เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 3 - เป็นแบบอย่างให้เห็น

บทที่ 3 - เป็นแบบอย่างให้เห็น

บทที่ 3 - เป็นแบบอย่างให้เห็น


บทที่ 3 - เป็นแบบอย่างให้เห็น

ร่างกาย เส้นผม ผิวหนัง ล้วนได้รับมอบมาจากบิดามารดา แม้แต่ชนชั้นล่างอย่างพวกกบฏโพกผ้าเหลือง หนวดเคราและเส้นผมก็ถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งยวด

บุรุษหากไร้ซึ่งหนวดเครา ย่อมต้องถูกผู้อื่นหัวเราะเยาะ และหากต้องเปลือยศีรษะล้านเลี่ยน ก็ยิ่งไม่มีหน้าไปสู้หน้าใคร

ส่วนเรื่องห้ามดื่มน้ำดิบ ห้ามกินของสุกๆ ดิบๆ และต้องทำความสะอาดร่างกายนั้น พวกเขาก็มองว่าเป็นเรื่องพิลึกพิลั่นพอกัน เพราะในความรับรู้ของชาวบ้านตาดำๆ เหล่านี้ คำว่าสุขอนามัยไม่เคยมีอยู่ในหัวเลยสักนิด

ดังนั้นเมื่อหวังตังออกคำสั่งลงไป ทหารโพกผ้าเหลืองระดับล่างจึงต่างพากันต่อต้านอย่างหนัก และไม่มีใครยอมทำตามคำสั่งเลยแม้แต่คนเดียว

สวี่เฉินไม่มีทางเลือกอื่น จึงต้องเดินออกไปเผชิญหน้าและเกลี้ยกล่อมทุกคนด้วยตัวเอง

"ช่วงนี้มีคนท้องร่วงอาเจียนจนตายไปตั้งเท่าไหร่ พวกเจ้าดูไม่ออกหรือไงว่านี่คือโรคระบาด หากเรื่องแค่นี้ยังไม่ยอมทำตาม พอโรคระบาดลุกลามเมื่อไหร่ พวกเจ้าก็เตรียมตัวรอความตายกันได้เลย!"

สิ้นคำพูดของสวี่เฉิน เหล่าทหารโพกผ้าเหลืองต่างก็เงียบกริบ แท้จริงแล้วพวกเขาเองก็หวาดกลัวโรคระบาดเช่นกัน

สภาพอันน่าเวทนาของคนที่ป่วยตายในช่วงสองวันมานี้ ยังคงตราตรึงอยู่ในความทรงจำของพวกเขาทุกคน

ทว่าแม้พวกเขาจะหวาดกลัวโรคระบาด แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าข้อเรียกร้องบ้าๆ บอๆ เหล่านี้จะมีประโยชน์อะไร

"โรคระบาดมันจะมาก็ต้องปล่อยให้เป็นไปตามเวรตามกรรม เจ้านักพรตน้อยอย่างเจ้าก็เลิกสร้างความเดือดร้อนให้พวกเราได้แล้ว ทำเรื่องพิลึกพิลั่นพวกนี้มันจะขับไล่โรคระบาดได้จริงหรือไง?"

มีทหารโพกผ้าเหลืองคนหนึ่งบ่นพึมพำขึ้นมา ทหารคนอื่นๆ ต่างก็พยักหน้าเห็นด้วยอย่างพร้อมเพรียง ชัดเจนว่าพวกเขาทุกคนล้วนคิดเช่นเดียวกัน

สวี่เฉินจึงเข้าใจได้ในทันที ว่าท้ายที่สุดแล้วทหารโพกผ้าเหลืองเหล่านี้ก็แค่ไม่ยอมเชื่อใจเขานั่นเอง

"แค่ทำตามที่ข้าบอก ก็ขับไล่โรคระบาดได้จริงๆ!"

สวี่เฉินรู้ดีว่ายิ่งทหารพวกนี้ไม่เชื่อใจเขา เขาก็ยิ่งต้องแสดงความมั่นใจออกมาให้มากที่สุด

ท่ามกลางสายตาที่ดูแคลนและเคลือบแคลงสงสัย เขาเพียงแค่นั่งขัดสมาธิลงบนพื้น ใช้ท่าทีที่สงบนิ่งและเยือกเย็นที่สุดเพื่อรับมือกับสถานการณ์

ภาพลักษณ์เช่นนี้ดูไปดูมาก็ให้ความรู้สึกสุขุมนุ่มลึกไม่หวั่นไหวต่อสิ่งใดอยู่เหมือนกัน

"พวกเจ้าอาจจะไม่รู้ ข้าคือศิษย์สายตรงของท่านปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ และยังเป็นท่านเจ้าลัทธิคนใหม่ที่ท่านปรมาจารย์แต่งตั้งด้วยตัวเอง

สิ่งที่ข้าให้พวกเจ้าทำในวันนี้ ล้วนเป็นเคล็ดวิชาที่ข้าได้รับโองการมาจากสวรรค์เบื้องบน ขอเพียงพวกเจ้าปฏิบัติตาม ย่อมสามารถขับไล่โรคระบาดและรักษาชีวิตเอาไว้ได้!

บัดนี้ข้าได้ถ่ายทอดเคล็ดวิชาให้แล้ว ความเป็นความตายล้วนขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของพวกเจ้า จะทำหรือไม่ทำ พวกเจ้าก็จงตัดสินใจเอาเองเถิด!"

เมื่อสวี่เฉินกล่าวจบ เหล่าทหารโพกผ้าเหลืองต่างหันมองหน้ากันเลิ่กลั่ก สายตาที่มองสวี่เฉินยังคงเต็มไปด้วยความเคลือบแคลง

พวกเขายากจะเชื่อว่าไอ้เด็กเมื่อวานซืนผู้นี้จะเป็นปรมาจารย์สวรรค์คนใหม่แห่งลัทธิได้ มองมุมไหนก็ไม่มีสง่าราศีของท่านปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ในอดีตเลยแม้แต่น้อย

แม้แต่หวังตังที่ยืนอยู่ด้านข้างก็ยังแอบพึมพำในใจ

อย่าเพิ่งพูดถึงเลยว่าเรื่องนี้จริงหรือเท็จ ต่อให้เป็นเรื่องโกหก การที่สามารถหลอกลวงผู้คนนับพันด้วยท่าทีที่สงบเยือกเย็นขนาดนี้ได้ จิตใจของไอ้เด็กนี่ก็ถือว่าแข็งแกร่งเกินคนแล้ว

"เคล็ดวิชาที่ข้าเป็นผู้ถ่ายทอด ข้าย่อมต้องเป็นแบบอย่างให้เห็น รบกวนท่านแม่ทัพหวังช่วยเป็นผู้ลงมีดโกนให้ข้าด้วย!"

เมื่อเห็นว่าบรรยากาศเริ่มนิ่งเงียบ สวี่เฉินก็หันไปมองหวังตัง ตั้งใจจะทำเป็นตัวอย่างให้คนอื่นได้เห็นก่อน

อย่างน้อยถ้าเขาทำเป็นคนแรก เมื่อคนอื่นจะทำตามบ้าง ความรู้สึกต่อต้านในใจก็จะลดน้อยลง บ่อยครั้งที่มนุษย์เราก็ต้องการใครสักคนมาเป็นผู้นำร่อง

หวังตังหน้าดำคร่ำเครียด ตัวเขาเป็นถึงแม่ทัพบัญชาการผู้ยิ่งใหญ่ มีเหตุผลอันใดต้องมานั่งโกนผมให้คนอื่น ไอ้เด็กนี่ช่างหาจังหวะหลอกใช้คนได้เก่งนัก

ทว่าท่ามกลางสายตานับพันคู่ เพื่อไม่ให้เสียการ หวังตังถลึงตาใส่สวี่เฉินไปหนึ่งที ก่อนจะยอมให้ความร่วมมือในที่สุด

คมมีดเย็นเฉียบกรีดลงบนหนังศีรษะ ทำเอาสวี่เฉินขนลุกเกรียวไปทั้งแผ่นหลัง แต่เมื่อเส้นผมยาวสลวยร่วงหล่นลงพื้น ความรู้สึกแรกที่เขาสัมผัสได้คือความเบาสบายและโล่งเตียน

การไว้หนวดไว้ผมของคนโบราณไม่ได้ดูเท่และสง่างามอย่างที่คนยุคหลังคิดกันหรอกนะ สำหรับชาวบ้านธรรมดาแล้ว มันไม่ใช่เรื่องน่าอภิรมย์เลยสักนิด

ด้วยสภาพสุขอนามัยที่ย่ำแย่ เส้นผมของคนส่วนใหญ่จึงเต็มไปด้วยน้ำมันเงาวับและจับตัวเป็นก้อนแข็ง ไม่เพียงแต่จะเป็นเส้นผม แต่มันยังเป็นรังชั้นดีของเหาจำนวนนับไม่ถ้วนอีกด้วย

ในสภาพเช่นนี้ กลิ่นที่โชยออกมาจากตัวคนส่วนใหญ่ก็สุดจะบรรยายได้

คนโบราณอาจจะชินกับสภาพนี้ไปแล้ว แต่สวี่เฉินนั้นทนไม่ไหวมาตั้งนานแล้ว เขาไม่สนเรื่องหน้าตาศักดิ์ศรีอะไรทั้งนั้น การได้ถือโอกาสนี้โกนหัวจนโล้นเตียน มันช่างสบายอะไรเช่นนี้

ส่วนเหล่าทหารโพกผ้าเหลืองต่างก็เบิกตากว้าง เส้นผมในสายตาของพวกเขาไม่ใช่สิ่งที่จะจัดการทิ้งไปได้ง่ายๆ

เช่นเดียวกับโจโฉที่เหยียบย่ำนาข้าวของชาวบ้านจนผิดกฎอัยการศึก ก็ยังสามารถตัดผมเพื่อทดแทนการถูกตัดหัวได้ ในสถานการณ์เช่นนี้ เส้นผมจึงถูกให้ความหมายที่พิเศษยิ่งขึ้นไปอีก

เมื่อสืบสาวไปถึงต้นตอ ก็ล้วนมาจากความแตกต่างของมุมมองต่อโลกของคนโบราณ ที่มักจะเคลือบแฝงความลี้ลับเข้าไปในการรับรู้สิ่งต่างๆ รอบตัวเสมอ

พฤติกรรมการโกนผมของสวี่เฉินเช่นนี้ ในสายตาของพวกเขาถือเป็นการกระทำที่ต้องใช้ความกล้าหาญอย่างมหาศาล ดังนั้นเมื่อเห็นว่าบนศีรษะของสวี่เฉินไม่มีเส้นผมเหลืออยู่เลยแม้แต่เส้นเดียว พวกเขาล้วนรู้สึกสั่นสะท้านในหัวใจ

"ขอเพียงพวกเจ้ารักษาความศรัทธา และปฏิบัติตามวิชาของข้า ก็จะสามารถข้ามผ่านเคราะห์กรรมนี้ไปได้!" สวี่เฉินกล่าวจบก็หันหลังเดินจากไปอย่างสง่าผ่าเผย

การแสดงออกของเขาก็ได้ผลชะงัดนัก

ทหารโพกผ้าเหลืองไม่ได้ปลงตกกับความตายเหมือนอย่างที่พวกเขาแสดงออกหรอก พวกเขาแค่รู้สึกสิ้นหวังเมื่อต้องเผชิญหน้ากับความน่าสะพรึงกลัวของโรคระบาดต่างหาก

เมื่ออยู่ต่อหน้าโรคระบาด พยายามไปก็ไร้ความหมาย แทนที่จะดิ้นรนให้เหนื่อยเปล่า สู้รอคอยความตายอย่างเงียบๆ ยังจะดีเสียกว่า

นั่นเป็นเพียงทัศนคติในแง่ลบที่พวกเขามีต่อเรื่องโรคระบาดเท่านั้น

ทว่าเมื่อใดที่มีความหวังริบหรี่ว่าจะรอดชีวิต พวกเขาก็จะกลับมากระตือรือร้นได้ในทันที

ตอนนี้เมื่อเห็นสวี่เฉินพูดจาหนักแน่นเป็นมั่นเป็นเหมาะ ซ้ำยังยอมทำเป็นแบบอย่างด้วยตัวเอง พวกเขาก็เริ่มโอนเอียงที่จะเชื่อถือเขาขึ้นมาบ้างแล้ว

วิชาอาคมเกี่ยวกับภูตผีปีศาจนั้นลึกลับเกินหยั่งถึง ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นเรื่องจริงก็ได้นี่นา? อีกอย่างไอ้เด็กนี่ก็เป็นนักพรตน้อยข้างกายท่านปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่จริงๆ จึงเป็นไปได้มากว่าเขาอาจจะได้รับการสืบทอดเจตนารมณ์ของลัทธิไท่ผิงมาจริงๆ

ในช่วงแรก มีเพียงทหารโพกผ้าเหลืองประปรายที่ยอมทำตาม แต่ไม่นานนักกระแสนี้ก็แพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็ว เมื่อกระแสการทำตามเริ่มก่อตัวขึ้น คนที่ดื้อรั้นไม่ยอมโกนผมกลับกลายเป็นพวกแปลกแยกไปเสียอย่างนั้น

จนกระทั่งท้ายที่สุด ทุกคนก็ต่างแย่งกันทำตามอย่างเอาเป็นเอาตาย เพราะกลัวว่าหากช้าไปเพียงก้าวเดียว โรคระบาดจะมาเยือนถึงตัว

ในระหว่างที่พวกเขากำลังทำเรื่องเหล่านี้ โรคระบาดก็เริ่มแพร่กระจายออกไป ผู้คนเริ่มมีอาการป่วยเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ สวี่เฉินจึงทำได้เพียงคอยสั่งการเรื่องมาตรการกักกันอย่างต่อเนื่อง

แนวเขาสลับซับซ้อน พื้นที่ป่ากว้างใหญ่ไพศาล คนหลายพันคนถูกกระจายตัวออกไปอย่างห่างเหิน เพื่อลดการสัมผัสใกล้ชิดให้เหลือน้อยที่สุด

สวี่เฉินนำทีมเล็กๆ ตระเวนไปยังจุดต่างๆ ด้วยตนเอง คอยกวดขันให้งานทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่น

ไม่ว่าจะเป็นการต้มน้ำทำอาหาร การจุดไฟไล่แมลง หรือแม้แต่การตัดไม้สร้างค่าย ภารกิจทุกอย่างล้วนจุกจิกวุ่นวาย ทำให้เขายุ่งจนหัวหมุน

การรักษามาตรการป้องกันและควบคุมที่ไม่ได้เข้มงวดอะไรมากมายนักแบบนี้ สำหรับสวี่เฉินและทหารโพกผ้าเหลืองแล้ว ถือเป็นเรื่องที่ยากลำบากอย่างสาหัสสากรรจ์เลยทีเดียว

แต่ความพยายามของพวกเขาก็ส่งผลลัพธ์ที่ดีในท้ายที่สุด ดูเหมือนว่าโรคระบาดจะถูกควบคุมได้อย่างมีประสิทธิภาพจริงๆ!

เวลาผ่านไปห้าหกวัน หลังจากผ่านพ้นช่วงที่โรคระบาดแพร่กระจายอย่างรุนแรงที่สุดไปแล้ว แม้จะยังมีผู้ป่วยนับร้อยรายที่มีอาการอยู่ แต่ขอบเขตของการระบาดกลับไม่ได้ขยายวงกว้างออกไปอีก

ทุกคนต่างสัมผัสได้ว่า เมื่อพวกเขายืนหยัดทำตามวิธีของสวี่เฉิน จำนวนผู้ป่วยรายใหม่ก็เริ่มลดน้อยลงเรื่อยๆ

หากแนวโน้มยังเป็นเช่นนี้ต่อไป ขอเพียงคนอื่นๆ หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผู้ป่วย บางทีอาจจะจำกัดวงโรคระบาดไว้แค่ในกลุ่มที่เป็นอยู่ตอนนี้ได้จริงๆ!

เหล่าทหารโพกผ้าเหลืองต่างพากันตื่นตะลึง ปกติแล้วโรคระบาดมีแต่จะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยว่ามันจะทุเลาลงได้ นี่พิสูจน์ให้เห็นว่าวิธีของสวี่เฉินได้ผลจริงๆ!

ในชั่วพริบตาเดียว ไม่มีใครมองว่าเรื่องพวกนี้ยุ่งยากอีกต่อไป การที่ตัวล่อนจ้อนไม่มีขนก็ไม่ได้แย่อะไร เมื่อเทียบกับชีวิตที่แขวนอยู่บนเส้นด้าย เรื่องพวกนี้ก็กลายเป็นเรื่องเล็กน้อยไปเลย

ด้วยเหตุนี้ สายตาที่พวกเขามองสวี่เฉินจึงเริ่มเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นเรื่อยๆ

ความคิดของชาวบ้านในยุคสมัยนี้ก็เรียบง่ายตรงไปตรงมาเช่นนี้แล เมื่อสิ่งที่เจ้าพูดมีประโยชน์ พวกเขาก็พร้อมที่จะเชื่อใจเจ้า

คำกล่าวอ้างที่ว่าตัวเองเป็นปรมาจารย์สวรรค์แห่งลัทธิไท่ผิง ในสายตาของพวกเขาก็เริ่มดูเหมือนจะเป็นเรื่องจริงมากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงขั้นมีทหารโพกผ้าเหลืองบางคนเริ่มเรียกเขาว่า "ท่านเจ้าลัทธิ" แล้วด้วยซ้ำ

แต่แล้วเรื่องไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น ดูเหมือนว่า "ท่านเจ้าลัทธิ" ผู้นี้จะติดโรคระบาดเข้าให้เสียแล้ว

ขณะที่สวี่เฉินกำลังลาดตระเวนอยู่ในป่า จู่ๆ เขาก็ล้มพับลงกับพื้นต่อหน้าต่อตาผู้คนมากมาย เมื่อทุกคนเข้าไปมุงดู ถึงได้รู้ว่าสวี่เฉินเองก็มีอาการของโรคระบาดเช่นกัน

ในพริบตาเดียว ผู้คนรอบข้างต่างพากันถอยห่างออกไปหลายจั้ง กลัวว่าจะติดเชื้อโรคแม้เพียงนิดเดียว

ท่ามกลางความกังวล หวังตังก็ตะโกนถามมาจากระยะไกล "เจ้าเป็นปรมาจารย์สวรรค์ไม่ใช่หรือ เหตุใดตัวเจ้าเองถึงได้ติดโรคระบาดเสียเองเล่า?"

สวี่เฉินอดทนต่อความทรมานพลางก่นด่าในใจ ท่านปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่จางเจียวก็เสกน้ำมนต์รักษาคนได้ไม่ใช่หรือ แล้วสุดท้ายเขาก็ป่วยตายเหมือนกันนั่นแหละ!

แน่นอนว่าต่อหน้าผู้คน สวี่เฉินไม่มีทางตอบกลับไปแบบนั้นอยู่แล้ว เขายังต้องหาข้ออ้างมาแก้ต่างเพื่อรักษาภาพลักษณ์ปรมาจารย์สวรรค์ของตนเอาไว้

"ท่านแม่ทัพอาจจะไม่ทราบ การสื่อสารกับฟ้าดินเพื่อแสวงหาวิธีข้ามผ่านเคราะห์กรรม ย่อมต้องเผชิญกับทัณฑ์สวรรค์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ถึงกระนั้น เพื่อช่วยชีวิตสาวกของลัทธิเรา ข้าก็จำเป็นต้องฝืนกระทำ และบัดนี้ก็เป็นเพียงการชดใช้กรรมที่ได้รับเท่านั้น..."

เมื่อเหล่าทหารโพกผ้าเหลืองได้ยินคำกล่าวนี้ พวกเขาต่างก็นิ่งอึ้งไปตามๆ กัน นึกไม่ถึงเลยว่าปรมาจารย์สวรรค์จะต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้เพียงเพื่อช่วยชีวิตพวกตน!

ชั่วขณะนั้น ในใจของพวกเขาเต็มไปด้วยความซาบซึ้งใจและความรู้สึกผิด ละอายใจกับการกระทำที่ถอยหนีไปเมื่อครู่นี้อย่างยิ่ง

ท่านปรมาจารย์สวรรค์ต้องมาล้มป่วยก็เพื่อพวกเรา แต่พวกเรากลับรังเกียจเขา!

แม้คำแก้ตัวนี้จะช่วยปัดเป่าสถานการณ์ไปได้แบบถูไถ แต่สวี่เฉินกลับไม่ได้รู้สึกยินดีเลยสักนิด เขากำลังห่วงชีวิตน้อยๆ ของตัวเองมากกว่า

คิดคำนวณมาเป็นพันเป็นหมื่นครั้ง แต่กลับไม่ได้เผื่อใจไว้เลยว่าตัวเองจะติดเชื้อเข้าให้ หรือว่าเขาจะต้องมาจบชีวิตลงที่นี่จริงๆ?

รสชาติของการล้มป่วยไม่ใช่เรื่องน่าอภิรมย์เลยสักนิด แต่สวี่เฉินก็ยังกักตัวเองไว้ตามมาตรการ หากแม้แต่ตัวเองยังไม่รักษากฎเกณฑ์ มาตรการทั้งหมดที่ทำมาก็คงสูญเปล่า

โชคดีที่ในกองทัพยังมีผู้เชี่ยวชาญวิชาแพทย์ฉีหวงตัวจริงอยู่คนหนึ่ง

เมื่อจางจีหิ้วกล่องยามาถึง สวี่เฉินก็รู้สึกอุ่นใจขึ้นมาทันที

แม้จางจีจะไม่รู้เรื่องการป้องกันและควบคุมโรคระบาด แต่เขารักษาโรคเป็นนี่นา ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ผู้ป่วยหลายคนก็รอดชีวิตมาได้เพราะฝีมือของจางจีทั้งนั้น

"แค่กๆ เรื่องที่ข้าไปทะเลาะกับท่านเมื่อวันก่อน เป็นเพราะข้ายังเด็กและรู้เท่าไม่ถึงการณ์จึงได้พูดจาพล่อยๆ ไป ท่านจางโปรดอย่าได้ถือสาหาความกับเด็กเมื่อวานซืนอย่างข้าเลยนะขอรับ ชีวิตของข้าขอฝากไว้ในมือท่านแล้ว"

เมื่อนึกถึงตอนที่ตัวเองถากถางจางจีในเต็นท์วันนั้น สวี่เฉินก็แทบอยากจะตบปากตัวเองสักสองฉาด

จะล่วงเกินใครก็ล่วงเกินได้ แต่ห้ามล่วงเกินหมอเด็ดขาด เป็นไงล่ะ กรรมตามสนองแล้วไง! หากอีกฝ่ายผูกใจเจ็บขึ้นมา ชีวิตน้อยๆ ของเขาก็คงจบเห่แน่ๆ!

ไม่มีทางเลือกอื่น สวี่เฉินจึงต้องยอมอ่อนข้อและพูดจาหว่านล้อม หวังว่าอีกฝ่ายจะเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่ถือสาหาความเด็กตัวเล็กๆ

ใครจะไปคิดว่าเมื่อจางจีได้ยินดังนั้น เขากลับวางกล่องยาลง แล้วประสานมือคารวะสวี่เฉินอย่างเป็นทางการ

"หากจะพูดถึงการขอขมาแล้ว ก็ควรจะเป็นข้า จางจ้งจิ่ง ผู้นี้ต่างหากที่ต้องขอขมาเจ้า เจ้าพูดถูก เหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือคนยังมีคน ข้าไม่ควรไปตั้งแง่สงสัยใครพล่อยๆ ตอนนี้ถึงได้รู้ว่าข้ามันกบในกะลาชัดๆ

วิธีการควบคุมโรคระบาดของเจ้าเป็นสิ่งที่ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อน แต่มันกลับได้ผลอย่างน่าอัศจรรย์ ทำให้ข้าได้รับความรู้ใหม่มากมายจริงๆ

หากในภายภาคหน้าสามารถนำวิธีเหล่านี้ไปเผยแพร่ได้ ก็ไม่รู้ว่าจะช่วยชีวิตผู้คนได้อีกมากมายเท่าไหร่ กุศลผลบุญอันยิ่งใหญ่นี้ จางจ้งจิ่งสมควรคารวะเจ้า!"

สวี่เฉินไม่ได้ฟังคำพูดเยินยอยืดยาวพวกนั้นเข้าหูเลยสักนิด เพราะในเวลานี้เขากำลังตกตะลึงไปหมดแล้ว สิ่งเดียวที่สะท้อนอยู่ในหัวของเขาก็คือชื่อๆ หนึ่งที่หลุดออกมาจากปากของอีกฝ่าย

"ท่านคือจางจ้งจิ่ง!"

หลังจากอุทานออกมาด้วยความตกใจ สวี่เฉินก็แทบจะกระโดดเด้งตัวขึ้นมาจากเสื่อฟาง เขามองจางจ้งจิ่งด้วยดวงตาที่เป็นประกายระยิบระยับ

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 3 - เป็นแบบอย่างให้เห็น

คัดลอกลิงก์แล้ว