- หน้าแรก
- ดวงตาทองคำศักดิ์สิทธิ์
- บทที่ 30 ภายใต้โลงศพ
บทที่ 30 ภายใต้โลงศพ
บทที่ 30 ภายใต้โลงศพ
ยามที่เฉิน มั่ว กำลังเตรียมจะเอ่ยปากว่าอยากลองดู หัน เฟย ที่ยืนอยู่ด้านข้างก็อดรนทนไม่ไหวอีกต่อไป เขาเบียดกายเข้ามาพลางเอ่ยขึ้นว่า "คนตั้งมากมายหามาตั้งนานยังหาไม่เจอ เขาเป็นแค่คนนอกวงการตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง เกรงว่ากระทั่งความแตกต่างระหว่างเครื่องสัมฤทธิ์กับเครื่องปั้นดินเผาก็ยังแยกแยะไม่ออกด้วยซ้ำ แกพาเขาเข้ามาตามหากระบี่เทียนมู่ มันก็เหมือนกับคนตาบอดจุดตะเกียงเสียเวลากล่าวเปล่าประโยชน์ ไม่มีประโยชน์อะไรเลยสักนิด"
เฉิน มั่ว เริ่มรู้สึกรำคาญหัน เฟย คนนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ จริง ๆ ตลอดทางที่ผ่านมาไอ้หมอนี่เอาแต่พูดจาถากถางไม่หยุดหยิ่น อีกทั้งแววตาคู่นั้นยังดูเจ้าเล่ห์หลุกหลิกและลามกสิ้นดี พอสบโอกาสหน่อยเป็นต้องจ้องมองสะโพกกลมกลึงของหลิ่ว ปิง ตาเป็นมัน
แถมยังลอบกลืนน้ำลายอยู่เป็นระยะอีกด้วย
ทีมโบราณคดีมีเศษเดนมนุษย์เช่นนี้ร่วมทางมาด้วย หาประทีปกระบี่เทียนมู่ไม่เจอก็ถือเป็นเรื่องปกติแล้ว
ในเวลานี้เฉิน มั่ว ได้เปิดใช้งานเนตรทองคำเรียบร้อยแล้ว เขากำลังกวาดสายตาตรวจสอบไปทั่วห้องโถงสุสานหลักของโกวหลี ทว่าบริเวณรอบ ๆ ห้องโถงสุสานหลักกลับไม่มีสิ่งใดผิดปกติ เขาจึงเริ่มกวาดสายตาสำรวจโลงศพทั้งหมดอย่างละเอียดเป็นอันดับแรก ก่อนจะพบว่าภายในโลงศพนอกจากร่างศพของโกวหลีแล้ว ก็ไม่มีร่องรอยของสิ่งอื่นใดอีกเลย
ทว่าภายใต้โลงศพนั้น... เดี๋ยวระงับไว้ก่อน...
เมื่อใช้เนตรทองคำมองทะลุผ่านโลงหินลงไป เฉิน มั่ว ก็พบว่าลึกลงไปด้านใต้กลับมีกลไกบางอย่างซ่อนอยู่ ณ ตำแหน่งที่ลึกลงไปจากพื้นดินราว ๆ ครึ่งเมตร มีกล่องใบหนึ่งถูกฝังเอาไว้จริง ๆ และภายในกล่องใบนั้นมีกระบี่ล้ำค่าเล่มหนึ่งที่มีความยาวราวสามฉื่อสถิตอยู่ข้างในอย่างแน่แท้
และที่ข้างกายของกระบี่ล้ำค่าเล่มนี้ ยังมีสิ่งของอุทิศให้ผู้ตายชิ้นอื่นฝังร่วมอยู่ด้วย
ที่แท้ความลับก็ซ่อนอยู่ตรงนี้เอง มิน่าเล่าถึงไม่มีใครหากระบี่เทียนมู่พบ
หลังจากสะกดข่มความตื่นเต้นภายในใจเอาไว้ เฉิน มั่ว ก็ใช้เนตรทองคำกวาดสายตาตรวจสอบกลับไปกลับมาอย่างละเอียดอีกครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่าภายใต้โลงศพนี้ไม่มีกลไกอาวุธลับใด ๆ และไม่มีพิษร้ายแฝงอยู่ จากนั้นเขาจึงทำการปิดใช้งานเนตรทองคำลง
ทว่าเมื่อเห็นเฉิน มั่ว เอาแต่จ้องมองโลงหินนิ่งเงียบไม่ยอมปริปากพูดจา หัน เฟย ก็หลุดหัวเราะหยันออกมาสองครา ก่อนจะอดรนทนไม่ไหวต้องเข้ามาเอ่ยปากเยาะเย้ยอีกรอบ "เป็นยังไงบ้างล่ะเฉิน มั่ว แกเองก็หากระบี่เทียนมู่ไม่เจอใช่ไหมล่ะ ฉันรู้อยู่แล้วว่าแกมันไม่มีน้ำยา แกเข้ามามันก็มีค่าเท่าเดิมนั่นแหละ ฉันว่าพวกเราถอนกำลังกลับกันดีกว่า แล้วเปลี่ยนให้ท่านอาจารย์ของฉันมาเป็นผู้ดำเนินงาน ไม่แน่ว่าอาจจะหากระบี่เทียนมู่เจอระว่างนั้นก็ได้"
ในระหว่างที่หัน เฟย กำลังออกแรงแดกดันเฉิน มั่ว อย่างสุดกำลัง เขาก็ไม่ลืมที่จะเอ่ยปากเหน็บแนมหลี่ เจิ้นเยว่ และหลิ่ว ปิง ไปพร้อม ๆ กันด้วย
ทว่าในขณะที่เขากำลังกระหยิ่มยิ้มย่องด้วยความลำพองใจอยู่นั้น เฉิน มั่ว กลับยิ้มพลางเอ่ยขึ้นว่า "หัน เฟย แกช่างรู้ดีนักนะว่าฉันหากระบี่เทียนมู่ไม่เจอ บอกความจริงให้แกเอาบุญก็ได้ ยามนี้ฉันรู้แล้วว่ากระบี่เทียนมู่อยู่ที่ไหน"
เฉิน มั่ว เอ่ยประโยคนี้ออกมาด้วยน้ำเสียงอันดังลั่น ทว่านอกจากหลิ่ว ปิง แล้ว คนอื่น ๆ กลับไม่ได้เก็บเอามาใส่ใจเลยสักนิด ทุกคนต่างพากันคิดว่าเฉิน มั่ว จงใจเอ่ยปากโต้เถียงกับหัน เฟย ไปอย่างนั้นเอง กระทั่งหลี่ เจิ้นเยว่ ก็ยังไม่คิดจะสนใจ เขาเอาแต่ก้มหน้าก้มตาเดินสำรวจตรวจสอบภายในห้องสุสานกลับไปกลับมาอยู่เช่นเดิม
เมื่อหัน เฟย เห็นสถานการณ์เป็นเช่นนั้น เขาก็ยิ่งหัวเราะออกมาอย่างได้ใจและพ่นคำพูดเหลวไหลหนักขึ้น "เฉิน มั่ว เอ๋ย เฉิน มั่ว ดูเอาเถอะ เมื่อกี้คำพูดที่แกพ่นออกมามันไม่มีใครเขาอยากจะสนใจแกเลยสักคน ถ้าแกพบกระบี่เทียนมู่จริง ๆ แน่จริงก็หาขุดมันออกมาสิ ฉันเองก็ขอทิ้งคำพูดเอาไว้ตรงนี้เหมือนกัน ขอเพียงแค่แกหากระบี่เทียนมู่เจอ ฉันจะขังตัวเองเอาไว้ในสุสานแห่งนี้เป็นเวลาเจ็ดวันเจ็ดคืนโดยไม่ไปไหนเลย"
สิ่งที่เฉิน มั่ว ต้องการก็คือการให้หัน เฟย ติดกับดักด้วยตัวเองอยู่แล้ว เมื่อเห็นอีกฝ่ายเอ่ยปากสาบานว่าจะขังตัวเองไว้ที่นี่ เฉิน มั่ว ก็ไม่คิดจะรีรอชักช้า เขาหลิ่วตาให้สัญญาณกับหลิ่ว ปิง พลางจ้องหน้าหัน เฟย แวบหนึ่งก่อนจะเอ่ยต่อไปว่า "ในเมื่อแกเอ่ยปากท้าทายมาแบบนี้ งั้นฉันก็จะรับคำท้าลากกระบี่เทียนมู่ออกมาให้ดู แกก็อย่าได้คิดกลับคำล่ะ"
หัน เฟย หัวเราะร่า "ถ้าฉันกลับคำ หลังจากเดินออกไปจากสุสานแห่งนี้เมื่อไหร่ ฉันจะเปลี่ยนมาใช้แซ่เดียวกับแกเลย"
ในเวลานี้ภายในห้องสุสานทั้งหมด นอกจากเฉิน มั่ว แล้ว ก็มีเพียงหลิ่ว ปิง เท่านั้นที่เชื่อมั่นในคำพูดของเฉิน มั่ว เมื่อครู่ยามที่เฉิน มั่ว ส่งสายตาให้สัญญาณกับหลิ่ว ปิง ก็เพื่อให้เธอช่วยเอ่ยปากรับลูกสอดประสาน
ยามนี้เมื่อเห็นหัน เฟย ก้าวเท้าลงไปในหลุมพรางลึกจนถอนตัวไม่ขึ้นแล้ว หลิ่ว ปิง จึงแสร้งทำเป็นออดอ้อนพลางดึงตัวอาจารย์หลี่ เจิ้นเยว่ เข้ามาร่วมเป็นสักขีพยานทันที
หลี่ เจิ้นเยว่ เป็นคนเที่ยงธรรมและเถรตรงมาก เขาไม่อยากจะเข้าไปมีส่วนร่วมกับเรื่องไร้สาระพรรค์นี้เลยสักนิด ยามนี้เมื่อเห็นบรรยากาศภายในห้องสุสานเต็มไปด้วยเสียงเอะอะโวยวายขัดแย้งกัน เขาก็ขมวดคิ้วมุ่น นึกเสียใจอยู่บ้างแล้วเหมือนกันที่พากระนพเอาเฉิน มั่ว เข้ามาที่นี่ด้วย
ทว่าเนื่องจากหัน เฟย นั้นน่ารังเกียจยิ่งกว่าเฉิน มั่ว เสียอีก หลี่ เจิ้นเยว่ จึงเดินเข้ามาพลางเอ่ยด้วยสีหน้าบึ้งตึง "เรื่องที่พวกแกสองคนเดิมพันกันเมื่อครู่ฉันได้ยินหมดแล้ว นี่จะเป็นการเดิมพันครั้งสุดท้าย ไม่ว่าใครจะแพ้หรือใครจะชนะก็ห้ามมาส่งเสียงเอะอะโวยวายขัดแย้งกันอีก มิฉะนั้นก็ไสหัวออกไปพร้อมกันทั้งคู่เลย"
หลังจากหลี่ เจิ้นเยว่ เอ่ยจบ เขาก็อดไม่ได้ที่จะถลึงตาใส่หลิ่ว ปิง ไปอีกปราด ก่อนจะหันหลังกลับคิดจะเดินไปลูบคลำสำรวจตามกำแพงหินต่อไป
ตามประสบการณ์ที่ผ่านมาของเขา หลี่ เจิ้นเยว่ เชื่อว่าบริเวณรอบ ๆ กำแพงหินนี้จะต้องมีช่องลับซ่อนอยู่ และกระบี่เทียนมู่ก็คงจะถูกซ่อนอยู่ด้านในนั้นเป็นแน่
ดังนั้นเขาจึงตั้งใจจะเบนเข็มความสนใจในการสำรวจตรวจสอบในครั้งนี้ ไปไว้ที่บริเวณกำแพงหินทรงกลมรอบห้องสุสานทั้งหมดแทน
ทว่าเขายังไม่ทันจะก้าวเดินไปถึงขอบกำแพงหิน เสียงของเฉิน มั่ว ที่อยู่ด้านหลังก็ดังขึ้นมาเสียก่อน "ตามที่ผมอนุมานได้ กระบี่เทียนมู่อยู่ภายใต้โลงศพครับ"
น้ำเสียงของเฉิน มั่ว ดังฟังชัดจนหลี่ เจิ้นเยว่ นึกว่าเฉิน มั่ว จะมีความคิดเห็นอันยอดเยี่ยมอะไรเสียอีก ทว่าเมื่อได้ยินข้อสันนิษฐานเช่นนี้ เขาก็ได้แต่ส่ายหน้าพลางอดไม่ได้ที่จะเอ่ยขึ้นมาว่า "บริเวณรอบ ๆ โลงหินนี้ รวมไปถึงทั่วทุกมุมของห้องสุสาน ฉันได้ทำการสำรวจตรวจสอบอย่างละเอียดซ้ำไปซ้ำมาหมดแล้ว ไม่พบสิ่งใดเลย เพราะฉะนั้นมันไม่มีทางที่จะมีกระบี่เทียนมู่อยู่ตรงนี้ได้หรอก"
เฉิน มั่ว ใช้เนตรทองคำมองเห็นกระบี่เทียนมู่ที่ฝังอยู่ใต้โลงหินได้อย่างแจ่มแจ้งหมดแล้ว
เขาเอ่ยตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงเนิบนาบไม่ทุกข์ร้อน "ศาสตราจารย์หลี่ครับ ผมบอกว่ากระบี่เทียนมู่อยู่ใต้โลงหิน ไม่ใช่รอบ ๆ โลงหิน ท่านวางตำแหน่งผิดแล้วครับ อีกอย่างกระบี่เทียนมู่อยู่ลึกลงไปจากพื้นดินราว ๆ ครึ่งเมตร การสำรวจของท่านมันตื้นเกินไป ย่อมไม่มีประโยชน์อะไรอยู่แล้ว"
คำพูดประโยคนี้ของเฉิน มั่ว นอกจากจะไม่สร้างความตื่นตระหนกตกใจให้แก่ผู้ใดแล้ว ในทางกลับกันมันยังทำให้ผู้เชี่ยวชาญคนอื่น ๆ ที่เดินตามมาพากันหลุดหัวเราะออกมาอีกด้วย
เพราะว่าโลงศพนี้มีน้ำหนักมหาศาลมาก ไม่มีใครสามารถเคลื่อนย้ายมันได้ ยิ่งไปกว่านั้นบริเวณใต้โลงหินก็เคยถูกเทคโนโลยีในปัจจุบันสแกนตรวจสอบดูหมดแล้ว ย่อมไม่มีทางหลงเหลือสิ่งใดอยู่ด้านใต้ได้อีก
เมื่อเห็นเฉิน มั่ว พ่นคำพูดเหลวไหลไร้สาระ หลี่ เจิ้นเยว่ ก็ขมวดคิ้วพลางก้มหน้าก้มตาทำหน้าสำรวจตรวจสอบต่อไป ส่วนหัน เฟย เมื่อเห็นสถานการณ์เช่นนั้นก็อดไม่ได้ที่จะขยับกายเข้ามาเตรียมจะเอ่ยปากเยาะเย้ยถากถางซ้ำเติมอีกรอบ
ทว่าเฉิน มั่ว ไม่คิดจะยอมเสียเวลาอีกต่อไปแล้ว
เขาตวัดสายตาอันคมกริบดุจใบมีดจนทำเอาหัน เฟย ตกใจกลัวจนต้องถอยฉากหนีไป ทั้งยังไม่คิดจะสนใจพวกผู้เชี่ยวชาญคนอื่น ๆ ที่มีหลี่ เจิ้นเยว่ เป็นแกนนำอีกด้วย เขาอาศัยจังหวะที่หลิ่ว ปิง คอยให้ความร่วมมือ สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะเริ่มใช้สองมือออกแรงผลักโลงศพอย่างรุนแรงทันที
การกระทำของเขาในครั้งนี้ ทำเอาทุกคนในที่นั้นถึงกับขวัญหนีดีฝ่อไปตาม ๆ กัน
โดยเฉพาะหลี่ เจิ้นเยว่ ถึงกับรีบแผดเสียงร้องตะโกนขึ้นมาทันที "เฉิน มั่ว หยุดมือเดี๋ยวนี้นะ ห้ามขยับเคลื่อนย้ายโลงหินเด็ดขาด"
ทว่าเฉิน มั่ว นั้นมีพละกำลังมหาศาลเหนือคณานับ คำพูดของหลี่ เจิ้นเยว่ ยังไม่ทันจะสิ้นเสียงลงดี เฉิน มั่ว ก็สามารถผลักโลงหินให้เคลื่อนที่ขึ้นมาได้สำเร็จแล้ว
โลงหินที่มีน้ำหนักมหาศาลถึงเพียงนี้ ทว่าเฉิน มั่ว กลับออกแรงผลักมันได้อย่างง่ายดายโดยไม่เปลืองแรงเลยสักนิด ทำเอาทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ถึงกับตกตะลึงพรึงเพริดไปตาม ๆ กัน
และหลังจากโลงหินถูกผลักเลื่อนไปด้านหน้าจนพ้นระยะครึ่งเมตร ตำแหน่งที่ปรากฏเด่นชัดขึ้นมากลับมีสภาพเหมือนกับพื้นผิวของห้องสุสานส่วนอื่น ๆ ทุกประการ ไม่มีสิ่งใดพิเศษพิสดารเลยแม้แต่น้อย และยิ่งไม่มีทางที่จะมีกระบี่เทียนมู่ฝังอยู่ด้านใต้ได้เลย
พวกผู้เชี่ยวชาญรอบ ๆ เห็นเช่นนั้นต่างก็พากันส่ายหน้าอีกครา โดยเฉพาะหลี่ เจิ้นเยว่ ในเวลานี้เขาโกรธจนเลือดลมในกายตีรวนแล่นพล่าน อดไม่ได้ที่จะต้องหยิบขวดยาออกมาเปิดเพื่อกินยาลดความดันโลหิตทันที
เมื่อเห็นเฉิน มั่ว กลายเป็นเป้าสายตาแห่งความเกลียดชังของทุกคน หัน เฟย ก็อดรนทนไม่ไหวรีบก้าวเข้ามาเอ่ยปากเยาะเย้ยถากถางอีกรอบ "เป็นยังไงบ้างล่ะเฉิน มั่ว ต่อให้แกจะมีปัญญาผลักโลงหินไปไว้ด้านข้างแล้วมันจะช่วยอะไรได้ล่ะ สุดท้ายมันก็ไม่มีกระบี่เทียนมู่อยู่ดีไม่ใช่รึไง"
เฉิน มั่ว ไม่คิดจะเกรงใจ เพื่อความแม่นยำในการขุดค้น เขาจึงทำการเปิดใช้งานเนตรทองคำขึ้นมาอีกครั้ง พลางทอดสายตาตรวจสอบไปยังตำแหน่งเดิมของโลงหินเมื่อครู่อย่างละเอียดรอบคอบ จากนั้นเขาก็ชี้นิ้วลงไปยังตำแหน่งกึ่งกลางที่แม่นยำที่สุดพลางเอ่ยขึ้นว่า "ขุดลึกลงไปจากตรงนี้แหละ แล้วจะเจอกระบี่เทียนมู่"
ทุกคนต่างพากันตื่นตระหนกตกใจยิ่งกว่าเดิม โดยเฉพาะหลี่ เจิ้นเยว่ เดิมทีเขาก็รู้สึกไม่พอใจมากอยู่แล้วที่เฉิน มั่ว ถือวิสาสะผลักเคลื่อนย้ายโลงหินออกไป ยามนี้เมื่อได้ยินเฉิน มั่ว เอ่ยปากว่าจะทำลายพื้นผิวของห้องสุสาน เขาก็ตอบปฏิเสธกลับไปในทันที
ส่วนหัน เฟย ก็อดไม่ได้ที่จะเสนอหน้าเข้ามาเอ่ยปากถากถางซ้ำเติมอีกครา "เฉิน มั่ว ฉันดูแล้วแกมันก็แค่ไอ้กักขฬะที่จ้องแต่จะทำลายวัตถุโบราณเท่านั้นแหละ แกเตรียมตัวรอไว้ได้เลย หลังจากออกไปจากที่นี่เมื่อไหร่ฉันจะแจ้งความทันที ให้ตำรวจมาจับกุมแกที่เป็นภัยสังคมระดับชาติ ให้ประชาชนมาร่วมกันพิพากษาคนทรยศชาติอย่างแก ยามนี้ถ้าแกฉลาดพอก็รีบสารภาพชื่อผู้บงการเบื้องหลังออกมาซะดีกว่า ถึงเวลานั้นฉันอาจจะช่วยพูดจาอ้อนวอนขอความเห็นใจกับตำรวจให้แกได้บ้าง"
หัน เฟย ยิ่งพูดยิ่งล้ำเส้นเกินไปใหญ่ เขาคิดจะโยนความผิดร้ายแรงขยายขอบเขตข้อหาให้เฉิน มั่ว อย่างไร้ขีดจำกัด เพื่อที่จะได้ดึงเอาคนบริสุทธิ์คนอื่น ๆ ให้พลอยติดร่างแหเข้ามาพัวพันไปด้วย
ทว่าเฉิน มั่ว ไม่คิดจะยืดเวลาออกไปอีก และไม่อยากจะฟังหัน เฟย พ่นคำพูดเหลวไหลไร้สาระอีกต่อไป เขาเอื้อมมือไปแย่งชิงจอบเหล็กสำหรับขุดค้นมาจากมือของหลิ่ว ปิง ทันที ก่อนจะเริ่มลงมือขุดลงไปยังตำแหน่งกึ่งกลางของห้องสุสานอย่างรวดเร็ว
ความเร็วในการลงมือของเขานั้นรวดเร็วมาก ทั้งยังมุ่งตรงไปยังเป้าหมายอย่างแม่นยำ เขาเอาแต่ก้มหน้าก้มตาขุดลึกลงไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งหลี่ เจิ้นเยว่ และพวกผู้เชี่ยวชาญคนอื่น ๆ พึ่งจะรู้สึกตัวและเตรียมจะก้าวเข้ามาห้ามปราม ยามนั้นก็พลันมองเห็นกล่องรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าใบหนึ่ง ค่อย ๆ เผยโฉมหลุดพ้นดินออกมาลาง ๆ ภายใต้คมจอบเหล็กเสียแล้ว
ทุกคนในที่นั้นต่างพากันยืนเซ่อตะลึงลานไปตาม ๆ กัน
หรือว่า……
เฉิน มั่ว ไม่ยอมเสียเวลาชักช้า เขาเอาแต่ก้มหน้าตวัดจอบเหล็กขุดดินรอบ ๆ ตัวกล่องลึกลงไปเรื่อย ๆ อย่างต่อเนื่อง
ในที่สุด กล่องใบนั้นก็เผยโฉมหลุดพ้นดินออกมาให้เห็นอย่างเต็มตา มันมีลักษณะเรียวยาว รูปทรงของมันช่างประจวบเหมาะพอดีสำหรับการบรรจุกระบี่ยาวเล่มหนึ่งพอดิบพอดี
จบบท