- หน้าแรก
- เมื่อข้ากลายเป็นเซียนมังกรไร้พ่ายแห่งยอดเขาคุนหลุน
- บทที่ 16 - โกงกันหมดเลยงั้นหรือ?
บทที่ 16 - โกงกันหมดเลยงั้นหรือ?
บทที่ 16 - โกงกันหมดเลยงั้นหรือ?
บทที่ 16 - โกงกันหมดเลยงั้นหรือ?
ตงหวงช่างโอหังนัก
ทว่า นั่นก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับหวงหลงมากมายนัก
เขานั่งอยู่ด้านหลังหยวนสือเทียนจุน กลับมองสำรวจกลุ่มคนของศาลสวรรค์อย่างกล้าหาญ
ผู้ที่เป็นผู้นำย่อมเป็นตงหวงไท่อี่ ยอดฝีมือระดับจุ่นเซิ่ง ตามมาด้วยบุรุษสองคนที่สวมชุดคลุมสีทองแดง แน่นอนว่าต้องเป็นองค์ชายทั้งสองแห่งเทียนตี้ตี้จวิ้น องค์ชายสาม ซูกุน และองค์ชายห้า เสี่ยนรุ่ย แม้ตบะจะห่างชั้นจากผู้เป็นอามาก แต่ก็แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายของสายเลือดสูงศักดิ์แห่งสวรรค์
ถัดไปด้านหลัง คือผู้ใต้บังคับบัญชาคนสนิทสองคนของตงหวงไท่อี่ ต้าซือมิ่งผู้ควบคุมอายุขัยของสรรพสิ่ง และ เส้าซือมิ่งผู้ควบคุมการสืบพันธุ์ของหมื่นเผ่าพันธุ์
ล้วนเป็นจินเซียนระดับต้าหลัว แผ่กลิ่นอายแห่งความเป็นอมตะ ทำให้ผู้คนต้องเกรงขาม
ทว่าเมื่อหวงหลงมองดู ความรู้สึกในใจกลับมีเพียงสองอย่าง
ซือมิ่งผู้พี่ (ต้าซือมิ่ง) กลับไม่ใช่สาวสวยทรงเจ๊ น่าเสียดาย
ซือมิ่งผู้น้อง (เส้าซือมิ่ง) ก็ไม่ได้สวมผ้าคลุมหน้า ขอให้คะแนนติดลบ
ท่ามกลางสายตาหวาดกลัวของเหล่าเซียน สายตาของหวงหลงกลับโดดเด่นสะดุดตาเป็นพิเศษ ทำให้ยอดฝีมือแห่งศาลสวรรค์หลายคนขมวดคิ้ว แต่ก็ไม่มีใครกล้าบันดาลโทสะ
ศิษย์สายคุนหลุนของซานชิง ค่อนข้างจะตอแยยาก ช่างมันเถอะ
เมื่อตงหวงไท่อี่เข้านั่งประจำที่ บรรยากาศก็กลับมากลมเกลียวอีกครั้ง พูดให้ถึงที่สุด ทุกคนต่างก็รู้ดีว่า ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่จะลงมือ
เสียงหัวเราะพูดคุยดังขึ้น ราวกับว่าภูเขาที่ถูกราบเป็นหน้ากลองเหล่านั้นไม่เคยมีอยู่จริง
หวงหลงเองก็เฝ้ารออาหารเลิศรสและสุราชั้นดี ผลเหรินเซินน่ะ เขาคงไม่มีวาสนาได้ลิ้มลอง แต่ถึงไม่มีผลเหรินเซิน ก็ย่อมต้องมีของดีอย่างอื่นบ้างล่ะน่า
ขณะที่กำลังรำพึงรำพัน ก็มีเด็กรับใช้ยกน้ำชามาเสิร์ฟ หวงหลงรับถ้วยชามาด้วยความเบิกบานใจ เปิดฝาถ้วยออก แล้วก็ต้องชะงักไป
จะบอกว่าไอ้ของเละเทะ ที่ดูเหมือนโจ๊กนี่ เรียกว่าชาอย่างนั้นเหรอ?
หวงหลงก้มลงมอง สิ่งนี้มันคือโจ๊กชัดๆ แถมเหมือนจะใส่เกลือหรืออะไรสักอย่างลงไปด้วย แค่ดมกลิ่นก็แปลกประหลาดสุดๆ แล้ว
มันจะกินได้เหรอ?
หวงหลงขมวดคิ้ว ก่อนจะจิบเข้าไปครึ่งคำ รสชาติแปลกประหลาดที่ผสมปนเปอยู่ในปาก ทำเอาเขาแทบจะบ้วนทิ้ง
แต่พริบตาต่อมา พลังอันลึกล้ำก็แผ่ซ่าน ชั่วขณะนั้น ร่างกายก็รู้สึกเบาสบายราวกับได้ล่องลอย รู้สึกว่าระยะห่างจากมรรคผลไท่อี่ใกล้เข้ามาอีกก้าวหนึ่ง เมื่อมองดูชานั้นอีกครั้ง จู่ๆ ก็รู้สึกว่า มันก็พอจะรับได้อยู่นะ
รสชาติแปลกก็แปลกเถอะ แต่มันช่วยเพิ่มพลังเวทได้นี่นา
แค่จิบเดียว ยังเพิ่มพลังเวทได้ตั้งสามร้อยปี หากกินจนหมดถ้วย คงเพิ่มพลังเวทได้สักสามพันปีแน่ๆ
สมแล้วที่เป็นของจากผู้ยิ่งใหญ่ แค่เศษขนเส้นเดียว ก็ยังดีกว่าทรัพย์สมบัติทั้งตระกูลของเขาเสียอีก
หลังจากทอดถอนใจเสร็จ ก็ได้ยินเจิ้นหยวนจื่อเอ่ยขึ้นว่า “ที่ตำหนักจื่อเซียว ท่านอาจารย์เปิดบรรยายธรรมสามครั้ง ถ่ายทอดมรรคาให้พวกเรา ก่อนจะผสานเข้ากับวิถีสวรรค์ ท่านปรารถนาให้พวกเราอบรมสั่งสอนสรรพชีวิตในฟ้าดิน ก่อตั้งวิถีและสายการสืบทอด วันนี้พวกเราได้มารวมตัวกัน ไยไม่ลองให้เหล่าศิษย์รุ่นหลังได้สนทนาธรรมกัน เพื่อดูว่าฝีมือและโชควาสนาของแต่ละคนเป็นอย่างไร ผู้ที่ชนะเลิศ ข้าจะมอบผลเหรินเซินให้หนึ่งผลเป็นรางวัล”
นี่คือขั้นตอนที่ควรจะเป็นอยู่แล้ว แม้ว่าตงหวงไท่อี่จะมาร่วมงาน แต่ขั้นตอนนี้ก็ยังต้องดำเนินต่อไป
มิเช่นนั้น การเรียกทุกคนมาจะมีความหมายอะไรเล่า
“คำกล่าวนี้ตรงใจข้ายิ่งนัก หลานชายทั้งสองของข้า แม้จะไม่เอาถ่าน แต่ก็พอมีวาสนาอยู่บ้าง ถือโอกาสนี้ให้เด็กรุ่นหลังได้สนทนาธรรมกันเสียเลย หากการสนทนาธรรมลุล่วงไปด้วยดี ปราณดวงอาทิตย์บริสุทธิ์ในมือข้านี้ ก็จะมอบให้ผู้ที่ชนะเลิศเป็นรางวัล” ตงหวงไท่อี่ยิ้มกล่าว
เหล่าเซียนที่เหลือต่างก็เห็นด้วย การที่ทุกคนมารวมตัวกันที่นี่ นี่ไม่ใช่สิ่งที่ต้องมีเพื่อแลกเปลี่ยนหรอกหรือ?
หวงหลงที่กำลังจิบชาเงียบๆ ได้ยินดังนั้นก็รู้ว่า ถึงเวลาที่เขาต้องออกโรงแล้ว เขาเดินตามหนานจี๋เซียนออกไปอย่างว่าง่าย เพื่อเข้าร่วมการสนทนาธรรม
ตบะของทุกคนถือว่าพอๆ กัน ท้ายที่สุดแล้ว ก็เพิ่งออกมาจากตำหนักจื่อเซียวได้ไม่นาน มรรคาของตนเองก็ยังไม่สมบูรณ์พร้อม ดังนั้นเหล่าศิษย์จึงมีตบะอยู่ในระดับไท่อี่จินเซียนและจินเซียนเท่านั้น
และตามธรรมเนียมของหงฮวง ย่อมต้องเริ่มจากระดับต่ำ เพื่อเป็นการโยนหินถามทาง ดังนั้นจึงให้ผู้ที่มีตบะต่ำกว่าเป็นผู้เริ่มเปิดฉากก่อน
การสนทนาธรรมเริ่มต้นจากระดับจินเซียน
ผู้ที่เริ่มกล่าวเป็นคนแรก คือศิษย์สายตรงของผู้อาวุโสระดับต้าหลัวท่านหนึ่ง ในบรรดาคนที่นั่งอยู่ที่นี่ เขามีตบะต่ำที่สุด เขาเริ่มกล่าวถึงวิถีแห่งธาตุดิน
ตรงกับสายวิชาของหวงหลงพอดี หวงหลงจึงตั้งใจฟังอย่างจดจ่อ แต่ฟังไปฟังมา คิ้วก็เริ่มขมวดเข้าหากัน มันแปลกๆ นะ ผู้บำเพ็ญเพียรคนนี้ ตบะยังด้อยกว่าเขาเสียอีก แต่ความรู้ความเข้าใจนี้ กลับดูล้ำลึกกว่าเขามาก
มันไม่ค่อยสมเหตุสมผลเท่าไหร่นะ
ขณะที่กำลังคิดอยู่นั้น ก็ฟังศิษย์แต่ละคนกล่าวสนทนาธรรมกันไปเรื่อยๆ สิ่งที่แต่ละคนพูด เขาแทบจะฟังไม่เข้าใจเลย ในใจก็ยิ่งรู้สึกระแวงและสงสัยมากขึ้น
ในที่สุด ก็มาถึงตาของศิษย์ของระดับจุ่นเซิ่งคนหนึ่งเป็นผู้กล่าว เมื่อเอ่ยปาก ความลึกล้ำก็หลั่งไหลมาเป็นสาย แม้จะไม่มีเทคนิคพิเศษอลังการอย่างดอกไม้สวรรค์โปรยปราย หรือดอกบัวทองคำผุดจากพื้นดิน แต่ปราณวิญญาณรอบด้านกลับหมุนวน ดอกไม้เบื้องล่างเบ่งบานด้วยตัวเอง ดอกบานดอกร่วง ล้วนเป็นไปตามวิถีแห่งมรรคา
มรรคาของเขาล้ำลึกยิ่งนัก ล้ำลึกเกินขอบเขตที่หวงหลงจะเข้าใจได้
และทำให้หวงหลงมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมเลยว่า ไอ้พวกนี้มันโกงกันหมดเลยนี่หว่า!
นี่ไม่ใช่สิ่งที่ระดับจินเซียนจะทำความเข้าใจได้อย่างแน่นอน
หากเขาสามารถเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ เขาคงไม่เป็นแค่จินเซียนอยู่แบบนี้หรอก
แต่ละคนล้วนหน้าไหว้หลังหลอก หน้าไม่อายกันทั้งนั้น!
“สหายเต๋าทุกท่าน คิดเห็นอย่างไรกับสิ่งที่นักพรตผู้นี้กล่าวบ้าง?”
เมื่อกล่าวจบ ศิษย์ผู้นั้นก็เอ่ยถามทุกคน
“เยี่ยม ยอด ล้ำลึก!”
ทันทีที่พูดจบ หวงหลงก็กล่าวชื่นชมด้วยสีหน้าจริงจัง ราวกับกำลังเอ่ยถึงสัจธรรมอันยิ่งใหญ่ของฟ้าดิน
คนอื่นๆ ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพากันพยักหน้าเห็นด้วย
ทุกคนต่างก็ดูออกว่าสถานการณ์ตอนนี้เป็นอย่างไร เจ้าดี ข้าดี ทุกคนต่างก็ดี
ต่างฝ่ายต่างยกย่องซึ่งกันและกัน อย่าหาเรื่องเดือดร้อนใส่ตัวกันเลย
ศิษย์ผู้นั้นพยักหน้าด้วยความพอใจ ยิ้มโดยไม่พูดอะไร โดยเฉพาะการส่งสายตาเป็นมิตรให้กับหวงหลง
จากนั้นก็ผลัดเปลี่ยนกันไป หวงหลงคอยส่งยิ้มเป็นระยะๆ ทำทีราวกับว่าเข้าใจทุกอย่างอย่างทะลุปรุโปร่ง ช่างดูกลมเกลียวกลมกลืนเป็นอย่างยิ่ง
ทำเอาอูอวิ๋นเซียนที่นั่งอยู่ข้างๆ ถึงกับงงเป็นไก่ตาแตก พวกเจ้าไปรู้เรื่องพวกนี้มาได้ยังไงกัน?
ทุกคนก็เป็นจินเซียนเหมือนกันไม่ใช่เหรอ?
อีกอย่าง ตบะของพวกเจ้าส่วนใหญ่ยังไม่เท่าข้าด้วยซ้ำ ถ้าสู้กันก็คงสู้ข้าไม่ได้หรอก
แล้วทำไมพวกเจ้าถึงพูดเก่งขนาดนี้?
แล้วตบะของพี่ใหญ่หวงหลงก็พอๆ กับข้าไม่ใช่เหรอ?
หรือบางทีอาจจะด้อยกว่าข้าด้วยซ้ำ
ทำไมเขาถึงเหมือนจะฟังรู้เรื่องไปซะหมดเลยล่ะ?
หรือว่าข้ามันโง่กันนะ?
“วิถีแห่งฟ้าดิน อยู่ที่การปกครองหมื่นเผ่าพันธุ์ ความสำเร็จหรือล้มเหลวของมรรคา ล้วนขึ้นอยู่กับสรรพชีวิต สรรพสิ่งล้วนมีหน้าที่ วิถีแห่งสรรพชีวิต อยู่ที่ระเบียบ ผู้มีวิถีและมีความสามารถพึงอยู่ในที่สูง และบัญชาการหมื่นเผ่าพันธุ์...”
ขณะที่กำลังครุ่นคิด การสนทนาธรรมก็ดำเนินต่อไป คราวนี้เป็นตาขององค์ชายห้าแห่งสวรรค์ที่เป็นผู้กล่าว
เห็นได้ชัดว่า นี่ก็เป็นกระบอกเสียงอีกคนเหมือนกัน
เพียงแต่ไม่รู้ว่าเป็นมรรคาของตี้จวิ้น หรือของตงหวงไท่อี่
สนับสนุนความเป็นระเบียบเรียบร้อย เชื่อว่าในหงฮวง ไม่มีตัวเอกที่เป็นนิรันดร์ และหงฮวงก็ไม่ใช่หงฮวงของเผ่าพันธุ์ใดเผ่าพันธุ์หนึ่ง หรือเทพองค์ใดองค์หนึ่ง แต่เป็นหงฮวงของหมื่นเผ่าพันธุ์แห่งหงฮวง!
ทุกคนเป็นเจ้าของร่วมกัน เป็นบ้านร่วมกันของทุกคน
ดังนั้นจึงต้องก่อตั้งศาลสวรรค์ รวบรวมราชวงศ์เทพแห่งโชคชะตา ปกครองอย่างเป็นนิรันดร์
หมื่นเผ่าพันธุ์รวมใจเป็นหนึ่ง
จากนั้นก็คัดเลือกผู้ที่มีทั้งคุณธรรมและความสามารถ เป็นยอดฝีมือที่ทรงอิทธิฤทธิ์ มาปกครองแดนสวรรค์ ปกครองหมื่นเผ่าพันธุ์ เช่นนี้แล้ว ไม่ว่าตัวเอกของฟ้าดินจะเปลี่ยนไปอย่างไร ศาลสวรรค์ก็จะยังคงตั้งตระหง่านไม่สั่นคลอน
และหงฮวงก็จะเจริญรุ่งเรืองตลอดกาล
ฟังดูแล้ว ก็มีเหตุผลอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว
แม้ว่าในอนาคต ตี้จวิ้นและไท่อี่จะล้มหายตายจากไป แต่โครงสร้างการปกครองนี้ ก็จะยังคงอยู่ตลอดไป
เพียงแต่คำพูดเหล่านี้ ฟังยังไงก็เหมือนเป็นการเสียดสีสิบสองเทพอสูร
ทว่า การต่อสู้ระหว่างสองขั้วอำนาจใหญ่แห่งฟ้าดิน หวงหลงหลบแทบไม่ทัน ย่อมไม่คิดจะกระโดดเข้าไปร่วมวงด้วย จึงได้แต่ปิดปากเงียบ
ส่วนเรื่องการยกยอหลังจากพูดจบ ย่อมไม่มีอย่างแน่นอน
ท้ายที่สุดแล้ว ตอนนี้ท่านมหาเทพอวี้ชิงของเขากำลังไม่สบอารมณ์ตงหวงไท่อี่เอามากๆ หากเขายกยอไป เกรงว่าพอกลับถึงคุนหลุน เขาคงได้ลงไปอยู่ในหม้อหยกขาวใบใหญ่ของอวี้ติ่ง เพื่อเป็นอาหารมื้อค่ำให้ผู้อาวุโสทั้งสามแน่ๆ
ส่วนคนอื่นๆ ก็มีความคิดที่คล้ายคลึงกัน พูดให้ถึงที่สุด ความโอ่อ่าของตงหวงไท่อี่นั้น แม้ทุกคนจะไม่กล้าต่อต้าน แต่หากจะให้ไปประจบเอาใจ ก็ไม่มีกะจิตกะใจจะทำเช่นกัน
ดังนั้นหลังจากที่องค์ชายห้ากล่าวจบ จึงเกิดความเงียบงันขึ้นอย่างผิดปกติ
บนใบหน้าขององค์ชายห้าปรากฏความไม่พอใจขึ้นมาทันที สายตาที่คมกริบดั่งใบมีดกวาดมองไปที่กลุ่มคน เหล่าเซียนทำหน้าตายชาชาญราวกับไม่เห็น และเมื่อสายตานั้นตกลงที่อูอวิ๋นเซียน อูอวิ๋นเซียนก็ถลึงตากลับไปทันที
มองอะไรของเจ้า?
แน่จริง อย่าเอาแต่ดีแต่ปาก มาสู้กันสักตั้งสิ!
มัวแต่มานั่งสนทนาธรรมอะไรกันอยู่ได้?
สู้กันไปเลยไม่ดีกว่าเหรอ?
ยังไงซะ สุดท้ายมันก็ต้องไปจบที่ตรงนั้นอยู่ดี!
ดวงตาขององค์ชายห้าแปรเปลี่ยนเป็นดุดัน มองข้าแล้วมันทำไม?
หวงหลงมองดูด้วยความอ่อนใจ สมกับเป็นคนของนิกายเจี๋ยจริงๆ การสนทนาธรรมเดี๋ยวคงต้องมีเรื่องให้ปะทะคารมกันแน่ๆ
แต่ก็ยังดี ที่อูอวิ๋นไม่ใช่พวกห่วงหน้าตา เดี๋ยวค่อยให้พวกเขาไปสู้กันเองก็แล้วกัน
ขณะที่กำลังคิดอยู่นั้น ในที่สุดก็ถึงคิวของตนเอง หวงหลงจึงกล่าววิถีแห่งเทียนเซียนของหยวนสือเทียนจุนที่ยังไม่สมบูรณ์ออกมาอย่างมั่นใจ
เน้นการบำเพ็ญปราณเพื่อก่อกำเนิดสรรพสิ่ง คล้อยตามกฎธรรมชาติของสรรพสิ่งในฟ้าดิน ปฏิบัติตามวิถีสวรรค์ อบรมสั่งสอนสรรพสิ่ง และเลือกสรรผู้มีคุณธรรมมาสั่งสอน
“เสียงแห่งมรรคาช่างไพเราะล้ำลึก ไม่ธรรมดาจริงๆ”
“ผู้สืบทอดสายตรงของซานชิง วิถีแห่งเทียนเซียน ช่างเบิกเนตรให้สว่างไสว!”
“ฟังพี่เต๋ากล่าวเพียงหนึ่งประโยค ดีกว่าบำเพ็ญเพียรมาพันปี”
……
เมื่อหวงหลงกล่าวจบ ท่ามกลางฝูงชนก็มีเสียงชื่นชมดังขึ้นอย่างล้นหลาม
หวงหลงพยักหน้าเล็กน้อย ส่งยิ้มให้กับคนเหล่านั้น ไว้คราวหน้าถ้าออกมาสนทนาธรรม ก็จงรักษาจังหวะนี้ไว้นะ เจ้าดี ข้าดี ทุกคนต่างก็ดี
ทุกอย่างล้วนเข้าใจตรงกันโดยไม่ต้องเอ่ยคำ
“ที่แท้วิถีแห่งเทียนเซียน ก็เป็นเพียงแค่นี้เอง การสั่งสอนสรรพชีวิต แท้จริงแล้วได้ทำอะไรที่ควรค่าแก่การยกย่องบ้าง? ก็แค่การหลอกลวงเพื่อสร้างชื่อเสียงเท่านั้น!”
ทว่าในเวลานั้นเอง เสียงที่ไม่เข้าหูและขัดจังหวะอย่างยิ่งก็ดังขึ้น
รอยยิ้มบนใบหน้าของหวงหลงชะงักค้างทันที เขาหันไปมององค์ชายห้าด้วยความไม่พอใจ ไอ้เจ้านกบ้า สมควรแล้วที่จะโดนโฮ่วอี้ (นักยิงธนู) ยิงตาย!
[จบแล้ว]