- หน้าแรก
- คนไร้ค่าอย่างข้า อยู่ ๆ ก็ได้รับพลังฝึกตนระดับพันล้านปี
- บทที่ 96 เหยียบกะโหลกแหลกคราเดียว ตายตาหลับ!
บทที่ 96 เหยียบกะโหลกแหลกคราเดียว ตายตาหลับ!
บทที่ 96 เหยียบกะโหลกแหลกคราเดียว ตายตาหลับ!
บทที่ 96 เหยียบกะโหลกแหลกคราเดียว ตายตาหลับ!
"ตาแก่ หนี้เลือดต้องล้างด้วยเลือดงั้นหรือ เจ้าคิดว่าตนเองเป็นใครกัน?"
สุ้มเสียงของคนหนุ่มที่เยียบเย็นและไร้ซึ่งความรู้สึกพลันดังก้องกังวานไปทั่วชั้นฟ้า
ส่งผลให้บรรพชนซือถัว จางคุน เถี่ยหมู่เฟิง และประมุขนิกายวิญญาณเพลิงที่อยู่ในที่นั้นต่างหน้าถอดสีไปตาม ๆ กัน!
โดยเฉพาะบรรพชนซือถัวที่เพิ่งจะลั่นวาจาว่า ‘สามสิบปีฝั่งตะวันออก สามสิบปีฝั่งตะวันตก อย่าได้หมิ่นว่าข้าอ่อนแอ บัญชีแค้นนี้ต้องชำระด้วยเลือด’ บัดนี้สีหน้าของเขากลับเคร่งเครียดซีดเผือด เต็มไปด้วยความหวาดหวั่นพรั่นพรึง
ยิ่งเป็นจางคุน เถี่ยหมู่เฟิง และประมุขนิกายวิญญาณเพลิงทั้งสาม พวกเขารีบถอยห่างจากบรรพชนซือถัวในทันที
ราวกับต้องการบอกเฉินฉางอันอย่างเป็นนัยว่า พวกตนหาได้มีความสนิทสนมกับบรรพชนซือถัวผู้นี้ไม่
บนชั้นฟ้า
ประดุจภาพเหตุการณ์ที่พวกเขาเคยเห็นผ่านวิชา ‘กระจกเงาบุปผาจันทราในวารี’ ของประมุขนิกายวิญญาณเพลิงก่อนหน้านี้
รอยแยกแห่งมิติมหึมาพลันปรากฏขึ้น
พร้อมกับหัตถ์ยักษ์อันน่าสะพรึงกลัวที่ยื่นออกมาจากรอยแยกมิตินั้น พุ่งเข้าคว้าตัวบรรพชนซือถัวและพวกทั้งสี่
ครานี้พวกเขาได้สัมผัสถึงความน่าหวาดวิตกของหัตถ์ยักษ์ด้วยตนเอง ความหวาดกลัวอันไร้ก้นบึ้งถาโถมเข้ามาจนต้องรีบหันหลังหนีสุดชีวิต!
แทบอยากจะมีขางอกออกมาสักแปดขาเพื่อเร่งฝีเท้าหนีให้พ้น!
ทว่าช่างน่าเวทนานัก
ต่อให้พวกเขาพยายามดิ้นรนเพียงใด ก็มิอาจหลบหนีไปจากเงื้อมมือของเฉินฉางอันได้เลย
บรรพชนซือถัวและพวกทั้งสี่ถูกหัตถ์ยักษ์รวบจับไว้ในคราเดียว
ครั้งนี้เฉินฉางอันมิได้บดขยี้คนทั้งสี่ให้ตายตกไป แต่กลับกำร่างพวกเขาไว้ในฝ่ามือแล้วลากกลับเข้าไปยังรอยแยกมิติ
เมื่อหัตถ์ยักษ์ถอยจากไป รอยแยกแห่งมิติก็ค่อย ๆ ประสานปิดลง นิกายซือถัวแห่งนี้กลับคืนสู่ความเงียบสงัดไร้ซึ้งร่องรอยแห่งชีวิตเฉกเช่นกาลก่อน!
บรรพชนซือถัวและพวกทั้งสี่รู้สึกเพียงหน้ามืดตาลายไปชั่วขณะ
ในอึดใจต่อมา
พวกเขาก็ถูกโยนลงกลางร้านขายยาแห่งหนึ่ง ในสภาพที่สะบักสะบอมจนถึงขีดสุด
ภายในร้านยาแห่งนี้ พวกเขาได้พบกับเด็กหนุ่มผู้มีสีหน้าเย็นชา สตรีโฉมงามนางหนึ่ง และผู้ฝึกตนตระกูลจินอีกสามคน!
ฉู่เทียนซวง จินอู่ จินหยวน และจินจิ่วรื่อต่างพากันยืนตะลึงลาน จ้องมองบรรพชนซือถัวและพวกที่ถูกเฉินฉางอันฉุดกระชากมาจากระยะทางนับแสนลี้
ภายในใจของพวกเขาประดุจมีคลื่นยักษ์ถาโถมกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง
เฉินฉางอันผู้นี้ แท้จริงแล้วเขาทรงพลังถึงเพียงไหนกันแน่?!
เพียงแค่ยื่นมือออกไปอย่างไม่ใส่ใจ ก็สามารถกวาดล้างนิกายซือถัวที่อยู่ไกลออกไปนับแสนลี้ได้ ทั้งยังคว้าตัวบรรพชนซือถัวที่เป็นถึงราชันแท้จริงหลายท่านมาราวกับมดปลวก โดยที่พวกเขาไร้ซึ่งกำลังจะขัดขืนแม้เพียงนิดเดียว!
วิชาฝีมือที่ขัดต่อกฎสวรรค์เช่นนี้ นอกจากเฉินฉางอันแล้ว ใต้หล้านี้ยังมีผู้ใดกระทำได้อีก?
โดยเฉพาะจินอู่ จินหยวน และจินจิ่วรื่อที่เฝ้ามองเหตุการณ์อย่างขวัญผวา เหงื่อเย็นเยียบผุดพรายไปทั่วร่าง
จินหยวนลอบรำพึงด้วยความโล่งอกว่า
"มีผู้อาวุโสในบ้านประดุจมีสมบัติล้ำค่า นับว่าเป็นโชคดีที่ท่านบรรพชนมีวิสัยทัศน์กว้างไกล ยอมเดินทางไกลนับหมื่นลี้มาขอขมาท่านผู้อาวุโสจนได้รับการให้อภัย มิเช่นนั้นจุดจบของนิกายซือถัวในวันนี้ คงไม่พ้นกลายเป็นจุดจบของตระกูลจินเราเป็นแน่!"
"แม้แต่นิกายซือถัวยังมิอาจต้านทานเพียงหัตถ์เดียวของท่านผู้อาวุโสได้ ตระกูลจินของเราย่อมมิอาจยืนหยัดอยู่ได้เช่นกัน!"
จินอู่กล่าวด้วยความรู้สึกที่ยังไม่หายตระหนก "ข้าเดาว่าท่านผู้อาวุโสต้องแข็งแกร่งมาก แต่ไม่นึกเลยว่าจะทรงพลังถึงเพียงนี้ นิกายซือถัวนึกจะกวาดล้างก็ทำได้ตามใจ ราชันแท้จริงนึกจะสังหารก็ปลิดชีพได้ทันที การมาขอขมาท่านผู้อาวุโสคือการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุดในชีวิตของข้าแล้ว!"
นอกจากความหวาดหวั่นที่ยังหลงเหลือ จินอู่ยังรู้สึกภาคภูมิใจที่ตนเลือกมาขอขมาเฉินฉางอัน
อาจกล่าวได้ว่า เขาคือผู้กอบกู้ตระกูลจินอย่างแท้จริง!
จินจิ่วรื่อเพียงอยากตะโกนออกไปว่า "ท่านผู้อาวุโสช่างเกรียงไกรยิ่งนัก ไร้เทียมทานในใต้หล้าโดยแท้!!!"
ส่วนฉู่เทียนซวงนั้นได้แต่เบิกตากว้าง จ้องมองภาพตรงหน้าด้วยความตกตะลึงจนไร้ซึ่งถ้อยคำจะพรรณนาถึงสิ่งที่เกิดขึ้น!
บรรพชนซือถัวและพวกทั้งสี่สั่นสะท้านด้วยความขวัญเสีย ขณะที่เฉินฉางอันทอดสายตามองลงมาอย่างเย็นเยียบ
แววตาคู่นั้นเปี่ยมด้วยแรงกดดันอันไร้ลักษณ์ ราวกับภูเขาไฟนับล้านลูกปะทุขึ้นพร้อมกัน ทำให้บรรพชนซือถัวและพวกมิอาจต้านทานพลังกดดันนี้ได้เลย
ทั้งสี่คนมิอาจขัดขืน แม้แต่ความกล้าที่จะสบตาเฉินฉางอันยังไม่มี ต่างพากันทรุดกายคุกเข่าลงกับพื้นอย่างจำนน ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด ความหวาดวิตกทวีคูณยิ่งขึ้นไปอีก!
จางคุน เถี่ยหมู่เฟิง และประมุขนิกายวิญญาณเพลิงจ้องมองเด็กหนุ่มผู้เย็นชาด้วยร่างที่สั่นเทิ้ม รีบละล่ำละลักอ้อนวอนขอชีวิต
"ท่านผู้อาวุโส เรื่องนี้... เรื่องนี้มิเกี่ยวข้องกับพวกเราเลยนะขอรับ!"
"พวกเรามิได้สนิทสนมกับบรรพชนซือถัวเลยแม้แต่น้อย ได้โปรดท่านผู้อาวุโสละเว้นชีวิตพวกเราด้วยเถิด!!!"
"ท่านผู้อาวุโส ได้โปรดไว้ชีวิตด้วย!!!"
บนใบหน้าที่ชราภาพของบรรพชนซือถัวฉายแววหวาดกลัวถึงขีดสุด เขากล่าวละล่ำละลักว่า
"ท่าน... ท่าน... ท่านคือผู้ใดกัน นิกายซือถัวของข้าไป... ไปล่วงเกินท่านตอนไหนกัน???"
สุ้มเสียงของเขาสั่นเครือจนยากจะควบคุมได้
เฉินฉางอันหรี่ตาลง ประกายสังหารอันหนาวเหน็บวาบผ่านดวงตา
เขาเดินเข้าไปหาบรรพชนซือถัวโดยไม่เอ่ยคำไร้สาระ แล้วขยับเท้าเหยียบอีกฝ่ายจนล้มลงกับพื้น
ใบหน้าของบรรพชนซือถัวแนบสนิทไปกับพื้นดิน แบกรับความอัปยศอดสูอย่างถึงที่สุด!
เฉินฉางอันจ้องมองลงมาที่บรรพชนซือถัวจากเบื้องบน กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า
"เจ้ายืนกรานว่าจะมาสังหารข้าที่เมืองเทียนอู่ด้วยตนเอง แต่กลับไม่รู้แม้กระทั่งว่าข้าเป็นใครเชียวหรือ?"
เมื่อสิ้นคำกล่าวนั้น
รูม่านตาของบรรพชนซือถัวพลันหดเกร็งด้วยความตื่นตะลึงอย่างไม่อยากเชื่อสายตา!
"หรือว่าท่าน... ท่าน... ท่านคือเฉินฉางอัน?!!!"
บรรพชนซือถัวเพิ่งจะตระหนักได้ในบัดนี้ว่า เหตุใดนิกายซือถัวถึงถูกกวาดล้างอย่างไร้สาเหตุ!
ที่แท้ก็เป็นเขานี่เอง!
ความสิ้นหวังและความเสียใจภายหลังถาโถมเข้าใส่บรรพชนซือถัวอย่างรุนแรง
หากเขารู้ว่าเฉินฉางอันร้ายกาจถึงเพียงนี้ มีหรือเขาจะกล้าไปตอแยด้วย
"ท่านผู้อาวุโสไว้ชีวิตด้วย!!! ท่านผู้อาวุโสโปรดไว้ชีวิตข้า ข้าสำนึกผิดแล้วจริง ๆ!!!"
"ท่านผู้อาวุโส เห็นแก่ที่ท่านได้ทำลายนิกายซือถัวไปแล้ว ขอท่านโปรดเมตตาละเว้นชีวิตข้าสักครั้งเถิด!!!"
"ข้ายินยอมเป็นวัวเป็นม้าคอยรับใช้ท่านผู้อาวุโสชั่วชีวิต!!!"
บรรพชนซือถัวสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายสังหารอันเยือกเย็นที่แผ่ออกมาจากร่างของเฉินฉางอัน จึงรีบอ้อนวอนขอความเมตตาอย่างลนลาน
ทว่าเฉินฉางอันยังมีสีหน้าเฉยเมย เขาไร้ซึ่งความลังเลแม้เพียงนิด ออกแรงกดเท้าขวาที่เหยียบอยู่บนศีรษะของบรรพชนซือถัวลงไป
พรึ่ด!
ประดุจแตงโมที่ถูกบดขยี้ ของเหลวสีแดงขาวสาดกระเซ็นไปทั่วบริเวณ!
ศีรษะของบรรพชนซือถัวแหลกเละภายใต้ฝ่าเท้าของเฉินฉางอัน แม้แต่ดวงวิญญาณก็ถูกเหยียบจนแตกสลายกลายเป็นผุยผง จางหายไปในระหว่างชั้นฟ้าดิน
เมื่อล่วงเกินเฉินฉางอันแล้ว แม้แต่โอกาสจะก้าวเข้าสู่สังสารวัฏทั้งหกก็ยังมิอาจมีได้!
เฉินฉางอันมองร่างไร้วิญญาณของบรรพชนซือถัวอย่างราบเรียบ พลางพึมพำแผ่วเบา "ในเมื่อรู้แล้วว่าศัตรูคือใคร เช่นนี้เจ้าก็ตายตาหลับได้แล้ว ถือเป็นความเมตตาสุดท้ายที่ข้ามอบให้เจ้า"
ภาพเหตุการณ์นี้ทำให้จางคุน เถี่ยหมู่เฟิง และประมุขนิกายวิญญาณเพลิงขวัญหนีดีฝ่อ ใบหน้าซีดเผือด ร่างกายสั่นสะท้านราวกับเจ้าเข้า ต่างพากันโขกศีรษะอ้อนวอนขอชีวิตจนหน้าผากแทบจะแตกยับ!
พวกเขาจงเกลียดจงชังบรรพชนซือถัวจนเข้ากระดูกดำ!
เจ้าจะตายก็ตายไปคนเดียวสิ อย่าได้ลากพวกเรามาซวยด้วยเลย!!!
แล้วนี่หรือคือสิ่งที่เรียกว่าความเมตตา???
เหยียบกะโหลกจนแหลกคราเดียว ท่านผู้อาวุโส ท่านช่างอำมหิตนัก!!!