เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 226 มูลค่าของคัมภีร์ใจปรัชญาปารมิตา

บทที่ 226 มูลค่าของคัมภีร์ใจปรัชญาปารมิตา

บทที่ 226 มูลค่าของคัมภีร์ใจปรัชญาปารมิตา


บทที่ 226 มูลค่าของคัมภีร์ใจปรัชญาปารมิตา

จินเมี่ยวซ่านสูดลมหายใจเข้าลึก กดข่มความรู้สึกดีๆ ทั้งหมดที่มีต่อหวังอี้ลงไปจนสิ้น กะไว้แล้วเชียว! เจ้านี่มันก็แค่คนเห็นแก่ผลประโยชน์ จะยื่นมือเข้าช่วยก็ต่อเมื่อเกี่ยวพันกับผลประโยชน์ของตัวเองเท่านั้น หาใช่ความหวังดีที่แสดงออกมาจากใจจริงไม่

แต่อันที่จริงเรื่องนี้ก็ถือเป็นเรื่องปกติ เพราะในดินแดนมารฉื่อเหวียน ผลประโยชน์ต้องมาก่อนเสมอ

ไม่ว่าจะทำอะไรก็ต้องคำนึงก่อนเสมอว่าคุ้มค่าหรือไม่ ช่วงที่เดี๋ยวดิ่งเดี๋ยวพุ่งของจินเมี่ยวซ่านในระยะหลังมานี้ ประจวบเหมาะกับตอนที่จิตใจของนางกำลังอ่อนแอพอดี จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดความรู้สึกดีๆ ต่อหวังอี้ขึ้นมาบ้าง

ความรู้สึกดีๆ ที่ว่านี้ไม่ใช่ความรักฉันชู้สาว แต่เป็นน้ำใจช่วยเหลือเกื้อกูลระหว่างเพื่อนฝูง ในใต้หล้านี้ไม่ได้มีแค่ความรักใคร่ระหว่างหญิงชายเท่านั้น แต่ยังมีความผูกพันระหว่างพ่อแม่ พี่น้อง ลูกหลาน และมิตรสหายด้วยเช่นกัน

หลังจากทอดถอนสายตาจากภาพในหินบันทึกเงา จินเมี่ยวซ่านก็พยักหน้าแล้วเอ่ยขึ้น

"ความหมายของสหายเต๋า เมี่ยวซ่านเข้าใจดี ข้าจะชดเชยและตอบแทนให้อย่างแน่นอน"

"ทว่า... ข้าอยากถามสหายเต๋าสักหน่อย เหตุใดท่านจึงมีอคติกับหอจินหม่านถึงเพียงนี้?"

"ข้ามีอคติงั้นรึ?"

หวังอี้เลิกคิ้วขึ้น เขารู้ว่าจินเมี่ยวซ่านกำลังพูดถึงเรื่องการทรยศของเย่ชิง รวมถึงเรื่องที่เขาดึงหอเทียนเป่าเข้ามาแทรกแซงซึ่งดูไม่ค่อยซื่อตรงนัก แต่เขาเตรียมคำตอบไว้ในใจเรียบร้อยแล้ว

"การดึงหอเทียนเป่าเข้ามา ก็เพื่อการพัฒนาของเมืองหยกวิญญาณ ในฐานะเจ้าเมือง หวังผู้นี้ไม่อาจปัดความรับผิดชอบได้ การมีสองสมาคมการค้าใหญ่ตั้งอยู่ในเมืองหยกวิญญาณพร้อมกัน ย่อมส่งผลดีต่อตัวเมือง เรื่องนี้คงไม่ต้องอธิบายให้มากความ"

"นายหอเย่ชิงก็เป็นแค่หมากที่ถูกสังเวยในเรื่องนี้ จะโทษก็ต้องโทษเจ้าที่จู่ๆ ก็เก็บตัวบำเพ็ญเพียรจนไม่อาจปกป้องหรือสนับสนุนเขาได้ การทรยศของเขาเกิดจากปัจจัยแห่งความเป็นจริง เจ้าต่างหากที่ต้องรับผิดชอบ ไม่ใช่หวังผู้นี้"

"จินหลินวางแผนเล่นงานเจ้ามาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้ว ลำพังแค่ข้ายังเคยเจอมาตั้งสองหน ต่อให้เจ้าจะรีบร้อนเก็บตัวบำเพ็ญเพียรแค่ไหน ก็ควรจะเดาปฏิกิริยาของมันออก การเพิกเฉยของเจ้าต่างหากที่เป็นต้นเหตุของความผิดพลาดที่แท้จริง"

หวังอี้ร่ายยาวรวดเดียวสามประโยคติด ทำเอาจินเมี่ยวซ่านถึงกับมึนงงไปชั่วขณะ แต่มันก็ดูมีเหตุผลอยู่ไม่น้อย

จินเมี่ยวซ่านทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ฝั่งขวา มือเรียวขาวนวลนวดคลึงขมับเบาๆ นางรู้สึกตงิดๆ ว่าตรรกะในเรื่องนี้มันแปลกๆ

แต่การที่ไม่ได้เตรียมการรับมือจินหลินไว้ ก็ถือเป็นความผิดพลาดของนางจริงๆ ในตอนนั้นนางถูกจิตสังหารกัดกร่อนจนไม่อาจรักษาความเยือกเย็นเอาไว้ได้

แม้กระทั่งตอนนี้ นางก็ยังต้องพึ่งพาทรัพยากรวิญญาณเพื่อรักษาความแจ่มใสของจิตใจเอาไว้

ความคิดจำนวนมหาศาลถูกกลืนกินด้วยจิตสังหาร เส้นผมที่ขาวโพลนสลับดำของนางก็เป็นผลพวงมาจากเรื่องนี้ หากเส้นผมเปลี่ยนเป็นสีขาวโพลนทั้งหมดเมื่อใด นางก็จะสูญเสียความเป็นตัวเองไปโดยสมบูรณ์

และกลายเป็นมารร้ายที่ถูกชักใยด้วยจิตสังหาร เมื่อคิดถึงจุดนี้ จินเมี่ยวซ่านก็หมดอารมณ์จะมาเถียงเรื่องไร้สาระพวกนี้แล้ว อย่างไรเสียมันก็แค่การชดเชยด้วยทรัพยากรวิญญาณเล็กๆ น้อยๆ นางยังพอจ่ายไหว

สิ่งสำคัญที่สุดคือข้อความที่หวังอี้ส่งผ่านมาให้นางในช่วงที่นางกำลังเก็บตัวบำเพ็ญเพียรต่างหาก

นางเงยหน้าขวับขึ้นมองหวังอี้

อีกฝ่ายก็กำลังมองนางอยู่เช่นกัน

"..."

"สหายเต๋าหวัง เรื่องใครถูกใครผิดเอาไว้คุยกันทีหลังเถอะ เมี่ยวซ่านอยากรู้ว่าวิธีช่วยชีวิตข้าที่ท่านพูดถึง สรุปแล้วมันคืออะไรกันแน่"

หวังอี้กลับไม่ตอบคำถามตรงๆ แต่เลือกที่จะถามคำถามที่เขาสงสัยมานานแทน

"สหายเต๋าจิน 'คัมภีร์ปราชญ์สังหารซิวหลัว' เป็นสืบทอดระดับแปลงวิญญาณสายจิตใจใช่หรือไม่? แล้ว 'คัมภีร์มารแท้จริงหลัวซ่า' อีกเล่มหนึ่งตกไปอยู่ในมือใคร เจ้าพอจะรู้หรือเปล่า?"

จินเมี่ยวซ่านขมวดคิ้วมุ่น หลังจากผ่านการแลกเปลี่ยนเคล็ดวิชาของนิกายวิญญาณสวรรค์มา การที่อีกฝ่ายจะเดาสถานะของนางออกก็ถือเป็นเรื่องปกติ แต่ทว่า... หากหวังอี้เอ่ยปากขอเล่า?

นางควรจะปฏิเสธอย่างไรดี?

สืบทอดระดับแปลงวิญญาณขั้นสุดยอดแทบทั้งหมดล้วนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ยากนักที่จะครอบครองทั้งสองสายพร้อมกันได้ เรื่องนี้ถูกกำหนดโดยคุณสมบัติของพลังมารโบราณที่อยู่เบื้องหลัง ผู้บำเพ็ญเพียรทั่วไปเมื่อทะลวงเข้าสู่ระดับวิญญาณแรกกำเนิดแล้ว ก็มักจะเลือกเส้นทางของตนเอง

มีเพียงวิถีแห่งจิตใจเท่านั้นที่ต่างออกไป มันสามารถฝึกฝนควบคู่กันได้!

เพื่อรักษา 'คัมภีร์ปราชญ์สังหารซิวหลัว' เอาไว้ หอจินหม่านก็ต้องจ่ายค่าตอบแทนไปไม่น้อย ในสถานการณ์ที่นางมีสืบทอดอันล้ำลึกอยู่แล้ว การฝึกฝนคัมภีร์นี้ควบคู่ไปด้วยก็เพื่อความแข็งแกร่งที่มากยิ่งขึ้น

เนื้อหาในคัมภีร์ถูกส่งผ่านเข้ามาในหัวของนางแล้ว เว้นเสียแต่จะสังหารนางทิ้ง ไม่เช่นนั้นต่อให้ใช้วิชาค้นวิญญาณก็ยากที่จะสอดแนมได้แม้แต่เศษเสี้ยว

ดูเหมือนหวังอี้จะมองความคิดของนางออก เขาจึงกล่าวขึ้น

"ข้าไม่ได้ต้องการสืบทอดของเจ้า ตอบคำถามข้ามาก่อน"

จินเมี่ยวซ่านถึงได้ถอนหายใจด้วยความโล่งอก

"ใช่ 'คัมภีร์ปราชญ์สังหารซิวหลัว' เป็นสืบทอดสายจิตใจจริงๆ ส่วนคัมภีร์อีกเล่มนั้น แม้เมี่ยวซ่านจะไม่ได้เห็นกับตา แต่น่าจะตกไปอยู่ในมือของศิษย์สายตรงติงหมิงจากยอดเขาดุจปรโลกของนิกายท่านแล้ว"

"เป็นเขางั้นรึ!"

ผลลัพธ์นี้ทั้งเหนือความคาดหมายและสมเหตุสมผลในเวลาเดียวกัน เดิมทีเขาคิดว่าเซี่ยเสียอันที่มี 'คัมภีร์มารแท้จริงหลัวซ่า' อยู่ครึ่งเล่มน่าจะมีความได้เปรียบมากกว่าเสียอีก

ส่วนติงหมิง หากได้เว่ยซานเจ๋อคอยช่วยเหลือ ก็มีโอกาสทำสำเร็จอยู่จริงๆ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่หวังอี้เป็นคนป้อนข้อมูลและมอบตั๋วผ่านทางที่ถูกต้องให้กับเขาด้วย

เซี่ยเสียอันพ่ายแพ้ในการแข่งขัน คงต้องกลับไปขอร้องให้นิกายทวงความยุติธรรมให้แน่ แต่... ยอดเขาเทพอสูรนั้นอ่อนแอเกินไป กระทั่งผู้บำเพ็ญเพียรระดับวิญญาณแรกกำเนิดสักคนก็ยังไม่มี ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดก็อยู่แค่ระดับแก่นทองคำขั้นสูงสุดเท่านั้น

ช่างห่างชั้นกับยอดเขาอื่นๆ มากเกินไป อย่าว่าแต่จะได้เนื้อหาอีกครึ่งเล่มของ 'คัมภีร์มารแท้จริงหลัวซ่า' มาเลย เกรงว่าครึ่งเล่มที่มีอยู่ในมือก็คงต้องยอมส่งมอบออกไปเช่นกัน

อเนจอนาถ! น่าอเนจอนาถเกินไปแล้ว!

ยอดเขาเทพอสูรอาจถูกยุบเลิกอย่างถาวร ส่วนยอดเขาดุจปรโลกก็จะก้าวเข้าสู่ยุคเฟื่องฟูรอบใหม่ เขาแอบครุ่นคิดถึงสถานการณ์ภายในนิกายอย่างเงียบๆ

ความเปลี่ยนแปลงใดๆ ในสำนัก ล้วนอาจส่งผลกระทบมาถึงเขาได้ จึงต้องระมัดระวังให้มาก ยิ่งไปกว่านั้นเขายังเคยมีเรื่องข้องแวะกับทั้งติงหมิงและเว่ยซานเจ๋ออีกด้วย

จินเมี่ยวซ่านรอเขาอยู่ครู่ใหญ่ จึงเอ่ยปากถามย้ำ

"สหายเต๋าหวัง ตอนนี้ท่านพอจะบอกได้หรือยัง ว่าสิ่งที่จะช่วยข้าได้คืออะไรกันแน่?"

"เรื่องนี้คงต้อง... เล่าเท้าความกันยาวหน่อย"

หวังอี้เริ่มเล่าถึงเหตุการณ์หลังจากที่คลื่นการสำรวจสิ้นสุดลง

"สรุปก็คือ หลังจากที่พวกเจ้าจากไปแล้ว หวังผู้นี้ได้ลอบเข้าไปในโบราณสถานตงจี๋จิงเพียงลำพัง และได้เบาะแสรวมถึงของดีติดไม้ติดมือกลับมาไม่น้อย

"ท่านผู้อาวุโสซิวหลัว และท่านผู้อาวุโสหลัวซ่า หรือก็คือผู้ค้นพบสืบทอดทั้งสองวิชานี้เป็นคนแรก พวกเขาน่าจะได้รับผลกระทบจนจิตใจบิดเบี้ยวไปแล้ว"

"สืบทอดทั้งสองเล่มนี้เผลอๆ อาจจะมีต้นกำเนิดมาจากแหล่งเดียวกันด้วยซ้ำ ตามที่หวังผู้นี้สันนิษฐาน ในช่วงบั้นปลายชีวิตของท่านผู้อาวุโสซิวหลัว ก็น่าจะถูกเคล็ดวิชานี้บิดเบือนจิตใจเช่นกัน จนต้องงัดสารพัดวิธีออกมาเพื่อระงับอาการเหล่านั้น"

"ทั้งการทรมานตัวเอง มัดตัวเอง ขัดเกลาจิตใจ หรือแม้แต่วิถีพุทธ... วิธีการเหล่านี้ถูกนำมาใช้เพื่อรักษาสติสัมปชัญญะของตนเองเอาไว้ หากประเมินจากอาการของเจ้าแล้ว สืบทอดที่เจ้าได้มาคงจะเป็นฉบับดั้งเดิมอย่างแน่นอน"

"ไม่เช่นนั้นเจ้าก็น่าจะมีวิชาควบคุมตัวเองของท่านผู้อาวุโสซิวหลัวติดตัวมาบ้าง ทว่าความเป็นจริงก็คือ เจ้าสูญเสียการควบคุมไปอย่างสมบูรณ์ และต้องพึ่งพาหอจินหม่านเพื่อประคองสภาพที่เป็นอยู่ตอนนี้"

พูดมาถึงขั้นนี้ ข้อสรุปก็กระจ่างชัดเจนแล้ว

หลังจากที่พวกจินเมี่ยวซ่านได้สืบทอดมา เพื่อหลีกเลี่ยงจุดจบที่ต้องตายเพราะถูกรุมทึ้ง พวกนางจึงใช้วิธีพิเศษหลบหนีออกมา ทำให้ไม่มีเวลาสืบหาความลับอื่นๆ เพิ่มเติม

นางเบิกตากว้าง ก่อนจะโพล่งออกมาอย่างรวดเร็ว

"หลังจากที่ท่านเข้าไปเพียงลำพัง ท่านก็ได้เคล็ดวิชาควบคุมจิตใจของท่านผู้อาวุโสซิวหลัวมางั้นรึ?!!"

"จะว่าใช่ก็ใช่ จะว่าไม่ใช่ก็ไม่ใช่"

หวังอี้ถอนหายใจด้วยความเสียดาย

"บางทีอาจเป็นเพราะพวกเจ้าพังคุกสยบมารแห่งเขตหลวงซะเละเทะเกินไป ข้าก็เลยได้มาแค่คัมภีร์ใจวิถีพุทธเล่มเดียว น่าจะเป็นหนึ่งในวิธีการควบคุมจิตใจของท่านผู้อาวุโสซิวหลัวนั่นแหละ"

"ส่วนจะได้ผลมากน้อยแค่ไหน ข้าเองก็ไม่แน่ใจนัก เพราะสุดท้ายแล้วท่านผู้อาวุโสซิวหลัวสูญเสียการควบคุมหรือไม่ ก็ไม่มีใครล่วงรู้ได้"

แต่ถึงกระนั้น สำหรับจินเมี่ยวซ่านแล้ว สิ่งนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับฟางเส้นสุดท้ายช่วยชีวิต นับตั้งแต่ฝึกฝน 'คัมภีร์ปราชญ์สังหารซิวหลัว' จิตสังหารที่พวยพุ่งขึ้นมาอย่างบ้าคลั่ง คอยแต่จะยุยงให้นางอยากฆ่าล้างบางทุกชีวิตที่ขวางหน้า

นี่เป็นเรื่องที่ผิดปกติอย่างเห็นได้ชัด ทีแรกนางคิดว่าเป็นเพราะตบะของตัวเองยังไม่แกร่งพอ จึงยากที่จะควบคุม

นางจึงเลือกที่จะเก็บตัวเพื่อควบแน่นแก่นทองคำ แต่ทว่าหลังจากทะลวงเข้าสู่ระดับแก่นทองคำแล้ว การบุกรุกของจิตสังหารกลับยิ่งน่ากลัวขึ้นไปอีก มันทำลายความหยิ่งยโสของนางจนป่นปี้ ทำให้นางต้องเริ่มขอความช่วยเหลือจากภายในหอจินหม่าน

ทรัพยากรวิญญาณหลากหลายชนิดที่ช่วยสงบสติอารมณ์และชำระล้างห้วงจิตวิญญาณให้แจ่มใส ถูกนางนำมาใช้งานแทบทั้งหมด

เรื่องนี้ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะไปเข้าหูผู้ชิงตำแหน่งผู้สืบทอดคนอื่นๆ

จากนั้นก็เกิดเป็นแผนการร้ายของจินหลินขึ้นมา

สืบทอดวิถีพุทธสูญสิ้นไปนานแล้ว แม้แต่ในหอจินหม่านเองก็ยังมีอยู่น้อยจนแทบนับชิ้นได้ ยิ่งถ้าเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับวิถีจิตใจด้วยแล้ว ยิ่งไม่มีเลยสักชิ้นเดียว

สืบทอดประเภทนี้ ต่อให้เป็นในยุคโบราณกาลก็ยังถือว่าหาดูได้ยากยิ่ง ไม่ต้องพูดถึงวงการผู้บำเพ็ญเพียรในโลกนี้ ที่เคยต้องเผชิญกับภัยพิบัติจากเผ่ามารจนทำให้วิชาต่างๆ ขาดตอนไปหลายต่อหลายครั้ง การขุดค้นประวัติศาสตร์โบราณจึงเป็นหนึ่งในช่องทางที่คนยุคนี้ใช้พัฒนาความแข็งแกร่ง

ทว่าก็มักจะเกิดเหตุไม่คาดฝันอย่างกรณีของจินเมี่ยวซ่านขึ้นอยู่บ่อยครั้งเช่นกัน

สืบทอดที่มารโบราณมอบให้นั้นช่างอันตรายเกินไปจริงๆ... หรือควรจะพูดว่า สืบทอดของวิถีมาร เมื่อไปถึงช่วงท้ายๆ ก็ไม่มีอันไหนที่ไม่อันตรายทั้งนั้น ไม่มีใครล่วงรู้ถึงที่มาที่ไปของสถานที่ผนึกเหล่านั้นเลย

การเข้าไปแตะต้องจึงต้องระมัดระวังแล้วระมัดระวังอีก

ฟางเส้นสุดท้ายที่หวังอี้ยื่นมาให้ในตอนนี้ช่างสำคัญเหลือเกิน จินเมี่ยวซ่านแทบไม่ต้องคิด นางเสนอราคาที่สูงที่สุดเท่าที่นางจะให้ได้ออกไปทันที

"ข้าจะเอาทรัพยากรระดับแก่นทองคำขั้นสูงธาตุหยินน้ำแข็งมาแลกเปลี่ยนกับท่าน ดีหรือไม่!"

แม้ในมือหวังอี้จะมีทรัพยากรระดับแก่นทองคำขั้นสูงของธาตุไฟและไม้ อย่าง [ผลแก่นปฐพีหลอมละลาย] และ [แก่นพฤกษาหมื่นปี] แล้วก็ตาม แต่เขาก็ยังขาดแคลนทรัพยากรระดับแก่นทองคำของธาตุหยินและน้ำแข็งอยู่ดี

หลังจากที่ชื่อเสียงของงานชุมนุมเหวินเซียวป่นปี้ไป เดิมทีเขากะจะไปขอแลกเปลี่ยนจากทางหอเทียนเป่าแทน อาศัยเส้นสายความสัมพันธ์ที่มีต่อหานเจีย รอคอยอีกสักไม่กี่ปี ช้าเร็วก็ต้องได้โอกาสนั้นมาครอบครอง

ทว่าตอนนี้กลับกลายเป็นจินเมี่ยวซ่านที่เป็นฝ่ายเสนอขึ้นมาเอง เขาจึงแสร้งทำเป็นไม่พอใจแล้วเอ่ยขึ้นว่า "สหายเต๋าจินคงไม่ได้กำลังล้อข้าเล่นอยู่หรอกใช่ไหม ตอนคุยเรื่องค่าชดเชยครั้งที่แล้ว เจ้ายังบอกอยู่เลยว่าไม่มีทรัพยากรระดับแก่นทองคำธาตุหยินกับน้ำแข็ง"

ความหมายของประโยคนี้ไม่ต้องอธิบายก็ชัดเจนอยู่แล้ว

ผ่านไปแค่สิบกว่าปีเอง เมื่อก่อนเจ้าไม่มี แล้วไหงตอนนี้จู่ๆ ถึงมีขึ้นมาได้ล่ะ? นี่เห็นข้าเป็นของเล่นงั้นเรอะ

จินเมี่ยวซ่านเพิ่งรู้ตัวว่าเผลอพูดอะไรผิดไป นางจึงเอ่ยขอโทษ

"ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น ตอนนี้ข้าย่อมไม่มีของสิ่งนั้นหรอก แต่เมี่ยวซ่านยินดีจะระดมคนในสายของข้าทั้งหมด เพื่อตามหาทรัพยากรวิญญาณมาให้สหายเต๋า โดยไม่เสียดายสิ่งใดเลย"

"ไม่ ไม่ ไม่"

หวังอี้ส่ายหน้า เป็นเชิงบอกว่าเขาไม่หลงกลกินขนมเปี๊ยะวาดฝันของนางหรอก เขาจึงเสนอเงื่อนไขที่เตรียมไว้นานแล้วออกไปแทน

"เมี่ยวซ่านเอ๋ย หวังผู้นี้ใช่ว่าจะเป็นคนไร้น้ำใจ หากเจ้าสามารถนำของวิเศษที่ช่วยเพิ่มความเร็วในการบำเพ็ญเพียรของผู้บำเพ็ญเพียรระดับแก่นทองคำมาให้ข้าได้ ข้าก็ยินดีจะสอนคัมภีร์ใจปรัชญาปารมิตาให้แก่เจ้า"

"แต่จงจำไว้ ของสิ่งนั้นหวังผู้นี้จะต้องใช้งานได้ และต้องใช้ได้ไปจนถึงระดับแก่นทองคำขั้นสูงสุด แถมทรัพยากรระดับแก่นทองคำขั้นสูงธาตุหยินและน้ำแข็ง ข้าก็จะเอาด้วย"

จินเมี่ยวซ่านขบกรามแน่น นางรู้สึกว่าหน้าตาของหวังอี้ในตอนนี้ ช่างเหมือนกับตอนที่เขากรรโชกทรัพย์นางในอดีตไม่มีผิด

"ในหอจินหม่านมียันต์สกัดวิญญาณ โอสถบำเพ็ญเพียรระดับสุดยอด และค่ายกลสกัดวิญญาณพันภพ ล้วนสามารถตอบสนองความต้องการของท่านได้ทั้งสิ้น ท่านอยากได้แบบไหนล่ะ?"

หวังอี้ได้ยินเช่นนั้นก็เกิดความสนใจขึ้นมาทันที เขาดั้นด้นค้นหาของวิเศษที่สามารถเพิ่มความเร็วในการบำเพ็ญเพียรมาตั้งนาน แต่นอกจากของวิเศษล้ำค่าจากฟ้าดินที่มีอยู่แล้ว เขาก็แทบจะไม่พบอะไรอีกเลย

สิ่งที่เขาต้องการมากกว่าคือของที่สามารถใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง เหมือนกับพวกโอสถวิญญาณระดับสุดยอด เขาจึงเอ่ยขึ้น "โอสถช่างมันเถอะ แนะนำอีกสองอย่างมาทีสิ"

"ยันต์สกัดวิญญาณ หากแปะไว้บนตัวจะสามารถเพิ่มความเร็วในการสกัดกลั่นปราณวิญญาณของผู้บำเพ็ญเพียรได้ เหมาะสำหรับผู้บำเพ็ญเพียรระดับหลอมปราณและสร้างรากฐาน ประสิทธิภาพจะเพิ่มขึ้นประมาณห้าส่วน แต่มันไม่มีผลกับรากวิญญาณสวรรค์"

"[ค่ายกลสกัดวิญญาณพันภพ] มีสรรพคุณคล้ายกับยันต์สกัดวิญญาณ แต่เหมาะสำหรับผู้บำเพ็ญเพียรระดับแก่นทองคำและวิญญาณแรกกำเนิดมากกว่า มันช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการสกัดกลั่นปราณวิญญาณได้ประมาณห้าส่วนเช่นเดียวกัน"

"ทั้งสองสิ่งนี้สามารถแก้ปัญหาเรื่องพรสวรรค์รากวิญญาณที่ไม่เพียงพอของผู้บำเพ็ญเพียรได้ หากไม่ใช่เพราะรากวิญญาณสวรรค์มีประสิทธิภาพในการสกัดกลั่นปราณวิญญาณฟ้าดินถึงขีดสุดอยู่แล้ว วิธีเหล่านี้ก็ย่อมมีผลกับรากวิญญาณสวรรค์เช่นกัน"

เมื่อฟังจบ หวังอี้ก็ส่ายหน้าอย่างผิดคาด

"ไม่เอาๆ ของพวกนี้ใช้ไม่ได้หรอก"

จินเมี่ยวซ่านได้แต่จนใจ

"ไอ้นั่นก็ไม่เอา ไอ้นี่ก็ไม่เอา สรุปแล้วท่านอยากได้อะไรกันแน่"

"ข้าบอกแล้วไง..."

จบบทที่ บทที่ 226 มูลค่าของคัมภีร์ใจปรัชญาปารมิตา

คัดลอกลิงก์แล้ว