- หน้าแรก
- เริ่มต้นจากรากวิญญาณขยะสู่ยอดเซียนวิถีมาร
- ฟรี บทที่ 204 หอเทียนเป่าตั้งสาขาในเมืองหยกวิญญาณ
ฟรี บทที่ 204 หอเทียนเป่าตั้งสาขาในเมืองหยกวิญญาณ
ฟรี บทที่ 204 หอเทียนเป่าตั้งสาขาในเมืองหยกวิญญาณ
บทที่ 204 หอเทียนเป่าตั้งสาขาในเมืองหยกวิญญาณ
ส่วนช่องทางของจินเมี่ยวซ่านนั้น ส่วนใหญ่มักจะถูกนำมาใช้เฉพาะเวลาที่เขาต้องการของด่วนจริงๆ สำหรับตัวเขาเองและสำหรับตลาดของเมืองหยกวิญญาณแล้ว มันไม่เพียงพอเลยจริงๆ
อีกอย่าง หากมองในแง่การเติบโตอย่างมั่นคงของทั้งเมือง การมียักษ์ใหญ่ทางการค้าเข้ามาแข่งกันเยอะๆ ย่อมเป็นเรื่องดี การปล่อยให้หอจินหม่านผูกขาดตลาดอยู่เจ้าเดียวไม่ใช่เรื่องดีแน่
“ข้าเข้าใจแล้ว” เจินเหรินชิงหยางพยักหน้า ก่อนจะกล่าวเสริม
“การไปเยือนเมืองม่อซานสักรอบน่าจะช่วยแก้ปัญหาเรื่องวัสดุอุปกรณ์ได้บางส่วนก็จริง แต่คนพวกนั้นอาจจะไม่ยอมเดินทางมากับข้า และยิ่งประมุขสำนักสุ่ยโม่ด้วยแล้ว...”
“นั่นไม่ใช่ปัญหาเลยขอรับ”
หวังอี้ล้วงมือเข้าไปในถุงเก็บของ หยิบกล่องออกมาสองสามใบ สิ่งที่บรรจุอยู่ภายในนั้นคือโอสถวิญญาณต้นกำเนิดระดับสูง
เขาลองใช้วิชาหลอมโอสถมังกรเหมันต์ขั้นสมบูรณ์เพื่อทดสอบฝีมือดู ทว่าในเมื่อมีวัตถุดิบตั้งพันชุด ต่อให้หลอมออกมาเป็นโอสถระดับสุดยอดทั้งหมด เขาก็ใช้ไม่หมดอยู่ดี
ดังนั้นหลังจากลองหลอมไป เขาก็ได้โอสถวิญญาณต้นกำเนิดระดับสูงมาสิบกว่าเม็ด ระดับกลางอีกยี่สิบกว่าเม็ด ไม่มีระดับสุดยอดหรือระดับต่ำเลย
ด้วยระดับวิชาหลอมโอสถที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงนี้ ต่อให้การหลอมจะยากเย็นแสนเข็ญแค่ไหน ผลลัพธ์ก็คงไม่แย่ไปกว่านี้หรอก
หลังจากหลอมไปได้สี่ห้าเตา เขาก็หยุดมือ ตอนนี้มันเหมาะเหม็งที่จะเอามาใช้ซื้อใจผู้บำเพ็ญเพียรระดับแก่นทองคำพวกนั้นพอดี
โอสถวิญญาณต้นกำเนิดเป็นโอสถประเภทที่หาได้ยากยิ่ง มันคือยาวิเศษล้ำค่าที่สามารถยกระดับพลังสัมผัสเทวะได้ และยังมีประโยชน์กับผู้บำเพ็ญเพียรระดับแก่นทองคำไม่น้อย มูลค่าของโอสถวิญญาณต้นกำเนิดระดับสูงจึงไม่ธรรมดาเลย
แค่ขอให้พวกเขาช่วยเดินทางมาเป็นเพื่อนสักรอบก็พอ จุดประสงค์หลักก็เพื่ออวดให้หอเทียนเป่าเห็นว่า เมืองหยกวิญญาณฝั่งนี้มีลูกค้ากระเป๋าหนักที่พร้อมจ่ายอยู่เยอะ ท้ายที่สุดแล้ว กำลังทรัพย์ของหวังอี้เพียงคนเดียวย่อมมีขีดจำกัด
รอจนกว่าจะล่อหอเทียนเป่าให้เข้ามาตั้งเวทีประชันกับหอจินหม่านได้
พวกหน้าใหม่ที่เพิ่งมาถึง...
หากคิดจะฮุบส่วนแบ่งการตลาดของคู่แข่งหน้าเก่าอย่างรวดเร็ว สงครามราคาคือวิธีที่ดีที่สุด
เขาทำแบบนี้ก็เพื่อสร้างผลประโยชน์ให้กับผู้บำเพ็ญเพียรแห่งเมืองหยกวิญญาณทุกคนเลยนะเนี่ย แบบนี้จะไม่ให้พวกเขาสร้างป้ายหินจารึกสรรเสริญคุณงามความดีในการปกครองเมืองของเขาได้ยังไงล่ะ!!
ให้เจินเหรินชิงหยางรับหน้าที่วิ่งเต้นเรื่องนี้แหละเหมาะที่สุด
พอได้โอสถวิญญาณต้นกำเนิดเป็นของกำนัลเชิญชวน ต่อให้เป็นประมุขสำนักสุ่ยโม่ก็ใช่ว่าจะปฏิเสธลง อีกทั้งเขากับเจินเหรินชิงหยางก็มีมิตรภาพต่อกันมานานหลายปี เป็นไปได้มากว่าคงอยากจะเชิญคนกลับไปมากกว่า
หลังจากเกิดความขัดแย้ง การกอบกู้ความสัมพันธ์คือปัจจัยสำคัญอันดับแรก ไม่ใช่การแตกหักจนกลายเป็นศัตรูกันตลอดไป
“ของพวกนี้ให้ลงบัญชีข้าไว้ หักเอาจากทรัพยากรเบี้ยหวัดผู้อาวุโสของข้าก็แล้วกัน”
“ไม่จำเป็นหรอกขอรับ นี่ถือเป็นเรื่องของเมืองหยกวิญญาณ เหตุใดต้องไปหักเอาจากทรัพยากรของท่านด้วย อีกอย่าง... ถ้าหักจริงๆ ท่านคงไม่ได้แตะหินวิญญาณไปอีกสิบปีเต็มๆ แน่”
เจินเหรินชิงหยาง “……(o_0)!”
หวังอี้โบกมือไปมา เขาไม่ได้ใส่ใจกับรายจ่ายเพียงหยิบมือนี้เลยสักนิด
เมื่อก่อนเพราะยากจน ถึงต้องคิดเล็กคิดน้อย คอยคำนวณทุกเรื่องอย่างละเอียดถี่ยิบ แต่ตอนนี้รวยอู้ฟู่แล้ว การบรรลุเป้าหมายของตัวเองพร้อมกับได้ขายน้ำใจไปด้วย อะไรที่ควรจ่ายก็ไม่จำเป็นต้องตระหนี่
ท้ายที่สุดแล้ว คนที่ได้ผลประโยชน์สูงสุดก็คือเขาอยู่ดี
ได้โอสถวิญญาณต้นกำเนิดมาอย่างง่ายดาย ความรู้สึกว่ามันเป็นของมีค่าราคาแพงจึงไม่ค่อยมีเท่าไหร่นัก
ตอนนี้จินเมี่ยวซ่านเกิดเรื่องจนต้องเก็บตัวบำเพ็ญเพียร นับเป็นจังหวะทองในการดึงหอเทียนเป่าเข้ามาร่วมวง เขาไม่อยากปล่อยให้เรื่องสำคัญเช่นนี้ต้องล่าช้า
หลังจากส่งผู้อาวุโสชิงหยางกลับไป หวังอี้ก็ลงมือบำเพ็ญเพียรของตนเองต่อไป
ช่วงนี้เขากำลังหมกมุ่นอยู่กับการทำความเข้าใจหมัดสังหารซิวหลัวน้อย [ช่องจัดวาง] นั้นมีไม่พอใช้ แต่โชคดีที่มีห้องบำเพ็ญเพียรเจตจำนงสังหารคอยช่วยหนุน ความเร็วในการบำเพ็ญเพียรด้วยตัวเองของเขาจึงถือว่ารวดเร็วมาก
หากติดคอขวดเมื่อไหร่ ค่อยใช้ [ช่องจัดวาง] มาช่วย "ขัดเกลา" อีกที
สถานการณ์เป็นเช่นนี้ดำเนินต่อไปจนกระทั่งสองเดือนให้หลัง กลางเดือนเจ็ดในปีที่ยี่สิบแห่งการดำรงตำแหน่งของท่านเจ้าเมืองหวัง!
…………
…………
“ท่านเจ้าเมืองหวัง ได้ยินชื่อเสียงมานานมิสู้ได้พบหน้า ท่านถือเป็นคนดังในแคว้นสันเขาเมฆาของเราเลยทีเดียว หอเทียนเป่ารู้สึกเสียดายมาตลอดที่ยังไม่มีโอกาสได้มาเปิดสาขาในเมืองหยกวิญญาณ”
หวังอี้ยิ้มบางๆ ก่อนจะเชิญแขกให้นั่งลง
“ตอนนี้ก็มาแล้วนี่ไงขอรับ ไม่ทราบว่าผู้อาวุโสมีนามว่าอย่างไรหรือ”
“ข้าหานเจีย หนึ่งในผู้อาวุโสแห่งสาขาหลักหอเทียนเป่าประจำแคว้นสันเขาเมฆา”
เมื่อได้ยินฐานะของอีกฝ่าย หวังอี้ก็ถึงกับประหลาดใจเล็กน้อย ผู้อาวุโสตามสาขาเล็กๆ ทั่วไปอาจจะแค่มีชื่อให้พอเรียกขาน แต่ระดับผู้อาวุโสสาขาหลักแคว้นสันเขาเมฆา อย่างน้อยๆ ก็ต้องเป็นผู้บำเพ็ญเพียรระดับแก่นทองคำขั้นปลาย
การที่หอเทียนเป่าส่งยอดฝีมือระดับนี้มาเปิดสาขาที่เมืองหยกวิญญาณ ถือว่าใช้ดาบฆ่าโคมาเชือดไก่ชัดๆ หอจินหม่านฝั่งตรงข้ามยังมีเย่ชิงที่เป็นแค่ผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานคอยคุมอยู่เลย
ยิ่งไปกว่านั้น กลิ่นอายชีวิตของหานเจียก็ยังไม่แก่งั่ก รูปร่างหน้าตาภูมิฐาน ดูมีมาดนักธุรกิจผู้ทรงเกียรติสุดๆ
ภาพลักษณ์คุณลุงผู้เคร่งขรึมดูดีกว่าเย่ชิงเป็นไหนๆ อย่างน้อยก็ดูเข้าถึงง่ายกว่า ยกระดับขึ้นมาไม่รู้กี่ขั้น ข้างกายเขายังมีชายหนุ่มและหญิงสาวติดตามมาด้วย
ตอนนั้นเองเขาก็เอ่ยแนะนำขึ้น
“ท่านเจ้าเมืองหวัง สองคนนี้คือบุตรชายและบุตรสาวของข้า หานจินหลง กับหานอิ๋นเฟิ่ง” (จินหลง = มังกรทอง , อิ๋นเฟิ่ง = หงส์/วิหค เงิน)
หวังอี้ “……ช่างเป็นชื่อที่ดี เปี่ยมไปด้วยความห้าวหาญจริงๆ ขอรับ”
“ฮ่าๆๆ ตอนที่ฮูหยินของข้าคลอดลูกแฝดมังกรหงส์คู่นี้ออกมา ข้าก็เลยใช้คำว่ามังกรหงส์ทองเงินมาตั้งชื่อ จะไปเทียบกับคนหนุ่มมากพรสวรรค์อย่างท่านเจ้าเมืองหวังได้อย่างไร”
ท่าทีของหานเจียนั้นดีเยี่ยม แต่ก็ติดนิสัยเสียของคนเป็นหัวหน้าครอบครัวทั่วไป นั่นคือชอบกดลูกตัวเองให้ดูต่ำ ซึ่งก็เป็นไปตามคาด จากเดิมที่หนุ่มสาวทั้งสองกำลังตื่นเต้นดีใจที่ได้มาเยือนเมืองหยกวิญญาณ...
สีหน้าของพวกเขาก็พลันบูดบึ้งขึ้นมาทันที ไม่ใช่แค่กับหานเจีย แต่ยังลามมาถึงหวังอี้ด้วย
“หลงเอ๋อร์ อิ๋นเฟิ่ง ยังไม่รีบทักทายผู้ใหญ่เขาอีก”
“………”
ความเงียบคือความดื้อรั้นของพวกเขา
หวังอี้รีบช่วยแก้สถานการณ์ “ไม่เป็นไรหรอกขอรับ แค่ทำความรู้จักกันไว้ก็พอ ข้าได้จัดเตรียมงานเลี้ยงไว้ในโถงด้านในแล้ว เชิญพวกท่านกินไปคุยไปกันเถิด”
หานเจียคือยอดฝีมือระดับแก่นทองคำขั้นปลาย แม้หวังอี้จะเป็นถึงเจ้าเมือง แต่ช่องว่างระดับพลังบำเพ็ญเพียรนั้นห่างกันเกินไป การที่อีกฝ่ายยอมนับถือเป็นสหายรุ่นราวคราวเดียวกันก็ถือว่าไว้หน้ามากแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงความเกรงอกเกรงใจระดับนี้เลย
ต้องรู้ไว้ด้วยว่า หอเทียนเป่าก็ถือเป็นขุมกำลังระดับเจ้าผู้ครองแคว้นที่มีฐานะทัดเทียมกับนิกายโลหิตวิญญาณผกผันเลยนะ!
เจ้ามีที่พึ่ง ข้าก็มี ระดับพลังบำเพ็ญเพียรของข้ายังสูงกว่าเจ้าหนึ่งขั้นใหญ่ สมควรแล้วที่เจ้าจะต้องเคารพข้า
ดังนั้น ท่าทีของหวังอี้จึงเน้นผูกมิตรเป็นหลัก ต่อให้โดนเด็กรุ่นหลังสองคนชักสีหน้าใส่ก็ไม่เก็บมาใส่ใจ
ก็แค่เด็กรุ่นหลัง... เด็กก็คือเด็กนั่นแหละ บนโลกนี้ไม่มีการเรียกขานใดที่ผิดหรอก
อีกอย่าง คนที่พวกเขาหักหน้าก็คือหานเจียต่างหาก
เป็นไปตามคาด ในงานเลี้ยงที่ตามมา หานเจียเอาแต่ประจบประแจงไม่หยุดหย่อน แถมยังสั่งให้แฝดมังกรหงส์เรียนรู้จากเขาให้มากๆ ทั้งที่หนุ่มสาวสองคนนี้น่าจะเป็นคนรุ่นราวคราวเดียวกับเขาแท้ๆ
ดูจากระดับสร้างรากฐานขั้นสอง อายุประมาณห้าสิบกว่าปี ก็ถือว่าเป็นอัจฉริยะแล้ว อย่างน้อยก็ต้องมีพรสวรรค์ระดับรากวิญญาณคู่เป็นทุนเดิม
หวังอี้ลอบเปรียบเทียบพวกเขากับหอจินหม่านอยู่ในใจหลายต่อหลายครั้ง แล้วก็รู้สึกขึ้นมาทันทีว่า หอเทียนเป่าต่างหากที่เป็นสมาคมการค้าของจริง ถือคติปรองดองเพื่อสร้างความมั่งคั่งอย่างแท้จริง แค่กินข้าวกันมื้อเดียวก็ตกลงกันได้เกือบทุกเรื่อง
ทั้งเรื่องที่ดิน ภาษี การจัดตารางงานประมูล นโยบายสนับสนุนจากจวนเจ้าเมือง การโฆษณาตลาด... และอื่นๆ อีกมากมาย
โดยเฉพาะเรื่องงานประมูล สาขาที่หอเทียนเป่าจะมาตั้งในเมืองหยกวิญญาณนั้น มีสินค้าระดับสูงสุดถึงของวิเศษวิญญาณระดับสาม งานประมูลระดับนี้สามารถดึงดูดผู้คนให้หลั่งไหลเข้ามาได้อย่างมหาศาล และยังช่วยกระจายชื่อเสียงของเมืองหยกวิญญาณให้โด่งดังออกไปอีกด้วย
คนเยอะ ตลาดใหญ่ ยอดการใช้จ่ายสูง ภาษีที่เก็บได้ก็ยิ่งมากตามไปด้วย
อีกทั้งกิจการของจวนเจ้าเมืองก็ครอบคลุมไปเสียทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นของกิน เสื้อผ้า ที่พักอาศัย การเดินทาง เกิด แก่ เจ็บ ตาย การประลอง หรือแม้แต่การออกผจญภัย ล้วนหนีไม่พ้นกิจการของจวนเจ้าเมืองทั้งสิ้น
เช่นนี้แล้ว หินวิญญาณที่ไหลเข้ากระเป๋าเขาทุกปีก็ย่อมเพิ่มพูนขึ้นเป็นเงาตามตัว ว่างๆ ก็หาเวลาหลอมโอสถบำเพ็ญเพียรคุณภาพสูงสักชุดไปเติมคลังสมบัติของจวนเจ้าเมือง
ระดับพลังบำเพ็ญเพียรเฉลี่ยของกองกำลังปกป้องเมืองและกองกำลังลาดตระเวนเมืองก็จะค่อยๆ สูงขึ้นตามไปด้วย
“จริงสิ” ในช่วงที่งานเลี้ยงใกล้จะเลิกรา หานเจียก็หยิบแหวนวงหนึ่งที่ประดับด้วยอัญมณีทรงข้าวหลามตัดสีน้ำเงินออกมาส่งให้หวังอี้
“นี่คือของที่สหายชิงหยางฝากฝังไว้ ของที่ระบุไว้ในม้วนคัมภีร์ เราหามาได้ครบถ้วนเกือบหมดแล้ว”
หวังอี้ตกตะลึง “เร็วขนาดนี้เลยหรือขอรับ”
“ฮ่าๆๆ หอเทียนเป่าของเราขึ้นชื่อเรื่องสินค้าครบครันอยู่แล้ว ยอดอัจฉริยะจากทั้งสองเขตแดนต่างก็มักจะมาจับจ่ายใช้สอยที่นี่กันทั้งนั้น”
เอาสิ! ความแตกต่างระหว่างสองฝ่าย หวังอี้มองเห็นได้ชัดเจนขึ้นไปอีก
“แหวนวงนี้คือแหวนมิติระดับสูง [แหวนใจสมุทร] พื้นที่ภายในกว้างขวางมากพอที่จะยัดเมืองหยกวิญญาณเข้าไปได้ทั้งเมือง วัตถุดิบวิญญาณชิ้นอื่นๆ ก็อยู่ในนั้นหมดแล้ว ท่านเจ้าเมืองหวังลองตรวจสอบดูได้เลย”
“ได้ขอรับ”
หวังอี้ไม่เกรงใจ เริ่มนับของต่อหน้าอีกฝ่ายทันที
ในตอนนี้เขาไม่ได้ขาดแคลนทรัพยากรแล้ว ของที่ซื้อส่วนใหญ่จึงเตรียมไว้ใช้ในอนาคต สามารถคาดการณ์ได้เลยว่า รอจนกว่าชีวิตการเป็นเจ้าเมืองหยกวิญญาณของเขาจะสิ้นสุดลง...
แม้แต่ทรัพยากรที่ต้องใช้บำเพ็ญเพียรในระดับแก่นทองคำ เขาก็คงสะสมไว้ได้เกือบครบ นี่แหละคือข้อดีของการมีนิกายโลหิตวิญญาณผกผันหนุนหลัง แถมยังได้รับการสนับสนุนจากสามตระกูลระดับวิญญาณแรกกำเนิดอีกด้วย
ตอนนี้เขาถือไพ่เหนือกว่ามาก ของข้างในมีจำนวนไม่เยอะ แต่ระดับของแต่ละชิ้นกลับสูงลิ่ว
วัตถุดิบสำหรับหลอมโอสถวิญญาณน้ำแข็งสิบชุด มากพอที่จะให้เขากินจนเกิดกำแพงโอสถได้เลย
วัสดุธาตุหยินระดับสาม เปลือกต้นหลิวหมื่นปี
วัสดุธาตุน้ำแข็งระดับสาม หินวิญญาณน้ำแข็ง
วัสดุธาตุน้ำแข็งระดับสาม เหล็กนิลหนักเขาหิมะ
ของวิเศษวิญญาณระดับสาม หยาดวารีหล่อเลี้ยงสมบัติเลื่อนวิญญาณ
สี่ชิ้นถ้วน บวกกับมูลค่าของแหวนใจสมุทรเข้าไปด้วย หวังอี้ทั้งปวดใจและเบิกบานใจในขณะที่ควักเงินเก็บทั้งหมดส่งให้ไป
หินวิญญาณห้าล้านห้าแสนหกหมื่นก้อน!
นอกจากหินวิญญาณระดับสูงแปดร้อยก้อนที่ไม่ได้แตะต้องแล้ว นี่ถือเป็นการสูบเลือดสูบเนื้อท่านเจ้าเมืองหวังอี้ จนหมดตัวอย่างแท้จริง
ของที่แพงที่สุดในนี้คงหนีไม่พ้นแหวนใจสมุทรและหยาดวารีหล่อเลี้ยงสมบัติเลื่อนวิญญาณ โดยเฉพาะอย่างหลัง มันสามารถยกระดับอาวุธวิเศษที่มีศักยภาพเลื่อนขั้น จากระดับสองขั้นสุดยอดขึ้นเป็นอาวุธวิเศษระดับสามได้เลย
ไม่ต้องพึ่งพานักหลอมศัสตราก็ใช้งานได้ ซึ่งในดินแดนมารฉื่อเหวียนถือว่าหายากแบบสุดขั้ว
มีเพียงนักหลอมศัสตราระดับสี่จากมหาสำนักแห่งการหลอมศัสตราอย่าง [นิกายสุริยันแผดเผา] ในเขตแดนวิญญาณไท่หูเท่านั้นที่ผลิตได้ หอจินหม่านไม่มีทางมีของพรรค์นี้แน่ๆ หวังอี้ย่อมต้องเตรียมมันไว้สำหรับขลุ่ยผีคร่ำครวญของเขาโดยเฉพาะ
ที่สำคัญที่สุดคือ หลังจากใช้หยาดวารีหล่อเลี้ยงเลื่อนระดับแล้ว ยังสามารถนำไปหลอมซ้ำรอบสองได้ เพื่อกระตุ้นศักยภาพทั้งหมดของวัสดุอุปกรณ์ให้ขึ้นรูปในขั้นตอนสุดท้าย ของแพงย่อมมีเหตุผลที่มันแพง
หานเจียได้รับหินวิญญาณก้อนโตขนาดนี้ก็อดไม่ได้ที่จะตกตะลึง เขาคิดว่าหวังอี้จะเลือกผ่อนจ่ายเสียอีก ในเมื่ออีกฝ่ายเพิ่งมารับตำแหน่งในเมืองหยกวิญญาณได้ไม่นาน
คิดไม่ถึงจริงๆ ว่าจะสะสมทรัพย์สมบัติได้มากมายขนาดนี้ นี่เขาไม่ต้องส่งส่วยเลยหรือไง?
เมื่อได้เงินครบเต็มจำนวน หานเจียย่อมไม่พูดอะไรให้มากความ เขาหยิบป้ายหยกขาวออกมาอีกแผ่นหนึ่ง บนนั้นสลักคำว่า 'เทียนเป่า' เอาไว้
“นี่คือป้ายแขกกิตติมศักดิ์ของหอเทียนเป่า จะมอบให้เฉพาะผู้ที่มียอดใช้จ่ายเกินห้าล้านหินวิญญาณเท่านั้น ต่อจากนี้ไม่ว่าท่านเจ้าเมืองหวังจะไปเยือนหอเทียนเป่าสาขาใด ก็สามารถเข้าห้องรับรองแขกกิตติมศักดิ์เพื่อทำการซื้อขายได้โดยตรง”
“หากเข้าร่วมงานประมูลไม่ว่างานใด ก็จะมีห้องส่วนตัวเฉพาะและมีช่องทางลับสำหรับออกเดินทางด้วย”
หวังอี้รับป้ายหยกมาพิจารณาอยู่ครู่หนึ่งแล้วเอ่ย “ขอบคุณมากขอรับ”
ตรงนี้สามารถมองเห็นความแตกต่างได้อีกแล้ว หอเทียนเป่าแจกป้ายแขกกิตติมศักดิ์ตามยอดใช้จ่าย แต่ฝั่งหอจินหม่านนั้นดูที่ระดับพลังบำเพ็ญเพียร ป้ายที่อยู่ในมือเขายังเป็นของที่จินเมี่ยวซ่านมอบให้เลย
ตอนนั้นนางพูดไว้ชัดเจนมากว่า หากใช้ป้ายนี้ จะได้รับการต้อนรับและสิทธิประโยชน์เทียบเท่ากับผู้บำเพ็ญเพียรระดับแก่นทองคำ แถมยังได้ส่วนลดอีกห้าเปอร์เซ็นต์ ดูท่าแล้ว หอเทียนเป่าจะให้ความสำคัญกับการค้าขายมากกว่า
เมื่อกินอิ่มดื่มเมา และคุยธุระกันจนหอมปากหอมคอแล้ว หานเจียก็ลุกขึ้นขอตัวลากลับ เขาพกอาวุธวิเศษประเภทสิ่งปลูกสร้างที่หลอมโดยหอเทียนเป่ามาด้วย เพียงแค่มุ่งตรงไปยังที่ดินที่หวังอี้อนุมัติให้ ปรับหน้าดินนิดหน่อย แล้วกระตุ้นอาวุธวิเศษโยนออกไปก็จบเรื่อง สะดวกสบายสุดๆ
ส่วนพี่น้องแฝดมังกรหงส์นั้นทำหน้าบูดบึ้งมาทั้งคืน ทำให้หวังอี้เห็นแล้วถึงกับขำ น่าสนใจจริงๆ
หลังจากส่งแขกออกจากจวนเจ้าเมืองด้วยตัวเองแล้ว หวังอี้ก็กำชับสวีรั่วโจวเป็นพิเศษ “หลังจากนี้ท่านเจ้าเมืองอย่างข้าจะเก็บตัวบำเพ็ญเพียรพักใหญ่ ไม่ว่าใครหน้าไหนมาก็ไม่ขอพบ ห้ามผู้ใดเข้ามารบกวนเด็ดขาด”
สวีรั่วโจวได้ยินดังนั้นก็พยักหน้ารับรัวๆ
ในขณะเดียวกัน เมื่อหานเจียและพวกทั้งสามคนเดินทางมาถึงที่ดินที่หวังอี้อนุมัติให้ ก็ถึงกับยืนอึ้งตาค้าง นอกจากจะมีสิ่งปลูกสร้างรกร้างอยู่ก่อนแล้วประการหนึ่ง ประการสำคัญคือ... ข้างๆ กันนั่นมันคือหอจินหม่านชัดๆ
ทั้งสามคนอดไม่ได้ที่จะหันมามองหน้ากันเลิ่กลั่ก