- หน้าแรก
- คนไร้ค่าอย่างข้า อยู่ ๆ ก็ได้รับพลังฝึกตนระดับพันล้านปี
- บทที่ 106 สตรีรึ? ก็แค่เมฆาหมอกควัน!
บทที่ 106 สตรีรึ? ก็แค่เมฆาหมอกควัน!
บทที่ 106 สตรีรึ? ก็แค่เมฆาหมอกควัน!
บทที่ 106 สตรีรึ? ก็แค่เมฆาหมอกควัน!
จางคุน เถี่ยหมู่เฟิง และประมุขนิกายวิญญาณอัคคีต่างพำนักอยู่ในเมือง มิกล้าย่างกรายไปที่ใด ทั้งยังไร้ซึ่งแก่ใจจะบำเพ็ญเพียร
ทว่าเมื่อได้รับคำสั่งกะทันหันจากเฉินฉางอัน พวกเขาก็รีบรุดไปยังร้านยาจิ่วคังโดยพลัน
"คารวะนายท่าน"
ทั้งสามคุกเข่าลงกับพื้นด้วยกิริยาอันนอบน้อมยิ่ง
เย่หมิ่นมองดูคนทั้งสามด้วยความตกตะลึง
นางสามารถสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายพลังอันกล้าแกร่งที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของพวกเขา
จางคุนและเถี่ยหมู่เฟิงผู้นั้น ถึงกับเป็นราชันแท้จริงขั้นนภา!
แม้แต่ประมุขนิกายวิญญาณอัคคี ก็ยังเป็นถึงระดับหมื่นมรรคขั้นเล็ก ฝีมือมิได้ด้อยไปกว่านางเลย
โดยเฉพาะเมื่อเห็นว่าทันทีที่มาถึงร้านยาจิ่วคัง ทั้งสามก็คุกเข่าลงโดยไม่ลังเล พร้อมขานเรียกเฉินฉางอันว่านายท่าน
นี่คือสิ่งที่สร้างความตื่นตะลึงให้เย่หมิ่นอย่างที่สุด!
ทั้งสามล้วนเป็นยอดฝีมือในระดับหมื่นมรรค ในดินแดนเหอโจวไม่ว่าผู้ใดก็ล้วนเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่อยู่เหนือผู้คน ทว่ากลับยินยอมพร้อมใจเรียกขานเฉินฉางอันเป็นนายท่าน!
เย่หมิ่นลอบสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความหนาวเหน็บ ในใจพลันเกิดความยำเกรงต่อเฉินฉางอันเพิ่มขึ้นอย่างไม่อาจระงับ
เฉินฉางอันมีท่าทีราบเรียบ เขากล่าวยิ้ม ๆ ว่า
"หงอิง ในเมื่อเจ้าต้องการจัดการกับค่ายพยัคฆ์ร้าย ข้าก็จะมอบคนทั้งสามนี้ให้ไปช่วยเจ้าอีกแรง เจ้าจงสั่งการพวกเขาได้ตามแต่ใจ"
"จางคุน นับจากนี้ไป พวกเจ้าจงฟังคำสั่งนาง หากผู้ใดกล้าขัดขืน หรือต่อหน้าอย่างลับหลังอย่าง ก็อย่าหาว่าข้าไร้ความปรานี"
น้ำเสียงที่เอ่ยออกมาอย่างเรียบง่าย ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยเจตนาฆ่าอันเข้มข้นสยดสยอง จนทำให้จางคุน ประมุขนิกายวิญญาณอัคคี และเถี่ยหมู่เฟิงที่คุกเข่าอยู่ต้องหนาวสั่นไปถึงขั้วหัวใจ พวกเขารีบตอบรับด้วยความหวาดพรั่น
"นายท่านโปรดวางใจ พวกข้าจะทุ่มเทแรงกายแรงใจทำงานให้แม่นางเย่อย่างสุดความสามารถ!"
"ต่อให้พวกข้าต้องสิ้นชีพ ก็จะไม่ยอมให้แม่นางเย่ต้องเป็นอันตรายอย่างเด็ดขาด!"
เย่หงอิงดีใจยิ่งนัก นางไม่คาดคิดเลยว่าเฉินฉางอันจะเรียกยอดฝีมือมาช่วยเหลือถึงสามคนกะทันหันเช่นนี้!
คนตรงหน้าล้วนเป็นยอดฝีมือระดับหมื่นมรรคราชันแท้จริง โดยเฉพาะจางคุนและเถี่ยหมู่เฟิงที่เป็นถึงขั้นนภา!
เมื่อมียอดฝีมือเหล่านี้มาสมทบ เย่หงอิงก็มีความมั่นใจที่จะเผด็จศึกค่ายพยัคฆ์ร้ายมากขึ้นหลายเท่าตัว
"ขอบคุณคุณชาย หงอิงจะกวาดล้างค่ายพยัคฆ์ร้ายให้สิ้นซาก และจะนำทรัพยากรล้ำค่าจากคลังสมบัติของพวกมันมามอบให้คุณชายให้จงได้!"
เย่หงอิงนำพากลุ่มของจางคุนจากไป เมื่อมียอดฝีมือทั้งสามอยู่ด้วย การล่มสลายของค่ายพยัคฆ์ร้ายก็เหลือเพียงแค่เรื่องของเวลาเท่านั้น
วันเดียวกันนั้นเอง
หลินเหล่ยเดินทางมาที่ร้านยาจิ่วคังอีกครั้ง
เมื่อเทียบกับหลายวันก่อน วันนี้เขากลับดูภูมิฐานและฮึกเหิมเป็นพิเศษ มุมปากประดับไว้ด้วยรอยยิ้มแห่งความปรีดาไม่จางหาย
ช่างตรงกับคำกล่าวที่ว่า เมื่อมีเรื่องมงคลมาเยือน จิตใจย่อมสดใสเบิกบาน!
เฉินฉางอันเห็นท่าทางของหลินเหล่ยเช่นนั้น ก็เอ่ยถามอย่างมีอารมณ์ขัน
"อาเหล่ย เจ้าไปพบเจอเรื่องดี ๆ อะไรมาอีกล่ะ?"
หลินเหล่ยหัวเราะร่วน
"ฉางอัน มีเรื่องดีจริง ๆ นั่นแหละ เจ้าต้องรีบแสดงความยินดีกับข้าเสียหน่อยแล้ว"
"แสดงความยินดีเรื่องอะไร?"
เฉินฉางอันถามด้วยความฉงน
หลินเหล่ยตอบกลั้วหัวเราะ
"ก็ไม่รู้ว่าคุณหนูเป็นอะไรไป พอกลับมาถึงก็นึกอยากเลื่อนตำแหน่งให้ข้ากะทันหันเสียอย่างนั้น ตอนนี้ตำแหน่งรองแม่ทัพของข้าถูกตัดคำว่า 'รอง' ออกไปแล้ว กลายเป็นแม่ทัพใหญ่ผู้ดูแลหน่วยพิทักษ์กฎทั้งหมด!"
ดูท่าฉู่อู๋ซวงผู้นี้จะรู้ความไม่น้อย
นางรู้ซึ้งถึงความเก่งกาจของเฉินฉางอัน จึงเลือกส่งเสริมหลินเหล่ยเพื่อเป็นการประจบเอาใจเขา
เพราะพลังฝีมือของเฉินฉางอันนั้นสูงส่งเทียมฟ้า ยากแท้หยั่งถึง เพียงสะบัดมือข้างเดียวก็กวาดล้างนิกายซือถัวที่อยู่ไกลออกไปนับแสนลี้จนย่อยยับ
หากสามารถอาศัยโอกาสนี้เกาะขาผู้ยิ่งใหญ่อย่างเฉินฉางอันไว้ และได้รับการคุ้มครองจากเขา
ตระกูลฉู่ย่อมมีหวังที่จะรุ่งโรจน์ขึ้นมาอีกครั้ง แล้วใครจะกล้ามาข่มเหงรังแกตระกูลของนางได้อีก!
"เจ้าหมอนี่ก้าวหน้าในหน้าที่การงานเร็วจริง ๆ ไปได้สวยเลยนี่นา"
เฉินฉางอันตบไหล่หลินเหล่ยเบา ๆ
หลินเหล่ยกลับชกไหล่เฉินฉางอันทีหนึ่ง พร้อมตีหน้าทะเล้นเหมือนรู้อะไรดี ๆ มา
"ฉางอัน เจ้าอย่ามาทำเป็นไขสือต่อหน้าพี่น้องเลย"
เฉินฉางอันงุนงง
"ไขสือเรื่องอะไรกัน?"
หลินเหล่ยหัวเราะหึ ๆ ก่อนจะกล่าวว่า
"ข้าได้ยินมาว่า สิ่งแรกที่คุณหนูทำหลังจากกลับมาจากเขาต้าหลง ก็คือการรุดมาหาเจ้าที่ร้านยาจิ่วคังแห่งนี้"
"เจ้าหมอนี่ คุณหนูต้องตาเจ้าเข้าแล้วแน่ ๆ ไม่อย่างนั้นนางจะเลื่อนตำแหน่งให้ข้าแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยได้อย่างไร"
"สารภาพมาเสียดี ๆ พวกเจ้าคืบหน้าไปถึงขั้นไหนกันแล้ว?"
เฉินฉางอันยักไหล่คราหนึ่ง
"ขั้นไหนอะไรกัน ความสัมพันธ์ระหว่างข้ากับนางนั้นบริสุทธิ์ยิ่งกว่ากระดาษขาวเสียอีก"
หลินเหล่ยเบิกตาโตด้วยความประหลาดใจ "หรือว่าเจ้าจะไม่พึงใจนาง? หรือเจ้ากังวลว่าฐานะของพวกเจ้าจะต่างกันเกินไป?"
หลินเหล่ยรีบเอ่ยเตือน "ฉางอัน เจ้าอย่าได้ถือตัวทะนงตนเกินไปนัก ฉู่อู๋ซวงผู้นี้คือหญิงงามล่มเมือง ผิวพรรณผุดผ่องปานหยก งามสง่าจับตา มิหนำซ้ำยังเป็นศิษย์ตระกูลฉู่ เมืองเทียนอู่แห่งนี้มีบิดาของนางเป็นผู้ปกครอง นางต้องการสิ่งใดล้วนได้สิ่งนั้น หากนางมีใจรักชอบเจ้า เจ้าก็ลองคบหาดูใจกับนางดูเถิด นางย่อมเป็นแรงสนับสนุนอันยิ่งใหญ่บนเส้นทางสายมรรคกายาของเจ้าได้แน่นอน"
เฉินฉางอันเหลือบมองหลินเหล่ยด้วยสายตาอ่อนใจ
"ในเมื่อฉู่อู๋ซวงผู้นี้เลิศเลอถึงเพียงนั้น เหตุใดเจ้าไม่ไปลองคบหากับนางดูเองเล่า?"
หลินเหล่ยเกาท้ายทอยพลางหัวเราะแหะ ๆ
"ข้ามีเสี่ยวลู่แล้ว อีกอย่าง ต่อให้ข้ามีใจ คุณหนูก็ไม่มีวันชายตามองข้าหรอก ข้าจะไปเทียบกับเจ้าได้อย่างไรเล่าฉางอัน"
"เจ้ารู้จักประมาณตนเช่นนี้ก็นับว่าประเสริฐยิ่ง"
เฉินฉางอันตบไหล่หลินเหล่ยเบา ๆ
หลินเหล่ย : "......"
หลินเหล่ยไม่ถกเถียงเรื่องนี้ต่อ จึงเปลี่ยนมาถามถึงเรื่องการบำเพ็ญเพียรในช่วงนี้แทน
เฉินฉางอันตอบว่า
"เจ้าเด็กสวีต้าฝูไปหาเลือดงูมาให้ข้าใช้หลอมกายา รุดหน้าไปไม่น้อยทีเดียว หากข้าแช่เลือดงูอีกสักสองครา ก็น่าจะทะลวงผ่านเข้าสู่ระดับหนึ่งขั้นปลายได้แล้ว"
หลินเหล่ยร้องอุทานด้วยความทึ่ง
"ดูท่าเส้นทางสายมรรคกายานี้จะเหมาะกับเจ้ายิ่งนัก เริ่มฝึกฝนได้ไม่นานก็จะทะลวงผ่านระดับหนึ่งขั้นปลายเสียแล้ว"
เฉินฉางอันยิ้มบาง ๆ
"วิถีแห่งสายมรรคกายานี้ช่างแตกต่างจากสายมรรคเวทนัก ขอเพียงมีทรัพยากรสำหรับขัดเกลาร่างกายเพียงพอ อีกทั้งทนทานต่อความลำบากและวิกฤตความเจ็บปวดได้ การจะทะลวงระดับก็ง่ายดายขึ้นมาก!"
"เมื่อก่อนข้าไม่ยักษ์รู้เลยว่าเจ้าจะทนรับความลำบากเช่นนี้ได้"
หลินเหล่ยอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเลื่อมใสในจุดนี้ของเฉินฉางอัน
ในขณะนั้นเอง
จงหลิงเอ๋อร์เดินจูงมือเสี่ยวไป๋กลับมา พร้อมรอยยิ้มหวานหยดที่ประดับอยู่บนมุมปาก
หญิงสาวทั้งสองล้วนมีรูปโฉมงดงามบริสุทธิ์ เปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวาแห่งวัยเยาว์ ดูแล้วช่างเป็นทัศนียภาพที่เจริญตายิ่งนัก
นับตั้งแต่ยายเฒ่าหรงพานางกลับมาที่ร้านยาจิ่วคัง นางกับจงหลิงเอ๋อร์ก็เข้ากันได้เป็นอย่างดี
ทั้งคู่ถึงกับเรียกขานกันเป็นพี่น้องแล้วในยามนี้
ส่วนเสี่ยวไป๋นั้น ดูจะสนใจใคร่รู้ในทุกสรรพสิ่งภายในเมืองเทียนอู่อย่างยิ่ง
ยามที่เฉินฉางอันต้องหลอมกายา
จงหลิงเอ๋อร์ที่เสร็จสิ้นจากการฝึกตนแล้วก็ไม่อยากไปรบกวนเขา จึงมักมานั่งสนทนากับเสี่ยวไป๋อย่างรื่นรมย์
ทั้งยังพาเสี่ยวไป๋ออกไปเดินเที่ยวเล่นอยู่บ่อยครั้ง
จะเห็นได้ว่ารอยยิ้มบนใบหน้าของเสี่ยวไป๋มีมากขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก
ทว่าเฉินฉางอันย่อมรู้ดีว่า ยายเฒ่าหรงใช้วิธีการบางอย่างทำให้เสี่ยวไป๋สูญเสียความทรงจำไป
หากเสี่ยวไป๋นางนี้ฟื้นคืนความทรงจำขึ้นมา ก็มิอาจรู้ได้ว่านางจะเป็นสตรีเช่นไร
อย่างไรเสียเสี่ยวไป๋ก็เป็นคนจากเผ่าพันธุ์ต่างโลกในห้วงเหว ลึกลับซับซ้อนเกินกว่าที่เห็นเพียงเปลือกนอกแน่นอน
เมื่อหลินเหล่ยได้เห็นดรุณีน้อยเสี่ยวไป๋ผู้นี้ที่มีอายุเพียงสิบกว่าปี รุ่นราวคราวเดียวกับจงหลิงเอ๋อร์ คิ้วเรียวงามประดุจขุนเขาไกล ดวงตาใสกระจ่างดั่งวารีฤดูใบไม้ร่วง จมูกโด่งเชิดรับกับดวงตาเรียวรีว่างามล้ำเลิศนัก เขาก็พลันตาโตเท่าไข่ห่าน
"ฉางอัน เจ้าหมอนี่! มิน่าเล่าถึงไม่ยอมคบหากับฉู่อู๋ซวง ที่แท้เจ้าก็ซุกซ่อนโฉมงามไว้ในเรือนทองนี่เอง รสนิยมไม่เบาเลยนะเจ้า!"
เฉินฉางอันหน้ามืดครึ้มลงทันควัน ก่อนจะถีบหลินเหล่ยไปทีหนึ่ง
"ไอ้เจ้าบ้า ไสหัวไปให้ไกลเลย"
"นี่คือนางหนูที่ยายเฒ่าหรงฝากฝังให้ข้าช่วยดูแลต่างหาก"
หลินเหล่ยกลับส่งสายตาเจ้าเล่ห์ประหนึ่ง 'ข้ารู้เจ้าก็รู้' มาให้
"เจ้าเด็กคนนี้ มีหลิงเอ๋อร์คนเดียวไม่พอ ยายเฒ่าหรงยังจัดหามาให้เจ้าดูตัวเพิ่มอีกคน ได้โอบซ้ายประคองขวา ช่างน่าอิจฉาเสียนี่กระไร"
เฉินฉางอันเค้นเสียงหัวเราะเย็นชา
"ดูท่าเจ้าเองก็อยากโอบซ้ายประคองขวาเหมือนกันสินะ เช่นนั้นข้าจะไปขอให้เสี่ยวลู่ไหว้วานยายเฒ่าหรงให้หาเมียเพิ่มให้เจ้าอีกสักคน ประจวบเหมาะกับที่เจ้าใกล้จะแต่งงานพอดี จะได้ตบแต่งทั้งเมียหลวงเมียน้อยไปในคราวเดียวให้จบเรื่อง ยามเข้าหอร่วมเรียงเคียงหมอนกันสามคนมิสุขล้ำยิ่งกว่าหรือ?"
แม้แต่ผิวหน้าคล้ำแดดของหลินเหล่ย เมื่อได้ยินถ้อยคำนี้ของเฉินฉางอันก็ยังถึงกับเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ เขารีบส่ายหน้าเป็นพัลวันพลางหัวเราะแห้ง ๆ
"ข้าไม่กล้าหรอก เสี่ยวลู่ได้หักขาข้าแน่ ข้าจะไปสู้คนสำราญเช่นเจ้าได้อย่างไร"
เฉินฉางอันค้อนใส่คราหนึ่ง
"ในใจข้ามีเพียงการหลอมกายาเท่านั้น เรื่องสตรีล้วนเป็นเพียงเมฆาที่ลอยผ่าน"