เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 6: หน่วยพิทักษ์มรรคา โดดเด่นแต่เร้นกายในหมู่บ้าน

บทที่ 6: หน่วยพิทักษ์มรรคา โดดเด่นแต่เร้นกายในหมู่บ้าน

บทที่ 6: หน่วยพิทักษ์มรรคา โดดเด่นแต่เร้นกายในหมู่บ้าน


“แหม นายก็ชมฉันเกินไปแล้ว จวิ้นเฟยนี่สมกับเป็นที่รักของห้องเราจริงๆ พูดจาฉะฉานมีไหวพริบซะขนาดนี้ ถ้าพูดเก่งขนาดนี้ก็พูดให้เยอะๆ หน่อยสิ หรือไม่ก็ไปเขียนหนังสือสักเล่มเถอะ”

จางเหว่ยส่งสายตาให้หลี่จวิ้นเฟยเป็นนัยว่า ‘พี่ชาย ชมได้ดีมาก’

หลี่จวิ้นเฟยประสานมือคารวะตอบ

“มิกล้า มิกล้า ฝีมือทั้งบุ๋นและบู๊อันน้อยนิดของฉันมันเทียบไม่ได้เลยกับพี่เหว่ย ผู้คว้าอันดับหนึ่งในการสอบระดับโรงเรียนมาตลอดหรอก”

จางเหว่ยหัวเราะร่วน พลางปรายตามองพุงพลุ้ยของหลี่จวิ้นเฟย

“โธ่ จวิ้นเฟย นายก็ประเมินฉันสูงไปแล้ว ดูจากโหงวเฮ้งนายแล้ว ฉันเห็นพุงที่เต็มไปด้วยภูมิปัญญา ชัดเจนว่าเป็นดาวบุ๋นจุติลงมาเกิดแท้ๆ หากนายคว้าโอกาสในอนาคตไว้ได้ จะต้องกลายเป็นมังกรผงาดท่ามกลางพายุฝนได้อย่างแน่นอน”

ทั้งสองคนผลัดกันเยินยอประจบประแจงกันไปมา

หลังจากนั้น

หลี่จวิ้นเฟยก็เต็มใจหยิบบัตรอาหารของตัวเองออกมาจ่ายค่าอาหารให้จางเหว่ย โดยอ้างว่าเป็นการตอบแทนที่จางเหว่ยช่วยดูดวงให้

“พี่เหว่ย ฉันไม่กวนเวลาคุยของนายกับหัวหน้าห้องแล้วนะ ฉันจะไปตักอาหารเพิ่มสักหน่อย อ้อ จริงสิ นี่ไง ฉันให้ ถือเป็นการตอบแทนที่นายช่วยพวกเราปราบผีก็แล้วกัน”

ก่อนจะเดินจากไป

หลี่จวิ้นเฟยก็หยิบตั๋วสองใบออกมาจากกระเป๋าเสื้อ

“นี่คืออะไร?” จางเหว่ยรับตั๋วมาดู “งานคอสเพลย์เหรอ?”

“ฮ่าๆ อีกไม่กี่วันจะมีงานคอสเพลย์ใหญ่จัดขึ้นที่นี่น่ะสิ นี่เป็นครั้งแรกเลยนะที่เมืองเราจัดงานใหญ่ขนาดนี้ ได้ยินมาว่าเขาทุ่มทุนสร้าง เชิญคอสเพลเยอร์ดังๆ มาเพียบ นี่มันตั๋วที่นั่งแถวหน้าสำหรับดูโชว์คอสเพลย์เลยนะ”

หลี่จวิ้นเฟยฉีกยิ้มกว้าง เผยให้เห็นฟันขาวเรียงตัวสวย

“พี่เหว่ย ช่วงนี้นายเล่นเกนชินอิมแพกต์อยู่ไม่ใช่เหรอ? ในงานนี้จะมีคนคอสเพลย์เป็นเค่อฉิงกับไรเดนโชกุนด้วยนะ เหมือนเป๊ะเลยขอบอก! กว่าฉันจะได้ตั๋วสามใบนี้มาเลือดตาแทบกระเด็น นายน่าจะเอาสองใบนี้ไปนะ”

“ได้สิ”

จางเหว่ยไม่ปฏิเสธ เพราะยังไงเขาก็ช่วยพวกนั้นจัดการกับรอยมือเลือด แถมยังฆ่าผีไปแล้วด้วยซ้ำ

ในจังหวะนั้น

เนื่องจากลู่เหลียนเสวี่ยนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม เขาจึงไม่ทันสังเกตเห็นว่าตอนที่หลี่จวิ้นเฟยบอกว่านี่คือตั๋วงานคอสเพลย์ ลู่เหลียนเสวี่ยก็จ้องมองตั๋วเหล่านั้นตาไม่กะพริบ ดวงตากลมโตของเธอเป็นประกายระยิบระยับราวกับมีดวงดาวดวงเล็กๆ ซ่อนอยู่

จนกระทั่งจางเหว่ยหันกลับมา ลู่เหลียนเสวี่ยจึงจำใจต้องละสายตาไป... ใจกลางเขตหลี่หู เมืองลู่เซี่ย

ที่ถนนคนเดินสายหลัก เขตหลี่หู ซึ่งเป็นหนึ่งในย่านการค้าอันพลุกพล่านของเมืองลู่เซี่ย มีผู้คนสัญจรไปมานับไม่ถ้วนในแต่ละวัน สองข้างทางเรียงรายไปด้วยร้านรวงที่ตกแต่งอย่างตระการตา

ท่ามกลางร้านค้าเหล่านั้น มีร้านค้าสูงสองชั้นตั้งอยู่

ร้านไม่ได้ใหญ่โตอะไรนัก เมื่อเทียบกับร้านอื่นๆ บนถนนคนเดิน มันใหญ่กว่าร้านอาหารว่างซาเซี่ยนเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่ถึงร้านจะเล็ก ก็มีผู้คนแวะเวียนเข้าไปไม่ขาดสาย

“ขนส่งซุ่นเฟิงงั้นเหรอ?”

จางเหว่ยเงยหน้ามองป้ายชื่อร้าน ก่อนจะหันไปมองลู่เหลียนเสวี่ยที่ยืนอยู่ข้างๆ

“หัวหน้าห้อง นี่คือหน่วยพิทักษ์มรรคาประจำเมืองลู่เซี่ยเหรอ?”

ตอนพักเที่ยง ลู่เหลียนเสวี่ยบอกว่าหัวหน้าหน่วยพิทักษ์มรรคาที่ดูแลเมืองของพวกเขากำลังตามหาตัวเขาอยู่ ตอนนี้เลิกเรียนแล้ว เธอก็พาเขามาที่นี่ เขาไม่เชื่อหรอกว่าลู่เหลียนเสวี่ยจะแวะมารับพัสดุระหว่างทางไปหน่วยพิทักษ์มรรคา

เกี่ยวกับหน่วยพิทักษ์มรรคานี้

จางเหว่ยเคยฟังลู่เหลียนเสวี่ยอธิบายคร่าวๆ มาก่อนหน้านี้แล้ว

เนื่องจากผีกับคนนั้นแตกต่างกัน พวกมันไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง และไม่มีใครรับประกันได้ว่าพวกมันจะโผล่มาเมื่อไหร่และที่ไหน

ดังนั้น

เพื่อให้สามารถค้นหาและจัดการกับผีได้ทันท่วงที หน่วยพิทักษ์มรรคาจึงสามารถส่งคนไปปราบปรามและกำจัดพวกมันได้ตั้งแต่เนิ่นๆ

ด้วยเหตุนี้ หน่วยพิทักษ์มรรคาจึงนำแผนงานหนึ่งมาใช้ นั่นคือการจัดตั้งทีมพิทักษ์มรรคาประจำการอยู่ในทุกเมือง เมื่อพบผีภายในเมือง ทีมพิทักษ์มรรคาที่ประจำการอยู่ก็จะออกปฏิบัติการแก้ไขปัญหาทันที

ก็แหงล่ะ ขืนใช้วิธีส่งคนไป กว่าที่คนในพื้นที่จะเจอผี รายงานข่าวไปที่ศูนย์บัญชาการหน่วยพิทักษ์มรรคา แล้วศูนย์บัญชาการค่อยส่งคนมา มันก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อยครึ่งค่อนวันแล้ว ยิ่งถ้าเป็นพื้นที่ห่างไกลจากศูนย์บัญชาการ อาจจะต้องใช้เวลาหนึ่งถึงสองวัน นี่ยังไม่รวมเวลาที่ใช้ในการสืบสวนและค้นหาผีอีกนะ ระหว่างนั้นคงมีคนตายไปไม่รู้เท่าไหร่แล้ว

และก็เป็นไปตามคาด

ลู่เหลียนเสวี่ยพยักหน้าพร้อมกับฉีกยิ้มกว้าง ราวกับเดาใจจางเหว่ยออก

“นี่แหละหน่วยพิทักษ์มรรคาล่ะ”

“ก็ผีมันไม่ได้โผล่มาทุกวันนี่นา จะให้พวกเราเอาแต่นั่งเปื่อยอยู่เฉยๆ ก็คงไม่ได้ใช่ไหมล่ะ? หน่วยพิทักษ์มรรคาไม่ใช่องค์กรนักเรียนนะ ไม่ใช่ว่าสมาชิกทุกคนจะเป็นนักเรียนแบบฉันซะหน่อย หลายคนเป็นผู้ใหญ่ แถมยังเป็นตัวเก๋าๆ ทั้งนั้น”

“ยังไงพวกเขาก็ว่างอยู่แล้ว แถมยังต้องการอาชีพบังหน้าด้วย ก็เลยมาเปิดร้านขนส่งซุ่นเฟิงนี่แหละ พอว่างๆ ก็ไปส่งพัสดุ ถือเป็นการลาดตระเวนไปในตัวด้วยเลย”

ยังไม่ทันพูดจบ

ลู่เหลียนเสวี่ยก็เหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ เธอพูดพร้อมรอยยิ้มว่า

“แต่ก็ไม่ใช่ว่าหน่วยพิทักษ์มรรคาของทุกเมืองจะเปิดบริษัทขนส่งแบบนี้หรอกนะ หน่วยพิทักษ์มรรคาของแต่ละเมืองจะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเจ้าหน้าที่ที่ประจำการอยู่ที่นั่น บางที่อาจจะเปิดเป็นร้านค้าประเภทอื่น อย่างร้านรับจัดงานศพ หรือไม่ก็ร้านขายขนมก็เป็นฉากหน้าของหน่วยพิทักษ์มรรคาได้เหมือนกัน”

“บางทีนะ จางเหว่ย นายอาจจะเคยเดินผ่านร้านบะหมี่หรือเข้าไปกินบะหมี่ในเมืองอื่น แล้วร้านบะหมี่ร้านนั้นก็คือหน่วยพิทักษ์มรรคาก็ได้”

จางเหว่ยพยักหน้าเห็นด้วย ก่อนจะพูดออกมาตรงๆ ว่า

“กลยุทธ์ของหน่วยพิทักษ์มรรคาที่ซ่อนยอดฝีมือไว้ปะปนกับชาวบ้านนี่มันสุดยอดไปเลย ดูล้ำลึกมาก ให้อารมณ์แบบ ‘ยอดฝีมือเร้นกายในเมืองใหญ่’ เท่ชะมัด”

“แต่ฉันมีคำถามนึง”

“ถ้ามีผีโผล่มาในเมือง แล้วหน่วยพิทักษ์มรรคาในพื้นที่จัดการไม่ได้ล่ะ จะทำยังไง?”

ลู่เหลียนเสวี่ยเดินนำจางเหว่ยเข้าไปในร้าน พลางตอบคำถามไปด้วย

“อ๋อ ถ้าเป็นผีที่ร้ายกาจขึ้นมาหน่อย แต่ยังไม่ถึงขั้นรับมือไม่ไหว พวกเขาก็สามารถขอความช่วยเหลือจากกองกำลัง ‘มือปราบผี’ ในพื้นที่ หรือไม่ก็ส่งคำร้องขอความช่วยเหลือไปยัง ‘มือปราบผี’ อิสระที่อยู่ในพื้นที่หรือกำลังเดินทางผ่านบริเวณนั้นได้”

“หน่วยพิทักษ์มรรคาเพิ่งจะก่อตั้งขึ้นมาหลังจากสถาปนาประเทศนี่เอง ถึงแม้ว่าในสมัยก่อนราชสำนักจะมีการจัดตั้งหน่วยงานปราบผีขึ้นมาก็เถอะ”

“แต่นอกเหนือจากราชสำนักแล้ว ก็ยังมีมือปราบผีเก่งๆ บางคนที่ตั้งกองกำลังของตัวเองขึ้นมาด้วยนะ ซึ่งกองกำลังพวกนี้แหละที่เป็นเหตุผลหลักว่าทำไมสำนักมือปราบผีถึงได้อยู่ยงคงกระพันมาได้จนถึงทุกวันนี้ อย่างเช่น สำนักเขาหลงหู่, สำนักเหมาซาน, สำนักชูหม่าเซียน และเผ่ากู่แห่งเหมียวเจียง ล้วนเป็นกองกำลังหลักที่สืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยโบราณตามความเชื่อของชาวบ้านทั้งนั้น”

“แต่ตอนนี้ พอมีการก่อตั้งประเทศต้าเซี่ยและหน่วยพิทักษ์มรรคาขึ้นมา กองกำลังพวกนี้ก็ถูกควบคุมโดยหน่วยพิทักษ์มรรคาอย่างเป็นระบบ และทำหน้าที่เป็นกองกำลังพิทักษ์ที่ประจำการอยู่ตามภูมิภาคต่างๆ”

“ดังนั้น ในยามจำเป็น หน่วยพิทักษ์มรรคาสามารถส่งคำร้องขอความช่วยเหลือไปยังกองกำลังพิทักษ์เหล่านี้ได้”

“แต่อย่างไรก็ตาม”

“กองกำลังพิทักษ์พวกนี้ไม่ได้ว่างตลอดเวลาหรอกนะ พวกเขาก็เลยต้องไปขอความช่วยเหลือจาก ‘มือปราบผี’ อิสระในพื้นที่ด้วย”

“เอาจริงๆ นะ จำนวนของ ‘มือปราบผี’ อิสระพวกนี้น่ะเยอะที่สุดแล้ว ก็อย่างว่าแหละ กองกำลังพิทักษ์ที่ว่านั่นล้วนแต่เป็นสำนักที่มีชื่อเสียง อย่างสำนักเขาหลงหู่เงี้ย เขาก็รับลูกศิษย์จากพรสวรรค์ทั้งนั้นแหละ หลายคนเรียนรู้วิชาปราบผีสารพัดรูปแบบมาจากการไปเจอของเก่าตามแผงลอยข้างทาง หรือไม่ก็สืบทอดวิชาปราบผีมาจากบรรพบุรุษนั่นแหละ”

“อย่างเช่นนาย จางเหว่ย ตามการจัดประเภทของหน่วยพิทักษ์มรรคา นายก็จัดอยู่ในกลุ่มมือปราบผีอิสระที่ไม่ได้สังกัดสำนักไหนเลยไงล่ะ”

“แน่นอนว่า”

“ถ้ามันเป็นสถานการณ์ที่ควบคุมไม่ได้จริงๆ แบบที่ว่าแม้แต่กองกำลังพิทักษ์ในพื้นที่ยังทำอะไรผีไม่ได้เลยเนี่ย—”

“สมมติว่ามีผีที่สามารถทำลายเมืองทั้งเมืองโผล่มา หน่วยพิทักษ์มรรคาในพื้นที่ก็จะรายงานเรื่องนี้ไปยังระดับมณฑล แล้ว ‘องครักษ์มังกรแท้’ หรือไม่ก็ ‘องครักษ์กิเลน’ ที่ประจำการอยู่ในมณฑลนั้นก็จะลงมาจัดการเอง”

เมื่อพูดถึงตรงนี้

ดวงตากลมโตของลู่เหลียนเสวี่ยก็เป็นประกายขึ้นมา

เมื่อเห็นดังนั้น

จางเหว่ยก็มองตาม

นี่เป็นครั้งแรกเลยที่เขาได้ยินชื่อ ‘องครักษ์มังกรแท้’ กับ ‘องครักษ์กิเลน’

“หัวหน้าห้อง องครักษ์มังกรแท้กับองครักษ์กิเลนที่เธอพูดถึงเนี่ย มันเกี่ยวอะไรกับที่เธอเคยบอกว่าเป็นสมาชิกหน่วยองครักษ์อินทรีของหน่วยพิทักษ์มรรคาหรือเปล่า?”

จางเหว่ยจำได้ว่าตอนที่ลู่เหลียนเสวี่ยพาเขามาที่หน่วยพิทักษ์มรรคาเมืองลู่เซี่ย เธอเคยบอกว่าตัวเองเป็นสมาชิกหน่วยองครักษ์อินทรีของหน่วยพิทักษ์มรรคา

“ใช่ เกี่ยวสิ”

ลู่เหลียนเสวี่ยไม่ได้ปิดบังอะไร เพราะมันไม่มีอะไรต้องปิดบังอยู่แล้ว มือปราบผีคนไหนที่คุ้นเคยกับโลกของมือปราบผีก็ต้องรู้เรื่องลำดับขั้นของหน่วยพิทักษ์มรรคากันทั้งนั้น

ทันใดนั้น

เธอก็เริ่มอธิบาย

“ผีแต่ละตัวมีความแข็งแกร่งไม่เท่ากัน ตามตำนานพื้นบ้านที่สืบทอดกันมาจนถึงทุกวันนี้ ผีจะถูกแบ่งออกเป็น ผีธรรมดา, ผีร้าย, ผีร้ายชุดแดง, ราชันย์ผี และอื่นๆ อีกมากมาย”

“มือปราบผีเองก็มีความแข็งแกร่งต่างกันไป แต่ยังไม่มีการจัดลำดับพลังที่ชัดเจนเหมือนอย่างพวกผีหรอกนะ”

“หน่วยพิทักษ์มรรคา เพื่อให้ง่ายต่อการจัดการ ก็เลยแบ่งระดับความแข็งแกร่งของสมาชิกไว้อย่างละเอียด”

“จากต่ำสุดไปสูงสุด ได้แก่: องครักษ์สุนัข, องครักษ์อินทรี, องครักษ์พยัคฆ์, องครักษ์กิเลน, องครักษ์มังกรแท้”

“องครักษ์สุนัข: เป็นบุคลากรที่มีจำนวนมากที่สุดในหน่วยพิทักษ์มรรคา โดยทั่วไปจะรับผิดชอบแค่การจับพวกวิญญาณเร่ร่อนทั่วไป ผีอาฆาต และผีประเภทอื่นๆ”

“องครักษ์อินทรี: หนึ่งในกองกำลังหลักของหน่วยพิทักษ์มรรคา มือปราบผีที่สามารถจัดการกับผีร้ายได้ด้วยตัวคนเดียวจะได้รับการเลื่อนขั้นเป็นองครักษ์อินทรี ดังนั้น องครักษ์อินทรีจึงมีหน้าที่รับผิดชอบในการจับผีระดับผีร้าย ฉันเองก็เป็นองครักษ์อินทรีนะ”

“องครักษ์พยัคฆ์: กองกำลังรบหลักของหน่วยพิทักษ์มรรคา แต่ละคนคือยอดฝีมือที่สามารถรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ได้ด้วยตัวเอง และสามารถจัดการกับผีระดับผีร้ายชุดแดงได้เพียงลำพัง ตราบใดที่ก้าวขึ้นไปถึงระดับองครักษ์พยัคฆ์ได้ ก็สามารถเป็นหัวหน้าหน่วยพิทักษ์มรรคาประจำภูมิภาคต่างๆ ได้แล้ว”

“องครักษ์กิเลน: กองกำลังรบระดับสูงของหน่วยพิทักษ์มรรคา ในกองกำลังภาคพลเรือน พวกเขามีความสามารถมากพอที่จะก่อตั้งสำนักและกลายเป็นเจ้าสำนักหรือรากฐานของสำนักหรือพรรคใดพรรคหนึ่งได้เลยล่ะ”

“ส่วนองครักษ์มังกรแท้นั้น...”

เมื่อพูดถึงองครักษ์มังกรแท้

จางเหว่ยก็เห็นความเคารพเทิดทูนและความยำเกรงบนใบหน้าของลู่เหลียนเสวี่ยอย่างชัดเจน

“องครักษ์มังกรแท้: กองกำลังรบระดับสูงสุดของหน่วยพิทักษ์มรรคา พวกเขาคือบุคคลที่โดดเด่นที่สุด ประจำการอยู่ในแต่ละมณฑล มีเพียง 34 คนเท่านั้น โดยหนึ่งคนจะคอยปกป้องหนึ่งมณฑล”

“แม้แต่กองกำลังภาคพลเรือนที่มีมานานนับร้อยนับพันปี ก็ยังต้องแสดงความเคารพและยำเกรงเมื่อได้พบกับองครักษ์มังกรแท้เลยนะ”

จางเหว่ยพยักหน้ารับ

ขณะที่เขากำลังจะพูดอะไรบางอย่าง

“เหลียนเสวี่ย เธอมาแล้ว! นี่ใช่จางเหว่ยหรือเปล่า?”

...

จบบทที่ บทที่ 6: หน่วยพิทักษ์มรรคา โดดเด่นแต่เร้นกายในหมู่บ้าน

คัดลอกลิงก์แล้ว