิธีฝึกทหารของกวนอู แบบนี้มันน่าโมโหกว่าการด่าตรงๆ ว่าเขาฝึกทหารไม่เป็นเสียอีก!
ร่างสูงเก้าเชียะของกวนอูยืนตระหง่านราวกับเทพมาร น้ำเสียงแฝงความเย็นชาไว้สามส่วน "ขอยินดีรับฟังคำชี้แนะจากท่านปลัดอำเภอ!"
เจิ้งผิงกวาดสายตามองทหารที่เพิ่งจัดแถวเสร็จอีกครั้ง "มิกล้าชี้แนะ เพียงแค่มีความเห็นตื้นเขินบางประการ ขอท่านนายร้อยกวนโปรดชี้แนะ"
"ในหมู่ทหารอำเภอ มีผู้ใดบ้างที่กล้าหาญไม่กลัวตายในสนามรบ?"
กวนอูคิดว่าเจิ้งผิงกำลังเยาะเย้ยตน จึงตะโกนสั่งทหาร "จางหู่ จางช่าน ต่งฉิน... ก้าวออกมา!"
ชายสิบสองคนที่ถูกเรียกชื่อ ก้าวออกมาข้างหน้าอย่างกล้าหาญ
นี่คือทหารสิบสองนายที่กล้าหาญที่สุดและไม่กลัวตายในบรรดาทหารสามร้อยนาย และเป็นสิบสองคนที่กวนอูชื่นชมที่สุดด้วย
แม้รูปร่างจะไม่กำยำที่สุด ฝีมือการต่อสู้จะไม่เก่งกาจที่สุด แต่พวกเขาก็มีจิตใจที่พร้อมจะสู้ถวายหัว!
"ท่านปลัดอำเภอเจิ้ง นี่คือเหล่านักรบผู้กล้าหาญของอำเภอเกาถัง พอจะเข้าตาท่านบ้างหรือไม่?" น้ำเสียงของกวนอูยังคงแข็งกร้าว
เจิ้งผิงไม่ได้ตอบคำถามของกวนอู แต่ถามต่อว่า "มีผู้ใดบ้างที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความฮึกเหิม ร่างกายกำยำ ดุดันและดุร้าย?"
กวนอูอึ้งไปครู่หนึ่ง กัดฟันพูดว่า "ดูเหมือนท่านปลัดอำเภอจะคิดว่าในหมู่ทหารของข้าไม่มีคนเก่งกาจสินะ"
"เถาเอ้อร์หนิว อู่หู่จื่อ จางซานตัว... ก้าวออกมา!"
คนที่ก้าวออกมาคราวนี้ล้วนเป็นคนรูปร่างกำยำล่ำสัน แต่มีเพียงหกคนเท่านั้น
"มีผู้ใดบ้างที่ใช้กระบี่ยาวได้คล่องแคล่ว รักษาเกียรติยศ สามารถจัดแถวได้อย่างเป็นระเบียบ เดินหน้าอย่างมั่นคง ไม่ตื่นตระหนกลนลาน?" เจิ้งผิงถามอีก
แต่กวนอูกลับชะงักไป "ท่านถามแบบนี้ทำไม?"
เจิ้งผิงไม่ตอบ ถามต่อไปว่า "มีผู้ใดบ้างที่มีพละกำลังมหาศาล สามารถดึงเหล็กให้ยืด ดัดเหล็กให้ตรงได้ ดุดันและกล้าหาญ มีกำลังแขนเหนือคนทั่วไป กล้าบุกทะลวงเข้าไปในกองทัพหลักของศัตรู ทำลายกลองรบ และช่วงชิงธงรบของศัตรูมาได้?"
"มีผู้ใดบ้างที่ปีนป่ายที่สูงได้เก่ง เดินทางไกลได้ทนทาน ร่างกายคล่องแคล่วว่องไว และวิ่งได้รวดเร็ว?"
"มีผู้ใดบ้างที่พ่อหรือพี่ชายตายด้วยน้ำมือของโจรโพกผ้าเหลือง และต้องการจะแก้แค้นแทนพวกเขา?"
"มีผู้ใดบ้างที่เป็นเขยแต่งเข้าบ้านภรรยาหรือทาสรับใช้ ที่ตั้งใจจะล้างความอัปยศอดสูและสร้างชื่อเสียงให้กับตัวเอง?"
"มีผู้ใดบ้างที่เคยเป็นนักโทษ และต้องการจะหลีกหนีหรือปกปิดความอัปยศนี้?"
"มีผู้ใดบ้างที่มีความสามารถและทักษะเหนือคนธรรมดา สามารถแบกของหนักเดินทัพทางไกลได้?"
เมื่อถูกถามรัวเป็นชุด ความเย่อหยิ่งในแววตาของกวนอูก็ค่อยๆ จางหายไป แทนที่ด้วยความกระอักกระอ่วนใจ
กวนอูฟังคำพูดของเจิ้งผิงรู้เรื่องทุกคำ แต่พอเอามารวมกันแล้วกลับไม่เข้าใจความหมายเลย
หลิวเป่ยกลับพอจะนึกอะไรออกบ้าง "ท่านปราชญ์ หรือว่าสิ่งที่ท่านพูดถึงคือวิธีฝึกทหารในคัมภีร์ลิ่วเทา?"
[จบแล้ว]