- หน้าแรก
- เซียนดิบไร้เนตรสยบหมื่นเทพ
- บทที่ 31 - เลือดสาดสะพานเทียนผิง
บทที่ 31 - เลือดสาดสะพานเทียนผิง
บทที่ 31 - เลือดสาดสะพานเทียนผิง
บทที่ 31 - เลือดสาดสะพานเทียนผิง
ชาวบ้านละแวกหมู่บ้านใกล้ตลาดฮวงจี๋ส่วนใหญ่จำซูอวิ๋นได้ เพราะซูอวิ๋นนั้นพิเศษเกินไป ในรัศมีร้อยลี้นี้ เกรงว่าคงมีเพียงเขาคนเดียวที่เป็นมนุษย์จริงๆ จึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะดึงดูดความสนใจของพวกเขา
เขตไร้ผู้คนเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยภูตผีปีศาจเดินเพ่นพ่าน อันตรายมากมาย ในจำนวนนั้นก็มีพวกปีศาจที่คิดร้ายต่อซูอวิ๋นอยู่ไม่น้อย
ทว่าชื่อเสียงอันน่าเกรงขามของเมืองเทียนเหมิน ก็ทำให้พวกปีศาจต้องเกรงใจอยู่บ้าง
เมืองเทียนเหมิน คือหนึ่งในข้อห้ามของเขตไร้ผู้คน และเป็นตัวการที่ทำให้เกิดเหตุการณ์วิปโยคจากต่างโลกเมื่อหกปีก่อน!
ต่อให้พวกนั้นกลายเป็นภูตผีเทพเจ้าไปแล้ว ก็ยังคงเป็นตัวตนระดับยักษ์ใหญ่ของเขตไร้ผู้คนอยู่ดี
การก่อตัวของเขตไร้ผู้คนไม่ได้เกิดจากเมืองเทียนเหมินทั้งหมด ประวัติศาสตร์ของเขตไร้ผู้คนแท้จริงแล้วยาวนานกว่าเมืองเทียนเหมินมาก การก่อตัวในยุคแรกเริ่มสามารถสืบย้อนไปได้ถึงตอนที่เทียนซื่อหยวนปรากฏขึ้นด้วยซ้ำ
เพียงแต่เมื่อก่อนเขตไร้ผู้คนไม่ได้กว้างใหญ่ขนาดนี้ เมืองเทียนเหมินก่อเรื่องเหตุการณ์วิปโยคโลกต่างดาวถล่ม เมื่อหกปีก่อนขึ้นมา ทำให้เขตไร้ผู้คนขยายอาณาเขตออกไป
เมืองเทียนเหมินและเหตุการณ์วิปโยคโลกต่างดาวเมื่อหกปีก่อนนั้น เป็นเพียงหนึ่งในเรื่องประหลาดของเทียนซื่อหยวนเท่านั้น และการมีอยู่ของเมืองเทียนเหมินก็เพื่อศึกษาเรื่องประหลาดของเทียนซื่อหยวน จึงได้รวบรวมยอดฝีมือจากทั่วประเทศมาไว้ที่นี่
เทียนซื่อหยวนต่างหากคือสถานที่ที่ลึกลับที่สุด
พวกปีศาจที่เคยผ่านเหตุการณ์วิปโยคโลกต่างดาว ต่างก็หวาดกลัวชาวเมืองเทียนเหมินเป็นอย่างมาก ทว่าในเขตไร้ผู้คนก็ยังมีปีศาจเฒ่าที่ไม่เห็นเมืองเทียนเหมินอยู่ในสายตาเช่นกัน
โชคดีที่สถานที่อยู่อาศัยของพวกปีศาจเฒ่า มักจะเป็นพื้นที่แกนกลางของเขตไร้ผู้คน พวกมันจึงไม่ค่อยมาปรากฏตัวในสถานที่อย่างเมืองเทียนเหมินหรือตลาดฮวงจี๋นัก
จิ้งจอกฮวาและลูกจิ้งจอกอีกสามตัวเดินตามหลังซูอวิ๋นต้อยๆ เดินวนไปวนมาในตลาดฮวงจี๋ การซื้อขายของในเขตไร้ผู้คนล้วนใช้เหรียญรุ้งเขียว
เหรียญรุ้งเขียวมาจากปูรุ้งเขียวในทะเลเหนือ บนกระดองของปูชนิดนี้มีลวดลายคล้ายสายรุ้งสีเขียวพาดผ่าน เมื่อกินเนื้อปูรุ้งเขียวหมดแล้ว ทุบกระดองให้แตก ก็จะได้เหรียญรุ้งเขียวออกมาหนึ่งเหรียญ
ว่ากันว่าเหรียญรุ้งเขียวชนิดนี้คือโลหะจากก้นทะเล สามารถนำไปหลอมเป็นของวิเศษได้
ในตลาดฮวงจี๋มี "คน" รับซื้อเหรียญรุ้งเขียวโดยเฉพาะ เล่าลือกันว่าจะนำเข้าไปขายให้คนในเมือง เพื่อแลกเป็นเหรียญห้าจู
หลายปีมานี้มีปีศาจไม่น้อยที่เข้าเมืองไปทำมาหากิน และนำเหรียญห้าจูกลับมาด้วย ทำให้ในตลาดฮวงจี๋เริ่มมีพวกปีศาจใช้เหรียญห้าจูในการซื้อขายแลกเปลี่ยนกันบ้างแล้ว
"เสี่ยวอวิ๋น ขอเหรียญรุ้งเขียวให้ข้าสักสองเหรียญได้ไหม?"
จิ้งจอกฮวาครุ่นคิด "ข้าอยากจะซื้อของสักหน่อย"
ซูอวิ๋นหยิบปูตัวใหญ่ที่มัดไว้อย่างแน่นหนาสองตัวออกมาจากตะกร้า ปูสองตัวนั้นหนักอึ้ง บนกระดองมีรอยรุ้งสีเขียวพาดผ่าน
เพราะดวงตาของเขามองไม่เห็น อีกทั้งไม่มีอาชีพหาเงิน เขาจึงทำได้เพียงรอช่วงน้ำขึ้นใหญ่ ไปวางลอบดักปลาที่ริมทะเล นำของทะเลไปแลกเปลี่ยนสิ่งของจำเป็นในชีวิตประจำวันที่ตลาด
"คน" แถวนี้ไม่ค่อยมีใครออกไปหาของทะเล เพราะในทะเลมีสัตว์ประหลาดที่น่ากลัวกว่าพวกเขาอยู่ และมักจะขึ้นฝั่งมาหาอาหารเสมอ
ซูอวิ๋นคุ้นเคยกับกระแสน้ำ สามารถคำนวณเวลาน้ำขึ้นน้ำลงได้อย่างแม่นยำ และยังวางลอบดักปลาเป็น จึงสามารถหาของทะเลไปขายประทังชีวิตได้
ทว่าปูรุ้งเขียวนั้นจับยากมาก ก้ามของมันคมกริบและมีพละกำลังมหาศาล สามารถหนีบนิ้วขาดได้อย่างง่ายดาย อันตรายสุดๆ ซูอวิ๋นทำได้เพียงใช้ลอบเป็นกับดัก และจะจับได้ก็ต่อเมื่อมีน้ำขึ้นใหญ่เท่านั้น
จิ้งจอกฮวาหิ้วปูรุ้งเขียวสองตัวมาที่แผงลอยแห่งหนึ่งในตลาดฮวงจี๋ วางปูทั้งสองตัวลงบนแผง ปูทั้งสองตัวยังเป็นๆ อยู่ พ่นฟองอากาศปุดๆ ออกมาจากปาก
เจ้าของแผงคือหมาแก่ที่มีคิ้วและหนวดขาวโพลน สวมเสื้อผ้านั่งหลับตาทำสมาธิอยู่
"ปู่เกา ข้าอยากเรียนวิชาจำแลงกาย" จิ้งจอกฮวาเอ่ย
หมาแก่ที่สวมเสื้อขนมิงค์แอบลืมตาขึ้นข้างหนึ่ง เหลือบมองจิ้งจอกฮวา แล้วหลับตาลง พูดเนิบนาบว่า "ที่แท้ก็ลูกเจี๊ยบจากหมู่บ้านหูชิว วิชาจำแลงกายเป็นความลับที่ไม่ถ่ายทอดให้คนนอกของเผ่าปีศาจเรา แต่ใครใช้ให้ข้ากับจิ้งจอกป่าเป็นพี่น้องต่างแม่กันล่ะ? วิชาจำแลงกายข้าย่อมขายให้เจ้าแน่ ถึงแม้ข้ากับจิ้งจอกป่าจะเป็นพี่น้องต่างแม่กัน แต่วิชาจำแลงกายเป็นความลับของเผ่าปีศาจ เพราะฉะนั้นเงินก็ยังต้องเก็บอยู่ดี"
มันหิ้วปูรุ้งเขียวสองตัวขึ้นมา ลุกขึ้นยืน แกว่งหางไปมา "ตามข้ามา"
จิ้งจอกฮวาเรียกลูกจิ้งจอกอีกสามตัว หมาแก่ขมวดคิ้ว หยุดเดิน "เจ้าหนูรองบ้านสกุลฮวา เจ้าจะเข้าเมืองก็ช่างเถอะ เจ้าอายุสิบสี่แล้ว แต่พวกมันก็จะเข้าเมืองด้วยหรือ? อายุยังน้อยเกินไป!"
จิ้งจอกฮวาตอบ "ปู่เกา หมู่บ้านหูชิวเหลือแค่พวกเราสี่ตัวแล้ว ถ้าข้าไปก็ไม่มีใครดูแลพวกมัน"
หมาแก่ถอนหายใจ ส่ายหน้า "แล้วหลบซ่อนตัวอยู่ในชนบทมันไม่ดีตรงไหน? ทำไมถึงต้องเข้าไปรนหาที่ตายในเมืองด้วย?"
จิ้งจอกฮวาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบว่า "พวกเราต้องไปแก้แค้นให้อาจารย์!"
หมาแก่เงียบไป เดินนำออกไป พลางสั่งว่า "ยายเฒ่า เฝ้าแผงให้ข้าที! เรียนวิชาจำแลงกาย ต้องใช้เวลาสองสามวัน ถ้าพวกเจ้ามีธุระอะไร ก็รีบไปจัดการให้เรียบร้อย"
จิ้งจอกฮวารีบไปหาซูอวิ๋น "ข้ากับพวกเสี่ยวฝานต้องอยู่ที่ตลาดฮวงจี๋สองสามวัน เสี่ยวอวิ๋น เจ้ากลับไปคนเดียวต้องระวังตัวให้ดีนะ"
ซูอวิ๋นหัวเราะ "ทางเส้นนี้ข้าเดินมาไม่รู้กี่รอบแล้ว ไม่ต้องห่วงข้าหรอก"
จิ้งจอกฮวาจากไป
ซูอวิ๋นเดินเล่นในตลาดฮวงจี๋ต่ออีกพักใหญ่ การไม่มีพวกจิ้งจอกฮวาอยู่ด้วยช่างไม่สะดวกเอาเสียเลย เขามองไม่เห็นของที่พ่อค้าแม่ค้าขาย
ซูอวิ๋นหมดสนุก จึงเดินกลับทางเดิมเพียงลำพัง ตอนนี้ยังค่อนข้างเช้าที่จะกลับจากตลาด เขาเดินมาถึงสะพานเทียนผิง บนสะพานไม่มีใครเลย เด็กหนุ่มสะพายตะกร้ายืนรออยู่บนสะพานอย่างเงียบๆ
ลำพังน้ำหนักของเขาคนเดียวไม่สามารถทำให้สะพานกระดกได้ ต้องมีคนมาเพิ่มอีกหลายคนจึงจะข้ามไปได้
รออยู่ครู่หนึ่ง ก็มีเสียงคนร้องทัก "เดี๋ยวก่อน! เดี๋ยวก่อน! ข้าก็จะข้ามสะพานด้วย!"
ซูอวิ๋นได้ยินเสียงฝีเท้าวิ่งเข้ามาใกล้ คนผู้หนึ่งเดินมาบนสะพาน ยืนอยู่ห่างจากเขาไม่ไกล ซูอวิ๋นยิ้มแย้ม พยักหน้าทักทาย คนผู้นั้นเห็นเขา น้ำเสียงเจือความประหลาดใจ "เจ้าคือพี่ชายจากเมืองเทียนเหมินคนนั้นใช่ไหม?"
ซูอวิ๋นสงสัย "พี่ชายรู้จักข้าหรือ? แต่ข้าฟังเสียงของท่านแล้วไม่คุ้นเลย"
คนผู้นั้นอายุน่าจะไม่มาก น้ำเสียงมีความทุ้มลึกของคนที่เพิ่งแตกหนุ่ม หัวเราะตอบว่า "ตอนนี้เจ้าดังแล้ว ใครบ้างจะไม่รู้จัก? ได้ยินมาว่าเจ้าฆ่าคนเมืองไปหลายคน แถมยังหลบการโจมตีของบัณฑิตจากเมืองที่หุบเหวงูได้อีก เก่งกาจจริงๆ"
ซูอวิ๋นขมวดคิ้วเล็กน้อย
"ข้าเคยเห็นเจ้าอยู่ไกลๆ แค่ไม่เคยคุยด้วย เจ้าไม่เคยเจอข้าก็เป็นเรื่องปกติ ข้าเพิ่งกลับมาจากซื้อฟืนที่ตลาด"
คนหาบฟืนแนะนำตัว "ข้าชื่อหลี่เยี่ยนเจิ้น มาจากหมู่บ้านสกุลหลี่"
ตอนนั้นเอง ฝั่งตรงข้ามสะพานก็มีคนตะโกนมา "พวกเจ้าอย่ามัวแต่ชักช้า รีบข้ามมาสิ ข้ารอข้ามสะพานอยู่นะ!"
ซูอวิ๋นหูผึ่ง "เสียงของพี่ชายฝั่งตรงข้ามที่รอข้ามสะพานอยู่ ข้าก็ไม่คุ้นเหมือนกัน พี่ชาย พวกเราคนไม่พอ ข้ามสะพานไม่ได้หรอก!"
คนฝั่งตรงข้ามตะคอกด้วยความโมโห "พวกเจ้าถือของกันพะรุงพะรัง น้ำหนักคนเดียวก็เท่ากับสองคนแล้ว รีบๆ ข้ามมา อย่ามาทำให้ข้าเสียเวลาไปตลาด!"
หลี่เยี่ยนเจิ้นหัวเราะ "พี่ชายคนนี้พูดมีเหตุผล ลองดูเถอะ ถ้าข้ามได้ก็ข้าม ข้ามไม่ได้ค่อยกลับมารอคนเพิ่ม"
ซูอวิ๋นเดินนำหน้า หลี่เยี่ยนเจิ้นเร่ง "เดินเร็วๆ หน่อย"
ซูอวิ๋นยิ้มตอบ "ข้าตาบอด เดินเร็วไม่ได้หรอก ให้ท่านเดินนำหน้าดีไหม?"
หลี่เยี่ยนเจิ้นส่ายหน้า "ข้าหาบฟืนมา สะพานแคบแค่นี้ ข้าจะเดินแซงเจ้าไปได้ยังไง? รีบเดินๆ ไปเถอะ"
ซูอวิ๋นเดินไปข้างหน้า ไม่รู้ตัวเลยว่าเดินมาถึงกลางสะพานแล้ว เขาเดินต่อไปอีกสองสามก้าว ตอนนี้พื้นสะพานเริ่มสั่นไหวเล็กน้อย กำลังจะกระดกจมลงไปยังฝั่งตรงข้าม
ซูอวิ๋นเลิกคิ้ว "พี่หลี่ บนสะพานมีคนอื่นอยู่ด้วยหรือเปล่า?"
เบื้องหน้าของเขา มีมนุษย์ประหลาดหัวเป็นคนมีเขาแกะสองคน คนหนึ่งค้อมตัวลงต่ำ มือถือมีดด้ามยาว อีกคนยืนอยู่ด้านหลัง ถือดาบเตรียมพร้อม
มนุษย์ประหลาดทั้งสองกลั้นหายใจ หน้าผากมีเหงื่อผุดพราย แต่กลับไม่ส่งเสียงใดๆ ออกมาเลย แม้แต่เสียงลมหายใจก็ยังแผ่วเบาจนจับสังเกตไม่ได้
มีดและดาบในมือพวกเขาชี้ตรงมาที่ซูอวิ๋น ปลายมีดและดาบนิ่งสนิทไม่ไหวติง ซูอวิ๋นเดินไปอีกเพียงไม่กี่ก้าว ก็จะพุ่งชนเข้ากับปลายดาบเอง!
"มีใครที่ไหนกัน?"
ด้านหลังซูอวิ๋น คนหาบฟืนพูดอย่างไม่พอใจ "เจ้าคนตาบอด มัวแต่ชักช้าอยู่ได้ รีบๆ เดินเข้าสิ!"
ฝั่งตรงข้ามก็มีคนตะโกนมา "รีบๆ ข้ามมา ข้าจะต้องข้ามไปตลาด!"
สิ่งที่ซูอวิ๋นมองไม่เห็นก็คือ คนฝั่งตรงข้ามก็เป็นมนุษย์ประหลาดหัวเป็นคนมีเขาแกะเช่นกัน! และคนที่หาบฟืนอยู่ด้านหลังเขาก็มีเขาแกะงอกอยู่บนหัว!
ซูอวิ๋นยิ้มแย้ม เอ่ยขอโทษพวกเขา แล้วยกเท้าก้าวเดินต่ออย่างเชื่องช้า
แววตาของคนหาบฟืนวูบไหว มือขวาค่อยๆ ดึงมีดด้ามยาวออกมาจากกองฟืน
เขามีพละกำลังมหาศาล มือซ้ายค่อยๆ ประคองไม้คานหาบฟืน โค้งตัวลง วางหาบฟืนลงบนพื้นสะพานอย่างเงียบเชียบ
สะพานหินเทียนผิงแคบมาก กว้างเพียงก้าวเดียว พอวางหาบฟืนลงไปก็แทบจะเต็มแล้ว
คนหาบฟืนจ้องมองแผ่นหลังของซูอวิ๋นตาไม่กะพริบ ลมหายใจเริ่มติดขัดเล็กน้อย เขาค่อยๆ ยืดตัวขึ้น ทันใดนั้นเขาก็เห็นใต้ผิวหนังของซูอวิ๋นมีเจียวหลงแหวกว่ายอยู่!
ตอนนี้เป็นฤดูใบไม้ร่วง ซูอวิ๋นสวมเสื้อผ้าหนาขึ้น จึงเห็นผิวหนังได้แค่บริเวณหลังคอและข้อเท้าเท่านั้น
กรงเล็บและหัวของเจียวหลง คนหาบฟืนย่อมดูไม่ผิด แค่มองเห็นเพียงเศษเสี้ยว เขาก็สามารถ "มองเห็น" ได้ว่า ตอนนี้การไหลเวียนเลือดลมของซูอวิ๋นจะต้องรุนแรงมากแน่ๆ!
เลือดลมของคนผู้นั้น รุนแรงจนก่อรูปร่างขึ้นมา กลายเป็นเจียวหลง ไหลออกจากบริเวณลิ้นปี่ เจียวหลงคดเคี้ยวไปมาบนผิวหนัง แผ่ซ่านไปทั่วร่าง ก่อเกิดเป็นพลังมหาศาล!
ในระยะเวลาสั้นๆ ปอดของซูอวิ๋นสามารถสูดอากาศได้มากกว่าปกติหลายเท่า!
พลังการบีบตัวของหัวใจก็เป็นหลายเท่าตัว ทำให้ความเร็วในการไหลเวียนของเลือดเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล!
กล้ามเนื้อกว่าหกร้อยมัดทั่วร่างของเขาเตรียมพร้อมแล้ว การหดและคลายตัวของกล้ามเนื้อแต่ละมัด จะให้พลังระเบิดเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว!
หากพลังของเขาระเบิดออกมา ย่อมต้องน่าตกตะลึงราวกับดินปืนระเบิดแน่!
"ระวัง!"
คนหาบฟืนตะโกนลั่น ทว่าคำว่า "ระวัง" ของคนหาบฟืนเพิ่งหลุดจากปาก ซูอวิ๋นก็ก้าวเท้าออกไปแล้ว ร่างกายของเขาเกือบจะพุ่งเสียบเข้ากับมีดและดาบที่อยู่ข้างหน้า
ภายใต้การเหนี่ยวนำของพลัง มนุษย์ประหลาดเขาแกะทั้งสองอดไม่ได้ที่จะระเบิดพลัง แทงมีดและดาบออกไปข้างหน้า!
ในจังหวะเดียวกับที่พวกเขากำลังแทงมีดและดาบออกไป ซูอวิ๋นก็ถอยหลัง ราวกับรู้ล่วงหน้าว่าต้องหลบมีดและดาบ จังหวะที่ถอยหลัง เขาก็ใช้กระบวนท่าเจียวหลงสะบัดหางครึ่งท่า เตะขากวาดไปด้านหลัง!
ปัง!
กองฟืนระเบิดกระจาย บดบังวิสัยทัศน์ของคนหาบฟืน!
"วัง!" (ระวัง)
จังหวะที่คนหาบฟืนลุกขึ้น คำที่สองก็ตะโกนออกมา มือซ้ายของซูอวิ๋นยื่นออกไปข้างหน้า เลือดลมส่งเสียงดังฟ่อๆ ทะลักออกนอกร่างกาย ก่อรูปร่างเป็นปากเจียวหลงขนาดใหญ่ล้อมรอบฝ่ามือ!
ได้ยินเสียง "ติ๊ง" มีดยาวของมนุษย์ประหลาดเขาแกะที่ถือมีด ถูกมือซ้ายของซูอวิ๋นจับไว้แน่น คมมีดที่แหลมคมกลับไม่สามารถทำอันตรายฝ่ามือของเขาได้แม้แต่น้อย
"โฮกกก!"
เสียงมังกรคำรามดังขึ้นกะทันหัน แขนซ้ายของซูอวิ๋นบิดหมุน มีดยาวเล่มนั้นส่งเสียงเกรียวกราว ถูกบิดเป็นเกลียว มนุษย์ประหลาดเขาแกะหน้าตื่นตระหนกสุดขีด มองดูแขนที่ถือมีดของตัวเองถูกบิดเป็นเกลียวไปด้วย!
ข้อต่อข้อมือของเขาส่งเสียงดังป๊อกแป๊ก พังผืดฉีกขาด จากนั้นกล้ามเนื้อกลุ่มต่างๆ เช่น กล้ามเนื้อคู้แขน กล้ามเนื้อเหยียดแขน กล้ามเนื้อมัดสั้น และกล้ามเนื้อนิ้ว ก็หมุนบิดเกลียว กระดูกแขนก็บิดตาม ส่งผ่านแรงรุกรานนี้ไปยังต้นแขน
กร๊อบ!
กระดูกสะบักของเขาหลุดออกจากเบ้า แขนที่ถือมีดบิดเบี้ยวราวกับแป้งเกลียวทอดในกระทะน้ำมันเดือดๆ เขายังมองเห็นกล้ามเนื้อบนแขนตัวเองที่กระตุกอย่างรุนแรง และเส้นเลือดที่ระเบิดออก!
(จบแล้ว)