เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 16 - การพิพากษา

บทที่ 16 - การพิพากษา

บทที่ 16 - การพิพากษา


บทที่ 16 - การพิพากษา

ประกายดาบเงางามและเงากระบี่สาดส่องพร้อมกับเสียงโห่ร้องคำราม ภายนอกคฤหาสน์ขนาดเล็กแห่งนี้ ศึกแห่งการรุกรับได้ปะทุขึ้นแล้ว

สถานที่เบื้องหน้านี้ไม่ได้เป็นเพียงคฤหาสน์ธรรมดาทั่วไป แต่มีลักษณะคล้ายคลึงกับคฤหาสน์ป้อมปราการเสียมากกว่า

มันไม่เพียงแต่มีกำแพงเมืองสูงกว่าสองจั้ง บนกำแพงยังมีทางเดินสำหรับให้คนสัญจรและเตรียมพร้อมป้องกัน ซ้ำเหนือประตูใหญ่ของคฤหาสน์ยังมีการสร้างป้อมยามเพื่อใช้เป็นที่กักตุนอาวุธยุทโธปกรณ์อีกด้วย

เมื่อกองกำลังโพกผ้าเหลืองเริ่มเปิดฉากบุกทะลวง คฤหาสน์แห่งนี้ก็สามารถจัดตั้งกองกำลังตั้งรับได้อย่างรวดเร็ว มีผู้ฝึกยุทธ์ถือดาบเดินไปมาคอยสั่งการอยู่บนกำแพง ส่วนกองกำลังประจำตระกูลที่อยู่เบื้องล่างก็เชื่อฟังคำสั่ง หยิบจับหอกยาวและดาบกระบี่ขึ้นมาตรึงกำลังปกป้องกำแพงเมืองอย่างสุดชีวิต

เมื่อใดก็ตามที่ทหารโพกผ้าเหลืองพาดบันไดไม้หรือท่อนซุงหยาบๆ เพื่อปีนขึ้นไป พวกเขาก็จะถูกกองกำลังประจำตระกูลเหล่านี้โจมตีสวนกลับมาทันที

ชั่วขณะนั้นเสียงโลหะกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหวไม่ขาดสาย ประกายดาบและเงากระบี่สาดประกายวูบวาบไปทั่วทุกหัวระแหง

ไม่น่าเชื่อเลยว่ากองกำลังประจำตระกูลเหล่านี้จะห้าวหาญดุดันยิ่งนัก พวกเขาอาศัยความได้เปรียบทางชัยภูมิในการตั้งรับ สามารถต้านทานการบุกโจมตีของกองกำลังโพกผ้าเหลืองจนต้องล่าถอยไปได้ถึงหลายระลอก ซ้ำยังทิ้งศพทหารโพกผ้าเหลืองให้นอนเกลื่อนกลาดอยู่ใต้กำแพงเมืองอีกเป็นจำนวนมาก

"ต้านเอาไว้ให้ได้ หากปล่อยให้พวกโพกผ้าเหลืองบุกเข้ามาได้ พวกเราทุกคนก็อย่าหวังว่าจะมีชีวิตรอด ขอเพียงขับไล่พวกมันไปได้สำเร็จ หลังจากนี้นายท่านจะมีรางวัลตกถึงมือพวกเจ้าทุกคนอย่างแน่นอน!"

ผู้ฝึกยุทธ์ผู้นั้นทั้งนำพากองกำลังประจำตระกูลเข้าสู้รบ ทั้งตะโกนปลุกใจเสียงดังก้อง

และคำพูดของเขาก็ได้ผลชะงัดนัก เมื่อได้ยินว่าจะมีรางวัล กองกำลังประจำตระกูลก็ราวกับถูกฉีดเลือดไก่ พวกเขาทุ่มเทเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีเข้าห้ำหั่นกับพวกโพกผ้าเหลืองอย่างเอาเป็นเอาตาย

เวลาผ่านไปพักใหญ่ กองกำลังโพกผ้าเหลืองที่มีจำนวนคนมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด กลับยังไม่สามารถปีนข้ามกำแพงขึ้นไปได้เลย

ทว่าสวี่เฉินกลับไม่รู้สึกกังวลแต่อย่างใด นี่เพิ่งจะเป็นแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น ด้วยความได้เปรียบทางด้านกำลังพล ต่อให้ต้องยืดเยื้อก็สามารถสูบเรี่ยวแรงของกองกำลังประจำตระกูลเหล่านี้จนหมดสภาพไปได้เอง

และก็เป็นไปตามคาด หลังจากทั้งสองฝ่ายผลัดกันรุกรับและห้ำหั่นกันอยู่นานหลายเค่อ พละกำลังของกองกำลังประจำตระกูลก็เริ่มถดถอยลง การทำศึกสงครามเป็นเรื่องที่ต้องใช้เรี่ยวแรงมหาศาล การที่พวกเขาต้องสู้รบอย่างหนักหน่วงติดต่อกัน การหมดแรงก็เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลอยู่แล้ว

ท้ายที่สุดแล้วกองกำลังโพกผ้าเหลืองกลุ่มนี้ก็ไม่ใช่พวกกระจอกที่ไหน การที่พวกเขาสามารถเอาชีวิตรอดและตีฝ่าวงล้อมจากการกวาดล้างของกองทัพฮั่นมาได้ ย่อมพิสูจน์ให้เห็นว่าพวกเขาล้วนเป็นทหารฉกรรจ์ที่มีฝีมือการรบไม่ธรรมดา

ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ก่อนหน้านี้พวกเขาเพิ่งจะยึดอาวุธยุทโธปกรณ์ชั้นเลิศมาจากกองทัพฮั่นหนึ่งพันนาย ซึ่งถือเป็นการเสริมความแข็งแกร่งให้กองทัพได้อย่างดีเยี่ยม การจัดการกับคฤหาสน์เพียงแห่งเดียวจึงเป็นเรื่องที่ง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือ

การที่การบุกโจมตีในช่วงแรกไม่ค่อยราบรื่นนัก เป็นเพียงเพราะฝ่ายรุกมักจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบโดยธรรมชาติ แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ผลลัพธ์สุดท้ายต้องเปลี่ยนแปลงไป

และแล้วเมื่อหวังตังเป็นผู้นำบุกทะลวง เขาสังหารชาวบ้านในคฤหาสน์ไปสองคนและปีนขึ้นไปเหยียบยั้งบนกำแพงเมืองได้สำเร็จ เหตุการณ์นี้ก็ปลุกขวัญกำลังใจให้ทหารโพกผ้าเหลืองทุกคนฮึกเหิมขึ้นมาทันที พวกเขาต่างแหกปากร้องคำรามและกรูกันปีนขึ้นไปยึดพื้นที่บนกำแพงได้อย่างมั่นคง

แม้หวังตังจะไม่ใช่ยอดขุนพลระดับแนวหน้า แต่มัดกล้ามอันแข็งแกร่งทั่วร่างของเขาก็ไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาทั่วไปจะเทียบเคียงได้

เขาถือดาบสอดประสานทั้งสองมือ ฟาดฟันซ้ายขวาอย่างดุดัน เพียงแค่การกวัดแกว่งดาบในพื้นที่แคบๆ บนกำแพงเมือง เขาก็สามารถปลิดชีพศัตรูไปได้หลายคน ดูมีกลิ่นอายของขุนพลผู้ห้าวหาญที่สามารถต้านทานศัตรูนับหมื่นได้ด้วยตัวคนเดียว

ส่วนกองกำลังโพกผ้าเหลืองที่ตามมาติดๆ ก็เริ่มแย่งชิงพื้นที่บนกำแพงเมืองกับชาวบ้านในคฤหาสน์ แม้ว่าทั้งสองฝ่ายจะยังคงสู้รบยื้อยุดกันอยู่ แต่เมื่อแนวป้องกันถูกฉีกขาด สถานการณ์ก็ย่อมเริ่มเอนเอียงไปในทิศทางเดียวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

จนกระทั่งหวังตังเล็งเห็นเป้าหมาย เขาบุกทะลวงเข้าไปหาผู้ฝึกยุทธ์ผู้นั้น หลังจากต่อสู้กันได้ไม่กี่กระบวนท่า ในที่สุดเขาก็ตวัดดาบตัดหัวอีกฝ่ายจนขาดกระเด็น เมื่อไร้ซึ่งผู้บัญชาการ ชาวบ้านในคฤหาสน์จึงยอมแพ้และทิ้งอาวุธคุกเข่าขอจำนนแต่โดยดี

การต่อสู้ที่ไม่ถือว่าดุเดือดนักได้จบลง กองกำลังโพกผ้าเหลืองต้องสูญเสียชีวิตทหารไปหลายสิบนาย ในขณะที่สวี่เฉินรู้สึกเจ็บปวดใจกับความสูญเสีย เขาก็อดไม่ได้ที่จะรำพึงว่าผู้มีอิทธิพลในยุคนี้ไม่ใช่คนที่จะไปตอแยได้ง่ายๆ เลยจริงๆ

จากการตอบสนองอย่างรวดเร็วของชาวบ้านในคฤหาสน์ตั้งแต่แรกเริ่ม ประกอบกับความห้าวหาญในการสู้รบ ย่อมแสดงให้เห็นว่าพวกเขาต้องได้รับการฝึกฝนมาไม่น้อยในยามปกติ

แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ในที่สุดพวกเขาก็สามารถยึดคฤหาสน์แห่งนี้มาได้สำเร็จ

ประตูคฤหาสน์ถูกผลักเปิดออกจาดด้านใน หวังตังในสภาพที่เปื้อนเลือดไปทั้งตัว นำกองกำลังโพกผ้าเหลืองออกมารอต้อนรับด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ "ท่านเจ้าลัทธิ ผลงานการรบในครั้งนี้ของข้าเป็นอย่างไรบ้างขอรับ?"

"ดีเลิศ ดีเลิศ"

สวี่เฉินหัวเราะหึๆ ก่อนจะเดินก้าวเข้าไปข้างใน ทว่าในขณะที่กำลังจะก้าวข้ามธรณีประตู เขาก็หันกลับมาสั่งการทิ้งท้ายอีกประโยคหนึ่ง

"จำไว้ว่าต้องคอยตักเตือนเหล่าทหารห้ามฆ่าฟันผู้บริสุทธิ์ตามอำเภอใจ แม้แต่การจัดการกับเศรษฐีหน้าเลือด ก็ยังต้องผ่านการไต่สวนให้เป็นที่ประจักษ์เสียก่อนจึงจะลงมือได้!"

กล่าวจบเขาก็เดินลึกเข้าไปด้านใน

คฤหาสน์หรือที่ควรเรียกว่าคฤหาสน์ป้อมปราการแห่งนี้มีอาณาเขตกว้างขวางมาก เมื่อเดินเข้ามาสวี่เฉินถึงได้พบว่าภายในนี้ราวกับเป็นโลกอีกใบหนึ่ง มีทั้งบ้านเรือนของชาวบ้าน คอกหมูคอกวัวคอกแกะ แถมยังมีกระทั่งตลาดและลานฝึกทหารอีกด้วย

เรื่องนี้ทำให้สวี่เฉินอดไม่ได้ที่จะตื่นตะลึง นี่มันคฤหาสน์ที่ไหนกัน นี่มันคือสังคมขนาดย่อมๆ ชัดๆ

เขาสามารถจินตนาการได้เลยว่า คฤหาสน์ป้อมปราการที่มีลักษณะเป็นกองกำลังทหารเช่นนี้ ผู้คนที่อาศัยอยู่ภายในสามารถใช้ชีวิตพึ่งพาตนเองได้อย่างสมบูรณ์แบบ และเจ้าของคฤหาสน์ผู้เป็นเศรษฐีผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น ก็คือฮ่องเต้ตัวน้อยผู้ปกครองที่แห่งนี้อย่างแท้จริง

เมื่อเขาเดินลึกเข้าไป สองข้างทางเต็มไปด้วยชาวบ้านในคฤหาสน์ที่คุกเข่าตัวสั่นงันงกด้วยความหวาดกลัว มีทั้งชายหญิงคนเฒ่าคนแก่และเด็กเล็กปะปนกันไป

สวี่เฉินกวาดสายตาประเมินคร่าวๆ อย่างน้อยก็น่าจะมีคนสักเจ็ดแปดร้อยคน หากนับรวมกับคนที่ตายในการต่อสู้เมื่อครู่อีกสองสามร้อยคน คฤหาสน์แห่งนี้ก็น่าจะมีประชากรราวหนึ่งพันคนเลยทีเดียว

ในเสี้ยววินาทีนั้น จู่ๆ เขาก็เริ่มเข้าใจขึ้นมา ว่าทำไมถึงมีคนกล่าวว่าปลายราชวงศ์ฮั่นและยุคสามก๊ก แท้จริงแล้วคือยุคสมัยของตระกูลขุนนางและเศรษฐีผู้มีอิทธิพล

สาเหตุที่ราชวงศ์ฮั่นต้องล่มสลาย เป็นเพราะส่วนกลางอ่อนแอแต่ส่วนภูมิภาคแข็งแกร่ง และเหตุผลที่วุยก๊ก จ๊กก๊ก และง่อก๊ก สามารถขึ้นมาผงาดเป็นใหญ่ได้ ก็ล้วนแยกไม่ออกจากแรงสนับสนุนของตระกูลขุนนางและเศรษฐีผู้มีอิทธิพลในแต่ละพื้นที่

บุคคลใดก็ตามที่มีชื่อปรากฏในหน้าประวัติศาสตร์ยุคนี้ เบื้องหลังย่อมต้องมีภูมิหลังของตระกูลหนุนหลังอยู่เสมอ

แค่บังเอิญมาเจอเศรษฐีผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นธรรมดาๆ ยังรับมือยากถึงเพียงนี้ แล้วความแข็งแกร่งของตระกูลขุนนางผู้ยิ่งใหญ่จะทรงพลังขนาดไหนก็สุดจะจินตนาการได้

ตระกูลขุนนางและเศรษฐีผู้มีอิทธิพลไม่ได้หมายถึงแค่ตระกูลของพวกเขาเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงที่นาที่พวกเขายึดครอง กองกำลังทหารส่วนตัวที่พวกเขาชุบเลี้ยง ตลอดจนบ่าวไพร่และชาวนาเช่าจำนวนมหาศาลที่ต้องพึ่งพาพวกเขาอีกด้วย

ผู้ใดที่สามารถเอาชนะใจตระกูลขุนนางและเศรษฐีผู้มีอิทธิพลได้มากกว่า ก็หมายความว่าผู้นั้นสามารถระดมและกอบโกยทรัพยากรประชากร กำลังทหาร ที่ดิน และเสบียงอาหารได้มากกว่านั่นเอง

ส่วนผู้ที่ไม่สามารถได้รับการสนับสนุนจากตระกูลขุนนางและเศรษฐีผู้มีอิทธิพล ก็ถูกลิขิตไว้แล้วว่าไม่อาจก้าวขึ้นมาช่วงชิงความเป็นใหญ่ในยุคสมัยนี้ได้

ในเวลานี้สวี่เฉินเพิ่งตระหนักได้อย่างแท้จริง ว่าเส้นทางที่ตนเองเลือกเดินนั้นมันช่างยากลำบากและแสนสาหัสเพียงใด

เขาเกิดมาก็ถูกลิขิตให้อยู่ฝ่ายตรงข้ามกับตระกูลขุนนางและเศรษฐีผู้มีอิทธิพลทั่วหล้า ซึ่งในบางแง่มุมแล้ว สิ่งนี้น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าการล่วงเกินฮ่องเต้แห่งราชวงศ์ฮั่นเสียอีก

แต่... แล้วมันจะทำไมล่ะ!

ระเบียบของใต้หล้านี้ล้วนถูกกำหนดโดยผู้แข็งแกร่ง เขาเพียงแค่ต้องพยายามก้าวขึ้นเป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดให้จงได้ก็พอ ช่างหัวพวกตระกูลขุนนางและเศรษฐีผู้มีอิทธิพลมันปะไร หากไม่ยอมจำนนต่อลัทธิของเขา ก็มีเพียงการลงทัณฑ์จากสวรรค์เท่านั้นที่รอพวกมันอยู่!

"คฤหาสน์แห่งนี้เป็นของเจ้างั้นหรือ?"

เมื่อชายวัยกลางคนรูปร่างอ้วนท้วนผิวพรรณขาวผ่องคนหนึ่งถูกทหารโพกผ้าเหลืองคุมตัวมาคุกเข่าลงตรงหน้า สวี่เฉินก็ก้มหน้าลงไปมอง

เพียงแค่เห็นรูปลักษณ์ที่อ้วนฉุจนไขมันพอกพูน ก็สามารถเดาได้ทันทีว่าปกติแล้วเขาต้องมีชีวิตความเป็นอยู่ที่สุขสบายอย่างเหลือล้น ในยุคสมัยนี้ การที่ชาวบ้านธรรมดาจะกินให้อ้วนได้สักนิดนั้นยังถือเป็นเรื่องยากเย็นแสนเข็ญ

"เป็นของข้าน้อย... ไม่ ไม่ ไม่ ตอนนี้มันเป็นของท่านปรมาจารย์สวรรค์แล้วขอรับ ทุกสิ่งทุกอย่างในที่แห่งนี้ล้วนเป็นของท่านปรมาจารย์สวรรค์แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรือกสวนไร่นา ผู้หญิง หรือทรัพย์สินอื่นใด ล้วนตกเป็นของท่านทั้งหมดเลยขอรับ!"

ชายผู้นี้หน้าซีดเผือดราวกับกระดาษ ไม่รู้ว่าหน้าซีดแบบนี้มาตั้งแต่แรก หรือเพราะถูกพวกโพกผ้าเหลืองทำให้หวาดกลัวจนหน้าซีดกันแน่

ยามนี้เมื่อได้เผชิญหน้ากับสวี่เฉิน ท่าทีหวาดกลัวและอ้อนวอนขอชีวิตอันแสนน่าเวทนาของเขา ก็แทบจะทำให้เขาอยากจะพุ่งเข้าไปกอดขาของสวี่เฉินแล้วร้องไห้คร่ำครวญอยู่แล้ว

"ขอเพียงท่านปรมาจารย์สวรรค์ไว้ชีวิตข้าน้อย ข้าน้อยยินดีสละทุกสิ่งทุกอย่าง ท่านปรมาจารย์สวรรค์โปรดเมตตา ปล่อยข้าน้อยไปเหมือนปล่อยตดสักครั้งเถิดนะขอรับ!"

สวี่เฉินจ้องมองเขาด้วยสีหน้าเรียบเฉย แววตาของเขาปราศจากอารมณ์ความรู้สึกใดๆ และด้วยความไร้อารมณ์นี้เอง กลับยิ่งทำให้เจ้าอ้วนรู้สึกหวาดหวั่นพรั่นพรึงมากยิ่งขึ้น

ราวกับว่านักพรตหนุ่มตรงหน้าผู้นี้ ได้แปรเปลี่ยนเป็นเทพเจ้าผู้เย็นชา ที่กำลังจะลงดาบพิพากษาชะตากรรมของเขาอย่างไรอย่างนั้น

"มีโทษย่อมต้องตาย ไร้ความผิดย่อมรอดชีวิต เจ้าจะได้อยู่หรือตายไม่ใช่เรื่องที่ข้าจะเป็นคนตัดสิน แต่เป็นตัวเจ้าเองต่างหากที่ต้องเป็นคนตัดสิน"

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 16 - การพิพากษา

คัดลอกลิงก์แล้ว