- หน้าแรก
- เริ่มต้นจากรากวิญญาณขยะสู่ยอดเซียนวิถีมาร
- ฟรี บทที่ 210 วิชาบำเพ็ญขั้นสมบูรณ์ สัมผัสเทวะระดับสาม ช่องจัดวางที่หกปรากฏ!
ฟรี บทที่ 210 วิชาบำเพ็ญขั้นสมบูรณ์ สัมผัสเทวะระดับสาม ช่องจัดวางที่หกปรากฏ!
ฟรี บทที่ 210 วิชาบำเพ็ญขั้นสมบูรณ์ สัมผัสเทวะระดับสาม ช่องจัดวางที่หกปรากฏ!
บทที่ 210 วิชาบำเพ็ญขั้นสมบูรณ์ สัมผัสเทวะระดับสาม ช่องจัดวางที่หกปรากฏ!
หุบเขามารปฐพีอยู่ไม่ใกล้จากเมืองหยกวิญญาณนัก อีกทั้งยังเป็นเพียงขุมกำลังระดับสอง ซึ่งแข็งแกร่งกว่าขุมกำลังอย่างสำนักสุ่ยโม่ที่มีผู้บำเพ็ญเพียรระดับแก่นทองคำเพียงหนึ่งหรือสองคนอยู่หนึ่งระดับ
ที่นั่นมีผู้บำเพ็ญเพียรระดับแก่นทองคำห้าถึงสิบคน และกำลังเตรียมตัวทะลวงเข้าสู่ระดับวิญญาณแรกกำเนิด หากทำสำเร็จก็จะสามารถผงาดขึ้นเป็นขุมกำลังระดับหนึ่งได้ คล้ายคลึงกับขุมกำลังระดับหนึ่งอย่าง [ตำหนักหยินกุ่ย] ที่มีผู้บำเพ็ญเพียรระดับวิญญาณแรกกำเนิดหนึ่งหรือสองคน
ต่อให้อยู่ต่อหน้าห้านิกายวิถีมาร พวกเขาก็ยังคงได้รับการปฏิบัติตามสมควร
ภายในแหวนมิติของเฒ่ามารตี้ขุย มีของดีอยู่จริงๆ
"วิชาธาตุดินระดับสาม [เคล็ดสยบชีพจรวิญญาณปฐพี] หนึ่งวิชา มาพร้อมกับคาถาอาคมสิบสี่ชนิด วิชาลับสามชนิด วิธีหลอมอาวุธวิเศษสามชนิด และสูตรโอสถอีกห้าสูตร...
"และยังมี… [คัมภีร์นักเชิดหุ่นอาฆาตปฐพี]!"
โดยเฉพาะอย่างหลังที่ทำให้ดวงตาของหวังอี้เป็นประกายวาววับ การสืบทอดของนักเชิดหุ่นมักจะปะปนอยู่กับวิชาหลอมศัสตรา มีคัมภีร์หรือตำราเพียงน้อยนิดเท่านั้นที่สอนวิถีแห่งนักเชิดหุ่นอย่างบริสุทธิ์
วิชาเชิดหุ่นที่ถูกบันทึกไว้นี้ ได้อธิบายวิธีหลอมหุ่นที่ชื่อว่า [หุ่นอาฆาตปฐพี] ไว้อย่างละเอียดเป็นพิเศษ ซึ่งความหายากของมันยังเหนือกว่าศพอาฆาตไท่หยินเสียอีก
หลังจากที่หวังอี้ตรวจสอบดู เขาก็เผยสีหน้าเสียดายออกมา
มิน่าล่ะเฒ่ามารตี้ขุยถึงไม่สามารถหลอมมันออกมาได้ ของพรรค์นี้ไม่จำเป็นต้องพูดถึงทรัพยากรวิญญาณฟ้าดินที่หายากต่างๆ นานาเลย แค่เงื่อนไขพื้นฐานที่สุด ก็คือต้องใช้ซากศพที่มีความสดใหม่ของบรรพชนระดับวิญญาณแรกกำเนิดหนึ่งร่าง
พูดง่ายๆ ก็คือ ต้องเป็นร่างของผู้บำเพ็ญเพียรระดับวิญญาณแรกกำเนิดในสภาวะที่วิญญาณแรกกำเนิดออกจากร่างนั่นแหละ ความยากระดับนี้ ผู้บำเพ็ญเพียรระดับแก่นทองคำคนไหนจะไปหลอมออกมาได้หะ?!!
การสืบทอดนักเชิดหุ่นนี้น่าจะเป็นสิ่งที่อีกฝ่ายบังเอิญได้รับมา ส่วนเคล็ดสยบชีพจรวิญญาณปฐพีที่อยู่ด้านบนน่าจะเป็นการสืบทอดของหุบเขามารปฐพี ในฐานะผู้บำเพ็ญเพียรระดับแก่นทองคำ ย่อมมีคุณสมบัติที่จะเก็บการสืบทอดของสำนักไว้ในมืออยู่แล้ว
ที่น่าเสียดายก็คือ ไม่ได้รับวิชาเทวะมาด้วย
ในด้านทรัพย์สิน หลังจากแบ่งครึ่งกับชิงหยางเจินเหรินแล้ว เมื่อคำนวณดูน่าจะมีมูลค่าประมาณหนึ่งแสนสองหมื่นหินวิญญาณ ถือว่าไม่เลวเลย
แต่กลับไม่มีอาวุธวิเศษระดับสามเลย
หรือจะพูดอีกอย่างก็คือ หุ่นเชิดระดับสามขั้นต้นทั้งสองตัวนั่นแหละ คืออาวุธวิเศษของมัน
หลังจากจัดการตรวจนับเสร็จสิ้น หวังอี้ก็เก็บของทั้งหมดไว้เป็นอย่างดี
ด้านในนั้นมีวิชาสยบชีพจรวิญญาณปฐพีซึ่งเป็นวิชาลับแกนกลางของเคล็ดวิชานี้ มันมีความสามารถในการกักขังชีพจรที่หาได้ยากยิ่ง
หากมีระดับการบำเพ็ญเพียรมากพอ ก็จะสามารถกักขังชีพจรวิญญาณและชีพจรปฐพีจากระยะไกลหลายพันลี้ให้มาอยู่ในสถานที่ที่ผู้บำเพ็ญเพียรต้องการได้ สำหรับขุมกำลังของสำนักแล้ว นี่ถือเป็นวิชาลับระดับสุดยอด
หวังอี้เตรียมจะหาเวลาว่างมาเรียนรู้ไว้ ไม่แน่ว่าอาจจะได้ใช้ประโยชน์ในสักวันหนึ่ง นอกจากนี้ยังมี [วิชาพสุธาซ่อนเร้นมังกรม่วง] ของภูเขาจื่อหลงที่เขากำลังต้องการฝึกฝนให้เชี่ยวชาญในเร็วๆ นี้เช่นกัน
เมื่อคำนวณดูอย่างละเอียดแล้ว สิ่งที่เขาต้องฝึกให้ถึงขั้นสมบูรณ์นั้นยังมีอยู่อีกมากมายเลยเชียวล่ะ~
. . . . . . . .
. . . . . . . .
หนึ่งเดือนต่อมา
หลังจากที่เรื่องราวในงานชุมนุมเหวินเซียวสงบลง ข่าวการถูกสังหารของเฟิงฮวาจื่อและนักพรตอวี่ฮวาทางฝั่งเมืองอวิ๋นเยียนก็เริ่มแพร่สะพัดออกไป สถานการณ์กำลังพัฒนาไปในทิศทางที่เลวร้ายที่สุด
งานชุมนุมเหวินเซียวกลายเป็นหัวข้อสนทนายอดนิยมในพื้นที่แถบนี้ ส่วนเสี่ยวฝูจวินลั่วเฉินยิ่งไม่เคยปรากฏตัวออกมาอีกเลย แม้แต่จะเสียเวลาอธิบายก็ยังไม่ทำ
ร่องรอยการต่อสู้ที่หลงเหลืออยู่บริเวณหน้าจวนเจ้าเมืองในคืนนั้นส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้ง
วันนี้
หลังจากเพิ่งดูดซับแก่นตะวันยามเที่ยงตรงไปหนึ่งรอบ ทั่วทั้งร่างของหวังอี้ก็สั่นสะท้าน จิตวิญญาณสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นเป็นระลอก ราวกับมีกระแสความอบอุ่นสายหนึ่งแทรกซึมเข้าไปหล่อเลี้ยงในส่วนลึกของจิตวิญญาณ
"นี่มัน… เคล็ดวิญญาณโบราณบรรลุถึงขั้นสมบูรณ์แล้ว!"
พลังสัมผัสเทวะของเขาบรรลุถึงขอบเขตสร้างรากฐานขั้นสูงสุดมาตั้งนานแล้ว ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การบริโภคโอสถวิญญาณต้นกำเนิดระดับสุดยอด ยิ่งทำให้การสะสมพลังนี้แน่นหนามากขึ้นไปอีก
ยามนี้เมื่อวิชาบรรลุถึงขั้นสมบูรณ์ จิตวิญญาณของหวังอี้กำลังให้กำเนิดความมหัศจรรย์ของวิญญาณโบราณ ในอนาคตเขาจะมีความสามารถในการต้านทานพลังที่ส่งผลกระทบต่อจิตวิญญาณได้อย่างแข็งแกร่ง
พลังสัมผัสเทวะยิ่งทะลวงผ่านไปอย่างราบรื่น และเริ่มก้าวข้ามขอบเขตสำคัญ
สัมผัสเทวะได้รับการยกระดับ
ภายในจุดรวมวิญญาณที่หว่างคิ้วของเขา หมอกสีเทามัวถูกปัดเป่าออกไป เส้นสายสัมผัสเทวะสีฟ้าครามดุจน้ำแข็งจำนวนนับไม่ถ้วนกำลังแหวกว่ายอยู่ภายในนั้น พวกมันเพิ่มจำนวนขึ้นด้วยความเร็วที่น่าทึ่ง
เพียงแค่สามวันให้หลัง แสงเทพที่สาดประกายในดวงตาทั้งสองข้างของหวังอี้ถึงได้ค่อยๆ สงบลง ความเคลื่อนไหวผิดปกติเหล่านี้ไม่ได้ทำให้ผู้ใดตื่นตกใจ
เขาสามารถทะลวงระดับได้สำเร็จอย่างเงียบเชียบ!
ผลลัพธ์ที่ได้นั้นถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว แต่กลับไม่ได้รับประโยชน์มากเท่ากับตอนที่วิชาบ่มเพาะหลักและวิชาบำเพ็ญกายาทะลวงระดับ สิ่งนี้ทำให้เขารู้สึกสงสัยอยู่เล็กน้อย
"สัมผัสเทวะมาถึงระดับสามขั้นต้นแล้ว โอสถวิญญาณต้นกำเนิดน่าจะช่วยให้ข้าไปถึงขีดจำกัดของขั้นต้นได้ หลังจากนั้น... คงต้องพึ่งพาวิชาหลอมวิญญาณที่ร้ายกาจยิ่งกว่านี้ นิกายวิญญาณสวรรค์แห่งยุคโบราณกาล…"
หลังจากที่เขาได้รับ [คัมภีร์ใจปรัชญาปารมิตา] มาเมื่อคราวก่อน เขาก็เป็นฝ่ายติดต่อจินเมี่ยวซ่านไปก่อน ความจริงแล้วเขาต้องการยืมมือหอจินหม่านเพื่อช่วยตามหาโบราณสถานของวิญญาณสวรรค์แห่งยุคโบราณกาล
ผลลัพธ์คืออีกฝ่ายเก็บตัวบำเพ็ญเพียรมาจนถึงตอนนี้และยังไม่มีการตอบกลับใดๆ ไม่รู้ว่านางถูกจิตสังหารซิวหลัวทรมานจนใกล้ตายไปแล้วหรือเปล่า
เมื่อทางหนึ่งไปไม่ได้ ก็แค่ไปอีกทางหนึ่ง
ตอนนี้ หวังอี้กำลังเตรียมตัวออกจากบ้านเพื่อไปยังหอเทียนเป่าและมอบหมายงานนี้ออกไป
ทว่าการเคลื่อนไหวของเขากลับต้องหยุดชะงักลงกะทันหัน ขอบเขตสัมผัสเทวะทะลวงเข้าสู่ระดับสามแล้ว แม้ผลลัพธ์จะไม่ได้ยิ่งใหญ่อย่างที่จินตนาการไว้ แต่เขายังจำได้ดีว่าตอนที่อยู่ในแดนปีศาจภูเขาดำเมื่อปีนั้น
หลังจากที่ขอบเขตบำเพ็ญกายาทะลวงเข้าสู่ระดับสอง เขาก็สามารถปลดล็อกช่องจัดวางใหม่ได้!
เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาก็เพ่งจิตในทันที
[ช่องจัดวางที่ 6: ว่างเปล่า]
"ฮ่าๆๆๆๆ~ เป็นอย่างที่คิดไว้จริงๆ!"
ห้าตำแหน่งไม่ใช่ขีดจำกัดของช่องจัดวาง แต่เป็นเพราะกฎในการปลดล็อกช่องใหม่ได้เปลี่ยนไปแล้วต่างหาก
"ทะลวงขอบเขตใหญ่ได้ก็จะปลดล็อกได้หนึ่งช่องสินะ"
ถ้าอย่างนั้น... ก็หมายความว่า ช่องที่เจ็ดคือระดับวิญญาณแรกกำเนิด? ช่องที่แปดคือระดับแปลงเทพ? หวังอี้รู้สึกว่ามันค่อนข้างช้าไปสักหน่อย แต่ก็พอรับได้
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็โยน "วิชาหลอมโอสถมังกรเหมันต์" เข้าไป
ส่วนเคล็ดวิญญาณโบราณที่เพิ่งบรรลุขั้นสมบูรณ์ก็ถูกแทนที่ด้วย "วิชามังกรเจียวมารปรโลก" เขาเตรียมที่จะค้นหาการสืบทอดส่วนที่เหลือของวิญญาณสวรรค์แห่งยุคโบราณกาล ตอนที่เขาได้รับการสืบทอดมาจากหนองน้ำใบไม้แห้งในปีนั้น
บนหยกสืบทอดมีเบาะแสบางอย่างอยู่ อีกทั้งมันยังอยู่ในเขตดินแดนมารฉื่อเหวียนฝั่งนี้ บางทีเขาอาจจะไม่ต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากหอเทียนเป่าและหอจินหม่าน แต่สามารถให้คนของจวนเจ้าเมืองหยกวิญญาณไปช่วยค้นหาดูได้
ตำแหน่งที่จุดหมายปลายทางชี้ไป ก็คือทางตอนเหนือของแคว้นสันเขาเมฆา… [ป่ากระดูกอสูรสวรรค์]!
เทือกเขาสันเขาเมฆาแห่งนี้ ไม่เพียงแต่มีพื้นที่กว้างใหญ่ แต่ยังเต็มไปด้วยหมอกพิษมหาศาล
มีข่าวลือว่า ภายในนั้นมีอสูรพิษระดับวิญญาณแรกกำเนิดซ่อนตัวบำเพ็ญเพียรอยู่ จึงทำให้เกิดเป็นเทือกเขาและผืนป่าที่พาดผ่านทั้งสามแคว้น ได้แก่ แคว้นสันเขาเมฆา แคว้นโหยว และแคว้นฉงเยี่ย
หวังอี้ที่มาจากนิกายโลหิตวิญญาณผกผัน กลับรู้ตื้นลึกหนาบางชัดเจนกว่าใคร
โดยทั่วไปแล้ว [เทือกเขาขาดสะบั้น (เหนือ)] และ [เทือกเขาขาดสะบั้น (ใต้)] ซึ่งเป็นเทือกเขาทอดยาวที่ตัดผ่านระหว่างไท่หูและฉื่อเหวียน ต่างหากที่เป็นสถานที่หลักในการล่าปีศาจของผู้บำเพ็ญเพียรในโลกนี้
ตรงกลางมีพื้นที่ย่อยๆ คล้ายกับ "แดนปีศาจภูเขาดำ" และ "หนองน้ำใบไม้แห้ง" อยู่มากมายที่ถูกผู้คนตั้งชื่อให้ ภายในอาณาเขตของขุมกำลังระดับเจ้าผู้ครองแคว้น แทบจะไม่มีสถานที่เช่นนี้ดำรงอยู่เลย
หากจะมี ก็เป็นสถานที่อย่าง [ภูเขาเทพจูเชวี่ย] [ที่ราบโบราณคนเถื่อน] [ทะเลทรายมรณะเงียบงัน] และ [ทะเลทรายวายุ] ซึ่งเป็นดินแดนโบราณที่เกี่ยวข้องกับความลับอันดำมืด หรือไม่ก็เป็นผลพวงจากน้ำมือมนุษย์ที่สร้างขึ้นมา
แต่ [ป่ากระดูกอสูรสวรรค์] นั้นแตกต่างออกไป แม้จะไม่ได้ถามบรรพชนระดับวิญญาณแรกกำเนิดจากปากของเขาเอง แต่จากบันทึกและตำนานบางส่วนในหอธรรมบรรยาย ส่วนลึกของสถานที่แห่งนี้มีอสูรพิษระดับแปลงเทพดำรงอยู่
นี่ก็คือเหตุผลที่นิกายโลหิตวิญญาณผกผันไม่มีทางเลือกและไม่สามารถกวาดล้างที่นี่ให้สิ้นซากได้ การเก็บมันไว้ก็ยังมีข้อดีอยู่บ้าง!
สถานที่แห่งนี้ถือเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรวิชาแมลงกู่เลยทีเดียว
ในอนาคตหากต้องการค้นหาโบราณสถานของวิญญาณสวรรค์แห่งยุคโบราณกาล หวังอี้อาจจะต้องบุกเข้าไปใน [ป่ากระดูกอสูรสวรรค์]
เรื่องนี้ยังไม่รีบร้อน รอให้เขากอบโกยผลประโยชน์ในฐานะเจ้าเมืองหยกวิญญาณให้หนำใจเสียก่อนค่อยว่ากัน
ในส่วนของช่องจัดวาง หลังจากที่หวังอี้จัดระเบียบใหม่ เขาก็ได้ลำดับที่ดูสบายตาขึ้นมา
โฉมใหม่ไฉไลกว่าเดิม เมื่อมีช่องจัดวางถึงหกช่อง ในที่สุดเขาก็ไม่รู้สึกขาดแคลนอีกต่อไป
[ช่องจัดวางที่ 1: วิชาโลหิตหยินเหมันต์สวรรค์ (สมบูรณ์) ↑]
[ช่องจัดวางที่ 2: วิชาโลหิตหยินเหมันต์สวรรค์ (สมบูรณ์) ↑]
[ช่องจัดวางที่ 3: วิชามังกรเจียวมารปรโลก (สมบูรณ์) ↑]
[ช่องจัดวางที่ 4: วิชาลับมารศพ (ระดับสอง/เติมเต็ม)]
[ช่องจัดวางที่ 5: วิชาหลอมโอสถมังกรเหมันต์ (ระดับสอง/เติมเต็ม)]
[ช่องจัดวางที่ 6: วิชาจักรน้ำแข็ง]
[วิชาจักรน้ำแข็ง (70/100): ฝึกฝนสี่สิบแปดครั้งต่อวัน สามปีบรรลุขั้นสมบูรณ์]
หลังจากจัดระเบียบเรียบร้อยแล้ว
ช่องที่หกถูกเขาใช้สำหรับวางวิชาอาคมและวิชาลับต่างๆ โดยเฉพาะ เช่น วิชาสยบชีพจรวิญญาณปฐพี, วิชาพสุธาซ่อนเร้นมังกรม่วง, อักขระวิญญาณวายุอสนี... ไปจนถึงมีดคร่ำครวญตัดใจเป็นต้น
ถึงเวลาที่ต้องทยอยผลักดันสิ่งเหล่านี้ให้ก้าวไปสู่ขอบเขตสมบูรณ์แบบแล้วเช่นกัน
ส่วนหมัดสังหารซิวหลัวน้อย มีแผ่นหินจิตสังหารคอยช่วยสนับสนุน ซึ่งก็ไม่ได้ช้าไปกว่าการใช้ช่องจัดวางเพียงช่องเดียวเลย ปกติเขาแค่ใช้เวลาในการทำความเข้าใจมันให้มากขึ้นก็พอแล้ว
ยังไงเสีย นี่ก็คือวิชาเทวะ หากไม่มีพลังเวท ก็ยากที่จะใช้วิชาข้ามระดับได้เหมือนในอดีต การที่ผู้บำเพ็ญเพียรทะลวงเข้าสู่ระดับแก่นทองคำ ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพอย่างหนึ่ง ซึ่งรวมไปถึงวิชาเทวะด้วย
การใช้วิชาข้ามระดับนั้นง่ายต่อการทำร้ายทั้งผู้อื่นและตนเอง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงวิชาเทวะที่เกี่ยวข้องกับเจตจำนงของจิตใจเช่นนี้ จิตสังหารที่รุนแรงเกินไป อาจจะบิดเบือนนิสัยของตนเองได้
ทางที่ดีที่สุดคือต้องฝึกฝนควบคู่ไปกับคัมภีร์ใจปรัชญาปารมิตา การที่ปรมาจารย์กระบี่ซิวหลัวจัดการสืบทอดไว้เช่นนี้ ย่อมมีเหตุผลของเขาอย่างแน่นอน
ติดก็ตรงที่คัมภีร์ใจปรัชญาปารมิตาดันต้องใช้เวลาถึงสามร้อยปีนี่แหละ พูดตามตรงว่ามันชวนให้รู้สึกท้อใจอยู่ไม่น้อย
หวังอี้เลิกคิดเรื่องช่องจัดวางแล้ว
ความประหลาดใจจากการยกระดับของสัมผัสเทวะ ในที่สุดก็ช่วยดึงเขาออกมาจากความมืดมนในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมาได้เสียที
ในเมื่องานชุมนุมเหวินเซียวเกิดความผิดพลาด กลยุทธ์การบริหารจัดการของเขาก็จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมตามสถานการณ์
หากไม่หาวิธีตั้งหลักใหม่ ก็คงต้องเปลี่ยนเส้นทางไปเลย
ขณะที่หวังอี้กำลังทอดสายตามองลงไปยังทั่วทั้งเมืองและครุ่นคิดอยู่นั้น สวีรั่วโจวก็ก้าวเท้ายาวๆ เข้ามาหาและกล่าวด้วยความเคารพ
"ท่านเจ้าเมืองขอรับ ประธานสมาคมการค้าจื่อจินต้องการเข้าพบท่านขอรับ"
"ให้เขาเข้ามาเถอะ"
"ขอรับ"
พรรคดาบโลหิตและหออวิ๋นเมิ่งในเขตเมืองฝั่งเหนือ ล้วนถูกเขาส่งไปก่อกวนที่เมืองซานเหมาหมดแล้ว สมาคมการค้าจื่อจินที่เหลืออยู่ก็ถือเป็นหนึ่งในขุนพลหลักใต้บังคับบัญชาของเขา
โดยปกติแล้ว หน้าที่หลักคือการจัดการเส้นทาง ทางฝั่งตลาดผีเหยียนหลัว สร้างความสัมพันธ์และสร้างเครือข่าย พร้อมกับแอบลักลอบนำทรัพยากรผิดกฎหมายบางส่วนเข้ามาในเมืองหยกวิญญาณ
ไม่นานนัก
เจ้าของสมาคมการค้าก็มาปรากฏตัวอยู่เบื้องหน้าหวังอี้ รูปลักษณ์ภายนอกเป็นชายวัยกลางคน ระดับการบำเพ็ญเพียรอยู่ระดับสร้างรากฐานขั้นที่หก การที่มีหินวิญญาณผ่านมืออยู่บ่อยครั้ง ย่อมทำให้เขามีพละกำลังที่แข็งแกร่งกว่าเป็นธรรมดา
หากจะละโมบไปบ้าง หวังอี้ก็ไม่ได้ใส่ใจ ขอแค่สามารถจัดการเรื่องที่เขาสั่งให้สำเร็จลุล่วงได้ก็ไม่มีปัญหา
"มีธุระอะไร?"
คนผู้นั้นรีบตอบกลับทันที
"คืองานประมูลของตลาดผีเหยียนหลัวกำลังจะเริ่มต้นขึ้น ข้าน้อยมาที่นี่เพื่อสอบถามว่าใต้เท้าต้องการไปชมดูหรือไม่ขอรับ"
"งานประมูลของตลาดผีเหยียนหลัวงั้นรึ? มีระเบียบการอย่างไรบ้าง?"
หวังอี้เริ่มสนใจขึ้นมาแล้ว ของในตลาดผีมีที่มาที่ไปเป็นปริศนา สมบัติวิญญาณเก้าในสิบส่วนล้วนเป็นของผิดกฎหมายที่ไม่อาจเปิดเผยได้ ก็มีเพียงตลาดผีเหยียนหลัวซึ่งเป็นกิจการของคู่บำเพ็ญเพียรระดับวิญญาณแรกกำเนิดคู่หนึ่งเท่านั้น ถึงจะสามารถรักษากิจการมาได้จนถึงทุกวันนี้
แต่ต้องยอมรับเลยว่า ของดีๆ ข้างในนั้นมีเยอะมากจริงๆ
ยันต์มิติหลบหนีในมือของหวังอี้ ก็ซื้อมาจากตลาดผีเช่นกัน ไม่รู้ว่าเป็นของลูกผู้ดีมีตระกูลบ้านไหน
ลูกน้องอธิบายว่า
"งานประมูลของตลาดผีมีอยู่สี่ระดับ ระดับหลอมปราณนั้นเถ้าแก่ร้านค้าทั่วไปก็สามารถจัดได้ ระดับสร้างรากฐานต้องได้รับความเห็นชอบจากตลาดผีเสียก่อน"
"เริ่มตั้งแต่ระดับแก่นทองคำเป็นต้นไป มีเพียงฝ่ายตลาดผีเท่านั้นที่สามารถจัดได้ โดยจะเน้นการประมูลแบบไม่เปิดเผยตัวตนเป็นหลัก ซึ่งครั้งนี้สมาคมการค้าจื่อจินก็ได้รับคำเชิญ"
"งานประมูลที่จัดขึ้นในครั้งนี้เป็นระดับวิญญาณแรกกำเนิด สามร้อยปีถึงจะได้เห็นสักครั้ง ผู้บำเพ็ญเพียรระดับวิญญาณแรกกำเนิดสองท่านคือเหยียนหลัวและเหยียนฝูจะปรากฏตัวมาเป็นผู้ดำเนินการประมูลด้วยตัวเองขอรับ"
เมื่อฟังมาถึงตรงนี้ หวังอี้ก็สนใจอย่างมากแล้ว
งานประมูลระดับสี่นั้นหาได้ยากมากจริงๆ อย่างน้อยๆ ก็ต้องมีทรัพยากรวิญญาณสวรรค์ระดับวิญญาณแรกกำเนิดปรากฏขึ้นมาสามถึงห้าชิ้น บางครั้งก็อาจจะมากกว่านั้น แต่เนื่องจากปัญหาเรื่องที่มาที่ไป... การจัดการกับพวกมันจึงค่อนข้างยุ่งยากสักหน่อย
ทว่ามันก็จะมีราคาถูกกว่างานประมูลของสมาคมการค้าที่ถูกกฎหมายอย่างหอเทียนเป่าหรือหอจินหม่านอยู่หนึ่งขั้น เพราะผู้ซื้อจำเป็นต้องรับความเสี่ยงในระดับหนึ่ง
ไม่ว่าจะเป็นการเปิดหูเปิดตา หรือจะไปซื้อสมบัติล้ำค่าที่ถูกใจ
ก็สามารถลองไปร่วมงานดูได้ทั้งนั้น
เมื่อคิดได้ดังนี้
"ข้ารู้แล้ว เจ้ากลับไปเตรียมตัวให้พร้อมเถอะ เวลาที่แน่นอนคือเมื่อใด?"
"อีกสามเดือนให้หลังขอรับ"
เมื่อรอจนคนผู้นั้นจากไป หวังอี้ก็เรียกตัวชิงหยางเจินเหรินเข้าพบทันที