- หน้าแรก
- มือปราบผีสายโหด โหมดทำดาวโรงเรียนขวัญผวา
- บทที่ 7 หัวหน้าหน่วยหลินถง นักพรตเต๋ากล้ามโต
บทที่ 7 หัวหน้าหน่วยหลินถง นักพรตเต๋ากล้ามโต
บทที่ 7 หัวหน้าหน่วยหลินถง นักพรตเต๋ากล้ามโต
เขาเงยหน้าขึ้นตามเสียง ชายร่างกำยำคนหนึ่งกำลังเดินตรงมาหาพวกเขา
เขาสวมเครื่องแบบพนักงานขนส่งซุ่นเฟิงและแบกกล่องพัสดุที่ดูแล้วน่าจะหนักไม่ต่ำกว่าร้อยชั่งไว้บนบ่า
หากลู่เหลียนเสวี่ยไม่ได้เอ่ยเรียกเขาว่า "หัวหน้า" เมื่อจางเหว่ยได้เห็นรูปร่างอันเต็มไปด้วยมัดกล้ามของชายคนนี้ เขาคงเชื่ออย่างสนิทใจว่าอีกฝ่ายเป็นนักมวยมากกว่าจะเป็นมือปราบผี
"สวัสดีครับ ผมชื่อหลินถง เป็นหัวหน้าหน่วยพิทักษ์มรรคาประจำเมืองลู่เซี่ย"
เนื่องจากตอนนี้ไม่มีลูกค้า ชายร่างกำยำจึงวางพัสดุลงแล้วยื่นมือออกมาทักทาย
สิ้นเสียงนั้น จางเหว่ยก็ฉีกยิ้มกว้างและยื่นมือไปจับด้วย พลางเอ่ยว่า
"สวัสดีครับ ฅนเหล็ก T800 ผมชื่อจางเหว่ย และเป็นผู้ชื่นชอบการปราบผีด้วยวิถีกายภาพเหมือนกันครับ"
หลินถงชะงักไปครู่หนึ่ง
ขณะที่ลู่เหลียนเสวี่ยซึ่งยืนอยู่ข้างๆ หลุดหัวเราะคิกคักกับคำพูดของเขา
"จางเหว่ย หัวหน้ามีกล้ามเยอะก็จริง แต่เขาไม่ได้ใช้หมัดปราบผีนะ เขาเป็นนักพรตเต๋าเหมือนฉันนี่แหละ"
หลินถงก็เข้าใจความหมายและหัวเราะลั่น
"มักจะมีคนบอกว่าผมใช้กล้ามปราบผีอยู่บ่อยๆ แต่ผมไม่ได้ใช้หมัดหรอกนะ ผมก็ใช้ยันต์สีเหลืองกับกระบี่ไม้ท้อเหมือนนักพรตเต๋าคนอื่นๆ นั่นแหละ"
แม้หลินถงจะพูดเช่นนั้น แต่จางเหว่ยก็ยังจินตนาการภาพนั้นไม่ออกอยู่ดี
ใครจะไปนึกภาพอาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์ มารำกระบี่ไม้ท้ออยู่ตรงหน้าได้ลง? ในหัวของจางเหว่ย เขาเอนเอียงไปทางความเชื่อที่ว่าชวาร์เซเน็กเกอร์คงจะหักกระบี่ไม้ท้อทิ้ง เอามาทำเป็นสนับมือ แล้วกระหน่ำต่อยผีอย่างบ้าคลั่ง พร้อมกับแหกปากตะโกนว่า 'โยม รีบๆ ไปสู่สุคติได้แล้ว!'
เมื่อคิดถึงตรงนี้
จางเหว่ยก็อดไม่ได้ที่จะเหลือบมองท่อนแขนล่ำๆ ของหลินถงที่ใหญ่กว่าขาของเขาเสียอีก
เขาอดสงสัยไม่ได้ว่าแต้มระบบสามารถนำไปใช้กับคนอื่นได้หรือไม่ หากนำไปใช้กับหลินถง อีกฝ่ายจะกลายเป็น 'ฅนเหล็ก' อย่างแท้จริง แล้วใช้หมัดปราบผีด้วยวิถีกายภาพโดยตรงเลยหรือเปล่า?
ครู่ต่อมา
ภายในร้านขนส่งซุ่นเฟิง
หลินถงก็เอ่ยปากขอบคุณตรงๆ
"จางเหว่ย ขอบคุณมากนะที่ช่วยปราบผีที่มหาวิทยาลัยลู่เซี่ยในครั้งนี้ จนทำให้นักศึกษาทุกคนปลอดภัย"
"ที่ผมเรียกคุณมาวันนี้ก็เพื่อจุดประสงค์สามเรื่อง"
"เรื่องแรก เพื่อสอบปากคำ ในเมื่อคุณเป็นมือปราบผี แต่ทางหน่วยพิทักษ์มรรคายังไม่มีประวัติของคุณเลย หวังว่าคุณคงไม่รังเกียจนะ"
จางเหว่ยส่ายหน้า เขาไม่ได้ติดใจอะไรเลย
หน่วยพิทักษ์มรรคาเปรียบเสมือน 'ตำรวจ' ในวงการมือปราบผี นอกจากการจับและกำจัดผีแล้ว พวกเขายังมีหน้าที่จับกุมมือปราบผีที่ใช้วิชาไปในทางที่ผิดด้วย ท้ายที่สุดแล้ว วิชาอาคมนั้นสามารถใช้ได้ทั้งปราบผีและทำร้ายคน เพื่อความสะดวกในการจัดการ หน่วยพิทักษ์มรรคาจึงต้องจัดทำฐานข้อมูลระบุตัวตนของมือปราบผีทุกคนเอาไว้
นี่คล้ายกับฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร์ของสถานีตำรวจนั่นแหละ
"เรื่องที่สอง เราอยากจะขอบคุณที่คุณช่วยมหาวิทยาลัยลู่เซี่ยปราบผี และป้องกันไม่ให้นักศึกษาต้องตาย"
"สำหรับมือปราบผีที่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือหน่วยพิทักษ์มรรคา ทางเรามีของตอบแทนให้ คุณมีอะไรที่อยากได้เป็นพิเศษไหม?"
สิ้นคำถาม
จางเหว่ยก็โพล่งขึ้นมาโดยไม่ต้องคิด
"ผมอยากได้ปิงตุนตุน"
ขณะที่พูด ใบหน้าของจางเหว่ยเต็มไปด้วยความเสียดาย
"ช่วงนี้มีโอลิมปิกฤดูหนาว ผมว่าปิงตุนตุนน่ารักดี แต่หาซื้อไม่ได้เลย เฮ้อ เมื่อไหร่เราจะมีนโยบายหนึ่งบ้านหนึ่งตุนตุนสักทีนะ?"
"เพราะงั้น คุณพอจะหาปิงตุนตุนให้ผมสักตัวได้ไหมครับ?"
หลินถงกับลู่เหลียนเสวี่ยถึงกับอึ้ง
พวกเขาไม่คาดคิดเลยว่าของตอบแทนที่จางเหว่ยอยากได้จะเป็นแค่ปิงตุนตุน
ต้องเข้าใจก่อนว่า ปกติแล้วบรรดามือปราบผีที่ยื่นมือเข้าช่วยหน่วยพิทักษ์มรรคา มักจะเรียกร้องเงินทองหรือของมีค่าเป็นสิ่งตอบแทนกันทั้งนั้น
อันที่จริง ไม่ใช่ว่าจางเหว่ยไม่อยากได้เงินหรอก เขาแค่ไม่ได้ตั้งใจจะขอมันต่างหาก เขามีหลักการเป็นของตัวเอง หน่วยพิทักษ์มรรคาทำหน้าที่รับใช้ประชาชนเฉกเช่นเดียวกับตำรวจ และเขาจะไม่เรียกร้องเงินทองจากคนที่ทำเพื่อประชาชนอย่างแท้จริงเด็ดขาด
อีกอย่าง การกำจัดผีคำสาปโลหิตก็เป็นเพียงการลงแรงเล็กๆ น้อยๆ เพื่อทดสอบระบบของเขาเท่านั้น
"ฮ่าๆๆ ได้สิ เดี๋ยวผมจะรายงานเบื้องบนแล้วหาปิงตุนตุนมาให้คุณก็แล้วกัน"
หลินถงหัวเราะอย่างอารมณ์ดีและรินชาให้จางเหว่ยถ้วยหนึ่ง
"นอกจากสองเรื่องนี้แล้ว ยังมีเรื่องที่สามที่ผมเรียกคุณมาวันนี้ด้วย"
"ผมอยากรู้ว่าคุณสนใจจะเข้าร่วมหน่วยพิทักษ์มรรคาไหม"
หลินถงได้รับรู้เรื่องราวของจางเหว่ยผ่านทางลู่เหลียนเสวี่ย ชายหนุ่มแข็งแกร่งมากและสามารถจัดการกับผีร้ายได้เพียงลำพัง นับเป็นบุคลากรชั้นยอดที่หาได้ยากยิ่ง
แน่นอนว่าเขาไม่อาจปล่อยให้โอกาสงามเช่นนี้หลุดลอยไป และต้องการชักชวนอีกฝ่ายให้เข้ามาอยู่ในหน่วยพิทักษ์มรรคา ซึ่งแตกต่างจากตำรวจตรงที่หน่วยพิทักษ์มรรคาต้องการผู้ที่มีความสามารถเฉพาะทาง ทำให้การหาสมาชิกใหม่เป็นเรื่องที่ยากลำบากมาก
เมื่อได้ยินดังนั้น
จางเหว่ยก็ฉีกยิ้มกว้าง
"ลูกพี่ฅนเหล็ก การเดินเรื่องแบบนี้มันสูตรสำเร็จนิยายชัดๆ"
"ถ้าให้เดาตามพล็อตนิยายทั่วไป หลังจากนี้ผมก็คงตกลงเข้าร่วมหน่วยพิทักษ์มรรคาอย่างไม่ลังเล พัฒนาฝีมือแบบก้าวกระโดด และท้ายที่สุดก็จะกลายเป็น 'องครักษ์มังกรแท้' ผู้ทรงพลัง คอยปกป้องต้าเซี่ยนานนับพันปี ฝากผลงานและชื่อเสียงอันเป็นอมตะเอาไว้อย่างเงียบๆ"
"หึ อย่าว่าอย่างงั้นอย่างงี้เลย แค่คิดก็ทำเอาผมแอบตื่นเต้นขึ้นมานิดๆ แล้วเนี่ย"
ดวงตาของหลินถงเป็นประกาย มีความหวังที่จางเหว่ยจะเข้าร่วมหน่วยพิทักษ์มรรคาแล้ว!
เขารีบถามพร้อมรอยยิ้ม
"ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า งั้นคุณ..."
ก่อนที่เขาจะพูดจบ
เสียงของจางเหว่ยก็ดังขึ้น ขัดจังหวะหลินถง
"แต่ตื่นเต้นก็เรื่องนึง ผมขอปฏิเสธได้ไหมครับ?"
"เอ่อ นี่มัน..." หลินถงผงะไป
จางเหว่ยกล่าวว่า "ถึงแม้ผมจะเคยฝันอยากเป็นฮีโร่ผู้ยิ่งใหญ่ แต่ผมเกลียดการถูกผูกมัดมากกว่า หน่วยพิทักษ์มรรคาไม่ค่อยเหมาะกับผมหรอก อ้อ ความฝันจูนิเบียวของผมในตอนนี้คือการฟาดฟันสวรรค์ด้วยกระบี่เดียว ยืนหยัดอย่างโดดเดี่ยวไปชั่วนิรันดร์ พอถึงบั้นปลายชีวิตก็ต้องเผชิญกับเคราะห์กรรมจนมีเส้นขนสีแดงงอกขึ้นมาเต็มตัว"
"ไม่เอาละ ผมพูดต่อไม่ได้แล้ว ไม่งั้นผมจะตื่นเต้นจนทนไม่ไหว บ้าเอ๊ย ชีวิตในอนาคตของผมนี่มันอลังการงานสร้างสุดๆ ไปเลย"
หลินถงงุนงงไปหมด
เขายังคงถือป้านชาค้างไว้ โดยไม่รู้ตัวเลยว่าน้ำชาล้นทะลักออกจากถ้วยแล้ว
บ้าอะไรเนี่ย? เคราะห์กรรมในบั้นปลาย? มีขนสีแดงงอก? นี่มันเรื่องอะไรกัน?
แม้จะฟังคำพูดของจางเหว่ยไม่รู้เรื่อง แต่เขาก็เข้าใจได้อย่างน้อยหนึ่งอย่าง นั่นคือ จางเหว่ยปฏิเสธที่จะเข้าร่วมหน่วยพิทักษ์มรรคา จบข่าว!
หลินถงถอนหายใจ
เขาวางป้านชาลงพลางฝืนยิ้มออกมา
"ไม่เป็นไรครับ คนเราย่อมมีเป้าหมายที่แตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม หากคุณเปลี่ยนใจอยากเข้าร่วมหน่วยพิทักษ์มรรคาเมื่อไหร่ จางเหว่ย... พวกเรายินดีต้อนรับเสมอ"
...