- หน้าแรก
- ดวงตาทองคำศักดิ์สิทธิ์
- บทที่ 4 ลานแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ
บทที่ 4 ลานแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ
บทที่ 4 ลานแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ
เฉินมั่วแสดงท่าทีสุขุมนุ่มลึกและไม่หวั่นเกรง ยิ่งทำให้โจว เหวินเผิงดูโอหังมากขึ้นไปอีก แม้เขาจะมั่นใจว่าตนเองชนะแน่แล้ว แต่ก็ยังอยากจะข่มขวัญเฉินมั่วต่อหน้าสาธารณชนอีกสักรอบ
ทว่าเซียว หลันหลานกลับเดินตรงเข้ามาเสียก่อน
“คุณชายโจว การแข่งขันกำลังจะเริ่มแล้ว คุณไม่ต้องการพักผ่อนสักหน่อยเหรอคะ? ฉันกำลังรอชมผลงานของคุณในรอบชิงชนะเลิศอยู่นะ”
เมื่อเซียว หลันหลานพูดเช่นนี้ ท่าทีเชิดหน้าชูคอของโจว เหวินเผิงก็อ่อนลงทันที เขาเปลี่ยนเป็นยิ้มแย้มพลางกล่าวว่า “หลันหลาน ขอบคุณที่เป็นห่วงนะ ผมจะพักผ่อนและแข่งให้ดีแน่นอน การคว้าแชมป์ในวันนี้สำหรับผมแล้วมันง่ายเหมือนหยิบของในกระเป๋าเลยล่ะ”
“ค่ะ”
เซียว หลันหลานไม่ได้เสวนากับโจว เหวินเผิงต่อ สายตาของเธอเหลือบมองเฉินมั่วที่ยืนอยู่ข้างๆ แวบหนึ่ง ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับไปยังแท่นประธาน
โจว เหวินเผิงเดินตามเซียว หลันหลานไปไม่กี่ก้าว ก่อนจะหันมาถลึงตาใส่เฉินมั่วอย่างดุดัน แล้วจึงเดินเข้าไปในห้องพักรับรองชั่วคราวที่อยู่ด้านข้าง
รอบที่สามเริ่มขึ้นในไม่ช้า เนื่องจากรอบชิงชนะเลิศเป็นการตัดสินระหว่างเฉินมั่วกับโจว เหวินเผิง ประกอบกับมีเงินรางวัลสูงถึงหนึ่งล้านหยวน จึงมีผู้คนมาล้อมรอดูเป็นจำนวนมาก
เพื่อให้โจว เหวินเผิงก้าวไปสู่ชัยชนะอย่างสง่างาม ตระกูลโจวได้จัดเตรียมทีมเชียร์มาหลายสิบคน คนกลุ่มนี้รู้วิธีสร้างบรรยากาศเป็นอย่างดี พวกเขาไม่เพียงแต่ถือป้ายแบนเนอร์ขนาดยักษ์ที่มีข้อความว่าโจว เหวินเผิงจะคว้าชัยชนะ แต่ยังส่งเสียงโห่ร้องเชียร์คุณชายโจวกันอย่างคึกคักไปทั่วสนาม
ในทางกลับกัน ฝ่ายของเฉินมั่วนั้นดูโดดเดี่ยวและไร้กำลัง นอกจากเถ้าแก่เนี้ยหุ่นแซ่บอย่าง ฮวา เสี่ยวอวิ๋น แล้ว ก็ไม่มีใครอื่นมาคอยสนับสนุนเขาเลย
ท่ามกลางบรรยากาศที่แตกต่างกันราวฟ้ากับเหวเช่นนี้ ไม่มีใครเชื่อเลยว่าเฉินมั่วจะสามารถคว้าแชมป์มาครองได้
เฉินมั่วไม่ได้ท้อแท้ เขาเพียงแค่รอคอยการตัดสินครั้งสุดท้ายอย่างสงบ
เพื่อเพิ่มความตื่นเต้นและน่าสนใจให้กับรอบชิงชนะเลิศ คู่ชิงทั้งสองฝ่ายจะต้องเลือกหินหยกดิบหนึ่งก้อนจากหินทั้งหมดหนึ่งร้อยก้อนที่วางเรียงรายกันอยู่อย่างเป็นระเบียบ
นี่คือการ “คัดหนึ่งจากร้อย”
เฉินมั่วที่เคยลิ้มรสแผนการของโจว เหวินเผิงมาแล้ว ตัดสินใจจะเป็นฝ่ายลงมือก่อนเพื่อทำให้ตระกูลโจวตั้งตัวไม่ติด ไม่รอให้ผ้าแดงที่คลุมอยู่ออก เขาก็ใช้เนตรทองคำมองทะลุผ่านผ้าแดงเข้าไปตรวจสอบหินหยกทั้งหนึ่งร้อยก้อนทีละก้อนล่วงหน้า
เขพบว่าในบรรดาหินหนึ่งร้อยก้อนนี้ หลายก้อนมีผิวหินที่ดูดีมาก แต่ภายในกลับมีรอยร้าวมากเกินไป หรือไม่ก็มีตำหนิสกปรกขนาดใหญ่ และบางก้อนเนื้อหยกภายในยังมีการเปลี่ยนสภาพจนเสียราคาไปแล้ว
นอกจากหินที่จะตัดออกมาแล้วขาดทุนป่นปี้ ในบรรดาหินที่พอจะตัดกำไรได้นั้น มีอยู่สองก้อนที่พิเศษที่สุด
ก้อนแรกคือ หยกม่วงลาเวนเดอร์ (จื่อหลัวหลาน) ผิวทรายขาว ไม่เพียงแต่เนื้อจะละเอียดและใสกระจ่างปานคริสตัล แต่ความใสยังถึงระดับเนื้อกึ่งแก้ว (เกาปิง) และที่สำคัญที่สุดคือหยกม่วงก้อนนี้ “เจอแสงไม่ตาย” (สีม่วงไม่ซีดจางเมื่อถูกแสง)
หยกแดงหยกเขียวว่ามีค่า แต่สีม่วงนั้นสูงส่งที่สุด เมื่อหยกม่วงก้อนนี้ถูกตัดออกมา แค่ทำกำไลได้สักคู่ก็มีมูลค่าอย่างน้อยสามล้านหยวนแล้ว หากรวมส่วนกลางของกำไลและเศษหินที่เหลือ มูลค่าในตลาดจะต้องไม่ต่ำกว่าสี่ล้านหยวนแน่นอน
แต่สิ่งที่ทำให้เฉินมั่วต้องขมวดคิ้วเล็กน้อยคือ ในตำแหน่งที่ไม่สะดุดตาของหยกม่วงก้อนนี้ กลับมี “หน้าต่างลวง” (หน้าต่างอันธพาล) เล็กๆ ที่ไม่สังเกตคงไม่เห็น
หน้าต่างนี้ถูกเปิดไว้เล็กมาก และถูกยอดฝีมือปิดทับถมไว้อีกครั้งจนดูไร้ที่ติ
นอกจากหยกม่วงเนื้อกึ่งแก้วที่มีมูลค่าสูงมากก้อนนี้แล้ว หินก้อนพิเศษที่สองคือ หินทรายดำ (เฮยอูซา) จากแหล่งหนานฉี หินก้อนนี้แม้ผิวหินจะแน่นและเรียบ แต่ทั่วทั้งก้อนกลับเต็มไปด้วยรอยร้าวยิบย่อยประดุจใยแมงมุม
หนานฉีมักมีของแปลก หินจากแหล่งนี้มักจะมีการเปลี่ยนแปลงที่คาดเดาได้ยาก และหินทรายดำยังได้ชื่อว่าเป็น “หินคร่าชีวิต” เมื่อรวมกับรอยร้าวที่แผ่เป็นใยแมงมุมไปทั่วก้อน จึงไม่มีใครกล้าให้ความสนใจหินแบบนี้โดยง่าย
เฉินมั่วเลือกที่จะเดินหมากแหวกแนว เขาใช้เนตรทองคำส่องดูหินก้อนนี้อย่างละเอียด และพบว่ารอยร้าวบนผิวหินทรายดำก้อนนี้ลามเข้าไปในเนื้อหยกจริงๆ แต่หลังจากลามเข้าไปได้เพียงหนึ่งในสามของเนื้อหยก รอยร้าวเหล่านั้นก็หายไปจนหมดสิ้น
ใจกลางของหินก้อนนี้ไม่เพียงแต่ไร้รอยร้าว แต่ยังเป็น “เขียวจักรพรรดิ” (ตี้หวางลวี่) ที่เขียวขจีถึงขีดสุด และยังมีเนื้อสัมผัสใกล้เคียงกับเนื้อแก้ว (ปัวหลีจ้ง) อีกด้วย
เฉินมั่วคำนวณดูแล้วว่า หากลอกผิวหินออก และตัดเนื้อหยกที่มีรอยร้าวออกให้หมด ส่วนตรงกลางที่เหลือจะสามารถทำหัวแหวนเขียวจักรพรรดิที่ใสแวววาวได้พอดี
มูลค่าในตลาดอย่างน้อยก็หกล้านหยวน
เมื่อมองเห็นหินทุกก้อนอย่างทะลุปรุโปร่งแล้ว เฉินมั่วก็มั่นใจเต็มเปี่ยม
เขามั่นใจว่า ในเมื่อโจว เหวินเผิงมีผู้เชี่ยวชาญคอยชี้แนะ และหยกม่วงก้อนนั้นก็เคยถูกแอบเปิดหน้าต่างลวงเพื่อตรวจสอบมาก่อนแล้ว มันจะต้องเป็นหินที่โจว เหวินเผิงหมายตาไว้แน่นอน
ประจวบเหมาะพอดีที่จะใช้มันปั่นหัวหมอนั่นสักหน่อย
เมื่อเสียงนกหวีดดังขึ้น ผ้าแดงถูกดึงออก เฉินมั่วไม่รอช้า พุ่งตัวออกไปราวกับลูกศร มุ่งตรงไปยังหยกม่วงเนื้อกึ่งแก้วก้อนนั้นทันที
ในขณะที่ทุกคนกำลังงุนงง เฉินมั่วก็เข้าถึงจุดหมายอย่างรวดเร็ว และคว้าธงแดงเล็กๆ ที่ปักอยู่หน้าหยกม่วงก้อนนั้นขึ้นมาชูไว้
โจว เหวินเผิงเองก็นิ่งอึ้งไป ตามแผนที่วางไว้ หลังจากผ้าแดงถูกเปิดออก เขาต้องไปหยิบหินหยกม่วงหมายเลข 76 ก้อนนั้น คิดไม่ถึงเลยว่าเฉินมั่วจะชิงตัดหน้าเขาไปก่อน
เขาโกรธจัดขึ้นมาทันที
ในขณะที่เขากำลังจะเข้าไปแย่ง แต่เมื่อเห็นสายตาที่จับจ้องมาจากทั่วทุกสารทิศ และเห็นเงาร่างของเซียว หลันหลานที่อยู่ไกลออกไป เขาจึงจำต้องระงับความคิดที่จะแย่งชิงต่อหน้าสาธารณชนไว้
เมื่อเห็นสีหน้าลำบากใจและกระวนกระวายของโจว เหวินเผิง เฉินมั่วก็ยิ่งมั่นใจว่าหินก้อนนี้คือสิ่งที่โจว เหวินเผิงต้องการ เขาจึงยิ้มและพูดกับโจว เหวินเผิงตรงๆ ว่า “คุณชายโจว ผมรู้สึกว่าหินก้อนนี้ดูดีมาก คุณคิดว่ายังไงครับ?”
มุมปากของโจว เหวินเผิงกระตุกอย่างห้ามไม่ได้ เขาแสร้งทำเป็นสงบนิ่งแล้วพูดว่า “หยกม่วงน่ะ สิบก้อนจะมีเก้าก้อนที่เจอแสงแล้วสีซีด ถ้าสมองไม่ผิดปกติ ก็ไม่มีใครเอามาใช้แข่งในรอบชิงหรอก ถ้าเป็นผม ผมไม่มีทางเอาหินแบบนี้มาเสี่ยงเด็ดขาด”
เฉินมั่วทำท่าเหมือนเพิ่งจะเข้าใจอะไรบางอย่าง และทำท่าจะปักธงแดงในมือกลับคืนที่เดิม
โจว เหวินเผิงตื่นเต้นจนแทบเก็บอาการไม่อยู่ สายตาที่มองเฉินมั่วยิ่งทวีความดูแคลนมากขึ้น
ทว่าในจังหวะที่เฉินมั่วกำลังจะปล่อยมือ เขากลับดึงธงแดงขึ้นมาอีกครั้งแล้วพูดว่า “แม้หยกม่วงส่วนใหญ่จะเจอแสงแล้วสีซีด แต่ผมรู้สึกว่ามันยังมีโอกาสที่จะเสี่ยงดูนะ เผื่อว่ามันจะเป็นหนึ่งในสิบส่วนนั้นล่ะ”
“เป็นไปไม่ได้ ไม่มีทางเกิดเรื่องบังเอิญแบบนั้นแน่ ฉันกล้ารับประกันเลยว่าหินก้อนนี้ตัดออกมายังไงก็พัง”
ตาของโจว เหวินเผิงแทบจะมีประกายไฟพุ่งออกมา ฟันของเขาบดเคี้ยวกันจนเกิดเสียงดังจี๊ดจ๊าดอย่างไม่ตั้งใจ
เฉินมั่วเห็นว่าปั่นหัวจนได้ที่แล้ว จึงทำท่าทางเหมือนถูกโจว เหวินเผิงกล่อมจนคล้อยตาม เขาจึงปักธงแดงกลับคืนไปจริงๆ
จากนั้น เขาก็เปลี่ยนท่าทีเป็นเด็ดเดี่ยวและจริงจัง เดินตรงไปยังหินทรายดำคร่าชีวิตหมายเลข 89 ที่เต็มไปด้วยรอยร้าวก้อนนั้นทันที
ท่ามกลางสายตาของทุกคน เฉินมั่วหยิบธงแดงหมายเลข 89 ออกมาแล้วส่งมอบให้กับเจ้าหน้าที่
เสียงเย้ยหยันดังขึ้นไล่หลังเขาทันที
“เชี่ย! ไอ้นี่สมองโดนลาเตะมาหรือเปล่า รอยร้าวเยอะขนาดนั้นมองไม่เห็นหรือไง?”
“นั่นดิ ยังกล้าเลือกหินดำอีก ฉันว่ามันหาเรื่องตายชัดๆ”
เมื่อต้องเผชิญกับเสียงเย้ยหยันถากถางไปทั่วสนาม เฉินมั่วไม่ได้ใส่ใจ เขาเพียงยืนรออยู่อย่างสงบ
โจว เหวินเผิงเห็นเฉินมั่วส่งหินไปแล้ว เขาก็เลิกแสร้งทำเป็นนิ่งเฉยทันที เขามองเฉินมั่วด้วยสายตาเหยียดหยามและลำพองใจ ก่อนจะรีบส่งธงแดงหมายเลข 76 ที่ปักอยู่ที่หยกม่วงไปให้เจ้าหน้าที่
หินทั้งสองก้อนถูกเลือกเรียบร้อย ท่ามกลางสายตาที่จับจ้องของทุกคน หยกม่วงที่โจว เหวินเผิงเลือก และหินทรายดำที่เฉินมั่วเลือก ต่างถูกยกเข้าไปในเครื่องตัดหินเลื่อยน้ำมันคนละเครื่อง
เมื่อปิดฝาครอบลง เสียงคำรามของการตัดหินก็ดังกระหึ่มขึ้นทันที
เหล่าผู้ชมรอบข้างยังคงแสดงจุดยืนชัดเจนด้วยการยกยอปอปั้นโจว เหวินเผิง พร้อมกับเหยียบย่ำเฉินมั่วซ้ำเติมอย่างหนักหน่วง
ยี่สิบนาทีต่อมา เครื่องเลื่อยน้ำมันทั้งสองเครื่องก็ค่อยๆ หยุดทำงานลง
ขั้นตอนต่อไปคือการเปิดฝาเพื่อเปรียบเทียบหิน
หยกม่วงหมายเลข 76 ที่โจว เหวินเผิงเลือกถูกนำออกมาเป็นก้อนแรก สนามแข่งขันเงียบกริบไปชั่วครู่ ก่อนจะระเบิดเสียงปรบมือดังกึกก้องออกมาทันที
“คุณชายโจวเก่งจริงๆ ตัดออกมาได้เป็นหยกม่วงเนื้อกึ่งแก้ว แถมยังเจอแสงไม่ซีดอีก วันนี้ถือเป็นบุญตาจริงๆ”
“นั่นสิ ไอ้เฉินมั่วนี่มันตาไม่มีแววเอาเสียเลย เดิมทีหินก้อนนี้มันเลือกได้ก่อนแท้ๆ แต่ดันถูกเขาหลอกจนยอมเปลี่ยนก้อน สมองหมูจริงๆ เลยนะเนี่ย”
เมื่อเห็นเฉินมั่วถูกรุมด่าอย่างหนัก โจว เหวินเผิงก็อดไม่ได้ที่จะเดินเข้ามาเยาะเย้ย “เฉินมั่ว แกติดกับฉันเข้าแล้ว หยกม่วงก้อนนี้คือที่สุดของหยกม่วง วันนี้แกแพ้ราบคาบแน่ คิดจะสู้กับฉันน่ะ แกยังห่างชั้นอีกเยอะ”
เฉินมั่วยิ้มเล็กน้อยและโต้กลับไปว่า “คุณชายโจว อย่าเพิ่งรีบโวไปหน่อยเลย จะหมู่หรือจ่า เดี๋ยวเรามาดูตอนจบกันดีกว่า”
จบบท