- หน้าแรก
- ลิขิตรักมารดา ยุค เจ็ดศูนย์
- บทที่ 3 : แม่สามีตัวร้ายบุกโรงพยาบาล
บทที่ 3 : แม่สามีตัวร้ายบุกโรงพยาบาล
บทที่ 3 : แม่สามีตัวร้ายบุกโรงพยาบาล
หญิงวัยกลางคนผมเริ่มหงอกขาวผู้หนึ่งก้าวเท้าฉับ ๆ เข้ามาจากด้านนอก หญิงผู้นั้นจะเป็นใครไปไม่ได้นอกเสียจาก หลี่กุ้ยหลาน แม่สามีของหล่อนนั่นเอง
เมื่อเห็นว่าภายในห้องผู้ป่วยมีเพียงเวินหนวนนั่งอยู่บนเตียงและกำลังกินบะหมี่แป้งขาวอย่างเอร็ดอร่อย หลี่กุ้ยหลานก็ฟิวส์ขาด แผดเสียงด่าทอออกมาเป็นชุดด้วยความโมโห "นังเวินหนวน นังคนอายุสั้น นังเอ๋อตัวเหม็น ของหายากแบบนี้คนอย่างแกมีสิทธิ์อะไรมานั่งกิน? ไม่กลัวไส้เน่าหรือไง! ไสหัวกลับไปในที่ที่แกจากมาเลยนะ! ตระกูลกู้ของเราไม่มีวันยอมรับแก ฉันไม่มีวันยอมให้ลูกชายแต่งงานกับนังคนปัญญาอ่อนอย่างแกเด็ดขาด ทำไมแกไม่ไปตาย ๆ ซะให้พ้น..."
ทางด้านกู้เหยียนโจวที่ออกไปสูบบุหรี่อยู่ด้านนอก เมื่ออารมณ์เริ่มเย็นลงบวกกับความเห็นใจที่หล่อนกำลังป่วยและคงเจริญอาหารไม่ลงหากบะหมี่หล่อนไม่ชอบ เขาจึงเดินไปที่โรงอาหารเพื่อซื้อข้าวสวยแป้งขาวสามตำลึงกับเต้าหู้ผัดพริกทรงเครื่องอีกหนึ่งจาน ทว่าทันทีที่เดินมาถึงหน้าประตูห้องผู้ป่วย เขากลับได้ยินเสียงด่าทออย่างสาดเสียเทเสียของหลี่กุ้ยหลานเข้าพอดี
ในจังหวะที่เวินหนวนกำลังจะอ้าปากตอกกลับ หลี่กุ้ยหลานก็ต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อเห็นกู้เหยียนโจวเดินหน้าดำคร่ำเครียดเข้ามา
เวินหนวนรีบกระโดดลงจากเตียงทั้งที่เท้ายังเปลือยเปล่า วิ่งเข้าไปหลบอยู่ข้างหลังเขาพลางทำสีหน้าอมทุกข์ราวกับหยาดน้ำตาจะร่วงรินด้วยความน่าสงสาร “พี่เหยียนโจว คุณกลับมาแล้ว! ยายแก่คนนี้เป็นใครกันคะ? เอาแต่ด่าฉันไม่หยุด แถมยังทำท่าเหมือนจะเข้ามาตบตีฉันอีก...”
หลี่กุ้ยหลานคิดไม่ถึงเลยว่าลูกชายจะย้อนกลับมาตอนนี้ ใบหน้าของหล่อนพลันซีดเผือดลงทันตา ไม่รู้ว่าเมื่อครู่นี้ลูกชายได้ยินสิ่งที่ตนพูดไปมากน้อยแค่ไหน เมื่อเห็นสีหน้าบึ้งตึงราวกับก้นหม้อไหม้ของกู้เหยียนโจว หล่อนก็รู้ทันทีว่าท่าจะแย่แล้ว “เต๋อเป่า แม่เป็นแม่ของแกนะ แกต้องฟังแม่สิ แกจะไปเชื่อคำพูดของนังเอ๋อนี่ได้ยังไง? มันก็แค่มึนหัวถลอกปอกเปิกนิดหน่อย ตอนนี้ไม่เป็นอะไรแล้วก็รีบให้มันออกจากโรงพยาบาลไปซะเถอะ”
“รู้ไหมว่ามานอนโรงพยาบาลในตัวอำเภอแบบนี้ต้องเสียเงินเท่าไหร่? เงินพวกนั้นแม่เก็บไว้ให้แกแต่งงานนะ ลูกสาวของเพื่อนบ้านฝั่งพี่สาวแกน่ะ เขาทำงานเป็นพนักงานขายอยู่ที่สหกรณ์บริการ ทั้งหน้าตาสะสวยและมีฐานะ ไว้แกพานังเวินหนวนนี่กลับไปส่งคืนให้ตระกูลเวินแล้ว เราค่อย...”
ยังไม่ทันที่หล่อนจะพร่ำเพ้อจบประโยค กู้เหยียนโจวก็เอ่ยขัดขึ้นเสียงเรียบ “ผมแต่งงานมีภรรยาแล้ว”
“เต๋อเป่า แกอยากจะทำให้ตระกูลกู้ของเราต้องอับอายขายหน้าไปทั่วกองการผลิตดาวแดงหรือไง? แกไม่กลัวเพื่อนร่วมงานหัวเราะเยาะเอาเหรอ? แกเป็นถึงคนขับรถไฟแต่กลับคว้านังเอ๋อมาเป็นเมีย ต่อไปแกจะไปสู้หน้าใครในที่ทำงานได้ยังไง? แม่ว่าแกคงโดนนังปัญญาอ่อนนี่เป่าหูจนหน้ามืดตามัวไปหมดแล้ว”
หลี่กุ้ยหลานพูดไปพลางตบขาตัวเองฉาด ๆ พลางร่ำไห้ฟูมฟาย “ทำไมชีวิตของฉันมันถึงได้อาภัพขนาดนี้ แต่งงานกับพ่อของแกก็นึกว่าจะสบาย แต่ดันคลอดลูกสาวติดต่อกันถึงสามคน ต้องทนรองรับอารมณ์และคำดูถูกเหยียดหยามจากคนอื่นมาตั้งเท่าไหร่ จนกระทั่งคลอดแกออกมานั่นแหละ แม่ถึงลืมตาอ้าปากใช้ชีวิตเหมือนมนุษย์มนาเขาได้บ้าง แต่ตอนนี้แกกลับจะมาแต่งงานกับนังเอ๋นี่ นี่มันเท่ากับบีบให้แม่ไปตายชัด ๆ ฉันไม่อยากอยู่แล้ว...”
พูดจบ หล่อนก็สะบัดหน้าเดินกระฟัดกระเฟียดออกไปจากห้อง
เวินหนวนรู้สึกสะท้อนใจอยู่ลึก ๆ หล่อนอดไม่ได้ที่จะนึกถึงพ่อแม่ของตนในโลกก่อน ว่าหากต้องมาฝังศพลูกสาวตัวเอง พวกเขาจะโศกเศร้าเสียใจขนาดไหน แม้คำพูดของหลี่กุ้ยหลานจะหยาบคายและร้ายกาจ แต่ในมุมหนึ่งหล่อนก็เข้าใจความรู้สึกของคนเป็นแม่ที่ไม่อาจยอมรับได้ว่าลูกชายที่ภาคภูมิใจต้องมาแต่งงานกับหญิงปัญญาอ่อนและถูกเอาเปรียบ ทว่าหากคนเป็นแม่ยังคงไร้เหตุผลและระรานไม่เลิกรา หล่อนก็คงไม่จำเป็นต้องเกรงใจอีกต่อไป
“กู้เหยียนโจว ข้างนอกมืดแล้ว คุณรีบตามไปดูคุณแม่เถอะค่ะ”
กู้เหยียนโจวชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยเย้าสะกิดใจหล่อน “ไม่เรียกฉันว่าพี่เหยียนโจวแล้วรึ”
ใบหน้าเนียนใสของเวินหนวนพลันขึ้นสีแดงระเรื่อ แก้มขาว ๆ ของหล่อนแปรเปลี่ยนเป็นสีชมพูจัดด้วยความขัดเขิน กู้เหยียนโจวมองภาพนั้นแล้วรู้สึกว่าเวินหนวนในยามนี้ช่างน่าเอ็นดูเหลือเกิน ทั้งที่เมื่อครู่แม่ของเขาเพิ่งจะพ่นคำพูดร้ายกาจใส่หล่อนแท้ ๆ แต่หล่อนก็ยังอุตส่าห์เป็นห่วงเป็นใย ไม่ว่าความห่วงใยนั้นจะเป็นเรื่องจริงหรือเสแสร้ง ทัศนคติของหล่อนก็ทำให้เขาต้องหันกลับมามองหล่อนใหม่ด้วยความชื่นชม
“ฉันซื้อข้าวสวยกับเต้าหู้ผัดพริกมาให้ รีบกินเสียเถอะ” กู้เหยียนโจวเอ่ยตัดบทก่อนจะรีบสาวเท้าเดินตามมารดาออกไป
เวินหนวนมองดูปิ่นโตใบใหม่บนโต๊ะ พลางคิดในใจว่า กู้เหยียนโจวคนนี้ก็รู้จักใส่ใจคนอื่นเหมือนกันแฮะ ข้าวสวยสีขาวนุ่มละมุนลิ้นรสชาติหวานอร่อยดี ทว่าเต้าหู้ผัดพริกทรงเครื่องชามนั้นกลับมีรสชาติพอกลืนลงคอได้เท่านั้น หล่อนคิดในใจว่าคนทำต้องมีพรสวรรค์ขนาดไหนกัน ถึงได้ทำเต้าหู้ให้ออกมารสชาติย่ำแย่ได้ขนาดนี้
กู้เหยียนโจวเดินตามมาทันหลี่กุ้ยหลานที่ด้านนอก เมื่อหลี่กุ้ยหลานหันมาเห็นลูกชาย หล่อนก็รีบคว้าแขนเขาไว้ทันที “เต๋อเป่า แกคิดทบทวนดูดีแล้วใช่ไหม? ถ้าอย่างนั้น...”
“มืดค่ำมากแล้ว ผมจะไปส่งแม่ที่บ้านพี่ใหญ่ให้พักผ่อนสักคืน พรุ่งนี้เช้าแม่ค่อยเดินทางกลับบ้าน เวินหนวนไม่ได้ปัญญาอ่อนแล้ว” คำพูดของกู้เหยียนโจวไม่ได้ทำให้สีหน้าของหลี่กุ้ยหลานดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย หล่อนคิดว่าลูกชายกำลังกุเรื่องขึ้นมาหลอกตน
“แกแน่ใจนะ? แต่ต่อให้ไม่เอ๋อแล้ว ร่างกายผอมแห้งแรงน้อย แขนขาราวกับตะเกียบแบบนั้น แถมสะโพกยังเล็กแค่นิดเดียว จะไปอุ้มท้องคลอดหลานชายให้ฉันได้ยังไง? แกคงไม่ได้หวังจะให้ฉันกับพ่อของแกต้องเหน็ดเหนื่อยทำแต้มงานเพื่อมาหาเลี้ยงนังนั่นหรอกนะ” หลี่กุ้ยหลานมองเวินหนวนในแง่ร้ายไปเสียทุกเรื่อง
กู้เหยียนโจวพยักหน้าเล็กน้อย “กลับไปครั้งนี้ผมจะทำเรื่องขอที่พักของทางหน่วยงาน แล้วจะพาเธอไปอยู่ด้วยกันในเมือง”
“ไม่มีทาง ยังไงก็ไม่ได้เด็ดขาด ปี ๆ หนึ่งแกต้องออกไปขับรถไฟตลอดเวลา ถ้าแกแต่งงาน เมียแกก็ต้องอยู่ปรนนิบัติรับใช้ฉันกับพ่อแกที่บ้านเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระสิ ถ้าหล่อนย้ายเข้าไปเสวยสุขในเมืองกับแก แล้วฉันกับพ่อแกจะเลี้ยงดูแกมาจนโตเพื่ออะไรกัน” หลี่กุ้ยหลานไม่มีวันยอมให้เวินหนวนมาชุบมือเปิบเด็ดขาด
กู้เหยียนโจวไม่ได้ใส่ใจคำทัดทานเหล่านั้น เขาเดินไปส่งหลี่กุ้ยหลานจนถึงหน้าประตูบ้านของกู้พานตี้ จากนั้นจึงเดินย้อนกลับมาที่โรงพยาบาลตามทางเดิม เมื่อนึกถึงท่าทางอ่อนแอทว่ามีน้ำใจของเวินหนวน เขาก็รู้สึกไม่สบายใจจริงๆ หากจะต้องทิ้งหล่อนให้อยู่ที่บ้านเดิม