- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาปั้นกบฏโพกผ้าเหลืองให้สะเทือนสามก๊ก
- บทที่ 37 - ขุนนางสู้โจรไม่ได้!
บทที่ 37 - ขุนนางสู้โจรไม่ได้!
บทที่ 37 - ขุนนางสู้โจรไม่ได้!
บทที่ 37 - ขุนนางสู้โจรไม่ได้!
กองทัพใหญ่หลายพันนายบุกเข้าเมือง พวกเขาทำตามคำสั่งกวาดต้อนชาวบ้านในเมืองมารวมตัวกันแบบเรียงบ้าน จากนั้นข่าวร้ายดั่งฟ้าผ่าก็ฟาดลงมาบนหัวของชาวบ้านทุกคน
"นายอำเภอกงซุนมีคำสั่ง ทรัพย์สินและเสบียงอาหารที่พวกโจรโพกผ้าเหลืองนำมาแจกจ่ายก่อนหน้านี้ ล้วนเป็นของที่ปล้นชิงมาจากที่ทำการอำเภอและตระกูลเศรษฐี แม้ตอนนี้มันจะตกไปอยู่ในมือของพวกเจ้าแล้ว แต่มันก็ยังเป็นของผิดกฎหมาย! พวกเจ้ารับของโจรมา ย่อมมีข้อหาสมรู้ร่วมคิดกับพวกกบฏ ทว่านายอำเภอกงซุนมีเมตตาต่อชาวบ้าน ขอเพียงพวกเจ้ายอมส่งมอบทรัพย์สมบัติที่ผิดกฎหมายคืนมาแต่โดยดี ท่านนายอำเภอจะไม่เอาความ!"
ท่ามกลางชาวบ้านที่ยืนเรียงรายอยู่สองข้างทาง มีนายทหารคนหนึ่งขี่ม้าป่าวประกาศคำสั่ง แววตาดุดันของเขาทำให้ชาวบ้านหลายคนต้องก้มหน้าหลบตา ไม่มีใครกล้าสู้หน้าเขาเลยสักคน
ทว่าเมื่อได้ยินว่าจะต้องส่งมอบทรัพย์สินคืน ชาวบ้านก็ไม่อาจเก็บความสงบไว้ได้อีกต่อไป
ตอนที่ได้รับแจกทรัพย์สินจากพวกโพกผ้าเหลืองพวกเขาดีใจมากเพียงใด ตอนที่ต้องควักมันออกมาคืนพวกเขาก็ยิ่งปวดร้าวใจมากเพียงนั้น ของที่กลืนลงท้องไปแล้วจะให้คายออกมา พวกเขาย่อมยอมรับไม่ได้อย่างเด็ดขาด
ฝูงแกะที่เคยเชื่องในที่สุดก็เงยหน้าขึ้นมองนายทหารผู้นั้น แววตาของพวกเขาเปี่ยมไปด้วยความโกรธแค้น
"ด้วยเหตุผลอะไร ท่านราชครูก็บอกแล้วว่าของพวกนี้มันเป็นของพวกเราตั้งแต่แรก ตอนนี้ก็แค่เอามาคืนพวกเรา แล้วเหตุใดพวกเราต้องส่งมันคืนด้วย"
"นั่นน่ะสิ พวกโพกผ้าเหลืองเข้าเมืองมายังไม่เคยปล้นชาวบ้านเลย หรือว่าทางการจะสู้พวกโพกผ้าเหลืองไม่ได้งั้นหรือ"
"ไม่ให้ ต่อให้ตีจนตายข้าก็ไม่ให้ ขนาดพวกโจรยังเห็นใจความยากลำบากของพวกเราและยอมเอาของมาแบ่งปันให้ แต่ทางการกลับจะมาแย่งข้าวสุกจากปากชาวบ้านตาดำๆ อย่างพวกเรา มีเหตุผลเช่นนี้อยู่ในโลกด้วยหรือ"
"นี่มันทางการแบบไหนกัน ทรัพย์สมบัติพวกนี้เมื่อก่อนก็เก็บไว้ในคฤหาสน์ของพวกเศรษฐีหน้าเลือด หากพวกท่านอยากได้แล้วตอนนั้นทำไมถึงไม่ไปเอาล่ะ ทีตอนนี้พวกโพกผ้าเหลืองเอาทรัพย์สมบัติของพวกมันมาแจกจ่าย พวกท่านกลับโผล่หัวมาแย่งชิง ยังจะมียางอายอยู่อีกไหม"
"พูดได้ดี ก็แค่เห็นว่าชาวบ้านตาดำๆ อย่างพวกเรารังแกง่ายไม่ใช่หรือ ถุย น่ารังเกียจสิ้นดี!"
ชั่วพริบตาเดียวทั้งเมืองก็เกิดความวุ่นวายขึ้น ชาวบ้านต่างพากันโกรธเกรี้ยว เพื่อปกป้องทรัพย์สินของตนเอง ฝูงแกะอย่างพวกเขาก็กล้าที่จะส่งเสียงคำรามแล้ว
ทุกคนต่างก็ระบายความไม่พอใจที่อัดอั้นอยู่ในใจ พวกเขายืนขวางประตูบ้านตัวเองไว้แน่นด้วยความหวาดกลัวว่าทหารจะบุกเข้ามาแย่งชิงทรัพย์สิน
ปฏิกิริยาของชาวบ้านทำให้นายทหารหน้าตึงขึ้นมาทันที เขาไม่ได้มาที่นี่เพื่อเจรจาต่อรอง แต่มาเพื่อถ่ายทอดคำสั่งของท่านนายอำเภอต่างหาก
หากพวกเขากล้าฝ่าฝืนคำสั่ง ก็ถือว่าไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงเอาเสียเลย หากพวกเขาไม่เข้าใจสัจธรรมที่ว่าชาวบ้านไม่อาจงัดข้อกับทางการ ข้าก็ไม่รังเกียจที่จะสั่งสอนให้พวกเขารู้ซึ้ง!
สายตาของนายทหารทอดมองไปยังร่างหนึ่งที่อยู่ไกลออกไป ซึ่งก็คือกงซุนจ้านผู้ออกคำสั่งนี้นั่นเอง เมื่อเห็นกงซุนจ้านพยักหน้า นายทหารก็หันกลับมามองชาวบ้านด้วยสายตาที่เย็นชา น้ำเสียงยิ่งฟังดูแข็งกร้าวขึ้นกว่าเดิม
"ของที่ไม่ใช่ของพวกเจ้า ถึงจะอยากเก็บไว้ก็เก็บไว้ไม่ได้ ทหารทุกนายฟังคำสั่ง เริ่มบุกค้นเสบียงและทรัพย์สินตามบ้านทุกหลังเดี๋ยวนี้ หากผู้ใดขัดขืน ให้จัดการด้วยความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งทางการ!"
ปราศจากความปรานี ไม่เคยแยแสถึงความรู้สึกของชาวบ้านแม้แต่น้อย พวกเขาถึงกับกล้าตัดสินใจอย่างเด็ดขาด โดยไม่สนสายตาอันโกรธแค้นที่จ้องมองมาเลย
เหล่าทหารเริ่มลงมือปฏิบัติตามคำสั่งทันที พวกเขาหันหลังกลับไปและเริ่มบุกค้นบ้านทีละหลัง ชาวบ้านก็เริ่มร้อนรน แต่ละคนยืนขวางประตูหน้าบ้านไว้ตายก็ไม่ยอมถอย
พอทหารเดินเข้ามา ผู้หญิงก็จะพุ่งเข้าไปผลักไสพลางร้องไห้คร่ำครวญ ผู้ชายก็เข้าไปชกต่อยพัวพันกับพวกทหาร แม้แต่เด็กก็ยังวิ่งเข้าไปอ้าปากกัดคน
เพียงชั่วพริบตา ทุกหนทุกแห่งก็เต็มไปด้วยเสียงร้องไห้คร่ำครวญของชาวบ้านและเสียงตวาดด้วยความโกรธเกรี้ยวของทหาร สถานการณ์วุ่นวายสุดขีด ทุกบ้านเรือนปั่นป่วนวุ่นวายจนฝุ่นตลบอบอวล
เพื่อปกป้องครอบครัวเล็กๆ ของตัวเอง ชาวบ้านที่เคยหัวอ่อนจำต้องแยกเขี้ยวสู้ แต่กระนั้นมันก็ไม่ได้มีประโยชน์อันใดเลย ชาวบ้านธรรมดาไม่มีทางต้านทานเหล่าทหารได้เลยแม้แต่น้อย
ไม่นานชาวบ้านที่ขัดขืนทั้งหมดก็ถูกปราบจนอยู่หมัด คนที่ยังดื้อดึงก็จะถูกชกต่อยเตะกระทืบ พวกทหารยั้งมือไว้บ้างเพื่อไม่ให้ถึงขั้นเสียชีวิต แต่ก็เป็นการสั่งสอนคนที่หัวแข็งได้อย่างสาสม
หลังจากสถานการณ์พลิกกลับมาได้เปรียบ ท่าทีอันดุดันของทหารทางการก็สามารถข่มขวัญชาวบ้านที่เหลือได้ในที่สุด แกะก็คือแกะอยู่วันยังค่ำ การลุกขึ้นสู้ของพวกเขาก็เป็นแค่เรื่องขบขันในสายตาของทางการเท่านั้น
ทั่วทั้งเมืองตกอยู่ในความเศร้าสลด ทุกที่เต็มไปด้วยเสียงร้องไห้และคำสาปแช่งของชาวบ้าน พวกเขาไม่คาดคิดเลยว่าพวกโพกผ้าเหลืองจะไม่ปล้นพวกเขา แต่กลับเป็นทางการเองที่มาแย่งชิงไป!
ไม่รู้ว่ามีกี่คนที่แอบเก็บความแค้นไว้ในใจ บางคนเลือดขึ้นหน้าจนอยากจะสู้ตายให้รู้แล้วรู้รอด หากครอบครัวไม่ดึงตัวไว้ ก็ไม่รู้ว่าจะเกิดโศกนาฏกรรมขึ้นอีกกี่ครั้ง
หลิวเป้ยที่ยืนมองเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ไกลๆ อดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจด้วยความเวทนา
"ชาวบ้านมีความผิดอันใด ปั๋วกุยกระทำการป่าเถื่อนเช่นนี้รังแต่จะทำให้พวกเขาหมดความศรัทธา เกรงว่าจะไม่เป็นผลดีในระยะยาว สู้ยอมถอยไปตั้งหลักก่อนจะดีกว่า"
เมื่อเห็นสภาพอันน่าเวทนาของชาวบ้าน หลิวเป้ยก็ทนดูต่อไปไม่ไหว เหตุการณ์เช่นนี้ทำให้เขารู้สึกเหมือนเป็นเรื่องตลกร้าย ดั่งที่ชาวบ้านบางคนเอ่ยปาก ทหารทางการอาจจะสู้พวกโจรไม่ได้จริงๆ งั้นหรือ
เมื่อกลับถึงบ้านเกิด หลิวเป้ยเห็นว่ามารดายังปลอดภัยดีก็เบาใจลง ถึงได้รู้เรื่องวีรกรรมของพวกโพกผ้าเหลืองในเมือง
พวกโพกผ้าเหลืองไต่สวนและประหารชนชั้นสูงในเมือง แม้แต่ญาติห่างๆ ของหลิวเป้ยบางคนก็ไม่รอดพ้น โชคดีที่ตระกูลของเขาตกต่ำลงนานแล้ว มารดาของเขาจึงรอดพ้นจากภัยพิบัติครั้งนี้ หลิวเป้ยจึงได้แต่รู้สึกโชคดีที่เรื่องเป็นเช่นนี้
วิธีการของพวกโพกผ้าเหลืองนั้นเรียกได้ว่าโหดเหี้ยมรุนแรง แต่กลับทำดีกับชาวบ้านอย่างมาก สิ่งนี้ทำให้หลิวเป้ยรู้สึกประหลาดใจและอดไม่ได้ที่จะมองพวกเขาในแง่ดีขึ้นเล็กน้อย
ไม่ว่าจะมีฐานะอะไร การมีความเมตตาต่อชาวบ้าน ย่อมเป็นเรื่องที่สมควรได้รับการยกย่อง
และยิ่งเป็นเช่นนี้ เมื่อหลิวเป้ยเห็นการกระทำของกงซุนจ้าน เขาก็ยิ่งรู้สึกกระอักกระอ่วนใจ
ขนาดพวกโจรยังรู้ว่าไม่ควรปล้นชาวบ้าน แล้วไฉนกงซุนจ้านที่เป็นถึงนายอำเภอกลับเป็นฝ่ายเริ่มปล้นเสียเอง เรื่องนี้ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็หาข้อแก้ตัวไม่ได้เลย
"หยุดมือเถิดปั๋วกุย เชื่อคำตักเตือนของข้าสักครั้ง" หลิวเป้ยเกลี้ยกล่อมอีกครั้ง น้ำเสียงแฝงแววอ้อนวอนอย่างเห็นได้ชัด
"ให้หยุดงั้นหรือ เสวียนเต๋อจะให้ข้าหยุดได้อย่างไร" กงซุนจ้านปรายตามองเขา ขมวดคิ้วคล้ายไม่สบอารมณ์ แต่สุดท้ายก็ถอนหายใจออกมา
"เงินทองและเสบียงอาหารในเมืองล้วนถูกพวกโพกผ้าเหลืองกวาดต้อนไปจนหมดเกลี้ยง ในคลังเสบียงแม้แต่ข้าวสารสักเม็ดก็หาไม่เจอ หากข้าไม่ไปริบเอาคืนมาจากชาวบ้าน วันข้างหน้าข้าจะเอาอะไรมาบริหารงานในที่ทำการอำเภอได้เล่า"
"ยิ่งไปกว่านั้น ทหารรักษาอำเภอของข้าล้วนตายตกเพราะการซุ่มโจมตีของพวกโจร ข้าจึงทำได้เพียงเกณฑ์ทหารใหม่ หากไม่มีเงินและเสบียง ข้าจะเอาอะไรมาเลี้ยงกองทัพได้"
"ดังนั้นไม่ใช่ข้ากงซุนจ้านอยากจะปล้นชาวบ้านหรอกนะ แต่หากข้าไม่เอาเงินกับเสบียงพวกนั้นคืนมา ข้าก็คงต้องเป็นนายอำเภอที่มีแต่ตัวแล้ว เสวียนเต๋อเจ้าบอกข้าทีว่าข้าควรทำอย่างไรดี"
หลิวเป้ยถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ ฟังดูแล้วเหตุผลของกงซุนจ้านก็ไม่ได้ไร้น้ำหนักเสียทีเดียว การที่เมืองไม่มีเงินและเสบียงก็ถือเป็นเรื่องคอขาดบาดตายเช่นกัน
ทว่าเมื่อเป็นเช่นนี้ เรื่องนี้ก็กลายเป็นปมที่แก้ไม่ตก ทางการเองก็จำเป็นต้องบุกปล้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เขาหันไปมองชาวบ้านที่กำลังโศกเศร้าอย่างสุดซึ้งอีกครั้ง สุดท้ายหลิวเป้ยก็ทำได้เพียงถอนหายใจแล้วนิ่งเงียบไป
กงซุนจ้านเปลี่ยนเรื่องคุย "ได้ยินมาว่าเสวียนเต๋อได้รับแต่งตั้งให้เป็นนายทหารรักษาอำเภอแล้ว ทว่าเวลานี้พวกกบฏโพกผ้าเหลืองลุกฮือขึ้นอีกครั้ง เจ้าอาจยังไม่ต้องรีบไปรับตำแหน่ง สู้ติดตามข้าไปปราบปรามกบฏกลุ่มนี้ก่อนดีกว่ากระมัง!"
หลิวเป้ยหันไปมอง เขารู้ดีว่ากงซุนจ้านกำลังขาดแคลนทหาร และกำลังเล็งเป้ามาที่ทหารอาสาห้าร้อยนายของเขาเป็นแน่ "เสวียนเต๋อในฐานะขุนนางของต้าฮั่น ย่อมมีหน้าที่ปราบกบฏเป็นทุนเดิม ข้ากับทหารทั้งห้าร้อยนายยินดีรับฟังคำสั่งของปั๋วกุย เรื่องการเข้ารับตำแหน่งไว้ค่อยว่ากันภายหลัง!"
กงซุนจ้านหัวเราะลั่น "เสวียนเต๋อมีน้ำใจนัก ข้าไม่ได้มองคนผิดจริงๆ!"
[จบแล้ว]