เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 31 - ข้าจะรักษา (กรีดเลือด) ให้เจ้าเอง

บทที่ 31 - ข้าจะรักษา (กรีดเลือด) ให้เจ้าเอง

บทที่ 31 - ข้าจะรักษา (กรีดเลือด) ให้เจ้าเอง


บทที่ 31 - ข้าจะรักษา (กรีดเลือด) ให้เจ้าเอง

ปราบพญาครุฑปีกทองได้ในฝ่ามือเดียว

หวงหลงดีใจจนเนื้อเต้น

จะว่าไป ก็เป็นเรื่องบังเอิญเหมือนกัน

ตอนที่เขาฟังเจิ้นหยวนจื่อเทศนาวิถีเต๋าที่อารามอู่จวง ด้วยความที่มีธาตุดินเหมือนกัน เขาจึงเรียนรู้มาได้เยอะหน่อย

และเจิ้นหยวนจื่อก็เป็นถึงปรมาจารย์ด้านมิติ วิชา 'ฟ้าดินในแขนเสื้อ' ของเขานั้นเลื่องลือไปทั่วฟ้าดิน

หลังจากหวงหลงฟังเทศนา เขาก็ได้รับความรู้มาบ้าง สามารถยืมพลังธาตุดินมาปิดผนึกห้วงมิติรอบด้านได้ชั่วคราว ป้องกันการมุดทะลวงมิติ

หลังจากเข้าใจวิชานี้แล้ว หวงหลงก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก

เพราะวิชานี้มันค่อนข้างไร้ประโยชน์ คนที่ถูกขัง ระดับการบำเพ็ญเพียรต้องไม่สูงกว่าเขา

ถือว่าเป็นวิชาฟ้าดินในแขนเสื้อเวอร์ชันลดเกรดแบบสุดๆ

แต่โดยปกติแล้ว คนที่สามารถมุดทะลวงมิติได้ มีใครบ้างล่ะที่ระดับพลังจะไม่สูงกว่าเขาไปไกลลิบ?

แต่คิดไม่ถึงเลยว่า จะมาบังเอิญเจอเข้ากับคนที่กระโดดข้ามมิติได้ แต่ระดับพลังดันต่ำกว่าเขาเสียอย่างนั้น

นี่ถือเป็นผลบุญจากความซวยมาตลอดหลายปีนี้งั้นหรือ?

ต้องรู้ไว้ว่า สัตว์พาหนะชั้นยอดนี่แหละ คือสิ่งที่เชิดหน้าชูตาให้กับเทพเซียนได้ดีที่สุด

สิ่งที่เรียกว่าเทพเซียน ส่วนใหญ่ก็คือสิ่งมีชีวิตที่มุ่งมั่นแสวงหามรรคาอันยิ่งใหญ่ แล้วในระหว่างการฝึกฝน ก็ค่อยๆ ละทิ้งกิเลสตัณหาชั้นต่ำไป

เข้มงวดขึ้นมาหน่อย พอถึงศาลสวรรค์ แม้แต่การมีความรักก็ถือเป็นความผิดแล้ว

ทว่า เทพเซียนก็คือสิ่งมีชีวิต พวกเขาก็ยังคงต้องการรักษาหน้าตา ต้องการโอ้อวด... ไม่สิ ต้องการความมีระดับต่างหาก

เพียงแต่ความต้องการของพวกเขาไม่เหมือนกับคนธรรมดาทั่วไป

สิ่งที่พวกเขาให้ความสำคัญก็คือ ตอนปรากฏตัวต้องมีปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติ ถ้ำบำเพ็ญเพียรต้องเป็นภูเขาชื่อดัง เพื่อนร่วมเสวนามรรคาต้องเป็นเซียนผู้ยิ่งใหญ่ และสัตว์พาหนะต้องเป็นสัตว์เทวะ

และนั่นก็ก่อให้เกิดวัฒนธรรมการเลี้ยงสัตว์พาหนะที่พิเศษขึ้นมา

ไม่ว่าจะเป็นเทพเซียนผู้ยิ่งใหญ่คนไหน ก็ล้วนแต่ชอบหาสัตว์พาหนะมาเลี้ยง

คนธรรมดาหาสัตว์พาหนะก็เพื่อใช้เดินทาง แต่เทพเซียนระดับบิ๊กเบิ้มพวกนี้ จำเป็นต้องเอาสัตว์พาหนะที่ระดับพลังต่ำกว่าตัวเองมาใช้เดินทางจริงๆ หรือ?

โดยเฉพาะพวกอริยะขั้นฮุ่นหยวนทั้งหลาย จะวิ่งได้ช้ากว่าสัตว์พาหนะเชียวหรือ?

แน่นอนว่าไม่!

สัตว์พาหนะ มันคือตัวแทนของหน้าตาเจ้านาย!

ก็เหมือนกับเสื้อผ้าและนาฬิกาแบรนด์เนมหรูๆ ในยุคหลังนั่นแหละ มันถูกสร้างมาเพื่อเอาไว้สวมใส่ เอาไว้ดูเวลาแค่นั้นจริงๆ หรือ?

มันคือสัญลักษณ์แสดงสถานะและความมีระดับต่างหาก!

และพญาครุฑปีกทองตัวนี้ ก็ตอบโจทย์ความชอบของหวงหลงได้อย่างยอดเยี่ยมไร้ที่ติ

อย่างแรก พรสวรรค์ล้ำเลิศ วาสนาเปี่ยมล้น ขอเพียงมีวิชาและทรัพยากรที่มากพอ ก็มีความหวังที่จะบรรลุถึงระดับต้าหลัว

ถึงเวลานั้น สัตว์พาหนะของเขาก็จะอยู่ในระดับเดียวกับสัตว์พาหนะของเหล่าอริยะเลยทีเดียว

อย่างที่สอง เป็นบุตรแห่งมารดาหงส์ มีพรสวรรค์ติดตัวมาแต่กำเนิด อยู่แค่ระดับจินเซียน ก็มุดทะลวงห้วงความว่างเปล่าได้แล้ว

ถ้าระดับถึงต้าหลัวเมื่อไหร่ คงบินเร็วปานสายฟ้าแลบ!

แม้แต่ตอนนี้ ถ้าหวงหลงขี่มัน ก็บินได้เร็วสุดยอดเหมือนกัน

จะว่าไป การที่เขาหาสัตว์พาหนะ ก็เป็นเพราะตัวเองบินช้ากว่าสัตว์พาหนะจริงๆ น่าขายหน้าชะมัด

สุดท้าย รูปลักษณ์เท่บาดใจ เรือนร่างเพรียวลม ขี่ออกไปไหนมาไหน คงเท่ระเบิดไปเลย

ไม่รู้ว่าจะมีเทพธิดาเซียนหญิงกรี๊ดสลบไปกี่คน!

"ท่านพี่ ท่านปราบมารร้ายตัวนี้ได้แล้วหรือ?" อ๋าวอิ้งมองพญาครุฑปีกทองที่ถูกหวงหลงตบซะเชื่องเป็นลูกแมว ก็ดีใจจนเนื้อเต้น ไม่หลงเหลือความหวาดกลัวเหมือนเมื่อครู่อีกแล้ว เขากระโดดหย็องแหย็งขึ้นไปบนหลังของพญาครุฑปีกทอง แล้วกระทืบลงไปแรงๆ พลางตะโกนว่า "ไอ้ปีศาจร้าย ยังกล้าอวดเก่งอีกไหม? ยังบอกว่าจะกินข้าอีกไหม! แน่จริงก็มาสิ! คิดว่าข้า อ๋าวอิ้ง เป็นมังกรหัวเดียวกระเทียมลีบหรือไง?"

"ใช่ ไอ้ปีศาจร้าย พวกเราต่างก็เป็นนกเหมือนกัน นกตัวใหญ่จะมารังแกนกตัวเล็กไปทำไม เจ้าไปกินปลา ไม่ดีกว่าหรือ?" ป๋ายอวี่ก็เหยียบอยู่บนหลังของพญาครุฑปีกทอง กระทืบลงไปแรงๆ เพื่อระบายความโกรธเช่นกัน

พญาครุฑปีกทองเจ็บปวดรวดร้าว มองเจ้าตัวเปี๊ยกสองคนนี้ด้วยความโกรธเกรี้ยว แต่เด็กน้อยสองคนนี้มีหวงหลงหนุนหลังอยู่ มีหรือจะกลัวมัน ทั้งคู่กระโดดโลดเต้นกันอย่างสนุกสนาน

หวงหลงก็ปล่อยให้พวกมันทำไป ก็เล่นกินทั้งมังกรทั้งนกในเผ่าของพวกมันไปตั้งเยอะแยะ โดนเหยียบแค่นี้จะเป็นอะไรไป?

รอจนสองตัวน้อยกระทืบจนหนำใจแล้ว หวงหลงถึงได้ขยับนิ้วมือ ดีดพวกมันกระเด็นตกลงไปในห้องเล็กๆ ในถ้ำมังกรก้นทะเลสาบ ก่อนจะส่งพลังไปกดทับ บังคับให้พวกมันคุกเข่าลง

"บังอาจทำให้วิถีเซียนสวรรค์ต้องมัวหมอง คุกเข่าสำนึกผิดไปหนึ่งก้านธูปซะดีๆ!"

อ๋าวอิ้งกับป๋ายอวี่ทำหน้ามุ่ยด้วยความน้อยใจ ก่อนจะหันไปถลึงตาใส่กันและกัน

"เอาล่ะ ยังไม่ตายใช่ไหม ยังมุดทะลวงมิติได้อยู่หรือเปล่า? ทำให้ข้าดูหน่อยสิ" หลังจากจัดการกับสองตัวแสบเสร็จแล้ว หวงหลงก็ก้มหน้ามองพญาครุฑปีกทองพลางเอ่ยถาม

"ไม่ได้ อย่างน้อยก็ต้องรอให้ข้าฟื้นตัวสักเจ็ดส่วนก่อน" นกยักษ์ตอบตามตรง สายตาที่มองหวงหลงยังคงเต็มไปด้วยความหวาดระแวง ตั้งแต่ที่มันปลุกวิชาเวทพรสวรรค์ขึ้นมาได้ ก็ไร้พ่ายมาตลอด แม้แต่ระดับต้าหลัวจินเซียนก็ยังเคยหนีรอดมาได้ กลับต้องมาพลาดท่าเสียทีให้กับเขาเนี่ยนะ?

เขาก็แค่ไท่อี่จินเซียนคนหนึ่ง กลับมีลูกไม้ร้ายกาจขนาดนี้เชียวหรือ?

"แล้วหลักการมุดทะลวงมิติ เจ้ารู้หรือเปล่า? สอนข้าได้ไหม?" หวงหลงถามอีก

"หลักการ?" ใบหน้าของพญาครุฑปีกทองแสดงความงุนงงอย่างหนัก ก่อนจะถามกลับว่า "หลักการคืออะไร? ข้าเกิดมาได้ไม่นานก็ทำเป็นแล้วนะ! ก็แค่ใช้กรงเล็บฉีกมันออก ไม่ใช่หรือไง?"

สีหน้าของหวงหลงแข็งค้างไปในทันที จากสีหน้าซื่อบื้อของเจ้านี่ หวงหลงมั่นใจเลยว่ามันคงไม่ได้โกหกเขา ก็แหงล่ะ สิ่งที่ไร้เหตุผลที่สุดในโลกนี้ ก็คือพรสวรรค์

เกิดมาก็ทำเป็นเลย ไม่ต้องมีเหตุผลอะไรทั้งนั้น

ส่วนใหญ่มักจะรู้แค่ว่ามันเป็นแบบนั้น แต่ไม่รู้ว่าทำไมมันถึงเป็นแบบนั้น

พอเห็นสีหน้าของหวงหลง ในแววตาของนกยักษ์ก็แอบซ่อนความภาคภูมิใจเอาไว้ลึกๆ สะใจลึกๆ มันไม่ได้พูดโกหก ตอนนี้วิญญาณส่วนหนึ่งของมันถูกหวงหลงควบคุมอยู่ ถ้าหวงหลงต้องการ ก็สามารถสัมผัสถึงความคิดในใจของมันได้เลยด้วยซ้ำ ก็เพราะไม่ได้โกหกไง ถึงได้ภูมิใจแบบนี้

วิชาเวทพรสวรรค์ สุดยอดวิชาที่ไร้ทางแก้ อิจฉาไหมล่ะ? อยากเรียนไหมล่ะ? เปล่าประโยชน์น่า!

เจ้าไม่มีทางเรียนรู้ได้หรอก ก็เหมือนกับที่เปิ่นจั๋วเกิดมาฉลาดปราดเปรื่องนั่นแหละ วิชาเวทพรสวรรค์มันไร้ทางแก้

สีหน้าของหวงหลงแข็งค้างอยู่นาน จากนั้นเขาก็มองนกยักษ์ แล้วจู่ๆ ก็เผยรอยยิ้มเป็นมิตรออกมา "บาดเจ็บหนักเลยสิ เมื่อกี้ข้าลงมือหนักไปหน่อย ไม่ถือสาใช่ไหม"

"ไม่เป็นไร" นกยักษ์ขมวดคิ้ว ความห่วงใยที่โผล่มาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ทำเอามันทั้งทำตัวไม่ถูกและรู้สึกขนลุกซู่

"ถ้าเป็นอะไร ก็ต้องบอกมาตรงๆ อย่าได้กังวลใจไป ผินเต้าใจดีมากนะ เดี๋ยวข้าจะพาเจ้าไปสัมผัสสุดยอดวิธีการรักษา นั่นก็คือ การกรีดเลือด!" หวงหลงพูดพลางหิ้วคอพญาครุฑปีกทอง แล้วกระโจนพรวดลงไปในทะเลสาบ

วิชาเวทพรสวรรค์นั้นลึกล้ำเหนือคำบรรยาย โดยทั่วไปแล้ว เจ้าตัวไม่สามารถถ่ายทอดให้ใครได้ และคนอื่นก็ไม่สามารถทำความเข้าใจได้

ก็เหมือนกับนกที่ไม่สามารถสอนให้คนบินได้เหมือนมันนั่นแหละ

แต่นั่นมันแค่กรณีทั่วไปไง มันต้องมีกรณีที่ไม่ธรรมดาอยู่บ้างแหละน่า!

เหมือนกับเพลิงแท้จริงสุริยันที่ถ้าไม่มีสายเลือดของจินอูก็ไม่สามารถใช้ได้ แต่พอหวงหลงดูดซับโลหิตบริสุทธิ์ของจินอูองค์ชายห้าเข้าไป แล้วนำมาผสานกับวิชาเวทอวี้ซวี ก็สามารถสร้างเพลิงเทพจินอวี้ขึ้นมาได้ แม้อานุภาพจะสู้เพลิงแท้จริงสุริยันไม่ได้ แต่ก็ร้ายกาจไม่เบาเลยทีเดียว ถ้าอย่างนั้น ลองศึกษานกยักษ์นี่ดูดีๆ เผลอๆ อาจจะได้อะไรติดไม้ติดมือมาแบบไม่คาดคิดก็ได้

เพราะนี่มันคือวิชาเวทมิติเชียวนะ

ในบรรดามรรคาสามพันวิถี มิติก็เป็นรองแค่เวลาเท่านั้นแหละ

ถ้าเรียนรู้เคล็ดลับได้สักสองสามส่วน วันข้างหน้าก็ไม่ต้องกลัวว่าจะหนีไม่รอดแล้ว

แล้วถ้าล้มเหลวล่ะ...

คนที่โดนกรีดเลือดก็ไม่ใช่เขา หวงหลง สักหน่อย!

มีแต่ได้กับได้

สิ่งเดียวที่กระทบก็คือ กำหนดการเดินทางออกจากถ้ำมังกรคงต้องเลื่อนออกไปหน่อย เพราะการจะไปหาสถานที่ใหม่ มันก็ไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่

"เดี๋ยวก่อน ข้าไม่ต้องการ!" นกยักษ์ร้องลั่น พยายามจะขัดขืน แต่หวงหลงแปะยันต์ผนึกเปรี้ยงเดียว มันก็หุบปากสนิท เชื่องราวกับลูกแมวทันที

"บาดเจ็บหนักขนาดนี้ พูดให้น้อยๆ หน่อย เก็บแรงไว้เถอะ"

หวงหลงยิ้มกริ่ม เดินเข้าไปในคลังสมบัติของถ้ำมังกร โยนพญาครุฑปีกทองลงบนพื้น จากนั้นก็ร่ายมนตร์ผนึกสิบแปดชั้นในพริบตา เสกให้พญาครุฑปีกทองหดเล็กลงเหลือแค่ไม่กี่จั้ง แล้วสะกดระดับการบำเพ็ญเพียรของมันไว้

จากนั้นก็เริ่มทำการชำแหละเพื่อศึกษา เขียวมีดลงไป เลือดก็ไหลทะลัก

"ม่ายยย"

นกยักษ์เบิกตากว้าง กรีดร้องลั่นในใจ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้เลย ได้แต่มองดูเลือดของตัวเองไหลทะลักออกมา แล้วตกไปอยู่ในมือของหวงหลง เพื่อนำไปทดลองซ้ำแล้วซ้ำเล่า

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 31 - ข้าจะรักษา (กรีดเลือด) ให้เจ้าเอง

คัดลอกลิงก์แล้ว