- หน้าแรก
- เริ่มต้นจากรากวิญญาณขยะสู่ยอดเซียนวิถีมาร
- ฟรี บทที่ 500 หยาดเทวะกู่เก้าหวน ใบเบิกทางความคลุ้มคลั่ง
ฟรี บทที่ 500 หยาดเทวะกู่เก้าหวน ใบเบิกทางความคลุ้มคลั่ง
ฟรี บทที่ 500 หยาดเทวะกู่เก้าหวน ใบเบิกทางความคลุ้มคลั่ง
บทที่ 500 หยาดเทวะกู่เก้าหวน ใบเบิกทางความคลุ้มคลั่ง
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀หลิ่วจินเซียน อัจฉริยะแห่งยอดเขากู่พิษรุ่นเดียวกับหวังอี้
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀อายุมากกว่าเขาหลายสิบปี เคยไปหาประสบการณ์ที่ภูเขากระดูกดำด้วยกัน หากตอนนี้นางยังไม่ตาย ก็น่าจะเป็นผู้อาวุโสวัยเยาว์ที่บำเพ็ญเพียรจนถึงระดับแก่นทองคำแล้ว
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ส่วนเจินเหรินงูมรกตผู้เป็นบิดา หากนับตามอายุขัย ตอนนี้ก็น่าจะตายไปแล้วแหละ
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ปีนั้นหลิ่วจินเซียนอาศัยยันต์วิเศษที่บิดามอบให้ สร้างบาดแผลฉกรรจ์ให้แก่ผู้ดูแลระดับสร้างรากฐานแซ่สวีที่ไล่ล่าหวังอี้ ถือเป็นการสร้างคุณูปการสำคัญที่ทำให้เขาพลิกกลับมาสังหารอีกฝ่ายได้ในภายหลัง
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ระหว่างทั้งสองเคยมีความขัดแย้งกันเล็กน้อย แต่ตอนนี้มันไม่ใช่ความแค้นที่ไม่อาจลบล้างได้อีกต่อไป เป็นเพียงการแข่งขันตามปกติ หรืออาจจะเรียกได้ว่าเป็นสหายเก่าด้วยซ้ำ
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀เพราะไม่เคยมีความขัดแย้งถึงขั้นต้องเข่นฆ่ากันโดยตรง
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ดังนั้น ในเมื่อหมื่นกู่ไม่ไว้หน้า เขาก็ทำได้เพียงมาสอบถามสหายเก่าร่วมสำนักที่เชี่ยวชาญด้านนี้ดูก่อน ตระกูลหลิ่วเองก็เป็นหนึ่งในตระกูลระดับแก่นทองคำแห่งยอดเขากู่พิษเช่นกัน
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀สั่งสมประสบการณ์มานานหลายปี ย่อมต้องรู้ข่าวสารที่เป็นประโยชน์บ้างแหละน่า
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ครึ่งก้านธูปให้หลัง
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ศิษย์ผู้นำทางก็พาหวังอี้มาถึงถ้ำบำเพ็ญเพียรของหลิ่วจินเซียนอย่างนอบน้อม
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀“ผู้อาวุโส นี่คือถ้ำบำเพ็ญเพียรของผู้อาวุโสหลิ่วขอรับ”
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀“อืม”
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀หวังอี้ตอบรับเบาๆ โบกแขนเสื้อเป็นเชิงให้ศิษย์คนนั้นถอยไป จากนั้นก็ส่งสัมผัสเทวะเข้าไปสำรวจภายในถ้ำ ทว่าเขากลับต้องชะงักและดึงสัมผัสเทวะกลับมาด้วยสีหน้าแข็งค้าง
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀เกือบลืมไปเลยว่า หนึ่งในงานอดิเรกส่วนตัวของหลิ่วจินเซียน ก็คือการใช้แมลงกู่ควบคุมศิษย์หนุ่มรูปงามเอาไว้ระบายความใคร่ตามอำเภอใจ
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀เรื่องนี้นางแสดงออกให้เห็นอย่างชัดเจนตั้งแต่สมัยอยู่ภูเขากระดูกดำแล้ว
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ในเมื่อไม่มีอะไรทำ ก็เลยยืนรออยู่หน้าประตูเสียเลย
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ผ่านไปไม่นาน ชายฉกรรจ์หกคนที่มีหน้าตาหล่อเหลาคมเข้ม ก็พากันพยุงร่างเดินออกมาจากถ้ำบำเพ็ญเพียร ดูจากสีหน้าของพวกเขา แต่ละคนหน้าซีดเผือดราวกับคนท้องเสียจนหมดแรง
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ความอ่อนแอที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่านั้นชัดเจนเป็นอย่างยิ่ง
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀มีคนหนึ่งบ่นพึมพำขึ้นมา
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀“นิกายสราญรมย์บัดซบนั่น! วันๆ เอาแต่วิจัยเรื่องพรรค์นี้ พวกมันได้เสพสุข แต่พวกเรากลับต้องมารับกรรม ใครยังมีโอสถงดธัญญาหารแบ่งให้ข้าสักเม็ดเถอะ...”
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀“โธ่เอ๊ย เอ็งน่ะถือว่าโชคดีแล้ว ได้ยินมาว่าคราวก่อนมีไอ้หน้าขาวที่ถูกจับมาจากไท่หู โดนเล่นจนตาเหลือกตายคาที่ไปตั้งแต่คืนแรกเลยนะ”
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀“จะพูดแบบนั้นก็ไม่ถูก ผู้อาวุโสหลิ่วก็ยังให้ค่าตอบแทนอยู่นะ”
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀“นี่แก...?”
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀เสียงสนทนาของพวกเขาเบามาก คำพูดล่วงเกินบางคำถึงกับใช้สัมผัสเทวะในการสื่อสารด้วยซ้ำ แต่หวังอี้ยืนอยู่ตรงหน้าประตู ด้วยความแข็งแกร่งของสัมผัสเทวะของเขา การจะได้ยินเนื้อหาที่พวกเขาสื่อสารกันนั้นถือเป็นเรื่องกล้วยๆ
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀บอกได้คำเดียวว่า โคตรจะบันเทิง
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀หลังจากชายหนุ่มทั้งหกคนเดินออกจากถ้ำบำเพ็ญเพียร ร่างกายก็ชะงักกึกพร้อมกัน เมื่อเห็นหวังอี้ยืนกอดอกพิงกำแพงอยู่
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀หากไม่ได้ยืนอยู่ในระยะสายตา พวกเขาคงไม่สามารถสัมผัสถึงกลิ่นอายของเขาได้เลย สถานการณ์ตกอยู่ในความเงียบงันน่าประหลาดใจชั่วขณะ
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀จู่ๆ หวังอี้ก็หัวเราะออกมา
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀“นี่...”
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ไม่รอให้ชายหนุ่มทั้งหกตอบสนอง หวังอี้ก็หายตัวไปจากหน้าประตูถ้ำเสียแล้ว
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ภายในถ้ำ
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀เนื่องจากผลข้างเคียงของการฝึกฝนวิชาเคล็ดวิถีกู่ หลิ่วจินเซียนแทบจะใช้ร่างกายของตัวเองเป็นรังแมลงมนุษย์ในการบำเพ็ญเพียร เส้นทางที่นางเดินนั้นแตกต่างจากบิดาโดยสิ้นเชิง
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀นี่น่าจะเป็นอีกหนึ่งความพยายามของตระกูลหลิ่วในวิถีกู่
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀เมื่อเทียบกับใบหน้าที่ไม่มีจมูกในตอนนั้น ตอนนี้ผิวหนังของนางแทบจะแห้งเหี่ยวติดกระดูก ดวงตาสองข้างราวกับถูกฝังอยู่ในหัวกะโหลก
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ริมฝีปากแห้งผาก ซ้ำยังมีรูสีดำกระจุกตัวอยู่อย่างหนาแน่น
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀รูปร่างหน้าตาแบบนี้ มันยากที่จะบรรยายออกมาจริงๆ
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀“หวัง... บรรพ... บรรพจารย์หวัง”
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ไม่ได้พบกันหลายปี นิสัยของหลิ่วจินเซียนเปลี่ยนไปจากตอนนั้นมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามที่สถานะของทั้งสองเปลี่ยนไป นางถึงกับเรียกขานเขาว่าบรรพจารย์อย่างตะกุกตะกัก
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ไม่ใช่เพราะเรียกยาก แต่เป็นเพราะตกใจกับการปรากฏตัวของเขาต่างหาก
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀คิดไม่ถึงว่าเหตุใดอีกฝ่ายถึงมาหาถึงที่อย่างกะทันหัน
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀หวังอี้พยักหน้าตอบรับ
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀พร้อมกับกล่าวว่า “ก่อนเที่ยง ข้าก็มายืนอยู่หน้าถ้ำบำเพ็ญเพียรของเจ้าแล้วนะ”
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀“ก่อนเที่ยง!” หลิ่วจินเซียนทวนคำด้วยความตกใจ ไม่นานก็ตระหนักถึงอะไรบางอย่างได้ จึงก้มหน้าลงแล้วเอ่ยว่า “บรรพจารย์มีธุระอะไรกับข้าหรือเจ้าคะ”
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀“จะว่ามีก็มี จะว่าไม่มีก็ไม่มี” หวังอี้กล่าวต่อ
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀“ในเคล็ดวิชาลับวิถีกู่หรือของวิเศษแห่งฟ้าดิน มีสิ่งใดที่สามารถเพาะเลี้ยงความแข็งแกร่งของแมลงกู่ได้อย่างรวดเร็วหรือไม่ ไม่สนศักยภาพและอนาคต ขอเพียงให้เติบโตได้อย่างรวดเร็วในตอนนี้ก็พอ”
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀“มีเจ้าค่ะ แถมยังมีเยอะด้วย”
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ขณะที่หลิ่วจินเซียนตอบรับ ในใจนางก็กำลังขบคิดไปด้วย
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀การที่หวังอี้มาหาถึงที่ แล้วถามคำถามแบบนี้กับผู้บำเพ็ญเพียรระดับแก่นทองคำขั้นต้นอย่างนาง มันดูผิดปกติวิสัยมาก เพราะถึงอย่างไรสถานะของทั้งสองก็ห่างชั้นกันเกินไป
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ต่อให้หาของที่ตรงตามความต้องการในหอธรรมบรรยายและหอถ่ายทอดวิชาไม่ได้ ก็ไม่น่าจะมาถามผู้บำเพ็ญเพียรระดับแก่นทองคำอยู่ดี
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀เว้นเสียแต่ว่า... ระดับวิญญาณแรกกำเนิดของยอดเขากู่พิษจะไม่ยอมบอกเขา
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ระหว่างที่กำลังตกอยู่ในภวังค์ความคิด ก็ได้ยินหวังอี้กล่าวขึ้น
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀“ขอเพียงเจ้ามีข้อมูลที่มีมูลความจริง และสามารถช่วยเหลือข้าได้ แก่นโลหิตระดับสามกระปุกนี้ก็จะเป็นของเจ้า”
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ในตอนนี้
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀แก่นโลหิตสำหรับหวังอี้ เรียกได้ว่านับกันเป็นกระปุกๆ ไปแล้ว หลอมสร้างก็ง่าย แถมยังผลิตได้ทีละมากๆ วัตถุดิบที่ต้องจ่ายก็มีแค่ชีวิตของผู้บำเพ็ญเพียรเท่านั้น
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀สำหรับหลิ่วจินเซียนแล้ว มันย่อมมีแรงดึงดูดอย่างมหาศาล! นี่คือหนึ่งทางลัดในการยกระดับตบะที่มีชื่อเสียงที่สุดในวิถีโอสถ ผู้บำเพ็ญเพียรที่เคยลิ้มลองมีนับไม่ถ้วน ทุกคนล้วนพิสูจน์แล้วว่า แก่นโลหิตคือโอสถวิญญาณที่เหมาะกับการบำเพ็ญเพียรของวิถีมารมากที่สุด
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀เมื่อเกิดความหวั่นไหว นางก็ตัดสินใจได้ในทันที
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀“ด้วยความแข็งแกร่งของบรรพจารย์ แมลงกู่ที่ต้องการยกระดับอย่างน้อยก็น่าจะอยู่ระดับสี่ เคล็ดวิชาลับและของวิเศษทั่วไปแทบจะไม่มีผลกับแมลงกู่ในระดับนี้เลย
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀“แต่บรรพจารย์หมื่นกู่มีเคล็ดวิชาลับแขนงหนึ่งชื่อว่า [วิชากู่มารหลั่งโลหิต] สามารถเพาะเลี้ยงราชันย์กู่ออกมาได้ผ่านการให้แมลงกู่กลืนกินกันเอง รับประกันว่าสามารถเลื่อนระดับได้อย่างน้อยหนึ่งขั้น ขีดจำกัดสูงสุดก็น่าจะอยู่ระดับห้าเป็นอย่างต่ำ”
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀“แต่พื้นฐานของการให้แมลงกู่กลืนกินกันเองนั้นสำคัญมาก หากไม่ใช่แมลงกู่เผ่าพันธุ์เดียวกัน ก็ต้องเพาะเลี้ยงราชันย์กู่ของฝูงออกมา... ไม่อย่างนั้นก็ต้องใช้แมลงกู่ชั้นยอดระดับสามหรือระดับสี่จำนวนมหาศาล เพื่อเพาะเลี้ยงให้กลายเป็นราชันย์กู่ระดับสี่หรือระดับห้า”
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀“เท่าที่ข้ารู้ บรรพจารย์หมื่นกู่มีฝูงกู่อยู่ในมือทั้งหมดสามฝูง ได้แก่ [แมงป่องพิษสวรรค์], [มดผี] และ [แมลงสนิมแดง] ราชันย์กู่จ่าฝูงของแต่ละฝูงล้วนบรรลุถึงระดับสี่ขั้นปลายแล้วเจ้าค่ะ”
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀หลิ่วจินเซียนร่ายข้อมูลออกมาเสียยืดยาวรวดเดียวจบ
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀หวังอี้จึงเข้าใจถึงความมั่นใจของเจ้าหมื่นกู่นั่น เคล็ดวิชาลับที่มันครอบครองอยู่นั้นแข็งแกร่งมากจริงๆ หากได้มา การที่ฝูงผีเสื้อเพลิงน้ำแข็งจะแปรสภาพอย่างสมบูรณ์แบบก็ไม่ใช่ปัญหาแน่นอน
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ขณะที่จิตสังหารในใจของเขากำลังเริ่มก่อตัว เขาก็เผื่อใจไว้อีกนิด
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀“ยังมีวิธีอื่นที่พอจะใช้แทนกันได้ หรือวิธีเสริมอื่นอีกไหม?”
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀“...มีเจ้าค่ะ”
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀หลิ่วจินเซียนครุ่นคิด ในเมื่อการช่วยเหลือหวังอี้จะไปล่วงเกินบรรพจารย์หมื่นกู่ ถ้างั้นก็จับสองคนนี้มาเป็นศัตรูกันเสียเลยสิ แบบนี้หวังอี้ก็จะไปจัดการปัญหานี้ให้เองโดยธรรมชาติ
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀นางก็จะได้ครอบครองแก่นโลหิตกระปุกนั้นโดยไม่ต้องมีเรื่องให้ต้องพะวงหลังอีก
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀แต่ความคิดนี้ เป็นเพียงสถานการณ์ในอุดมคติของนางเท่านั้น ในเมื่อหวังอี้ตั้งคำถามต่อ นางก็ต้องบอกไปตามความเป็นจริง และกดข่มความเจ้าเล่ห์เพทุบายในใจเอาไว้
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀หากเป็นการปัดสวะให้พ้นตัว นางกล้าทำ! แต่ถ้าเป็นการตั้งใจปิดบังหรือวางแผนหลอกใช้ นางไม่มีความกล้าพอ!
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ดังนั้น นางจึงกล่าวต่อ
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀“บรรพ... บรรพจารย์หวังเคยได้ยินชื่อของ [หยาดเทวะกู่เก้าหวน] หรือไม่เจ้าคะ?”
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀“ขยายความมาสิ”
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ในปัจจุบัน กายเนื้อของมารโบราณที่ถูกผนึกอยู่ในโลกคุกน้ำแข็งซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีมีทั้งหมดแปดตน ได้แก่ ชีพ, โลหิต, กู่, ราคะ, สังหาร, เหมันต์, หยิน และหมิง แต่ละตนล้วนมีที่มาแตกต่างกันไป
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀มาร [กู่] ตนนี้ก็คือต้นกำเนิดของวิถีกู่ในโลกคุกน้ำแข็ง
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀มีข่าวลือว่าสถานที่ผนึกของมันอยู่ในป่ากระดูกอสูรสวรรค์ โดยมีมังกรเจียวพิษระดับแปลงเทวะตนนั้นคอยเฝ้าอยู่เป็นการส่วนตัว และไม่เคยมีปัญหาใดๆ เกิดขึ้นเลย
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀[หยาดเทวะกู่เก้าหวน] ที่หลิ่วจินเซียนพูดถึง ก็คือต้นกำเนิดของมารโบราณ [กู่] หรือจะเรียกอีกอย่างว่าโลหิตต้นกำเนิดก็ได้ ขอเพียงได้โลหิตแท้ของมันมาเพียงหยดเดียว
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ก็สามารถยกระดับแมลงกู่ให้ก้าวข้ามขีดจำกัดขั้นใหญ่ได้โดยไม่มีผลข้างเคียง
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ต่อให้แมลงกู่ระดับห้าได้ไป ก็สามารถวิวัฒนาการสายเลือดได้หนึ่งครั้ง และเพิ่มความแข็งแกร่งได้หนึ่งขั้นย่อย จะเห็นได้ว่าของสิ่งนี้มีอิทธิพลต่อแมลงกู่รุนแรงเพียงใด
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀สองวิธีที่หลิ่วจินเซียนเสนอมาจากวิสัยทัศน์ของนางนั้น ไม่ว่าจะเลือกทางไหนก็ล้วนอันตรายทั้งสิ้น หากต้องไปเผชิญหน้ากับมารโบราณ [กู่] จริงๆ สู้เขาไปหาเรื่องหมื่นกู่จะดีกว่า
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ขอเพียงท่านประมุขยืนอยู่ข้างเขา การจัดการกับหมื่นกู่ก็ไม่ใช่ปัญหาแน่นอน แถมเขากับท่านประมุขยังมีความสัมพันธ์ส่วนตัวที่ดีมาตลอด ซ้ำยังเป็นผู้หนุนหลังเขาอีกต่างหาก
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องเลือกวิธีที่ยากกว่า
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ถึงกระนั้น หวังอี้ก็ยังคงเอ่ยถาม
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀“ยังมีวิธีที่สามอีกหรือไม่?”
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀“เรื่องนี้... ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันเจ้าค่ะ ข้าน้อยหลิ่วจินเซียนด้อยปัญญา ความรู้เรื่องวิถีกู่มีเพียงแค่ความสามารถอันน้อยนิดเท่านี้ หากไม่เป็นประโยชน์ต่อบรรพจารย์ ข้าก็จนปัญญาแล้วเจ้าค่ะ”
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀“ทว่า ของวิเศษอย่างหยาดเทวะกู่เก้าหวน ไม่ได้มีแค่มารโบราณ [กู่] เท่านั้นที่ครอบครอง ในอดีตตอนที่ทำสงครามผนึกมารกู่ จะต้องมีโลหิตต้นกำเนิดร่วงหล่นอยู่เป็นจำนวนมากอย่างแน่นอน”
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀พูดมาถึงขนาดนี้ ก็ถือเป็นการชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนแล้ว
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ของน่ะ มีอยู่!
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀แถมแปดในสิบส่วนก็คงอยู่ในเงื้อมมือของมังกรเจียวพิษแห่งป่ากระดูกอสูรสวรรค์ตนนั้น ในช่วงหลายปีที่มันบัญชาการกองทัพอสูรพิษในป่ากระดูกอสูรสวรรค์ แม้ว่าสถานที่ผนึกจะไม่เคยเกิดปัญหาใดๆ เลยก็ตาม
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀แต่หากย้อนเวลากลับไป มารกู่ก็ต้องเคยหลุดจากการควบคุมและทำลายผนึกออกมาเหมือนกับมารโลหิตเช่นกัน การต่อสู้เพื่อนำมันกลับไปผนึกในครั้งนั้น ย่อมต้องดุเดือดเลือดพล่านอย่างแน่นอน
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀นี่คือเงื่อนไขที่ทำให้ [หยาดเทวะกู่เก้าหวน] ถือกำเนิดขึ้นมาได้
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀เมื่อได้รับการชี้แนะ หวังอี้ก็ไม่ตระหนี่รางวัล เขามอบแก่นโลหิตกระปุกนั้นให้หลิ่วจินเซียนทั้งหมด ซ้ำยังแถมโอสถวิญญาณระดับสามขั้นสุดยอดสำหรับรักษาชีวิตให้นางอีกหนึ่งเม็ดด้วย
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀เช่นนี้แล้ว ทั้งสองฝ่ายต่างก็พึงพอใจในสิ่งที่ตนได้รับ
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀หลายวันหลังจากออกจากยอดเขากู่พิษ หวังอี้ก็ไปที่ตำหนักมารโลหิต
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀จุดประสงค์หลักคือเพื่อสืบค้นความลับระดับแปลงเทวะ ความลับระดับนี้ ย่อมไม่มีทางถูกนำไปวางไว้ใน “เอกสารสาธารณะ” อย่างหอธรรมบรรยายให้คนทั่วไปได้อ่านหรอก
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ยกตัวอย่างเช่น ความแข็งแกร่งของมังกรเจียวพิษตนนั้นในป่ากระดูกอสูรสวรรค์ การจะไปขอของล้ำค่าระดับหยาดเทวะกู่เก้าหวน หากไม่มีสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการก็คงเป็นไปไม่ได้
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ประการต่อมา ความแข็งแกร่งของเขาก็ต้องอยู่ในระดับที่ยอมรับได้
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀อย่างน้อยก็ต้องไม่โดนมังกรเจียวพิษบดขยี้ตั้งแต่แรกพบ ไม่อย่างนั้นจะเจรจาค้าขายกันตามปกติได้อย่างไร? การเลื่อนระดับของเพลิงโอสถมังกรน้ำแข็งนั้นสำคัญมาก มันสามารถช่วยให้เขากุมความได้เปรียบอย่างมหาศาลในดินแดนลี้ลับวังเทวะ
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀นอกเหนือจากแผนการร้องขอตามปกติ เขายังเตรียมแผนสองควบคู่ไปด้วย
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ทางฝั่งหมื่นกู่เองก็มองข้ามไม่ได้ มีแผนหนึ่งแล้วก็ต้องเตรียมแผนสองเอาไว้ด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาขึ้นกลางคัน แล้วหาทางหนีทีไล่ไม่ได้
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀การเตรียมตัวให้พร้อมสรรพก่อนลงมือทำ ถือเป็นนิสัยของหวังอี้
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ด้านการบำเพ็ญเพียรก็ทิ้งไม่ได้ พลังรบสูงสุดของเขาตอนนี้น่าจะทัดเทียมกับเจ้าอารามหวงเฉวียนก่อนทะลวงระดับ พอจะประมือกับผู้บำเพ็ญเพียรระดับแปลงเทวะได้แบบสูสี
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀เอาชนะไม่ได้ แต่ก็พ่ายแพ้ได้ยากเช่นกัน
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀เพราะเขามีความได้เปรียบด้านความเร็วที่เหนือกว่า เพียงแค่จุดนี้ก็ทำให้เขาอยู่ในจุดที่ไร้พ่ายได้แล้ว
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ก่อนที่จะเดินทางไปยังป่ากระดูกอสูรสวรรค์
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀เขาเตรียมจะเก็บตัวบำเพ็ญเพียรระยะสั้นๆ นอกจากจะทำให้ขั้นตอนการหลอมรวมเพลิงน้ำแข็งสมบูรณ์แบบแล้ว ยังต้องส่งสารบอกกล่าวท่านประมุขสักหน่อย เพื่อดูว่าท่านประมุขระดับแปลงเทวะคนใหม่ยังคงเป็นเหมือนเมื่อก่อนหรือไม่
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀หากเป็นไปได้ การโยนเรื่องกดดันหมื่นกู่ให้เขาจัดการย่อมเหมาะสมที่สุด
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀เป็นเช่นนี้
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀เวลาผ่านไปอีกครึ่งเดือน
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀จดหมายนกกระเรียนกระดาษฉบับหนึ่งร่อนมาจากแดนไกล บินตรงเข้าไปในถ้ำบำเพ็ญเพียรของหวังอี้ที่ยอดเขาโลหิตเยือกแข็ง ผู้ส่งไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นประมุขนิกายโลหิตวิญญาณผกผัน
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀หลังจากได้รับข้อความจากหวังอี้ เขาก็ตอบกลับมาทันที
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀เวลานี้
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀รากฐานระดับแปลงเทวะของเขาเริ่มมั่นคงแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นเขายังพัฒนาวิชาจำแลงกายเป็นฟ้าดินให้สมบูรณ์ขึ้นไปอีกขั้น นับว่าเป็นผู้บำเพ็ญเพียรระดับแปลงเทวะที่สมบูรณ์แบบอย่างแท้จริง
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀เนื้อหาในจดหมายมีไม่มาก แต่ทุกประโยคล้วนเป็นการยืนยัน!
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀สรุปให้เข้าใจง่ายๆ ก็ใช้คำพูดแค่ไม่กี่คำว่า “ไม่ต้องปอดแหก ลุยเลย!”
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ขอเพียงอย่าทำลายประตูสำนัก ต่อให้ฆ่ามารเฒ่าหมื่นกู่ตายคาที่ เขาก็จะเป็นคนออกหน้าเช็ดล้างให้หวังอี้เอง
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ความมั่นใจและท่าทีเช่นนี้ทำให้หวังอี้รู้สึกฮึกเหิมขึ้นมาจริงๆ
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀นี่แหละที่เรียกว่าวิญญูชนผู้มีวิสัยทัศน์
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀เมื่อได้ประจักษ์ถึงพลังรบและความสามารถของหวังอี้ ท่านประมุขก็แทบจะถือว่าเขาเป็นบุคคลอันดับสองของนิกายโลหิตวิญญาณผกผัน ทั้งยังเป็นคนรุ่นหลังที่มีศักยภาพพอจะทะลวงสู่ระดับแปลงเทวะคนต่อไป
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀แม้เขากับหวงเฉวียนจะมีสัญญาสงบศึกต่อกัน แต่หากมีผู้บำเพ็ญเพียรระดับแปลงเทวะมาค้ำจุนนิกายโลหิตวิญญาณผกผันเพิ่มขึ้นอีกคน อำนาจการต่อรองของพวกเขาก็จะยิ่งสูงขึ้น ผลประโยชน์ที่จะได้รับก็ยิ่งมากขึ้นด้วย
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ด้วยความเร็วในการบำเพ็ญเพียรที่หวังอี้แสดงให้เห็น อนาคตเช่นนี้คงอยู่ไม่ไกล ดังนั้นการสนับสนุนของท่านประมุขจึงแทบจะไม่เหลือเผื่อทางหนีทีไล่ให้ใครหน้าไหนทั้งสิ้น ปล่อยให้เขาอาละวาดได้ตามสบายเลย!
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀เมื่อได้ “ป้ายทองคุ้มภัย” มาอยู่ในมือ หวังอี้ก็เลิกบำเพ็ญเพียรทันที
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ถือป้ายคำสั่งมารโลหิต บุกขึ้นไปยังยอดเขากู่พิษโดยตรง
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ด้วยท่าทีของผู้มาเยือนที่ไม่ได้มาดี บุกตรงเข้าไปยังตำหนักกู่พิษใหญ่ซึ่งเป็นศูนย์กลางของสถานที่แห่งนี้
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀มารเฒ่าหมื่นกู่เงยหน้าขึ้นขวับ เมื่อเห็นหวังอี้กลายร่างเป็นแสงสุดขั้วทิ้งตัวลงที่หน้าประตูตำหนัก ก็เอ่ยด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀“ดูเหมือนน้องหวังจะตัดสินใจเลือกได้อย่างชาญฉลาดแล้วสินะ”
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀“แต่ทว่า... ตอนนี้เงื่อนไขเปลี่ยนไปแล้ว หากต้องการ [วิชากู่มารหลั่งโลหิต] ของข้า แค่สามเงื่อนไขยังไม่พอ ต้องเพิ่มอีกข้อหนึ่ง”
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ท่าทีได้คืบจะเอาศอกเช่นนี้ ทำให้ใจสังหารซิวหลัวในห้วงลึกของจิตใจหวังอี้เริ่มกระเพื่อมไหว เขาหรี่ตาลงแล้วก้าวเดินเข้าไปใกล้ทีละก้าว จนกระทั่งหยุดอยู่หน้าบันไดแท่นประทับ
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀เขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของหมื่นกู่ กะระยะห่างระหว่างทั้งสองแล้วเอ่ยว่า “เงื่อนไขอะไร?”
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀“ง่ายนิดเดียว... สายฟ้าประหลาดในตัวเจ้านั่นไง”
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀“อสนีมารดำ?”
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ขณะที่หวังอี้ย้อนถาม ปลายนิ้วก็ขยี้เข้าหากันเบาๆ
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀สายฟ้าสีดำปรากฏขึ้นเป็นเส้นสาย แสงสว่างวาบขึ้นมาทันที เสียงกระแสไฟฟ้าดังเปรี๊ยะๆ ดังลั่นไปทั่วอากาศ
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀มารเฒ่าหมื่นกู่ดวงตาเป็นประกาย
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀“ใช่ๆๆ ไอ้นี่แหละ ที่แท้ก็เรียกว่าอสนีมารดำ... เป็นชื่อที่ไม่เลวเลย”
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀มือที่ยกขึ้นของหวังอี้ลดต่ำลง จู่ๆ เขาก็ถามขึ้น
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀“สหายเต๋าหมื่นกู่ ตั้งใจจะปั่นหัวข้าเล่นแบบนี้จริงๆ สินะ? แถมดูเหมือนเจ้าจะรู้สึกภูมิใจเอามากๆ เสียด้วย?”
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀หมื่นกู่แสร้งทำเป็นไม่เข้าใจ
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀แต่แววตาเย้ยหยันแทบจะไม่ปิดบังอีกต่อไป
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀“น้องหวังพูดอะไรแบบนั้น การค้าก็คือการค้า ยุติธรรมโปร่งใส หากเจ้าไม่ยินยอม ก็แค่ปฏิเสธไปสิ เหตุใดต้องมากล่าวหาข้าอย่างก้าวร้าวเช่นนี้ แล้วจะหาว่าข้าปั่นหัวเจ้าได้อย่างไร?”
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀“…ดีมาก”
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀หวังอี้ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀“ตอนนี้ ข้าขอเสนอการแลกเปลี่ยนครั้งใหม่”
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀หมื่นกู่: “???”
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀“ใช้ชีวิตของเจ้า แลกกับทุกสิ่งทุกอย่างที่เจ้ามี!”
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ชั่วพริบตา
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀อสนีสีดำสนิทและเปลวเพลิงสีฟ้าน้ำแข็งก็ปะทุขึ้นพร้อมกัน กวาดล้างทุกสรรพสิ่งภายในตำหนักกู่พิษใหญ่ พลังแห่งการทำลายล้างอันบ้าคลั่งพุ่งเข้าปะทะกัน ก่อให้เกิดพลังทำลายล้างที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ตราประทับเทียนซูที่กลางหว่างคิ้วของหวังอี้ถูกกระตุ้นการทำงานแล้ว
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ภายใต้การเสริมพลังปะทุของวิชาลับแก่นกลางอสนีเพลิง พลังกายก็พุ่งทะยานขึ้นอย่างมหาศาล เขามังกรหยินสุดขั้วสองท่อนงอกออกมาจากหน้าผาก กลายร่างเป็นร่างมังกรหยินสุดขั้วที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นในชั่วพริบตา
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀เห็นได้ชัดว่าเขาเอาจริงแล้ว
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀และที่น่าตื่นเต้นยิ่งกว่ายังอยู่ด้านหลัง หนึ่งในวิชาสร้างชื่อของจักรพรรดิมนุษย์รุ่นแรกในยุคโบราณกาล วิชาศักดิ์สิทธิ์สายกายาระดับห้า... หมัดจักรพรรดิมังกร!
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀มันถูกสะสมพลังไว้อย่างลับๆ นานแล้ว ในตอนนี้มันก็ปะทุขึ้นพร้อมกับการเคลื่อนไหวของหวังอี้ รูปลักษณ์คล้ายกับหมัดมังกรอสูรในตอนนั้น แต่คราวนี้หวังอี้ได้ซัดพลังเทพโลหิตเงินจำแลงเป็นมังกรมารหยินปรโลกออกมา
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀เปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายแห่งความยิ่งใหญ่ของจักรพรรดิอันเข้มข้น
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀เพียงแค่มองก็รู้สึกอยากจะคุกเข่าโขกศีรษะ หรือไม่ก็ยื่นคอรอรับความตายแล้ว...
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀“แกบ้าไปแล้ว!
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀“ที่นี่คือนิกายโลหิตวิญญาณผกผันนะ! แกกล้าลอบสังหารศิษย์ร่วมสำนักเชียวรึ!”