- หน้าแรก
- ระบบเอาชีวิตรอด เริ่มต้นด้วยหมั่นโถวหนึ่งลูก
- บทที่ 31 แม้แต่นิวตันก็ยังเอาฝาโลงไว้ไม่อยู่ เขาเป็นแค่คนธรรมดาจริง ๆ หรือ?
บทที่ 31 แม้แต่นิวตันก็ยังเอาฝาโลงไว้ไม่อยู่ เขาเป็นแค่คนธรรมดาจริง ๆ หรือ?
บทที่ 31 แม้แต่นิวตันก็ยังเอาฝาโลงไว้ไม่อยู่ เขาเป็นแค่คนธรรมดาจริง ๆ หรือ?
การตั้งค่าการเปลี่ยนพลังงานจลน์เป็นไฟฟ้าที่แสนเรียบง่ายเช่นนี้
กลับถูกคนหนุ่มชาวหัวเซี่ยนำมาปรับใช้เป็นคนแรก
เส้นผมสีขาวโพลนของสมาชิกสภาวิชาการอาวุโสปลิวไสวไปตามลม
ร่างกายของเขาสั่นเทาด้วยความตื่นเต้น
"พ่อหนุ่มคนนี้เป็นแค่คนธรรมดาจริง ๆ หรือ?"
"พวกเราต้องรีบรายงานเบื้องบน
จะต้องจ้างชายหนุ่มหัวเซี่ยคนนี้มาทำงานที่สถาบันวิทยาศาสตร์ของประเทศเราด้วยเงินเดือนสูงลิ่วให้ได้!"
...
ในห้องถ่ายทอดสด ล่ามเริ่มแปลข้อความจากกระสุนคอมเมนต์ไปพร้อม ๆ กัน
เลล่า พิธีกรสาวสวยเมื่อได้เห็นข้อความที่แปลออกมาก็รู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก
"สถาบันวิทยาศาสตร์ของประเทศจิงโจ้เสนอเงินเดือนสูงถึง 2
ล้านดอลลาร์เพื่อจ้างเย่ไป๋
ผู้เข้าแข่งขันจากหัวเซี่ยค่ะ"
"เดี๋ยวก่อน! สถาบันวิทยาศาสตร์ของปาปัวนิวกินีเสนอให้ 5 ล้านดอลลาร์!"
"ช้าก่อนค่ะ! ติมอร์-เลสเตยินดีมอบเงิน 12 ล้านดอลลาร์พร้อมเชิญเย่ไป๋โอนสัญชาติ?
สวรรค์! ยังมีสูงกว่านี้อีกไหมคะ?"
"ข้อความจากล่ามภาษาญี่ปุ่นมาแล้วค่ะ! ประเทศญี่ปุ่นยินดีจ่าย 40
ล้านดอลลาร์เพื่อเชิญเย่ไป๋เข้าเป็นพลเมือง!
ต่อเดือนนะคะ! เป็นเงิน 40 ล้านดอลลาร์ต่อเดือนค่ะ!"
...
ผู้คนในห้องถ่ายทอดสดต่างตกตะลึงจนแทบคลั่งเมื่อได้ยินจำนวนเงินนั้น
สวรรค์!
40 ล้านดอลลาร์ต่อเดือนงั้นหรือ?
นั่นมันมากกว่าผลรวมเงินเดือนทั้งแปดชาติของพวกเขารวมกันเสียอีก!
บางคนถึงกับเคาะแป้นพิมพ์อย่างบ้าคลั่ง "ฉันไปเอง! ฉันไปเอง! ประเทศญี่ปุ่นจ๋า
ฉันมาแล้ว!"
ทีมงานฝ่ายผลิตรีบจัดประชุมด่วนเพื่อหารือกัน
ในที่สุดผู้กำกับก็ตัดสินใจในเรื่องที่จะไม่กระทบต่อความสมจริงของรายการ
"ผู้ชมทั่วโลกครับ รายการเรียลลิตี้โชว์นี้จะดำเนินไปเป็นเวลาสามเดือน"
"เพื่อรักษาความสมจริงและเพื่อเป็นการให้เกียรติแก่ประเทศต่าง ๆ
เราจะใช้วิธีส่งข้อมูลเพื่อบอกใบ้ข้อความนี้ให้กับผู้เข้าแข่งขันครับ"
ทันทีที่ผู้กำกับพูดจบ ห้องถ่ายทอดสดก็เกิดความโกลาหลขึ้นอีกครั้ง
พวกเขาทั้งตื่นเต้นและสงสัยว่าทีมงานจะส่งข่าวเรื่องเงิน 40
ล้านดอลลาร์ไปให้เย่ไป๋ได้อย่างไร?
...
ภาพในห้องถ่ายทอดสดเริ่มเปลี่ยนไป
หลังจากพายุฝนฟ้าคะนองสงบลง โดรนลำหนึ่งก็แอบบินผ่านน่านฟ้าใจกลางเมืองหลวงปีศาจ
(เซี่ยงไฮ้) และปล่อยธงผืนหนึ่งลงมา
ธงผืนนั้นมีพื้นหลังสีขาวและวงกลมสีแดงอยู่ตรงกลาง
บนธงเขียนจำนวนเงินค่าจ้างไว้อย่างเป็นระเบียบ
40 ล้านดอลลาร์
ผู้นำประเทศญี่ปุ่นรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง
และสถาบันวิทยาศาสตร์ของญี่ปุ่นก็ตื่นเต้นไม่แพ้กัน
เย่ไป๋จากหัวเซี่ยจะเข้าใจข้อความที่รายการบอกใบ้ไหม?
เย่ไป๋จะหวั่นไหวหรือไม่?
ภาพเหตุการณ์ถูกถ่ายทอดสดไปทั่วโลก ทุกคนต่างจ้องมองไปที่หน้าจอโดยไม่กะพริบตา
วินาทีต่อมา
ในภาพ เย่ไป๋เงยหน้าขึ้นมองเห็นธงพื้นขาววงกลมสีแดงที่พัดปลิวลงมา
ทีแรกเขาแสดงอาการสงสัยพลางยกมือขึ้นคว้าธงมาดูจำนวนเงินอย่างละเอียด
ผู้ชมทั่วโลกต่างลุ้นระทึกจนเหงื่อซึมมือ
ทีมงานฝ่ายผลิต พิธีกร และผู้กำกับต่างก็หัวใจเต้นระรัวจนแทบจะกระดอนออกมาจากอก
คนที่ตื่นเต้นที่สุดย่อมหนีไม่พ้นสมาชิกในสถาบันวิทยาศาสตร์ของญี่ปุ่น
พวกเขาถึงกับลุกขึ้นยืนเตรียมจะโห่ร้องดีใจที่เย่ไป๋จะเข้าร่วมกับสัญชาติของตน
ทว่า—
วินาทีถัดมา เย่ไป๋กลับยกยิ้มที่มุมปากแล้วแค่นหัวเราะอย่างเหยียดหยาม
"ธงของพวกที่ใช้ชีวิตดี๊ดีงั้นเหรอ"
"เอามาให้ฉันทำเป็นวัสดุ ฉันยังรู้สึกขยะแขยงเลย"
เขาไม่แม้แต่จะมองมันซ้ำอีกครั้ง ก่อนจะเหวี่ยงธงพื้นขาวผืนนั้นทิ้งไปอย่างไม่ใยดี
แล้วหันหลังวิ่งไล่ตามโดรนที่กำลังบินจากไป
ฉากนี้ทำให้โลกอินเทอร์เน็ตสั่นสะเทือน
ผู้นำและเหล่านักวิทยาศาสตร์ของญี่ปุ่นรู้สึกเหมือนถูกตบหน้าจนชาดิบ
พวกเขายินดีทุ่มเงินมหาศาลเพียงเพื่อเชิญเย่ไป๋เข้าร่วม
แต่ไม่คาดคิดเลยว่าเย่ไป๋จะมองธงของพวกเขาเพียงปราดเดียวแล้วก็รังเกียจจนไม่อยากมองซ้ำ?
โดรนลำหนึ่งมันจะมีค่ามากกว่าเงิน 40 ล้านดอลลาร์ที่พวกเขามอบให้เชียวหรือ?
ทั้งที่พวกเขานั้นแสดงความจริงใจมากที่สุดแท้ ๆ!
ทีมงานฝ่ายผลิตเองก็ตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก หลังฉากวุ่นวายไปหมด
"ไม่ได้การ! ผู้เข้าแข่งขันหัวเซี่ยวิ่งเร็วเกินไปแล้ว!"
"โดรนของเรากำลังจะถูกไล่ทัน!"
"ไม่ได้นะ! ในโดรนมีทั้งข้อมูลและกล้องถ่ายภาพ! ถ้าถูกเจอเข้าจะทำยังไง?"
ผู้กำกับพยายามสงบสติอารมณ์แล้วพึมพำออกมา
"วางใจเถอะ มนุษย์ที่ไหนจะวิ่งเร็วกว่าโดรน โโดรนของเรามีความเร็วถึง 60
กิโลเมตรต่อชั่วโมง และที่สำคัญที่สุดคือ มันบินสูง!"
"โดรนของเราบินอยู่ในระดับที่สูงมาก
นอกจากผู้เข้าแข่งขันหัวเซี่ยจะมีระดับเดียวกับนักกีฬากระโดดสูงทีมชาติ
ถึงจะเอื้อมถึง"
ผู้กำกับให้คำมั่นอย่างมั่นใจ
แต่ในวินาทีต่อมา ผู้ชมทั่วโลกต่างก็ต้องอ้าปากค้างจนกรามแทบค้าง
ในภาพถ่ายทอดสด เย่ไป๋เร่งความเร็วในการวิ่ง สองขาขยับอย่างบ้าคลั่ง
ปลดปล่อยสมรรถภาพทางกายระดับนักรบออกมา
วิ่งไล่ล่าด้วยท่าทางปลิดวิญญาณ
เขาเคลื่อนที่ผ่านไปราวกับเงาร่างลึกลับ
ในชั่วพริบตานั้นเขาดูเหมือนมนุษย์ที่บินได้
หรือคล้ายกับสายฟ้าสีเงินที่พุ่งฝ่าความมืดมิด
ฟุ่บ!
ร่างของเย่ไป๋พุ่งทะยานขึ้นสู่ที่สูง
ขาทั้งสองข้างขยับสลับกันกลางอากาศราวกับเหยียบย่ำไปบนความว่างเปล่า
เขากระโดดขึ้นไปในรวดเดียว!
พุ่งทะยานขึ้นไปอย่างสง่างาม!
การกระโดด! พลังในการกระโดดที่แข็งแกร่งเหลือเชื่อ!
"เชี่ยเอ๊ย!"
"บัดซบ!"
"ไอ้เวรเอ๊ย!"
"นี่มันวิชาบันไดเมฆาชัด ๆ!"
"บันไดเมฆาบ้านแกสิ! บันไดเมฆามันเป็นเรื่องเพ้อเจ้อไม่ใช่เหรอ!"
"เอาเท้าซ้ายเหยียบเท้าขวาแล้วทะยานขึ้นฟ้าได้เนี่ยนะ?
นิวตันยังเอาฝาโลงไว้ไม่อยู่แล้ว!"
...
ผู้ชมทั่วโลกต่างฮือฮาและแตกตื่น
แต่ไม่ว่าพวกเขาจะประหลาดใจแค่ไหน เย่ไป๋ก็ทำสำเร็จแล้ว
สมรรถภาพทางกายระดับนักรบทำให้เขามีพลังกระโดด ความแข็งแกร่ง ความเร็ว
และพลังระเบิดที่ก้าวกระโดดราวกับติดปีก
เขาพุ่งตัวขึ้นไปในระดับที่สูงมาก
จากนั้นก็ยื่นแขนออกไปคว้าโดรนลำนั้นไว้ในอุ้งมือได้อย่างแน่นหนา
ทีมงานฝ่ายผลิตอึ้งไปตาม ๆ กัน
ผู้กำกับถึงกับสมองว่างเปล่า
เลล่า
พิธีกรสาวสวยเองก็ไม่รู้จะสรรหาคำพูดใดมาแก้ไขสถานการณ์อันน่ากระอักกระอ่วนของทีมงานได้
สมาชิกทีมงานฝ่ายผลิตต่างก็ค่อย ๆ อ้าปากค้าง
ก่อนจะโพล่งคำเดียวกันออกมาพร้อมกันว่า
"เชี่ย... เอ๊ย!"
...
เย่ไป๋คว้าโดรนมาได้ก็รีบปิดสวิตช์ทันทีเพื่อป้องกันไม่ให้ใบพัดบาดข้อมือ
เขาหันมองไปรอบ ๆ
สายตาจ้องเขม็งไปยังตำแหน่งที่อาจจะมีกล้องซ่อนอยู่
ในภาพถ่ายทอดสด ปรากฏใบหน้าของเย่ไป๋ที่ขยายใหญ่ขึ้น
ผู้ชมทุกคนต่างลุ้นจนตัวโก่งและสูดลมหายใจเข้าลึก
ราวกับถูกสายตาของเย่ไป๋จ้องทะลุออกมาคว้าตัวพวกเขาก็ไม่ปาน
มีใครบางคนพิมพ์กระสุนคอมเมนต์อย่างระมัดระวังว่า
"คงไม่ใช่ว่า... หลังจากผ่านไปหนึ่งเดือน
เย่ไป๋จะมองรายการของเราออกทะลุปรุโปร่งแล้วหรอกนะ?"
ในใจของหลายคนเริ่มเกิดความหวั่นวิตก แต่คนที่วิตกที่สุดคือผู้กำกับ
ผู้กำกับเริ่มนึกเสียใจ เขาเกรงว่าเย่ไป๋จะแฉรายการของพวกเขา
และกลายเป็นฝ่ายคุมเกมแทน!
ความกลัว!
เขาเริ่มรู้สึกหวาดกลัวชายหนุ่มหัวเซี่ยที่ดูเหมือนคนธรรมดาคนนี้ขึ้นมาเสียแล้ว
"บัดซบ! เขาเป็นแค่คนธรรมดาจริง ๆ หรือวะ?"
...
กล้องค่อย ๆ เคลื่อนตัวออกไป ในที่สุดเย่ไป๋ก็หาเลนส์กล้องไม่พบ
เขาจึงเตรียมที่จะตรวจสอบโดรนในมือ
"หลินเสวี่ย มีคนส่งเสบียงมาให้เราแล้ว"
หลินเสวี่ยวิ่งเหยาะ ๆ เข้ามาด้วยความตื่นเต้น "อะไรเหรอ?"
แต่เมื่อเห็นว่าเป็นเพียงโดรนธรรมดา ๆ ลำหนึ่ง เธอก็หมดความสนใจทันที "ไม่ใช่ของกิน
แล้วก็น่าจะไม่ใช่แหล่งพลังงานด้วย เครื่องบินกิ๊กก๊อกลำนี้มีอะไรน่าดูนักหนา"
"น่าเบื่อชะมัด"
หลินเสวี่ยรู้สึกไม่น่าสนใจ แต่เย่ไป๋ไม่ได้คิดเช่นนั้น
เขาเก็บโดรนเข้ากระเป๋าด้วยความยินดี
ใบหน้ายิ้มแย้มราวกับดอกไม้บาน
ดีเหลือเกิน!
การที่มีโดรนบินอยู่รอบ ๆ หมายความว่ามีคนกำลังเฝ้าดูพวกเขาอยู่
และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือมีคนส่งเทคโนโลยีใหม่มาให้ถึงที่
การรับรู้ระยะไกล การควบคุมทางไกล และการวัดระยะทางไกล
เขาสามารถใช้โดรนลำนี้ในการสำรวจภูมิประเทศโดยรอบได้ไกลยิ่งขึ้น!
ดึกสงัดแล้ว
เย่ไป๋ตั้งใจจะรอจนถึงวันพรุ่งนี้เพื่อศึกษาโดรน
เขาใช้เตาแม่เหล็กไฟฟ้าเชื่อมต่อกับแหล่งจ่ายไฟ
และสั่งให้หลินเสวี่ยนำเนื้อย่างแช่แข็งที่หามาได้วางลงบนเตา
"เย่ไป๋ นี่เป็นอาหารแช่แข็งอย่างสุดท้ายในร้านสะดวกซื้อแล้วนะ"
"ของในตู้แช่แข็งหมดเกลี้ยงแล้ว"
"ตู้แช่ในห้างสรรพสินค้าอื่น ๆ ใจกลางเมืองก็ใช้การไม่ได้ตั้งนานแล้ว
เนื้อพวกนั้นก็ส่งกลิ่นเหม็นกินไม่ได้เลยสักนิด"
"เพราะงั้นเราควรจะประหยัด..."
ใบหน้าสวยของหลินเสวี่ยจู่ ๆ ก็ขยับเข้ามาใกล้จนเย่ไป๋สะดุ้ง
"เย่ไป๋! นายฟังที่ฉันพูดอยู่หรือเปล่า?"
เย่ไป๋กำลังสัมผัสถึงการเปลี่ยนแปลงของเหรียญทองในระบบภายในร่างกาย
เขาหัวเราะแล้วพูดว่า "ไม่ต้องประหยัดหรอก โบราณว่าไว้ให้ทำตัวตามสบาย
จะกินเร็วหรือกินช้าสุดท้ายก็ต้องกินอยู่ดี"
"มา! กินกันเถอะ! จัดปาร์ตี้บาร์บีคิวกัน!"
จบบท