- หน้าแรก
- ทะลุมิติยุค 60 พลิกชะตาในลานสี่ประสาน
- บทที่ 183 การคิดคำนวณของบ้านเหยียน
บทที่ 183 การคิดคำนวณของบ้านเหยียน
บทที่ 183 การคิดคำนวณของบ้านเหยียน
อี้จงไห่เดินออกจากประตูบ้านสกุลเจี่ย แล้วหันไปมองประตูบ้านของเหออวี่จู้ที่ปิดสนิท เขากำหมัดแน่น ราวกับตัดสินใจอะไรบางอย่างได้แล้ว
อี้จงไห่กลับไปที่บ้านของตัวเองก่อน "คุณไปเอาเงินมาให้ฉันสามสิบหยวนสิ"
ป้าใหญ่หยุดงานในมือ แล้วหันไปมองอี้จงไห่ "ตาเฒ่าอี้ นี่ฉินหวยหรูมาร้องห่มร้องไห้บ่นว่าจนอีกแล้วใช่ไหม ถึงเราอยากจะให้หล่อนมาคอยดูแลตอนแก่ ก็จะมาใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายแบบนี้ไม่ได้นะ เงินเดือนเดือนนี้ของคุณเหลือแค่ห้าสิบหยวนเองนะ เมื่อก่อนเราเหลือตั้งเจ็ดแปดสิบหยวนทุกเดือนไม่ใช่หรือไง"
จะไปโทษป้าใหญ่ที่พูดแบบนี้ก็ไม่ได้ อี้จงไห่เพิ่งกลับมาจากลานหลัง ก็ตรงดิ่งเข้าบ้านฉินหวยหรูทันที พอออกจากบ้านหล่อนปุ๊บก็มาขอเงินปั๊บ จะไม่ให้ป้าใหญ่สงสัยได้อย่างไร
อี้จงไห่รู้สึกหงุดหงิดใจ เงินก้อนนี้ความจริงเหออวี่จู้ควรจะเป็นคนจ่าย เขาอุตส่าห์ช่วยออกหน้าจ่ายแทนมาตั้งหลายเดือนแล้ว
ถ้าเหออวี่จู้แต่งงานกับโหลวเสี่ยวเอ๋อจริง ๆ เขาไม่ต้องช่วยควักเนื้อจ่ายแทนไปตลอดเลยหรือไง
"ไม่ได้จะเอาไปให้ฉินหวยหรูหรอก ตอนนี้คนที่จะหยุดโหลวเสี่ยวเอ๋อไม่ให้แต่งงานกับจู้จื่อได้ ก็มีแค่สวี่ต้าเม่าเท่านั้น ฉันเอาเงินไปจ้างคนให้ไปตามหาสวี่ต้าเม่าน่ะ"
"แล้วทางยายเฒ่าหูหนวกล่ะ..." ป้าใหญ่เอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ
"ทางยายเฒ่าน่ะอย่าไปหวังพึ่งเลย ยายแกอายุมากแล้วก็เลยเลอะเลือน แกยังมัวแต่คิดว่าถ้าจู้จื่อแต่งงานกับโหลวเสี่ยวเอ๋อแล้ว จะมาคอยดูแลพวกเราตอนแก่ ยายเฒ่าก็ไม่คิดบ้างเลยว่า โหลวเสี่ยวเอ๋อเป็นถึงลูกคุณหนูตระกูลนายทุน งานบ้านงานเรือนอะไรก็ทำไม่เป็น แล้วจะมาปรนนิบัติดูแลเราตอนแก่ได้ยังไง" อี้จงไห่พยายามข่มใจอธิบายให้ป้าใหญ่ฟัง
ป้าใหญ่เป็นแม่บ้านแม่เรือนหัวโบราณ จึงไม่ค่อยเข้าใจพฤติกรรมที่เอาแต่นอนตื่นสายตะวันโด่งของโหลวเสี่ยวเอ๋อนัก ช่วงเวลาที่โหลวเสี่ยวเอ๋อมาขลุกอยู่ที่บ้านของเหออวี่จู้ ป้าใหญ่ก็รู้สึกขัดหูขัดตามาตลอด
พอได้ยินอี้จงไห่พูดแบบนี้ ป้าใหญ่ก็รีบเดินไปหยิบเงินมาให้ หล่อนเองก็รู้ดีว่าเงินก้อนนี้มันประหยัดไม่ได้
เมื่ออี้จงไห่ได้เงินมา ก็หันไปสั่งป้าใหญ่ว่า "คุณไปอยู่เป็นเพื่อนยายเฒ่าที่ลานหลังนะ คอยดูไว้ อย่าให้แกออกมาป่วนได้ล่ะ"
ป้าใหญ่รับคำ แล้วลุกขึ้นเดินไปลานหลังเพื่อหายายเฒ่าหูหนวก
พออี้จงไห่เดินออกจากบ้าน เขาก็คิดทบทวนว่าจะไปขอให้ใครมาช่วยดี แน่นอนว่าเขาย่อมอยากได้คนออกไปช่วยตามหาให้เยอะที่สุด
ถ้าพูดถึงบ้านที่มีคนเยอะ ก็ต้องยกให้บ้านเหยียนปู้กุ้ย เพราะลูกชายทั้งสามคนก็อยู่บ้านกันพร้อมหน้า
ที่อี้จงไห่กลับบ้านไปเอาเงิน ก็เตรียมไว้สำหรับบ้านเหยียนนี่แหละ คติประจำบ้านนี้คือ 'กินไม่จน ใส่ไม่จน คิดคำนวณไม่ถึง—ถึงจน'
ทางฝั่งบ้านเหยียนปู้กุ้ยเองก็กำลังคุยกันเรื่องที่เหออวี่จู้จะแต่งงานกับโหลวเสี่ยวเอ๋ออยู่เหมือนกัน ป้าสามที่ไปดูเรื่องสนุกในลานกลาง พอกลับมาถึงบ้านก็เล่าเรื่องนี้ให้ทุกคนฟัง
"นี่พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตกหรือไง โหลวเสี่ยวเอ๋อเนี่ยนะจะยอมแต่งงานกับเหออวี่จู้ โหลวเสี่ยวเอ๋อทั้งสวยขนาดนั้น ไปถูกตาต้องใจหมอนั่นได้ยังไงกัน" เหยียนเจี่ยเฉิงพูดด้วยน้ำเสียงอิจฉาตาร้อน
อวี๋ลี่ได้ยินคำพูดของเหยียนเจี่ยเฉิง ก็แอบเตะเขาใต้โต๊ะไปหนึ่งทีอย่างแรง พอเหยียนเจี่ยเฉิงเห็นสีหน้าไม่พอใจของอวี๋ลี่ ก็รีบหันไปพูดจาเอาใจหล่อนทันที
ป้าสามไม่ได้สนใจท่าทีลับลมคมในของลูกชายกับลูกสะใภ้ หล่อนเอ่ยด้วยความกังวลว่า "ตาเฒ่า เมื่อไม่นานมานี้คุณเพิ่งจะไปบอกสวี่ต้าเม่าอยู่แหม็บ ๆ ว่าสองคนนี้ไม่มีทางลงเอยกันได้ แล้วทีนี้คุณจะอธิบายกับสวี่ต้าเม่ายังไงล่ะ"
"ต้องอธิบายอะไรล่ะ ฉันก็แค่บอกว่าตอนนั้นสองคนนี้ยังไม่มีอะไรกัน ไม่ได้บอกซะหน่อยว่าต่อไปจะไม่มีอะไรกัน" เหยียนปู้กุ้ยเองก็แอบหวั่นใจอยู่บ้าง แต่ไม่มีทางยอมให้คนในบ้านจับได้เด็ดขาด
"แล้วนี่คุณกำลังคิดอะไรอยู่น่ะ" ป้าสามถามขึ้น
เหยียนปู้กุ้ยคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า "ฉันกำลังคิดอยู่ว่าจู้จื่อจะจัดงานแต่งเมื่อไหร่น่ะสิ หมอนั่นอายุตั้งสามสิบกว่าแล้ว กว่าจะหาเมียอย่างโหลวเสี่ยวเอ๋อได้สักคน ปกติก็สรรหาแต่ของอร่อย ๆ มาให้หล่อนกินตลอด ลองคิดดูสิว่าถ้าเขาแต่งงาน เขาจะยอมให้โหลวเสี่ยวเอ๋อน้อยหน้าได้ยังไง"
พอคิดถึงกลิ่นหอมของกับข้าวที่ลอยมาเตะจมูกทุกเย็น คนทั้งครอบครัวก็แทบจะน้ำลายสอ
คราวก่อนสวี่ต้าเม่าเพิ่งจะเอาเนื้อมาให้แค่ครึ่งชั่ง ยังแบ่งกินได้ตั้งหลายมื้อ ถ้าอยากกินเนื้อแบบเต็มอิ่ม ก็ต้องรองานแต่งของเหออวี่จู้นี่แหละ
"แม่ เหออวี่จู้จะแต่งงานกับโหลวเสี่ยวเอ๋อเมื่อไหร่ล่ะ" เหยียนเจี่ยควั่งหันไปถามป้าสาม
ป้าสามลองนึกดู ตอนนั้นมัวแต่ตกตะลึงกับข่าวนี้ เลยไม่ได้ยินว่าเหออวี่จู้กะจะแต่งงานกับโหลวเสี่ยวเอ๋อเมื่อไหร่กันแน่
"จู้จื่อบอกว่าจะไปสู่ขอที่บ้านตระกูลโหลว แต่ไม่ได้บอกนะว่าจะแต่งงานเมื่อไหร่ คงกะจะไปปรึกษากับทางบ้านนู้นตอนไปสู่ขอนั่นแหละ"
เหยียนปู้กุ้ยถามขึ้นมาว่า "การไปสู่ขอน่ะ ต้องมีผู้หลักผู้ใหญ่ไปด้วยนะ จู้จื่อกะจะเชิญใครไปล่ะ"
"ไม่รู้สิ จู้จื่อไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้เลย เมื่อกี้ตาเฒ่าอี้ก็เพิ่งจะออกปากคัดค้านเรื่องที่เขาจะแต่งงานกับโหลวเสี่ยวเอ๋อไปหมาด ๆ คงไม่เชิญตาเฒ่าอี้ไปหรอก ในลานบ้านเรา นอกจากตาเฒ่าอี้แล้ว ก็เหลือแค่คุณกับตาเฒ่าหลิวนี่แหละ"
ดวงตาของเหยียนปู้กุ้ยเป็นประกาย เขายิ้มแล้วพูดว่า "เดี๋ยวฉันไปลองถามดู หมอนั่นไม่ถูกกับตาเฒ่าหลิว คงไม่เชิญตาเฒ่าหลิวไปหรอก คนที่จะไปเป็นเถ้าแก่สู่ขอ ก็ต้องเป็นฉันคนเดียวนี่แหละ ขอแค่พวกเราผูกมิตรกับเขาไว้ให้ดี ต่อไปผลประโยชน์ก็มีมาไม่ขาดสายแน่"
"พ่อ พ่อยังจะมาพูดอีก ถ้าพ่อแนะนำครูหร่านให้จู้จื่อแต่แรก บ้านเราคงสบายไปตั้งนานแล้ว จู้จื่อน่ะใจป้ำกับคนอื่นจะตายไป" เหยียนเจี่ยเฉิงบ่นกระปอดกระแปด
เหยียนปู้กุ้ยหน้าแดงก่ำ ในใจก็ไม่ใช่ว่าจะไม่เสียดาย รู้อย่างนี้ว่าสองคนนั้นไม่มีทางลงเอยกันได้แต่แรก เขาไม่น่าปิดบังเรื่องนี้ไว้เลย น่าจะบอกครูหร่านไปตรง ๆ ตั้งแต่แรกซะก็สิ้นเรื่อง
"หุบปากไปเลย ฉันกับครูหร่านเป็นเพื่อนร่วมงานกันนะ ขืนฉันเป็นคนแนะนำให้สองคนนั้นรู้จักกันจริง แล้วฉันจะเอาหน้าไปไว้ไหนในโรงเรียน แกคิดว่าตาเฒ่าอี้กับฉินหวยหรูจะยอมปล่อยให้จู้จื่อแต่งงานง่าย ๆ หรือไง"
ป้าสามเองก็รู้ดีว่าในเรื่องของครูหร่าน เหยียนปู้กุ้ยเป็นฝ่ายผิดจริง พอโดนลูกชายมาพูดแบบนี้ ทั้งหล่อนและเหยียนปู้กุ้ยก็ต่างพากันเสียหน้า
"เรื่องมันก็ผ่านไปแล้ว อย่าไปพูดถึงมันอีกเลย ตาเฒ่าเหยียน ฉันดูจากท่าทีของตาเฒ่าอี้กับฉินหวยหรูแล้ว สองคนนั้นไม่มีทางยอมให้จู้จื่อแต่งงานเด็ดขาดเลยนะ แล้วบ้านเราจะเอายังไงดีล่ะ"
คนในบ้านก็เลิกพูดถึงเรื่องในอดีต แล้วหันมามองเหยียนปู้กุ้ยเป็นตาเดียว ถ้าเหออวี่จู้ไม่ได้แต่งงาน แล้วบ้านพวกเขาจะได้กินเลี้ยงได้ยังไง ปัญหานี้ถือเป็นเรื่องใหญ่คอขาดบาดตายเลยนะ
เหยียนปู้กุ้ยถูกจ้องจนทำตัวไม่ถูก ความคิดที่จะช่วยไปสู่ขอให้เหออวี่จู้ก็พลอยมอดดับลงไปด้วย ขืนเขาออกหน้าไปเป็นเถ้าแก่สู่ขอให้เหออวี่จู้จริง คงได้ล่วงเกินคนไปทั่วแน่
ในลานสี่ประสานแห่งนี้ คนที่มีหน้ามีตาหลายคน ต่างก็ไม่อยากให้เหออวี่จู้แต่งงาน เขายังไม่มีความกล้าพอที่จะตั้งตนเป็นศัตรูกับคนมากมายขนาดนั้นหรอก
"ฉันจะไปรู้ได้ยังไงว่าควรทำยังไง พวกแกมีใครกล้าไปแหยมกับยายเฒ่าหูหนวก ตาเฒ่าอี้ ฉินหวยหรู สวี่ต้าเม่า หรือตาเฒ่าหลิวไหมล่ะ"
ทุกคนต่างพากันส่ายหน้า แค่บ้านใดบ้านหนึ่งพวกเขายังไม่กล้าไปตอแยเลย นับประสาอะไรกับหลาย ๆ บ้านรวมหัวกัน คติประจำบ้านเหยียนคือการคอยฉวยโอกาสเก็บเกี่ยวผลประโยชน์อยู่เบื้องหลัง ไม่ใช่การออกไปเป็นทัพหน้าเสี่ยงตายซะหน่อย
คนตั้งมากมายขนาดนั้น มียายเฒ่าหูหนวกรวมอยู่ด้วย เหออวี่จู้จะสามารถฝ่าด่านคนพวกนั้นไปได้หรือ?
"ถ้าเหออวี่จู้ไม่ได้แต่งงาน แล้วบ้านเราจะได้กินเลี้ยงได้ยังไงล่ะ" เหยียนเจี่ยตี้เอ่ยถาม
เฮ้อ...
คนทั้งครอบครัวต่างพากันทอดถอนใจออกมาพร้อมกัน
"เรื่องนี้ จุดสำคัญที่สุดคงต้องดูท่าทีของยายเฒ่าหูหนวกนั่นแหละ ถ้าแกเห็นด้วยให้จู้จื่อแต่งงานกับโหลวเสี่ยวเอ๋อ ตาเฒ่าอี้ก็หมดปัญญาจะขัดขวางได้" เหยียนปู้กุ้ยวิเคราะห์
ป้าสามมองสายตาเปี่ยมความหวังของคนในบ้าน แม้จะทำใจลำบาก แต่ก็ต้องพูดความจริงออกไป "พวกคุณเลิกฝันหวานกันได้แล้ว ช่วงนี้โหลวเสี่ยวเอ๋อกับยายเฒ่าหูหนวกก็ไม่ได้ลงรอยกันเท่าไหร่ ยายเฒ่าหูหนวกอาจจะไม่เห็นด้วยกับงานแต่งนี้ก็ได้นะ อีกอย่าง ก่อนที่ฉันจะกลับมา ตาเฒ่าอี้ก็เพิ่งไปคุยกับยายเฒ่าหูหนวกมาด้วย"
"ขนาดยายเฒ่าหูหนวกยังช่วยปิดข่าวเรื่องที่ลุงใหญ่แอบเอาแป้งสาลีไปให้ฉินหวยหรูตอนกลางดึกเลย ยายเฒ่าก็ต้องเข้าข้างลุงใหญ่อยู่แล้วสิ" เหยียนเจี่ยเฉิงบ่นด้วยความไม่พอใจ
คนในบ้านมองหน้ากันไปมา ดูท่าความหวังที่จะได้กินเลี้ยงคงริบหรี่เต็มทีแล้ว
เหยียนปู้กุ้ยสรุปปิดท้ายว่า "เรื่องงานแต่งของจู้จื่อ บ้านเราไม่ต้องออกความคิดเห็นอะไรทั้งนั้น สองฝั่งนี้เราล่วงเกินใครไม่ได้เลย"
(จบบท)