- หน้าแรก
- วันนี้โดนบูลลี่ วันหน้าเจออีกทีต้องเรียกลูกพี่นะครับ
- บทที่ 22 - ตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล
บทที่ 22 - ตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล
บทที่ 22 - ตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล
เฉินหยวนโจวตบหน้าอกตัวเองดังป้าบ
"เข้าทางฉันเลยล่ะ! ถึงตอนนี้ฉันจะเลิกเล่นไปแล้ว แต่ก็ยังสิงอยู่ในกลุ่มพวกนั้น แถมยังรู้จักคนในวงการอีกเพียบ!"
"รับรองว่าจัดการให้เสร็จสรรพเรียบร้อยแน่นอน!"
เขาเปลี่ยนเรื่องคุยด้วยความสงสัย
"แต่ว่านะ... คุณอาของเธอคนนี้ รวยระดับเศรษฐีเลยเหรอเนี่ย? ทำไมก่อนหน้านี้ไม่เคยได้ยินเธอเล่าให้ฟังเลยล่ะ!"
เรื่องครอบครัวของหลิวเหมี่ยว เขาก็เคยได้ยินเธอเล่าให้ฟังจนหมดเปลือกแล้ว ก็แค่ครอบครัวธรรมดาๆ หาเช้ากินค่ำทั่วไปนี่นา!
แต่จู่ๆ คุณอาคนนี้ก็โผล่มาแบบไม่ทันตั้งตัว!
หรือว่า... นี่จะเป็นบททดสอบจากตระกูลเศรษฐีที่ปกปิดฐานะเอาไว้???
โคตรตื่นเต้นเลยเว้ย!!!
ถ้าหลิวเหมี่ยวรู้ว่าตานี่กำลังเพ้อเจ้ออะไรอยู่ล่ะก็ คงได้จับโยนทิ้งลงถังขยะไปแล้ว!
แต่เธอก็ไม่ได้มีพลังจิตอ่านใจคนได้ พอได้ยินแบบนั้นก็ส่ายหัวปฏิเสธ
"ตามหลักแล้ว ถ้าคุณอาควักเงินมาสักล้านนึง ฉันก็คงจะแค่ตกใจนิดหน่อยแหละ ก็พอรู้มาบ้างว่าแกมีบริษัทเล็กๆ เป็นของตัวเอง"
"แต่... ไอ้เรื่องระดับหลายสิบล้านเนี่ย ฉันก็ไม่รู้เรื่องเหมือนกัน"
เฉินหยวนโจวลูบผมหลิวเหมี่ยวเบาๆ
"ช่างมันเถอะ คิดไม่ออกก็ไม่ต้องคิดแล้ว ยังไงซะท่านก็คงไม่คิดร้ายกับพวกเราหรอกน่า!"
หลิวเหมี่ยวค้อนขวับ แต่ก็ไม่ได้เถียงอะไรกลับไป
...
สองพ่อลูกฉินจื้อเดินทางกลับถึงบ้านก็ปาเข้าไปหกโมงเย็นกว่าๆ แล้ว
ซุนเยี่ยนและฉินชิงชิงที่รู้ข่าวล่วงหน้า ก็มารอรับอยู่หน้าประตูบ้าน
พอเปิดประตูเข้ามาปุ๊บ
คนนึงก็เข้าไปช่วยรับสัมภาระ อีกคนก็จับฉินจั๋วหมุนซ้ายหมุนขวาสำรวจร่างกายอย่างเป็นห่วง
"แม่! ไม่ต้องดูแล้วครับ ผมไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย!"
ฉินจื้อก็ช่วยพูดเสริม
"หมอบอกว่า พักฟื้นสักระยะเดี๋ยวก็หายดีแล้ว แต่ห้ามนอนอุดอู้อยู่แต่ในห้อง"
"ฉันเลยคิดว่าช่วงนี้จะพามันออกไปเดินเล่นรับแดดรับลมข้างนอกบ่อยๆ หน่อยน่ะ!"
ฉินจั๋วแอบคิดในใจ: ข้ออ้างนี้เพอร์เฟกต์สุดๆ!
หลังจากนี้พวกเขาสองพ่อลูกก็ออกไปร่อนข้างนอกได้สบายใจเฉิบแล้ว!
ซุนเยี่ยนพยักหน้ารัวๆ
"ใช่ๆๆ! ออกไปยืดเส้นยืดสายบ้างก็ดี!"
ฉินชิงชิงแอบกระซิบถามฉินจั๋วเบาๆ
"ของฝากที่ซื้อมาให้ฉันก็ถูกใจอยู่หรอกนะ แต่เงินที่ฉันให้ไป คงไม่พอซื้อใช่ไหมล่ะ..."
ฉินจั๋วเบะปาก
ไม่ใช่ว่าไม่พอหรอกนะเจ๊!
แต่มันแทบจะไม่ได้งัดออกมาใช้เลยต่างหากล่ะ!
"พอสิเจ๊! พออยู่แล้ว!"
ฉินชิงชิงไม่ได้ซักไซ้ไล่เลียงอะไรต่อ เพราะซุนเยี่ยนกำลังง่วนอยู่กับการต้อนรับขับสู้สองพ่อลูกให้ไปกินข้าว
หลายวันมานี้ฉินจั๋วไม่ได้กินข้าวฝีมือแม่เลย
ในความคิดของคนเป็นแม่ ลูกไปอยู่ต่างบ้านต่างเมือง ก็คงต้องตกระกำลำบาก อดมื้อกินมื้อแน่ๆ!
แถมยังไปกับพ่ออีกต่างหาก สภาพคงไม่ต่างอะไรกับไปบุกป่าฝ่าดงกับเบียร์ กริลส์ (Bear Grylls) แหงๆ!
"มากินเร็วเข้า! มีแต่ของโปรดลูกทั้งนั้นเลย!"
เผลอแป๊บเดียว กับข้าวในชามฉินจั๋วก็พูนสูงเป็นภูเขาเลากา
"ทำไมไม่กินล่ะลูก? รสชาติไม่ถูกปากเหรอ?"
ฉินจั๋วหัวเราะร่วน
"ขอตัวไปหยิบของแป๊บนึงนะครับ!"
เขาวิ่งปรู๊ดกลับเข้าไปในห้องนอน คว้าแผงยาช่วยย่อยมากระเดือกลงคอไปรวดเดียว
"ฝากความหวังไว้ที่แกแล้วนะ! ระบบย่อยอาหารจ๋า!"
...
เช้าวันรุ่งขึ้น สองพ่อลูกก็ออกจากบ้านกันตั้งแต่ไก่โห่ รอบนี้มีภารกิจสำคัญต้องไปจัดการ!
และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งความเสียใจของฉินจั๋วในชาติก่อนเช่นกัน
ฉินจื้อต่อสายตรงหาตู้จวินทันที
"ฮัลโหล? เหล่าตู้? ออกมากินข้าวด้วยกันหน่อยสิ!"
ตู้จวินก้มมองนาฬิกาข้อมือ เพิ่งจะสิบโมงเช้า จะมากินข้าวบ้าอะไรตอนนี้?
"ฉันยังทำงานอยู่นะเว้ย!"
"ลางานมาเลย!"
คำพูดของฉินจื้อทำเอาตู้จวินด่าสวนกลับไปทันควัน
"...มึงบ้าไปแล้วเหรอวะ?"
ถึงปากจะด่า แต่ตู้จวินก็ยอมเดินลงมาจากตึกที่ทำงานอย่างรวดเร็ว
ตู้จวินคบหากับฉินจื้อมานานกว่าฉินจั๋วซะอีก ดีไม่ดีอาจจะนานกว่าฉินชิงชิงด้วยซ้ำไป
ทั้งคู่รู้จักกันตั้งแต่สมัยเป็นทหารเกณฑ์ หลังจากปลดประจำการก็แยกย้ายไปคนละเส้นทาง
คนหนึ่งรับราชการ เป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงในสำนักงานอัยการ ส่วนอีกคนก็หันมาเอาดีทางด้านธุรกิจ
แต่มิตรภาพที่ผูกพันกันมาหลายสิบปียังคงแน่นแฟ้นไม่เสื่อมคลาย!
ชาติที่แล้ว ตอนที่ฉินจั๋วเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลาย ตู้จวินด่วนจากไปเพราะโรคมะเร็งหลอดอาหาร เหตุการณ์นี้สร้างความสะเทือนใจให้ฉินจื้ออย่างหนัก!
ถึงขั้นล้มหมอนเสื่อตื่นลุกไม่ขึ้นไปหลายวัน!
ความเจ็บปวดครั้งนั้นดูจะหนักหนาสาหัสยิ่งกว่าตอนที่สูญเสียญาติพี่น้องคนไหนๆ ซะอีก!
ฉินจั๋วได้แต่มองดูด้วยความร้อนรนใจ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้เลย
แต่มาตอนนี้ ตู้จวินในวัยนี้ยังดูรูปร่างท้วมสมบูรณ์ดี ไม่ได้ผ่ายผอมจนหนังหุ้มกระดูกเหมือนในชาติก่อน!
"ลุงตู้!"
"อ้าว เสี่ยวจั๋วก็มาด้วยเหรอ! ร่างกายหายดีหรือยังลูก?"
"หายแล้วครับ! ขอบคุณลุงตู้ที่เป็นห่วงนะครับ ตอนนี้ร่างกายผมแข็งแรงดีร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว"
ตู้จวินแอบแปลกใจนิดๆ — ไม่เจอกันแค่ไม่กี่วัน ทำไมเสี่ยวจั๋วถึงดูเป็นผู้ใหญ่และมีมารยาทขึ้นขนาดนี้นะ!
แต่เรื่องนั้นเอาไว้ก่อน ขอจัดการเรื่องหลักก่อนดีกว่า เขาเดินเข้าไปล็อกคอฉินจื้อหมับ
"แกเรียกฉันมาทำไมฮะ? ด่วนจี๋ไปรษณีย์จ๋าขนาดนี้ ถ้าไม่มีเรื่องคอขาดบาดตายล่ะก็ ฉันจะสั่งสอนแกให้เข็ดเลยคอยดู!"
ฉินจื้อยิ้มแฉ่ง
"ตามฉันมาทำธุระอย่างนึงหน่อย! แกอยากจะทำอะไร อยากกินอะไร จัดมาเลยเต็มที่ วันนี้ฉันเลี้ยงเอง!"
ตู้จวินเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ
"ไอ้ขี้งกอย่างแกเนี่ยนะ จะยอมเลี้ยงข้าวฉัน? ผีเข้าหรือไง?"
"ตามมาเถอะน่า!"
ฉินจั๋วดันหลังตู้จวินให้ขึ้นรถ แล้วขับมุ่งหน้าตรงไปยังโรงพยาบาลประจำมณฑลทันที
"เสี่ยวจั๋ว ใครรังแกหลานหรือเปล่า? บอกลุงมาเลย เดี๋ยวลุงจะไปจัดการพวกมันให้เอง!"
ตู้จวินรักฉินจั๋วเหมือนลูกในไส้ พอได้ยินแบบนั้นฉินจั๋วก็รู้สึกอุ่นซ่านในหัวใจ
"ไม่มีใครรังแกผมหรอกครับลุงตู้! เรื่องนั้นมันเรื่องจิ๊บจ๊อย! แต่เรื่องที่เรากำลังจะไปทำกันเนี่ยสิ เรื่องใหญ่ของจริง!"
"หือ? เรื่องใหญ่อะไรวะ?"
ไม่กี่นาทีต่อมา ตู้จวินก็ถูกลากมายืนอยู่หน้าห้องตรวจส่องกล้องกระเพาะอาหาร
"เดี๋ยวนะ นี่พวกแกพาฉันมาทำอะไรที่นี่เนี่ย? เหล่าฉิน แกจะมาส่องกล้องเหรอ?"
ฉินจื้อส่ายหน้าปฏิเสธ
ตู้จวินกลืนน้ำลายเอื้อก
"งั้นก็... เสี่ยวจั๋ว..."
ฉินจั๋วก็ยืนเงียบไม่หือไม่อือเช่นกัน
"ฮ่าๆๆ... คงไม่ใช่ฉันหรอกมั้ง?"
ฉินจื้อเอ่ยปากเฉลย
"ตรวจร่างกายแกนั่นแหละเหล่าตู้! ทนหน่อยนะโว้ย!"
"เฮ้ยๆ! ไม่เอา! ฉัน... อ่อก อ่อก!"
ด้วยความที่ฉินจื้อแอบยัดซองแดงเบิกทางไว้ล่วงหน้า ผลตรวจเลยออกมาไวติดจรวด แค่ครึ่งชั่วโมงก็รู้ผลแล้ว
ตู้จวินไม่เคยโดนจับส่องกล้องมาก่อน เล่นเอาอ้วกแตกอ้วกแตนแทบแย่
"ไอ้การตรวจบ้านี่มันทรมานชะมัดเลยโว้ย! อ้าว? ผลตรวจออกมาแล้วเหรอ?"
"เอามาให้ฉันดูหน่อยสิเหล่าฉิน"
ฉินจื้อรีบสลับผลตรวจไปไว้อีกมือ ไม่ยอมให้ตู้จวินแย่งไปได้
ขืนให้ดูมีหวังช็อกตายพอดี!
ก็ในใบรายงานมันระบุไว้หราเลยว่า 'สงสัยว่าจะเป็นมะเร็งหลอดอาหารระยะเริ่มต้น'!
ขืนให้เหล่าตู้เห็นตอนนี้ มีหวังสติแตกแน่ๆ
"เราไปคุยกับหมอกันก่อนดีกว่า!"
"อ้อๆ เอาสิ!"
หมอที่รับหน้าที่ตรวจวินิจฉัยตู้จวินคือหัวหน้าแผนกหวัง ซึ่งฉินจื้อใช้เส้นสายล็อกคิวไว้ล่วงหน้าแล้ว
"คุณหมอหวังครับ รบกวนช่วยดูใบรายงานผลส่องกล้องนี่ให้หน่อยครับ!"
"ซี๊ดดดด!"
คุณหมอหวังไล่สายตาอ่านรายงานผลตรวจด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
"นี่คือคนไข้เหรอครับ?"
"คนไข้? ไม่ใช่สิ ผมไม่ได้ป่วยนะหมอ!"
ตู้จวินเกาหัวแกรกๆ ด้วยความงุนงง
แค่มาโดนจับตรวจร่างกายเฉยๆ ไหงกลายเป็นคนไข้ไปได้วะเนี่ย?
แบล็กเมล์กันปะเนี่ย?
คุณหมอหวังส่ายหน้า
"มะเร็งหลอดอาหารระยะเริ่มต้น ยังจะมาบอกว่าไม่ได้ป่วยอีกเหรอครับ?"
"อะไรนะ???"
ตู้จวินตกใจจนเด้งตัวลุกพรวด พอได้ยินคำว่ามะเร็ง เขาก็สติแตกทันที!
เมื่อกี้ฉันยังปกติดีอยู่แท้ๆ!
แค่โดนไอ้สายยางบ้าบอนั่นแหย่ลงคอไปแป๊บเดียว กลายเป็นมะเร็งไปได้ยังไงวะ???
"หมอหยิบผลตรวจผิดคนหรือเปล่าครับ?"
"คุณชื่อตู้จวินใช่ไหมครับ?"
"ก็ใช่น่ะสิ!"
คุณหมอหวังพยักหน้ารับ
"งั้นก็ไม่ผิดตัวแล้วล่ะครับ! แต่โชคดีที่ยังอยู่ในระยะเริ่มต้น โอกาสรักษาหายมีสูงมากครับ"
พอเห็นหมอยืนยันหนักแน่น ตู้จวินก็ยังไม่อยากจะเชื่ออยู่ดี
"แต่ผมร่างกายแข็งแรงปึ๋งปั๋ง ไม่มีอาการผิดปกติอะไรเลยนะครับ!"
คุณหมอหวังส่ายหน้า
"ก็เพราะมะเร็งระยะเริ่มต้นมันไม่แสดงอาการนี่แหละครับที่น่ากลัว! ถ้าปล่อยทิ้งไว้อีกสักปีสองปีจนลุกลามเข้าสู่ระยะกลาง ถึงตอนนั้น... คุณคงอยู่ได้อีกไม่เกินสองปีหรอกครับ!"
"คุณนี่โชคดีมากจริงๆ นะครับที่มาตรวจเจอตั้งแต่เนิ่นๆ แบบนี้!"
พอได้ยินหมออธิบายแบบนั้น ตู้จวินก็เริ่มจะตั้งสติได้บ้าง ความตื่นตระหนกลดลงไปเปลาะหนึ่ง
"แล้ว... ผมต้องรักษายังไงบ้างครับหมอ?"
"ต้องผ่าตัดเนื้อร้ายออกครับ ใช้เวลาผ่าตัดประมาณสามสี่ชั่วโมง พักฟื้นสักอาทิตย์นึงก็กลับบ้านได้แล้วครับ"
ตู้จวินยอมรับความจริงในที่สุด
"งั้นแปลว่า... ผมก็กินเหล้าไม่ได้แล้วใช่ไหมครับ?"
ในชาติก่อน ก็เพราะตู้จวินดื่มเหล้าจัด ต้องออกไปสังสรรค์คุยงานบ่อยๆ นี่แหละ โรคมะเร็งหลอดอาหารมันถึงได้ลุกลามเร็วนัก
ตอนนั้นพอบอกฉินจั๋วสอบเข้า ม.ปลาย เสร็จ ตู้จวินก็ลากฉินจื้อไปดวลเหล้ากันเป็นลิตร! (เด็กอายุต่ำกว่าเกณฑ์ห้ามดื่มแอลกอฮอล์นะจ๊ะ!)
ผลคือวันต่อมาต้องไปนอนให้น้ำเกลือตรวจเช็กร่างกายที่โรงพยาบาล!
พฤติกรรมใช้ชีวิตสุดเหวี่ยงแบบนี้ ตู้จวินทำเป็นกิจวัตร ถ้าไม่เป็นมะเร็งหลอดอาหารสิถึงจะแปลก!
"งั้นเดี๋ยวผมขอแวะไปลางานที่สำนักงานก่อน แล้วจะกลับมารักษาตัวนะครับ"